เทศน์เช้า วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ ตั้งแต่เข้าพรรษามา เราอธิษฐานพรรษา งดเหล้าเข้าพรรษา ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา
มีความสงบสุข มีทรัพย์สินที่เหลือจากการซื้อยาดองของเมา
สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา
นี่พูดถึงชาวพุทธต้องมีศีลมีธรรม ถ้ามีศีลมีธรรม เราวันพระ วันโกน เราแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน
เท้า หน้าที่ของมันคือไว้เดิน ไว้วิ่ง มือเอาไว้เขียนหนังสือ ปากเอาไว้ทานอาหาร
หัวใจมันทุกข์ยาก
หน้าที่ของใจๆ ไง คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ทางวิทยาศาสตร์เขาก็พิสูจน์ได้ โดยการเจ็บไข้ได้ป่วยเขาดูแลรักษา ถ้าทางการแพทย์ ทางจิตวิทยา จิตวิทยาเขาทำวิจัยขึ้นมา เขาก็มียาของเขาเพื่อรักษาให้จิตมันไม่ฟุ้งซ่าน ให้จิตมันไม่ทำลายเรา
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ได้พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เห็นไหม
คนเรามีกายกับใจๆ หน้าที่ของร่างกายก็ทำมาหากิน ใช้ชีวิตของเรา หน้าที่ของหัวใจ ศึกษาหาความรู้ มีสติมีปัญญาเพื่อความสงบสุขในชีวิตของตน ถ้ามีอำนาจวาสนา ฟังธรรมๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เห็นไหม ตั้งแต่ทางโลก มีศีลมีธรรม มีศีลมีธรรมนะ ไม่รบกวน ไม่เบียดเบียนสังคม ไม่ทำให้สังคมบอบช้ำ ทำให้สังคมมั่นคงแข็งแรง แล้วครอบครัวของเราก็มั่นคงแข็งแรง
คนมีศีล มีรั้วรอบชอบชิด มีรั้วรอบขอบชิด มีหนักมีเบาในชีวิตของตน
ถ้ามีธรรมๆ ขึ้นมาไง ความสงบสุขๆ ทำไมคนเขามีศีลมีธรรม ทำไมเขามีความสงบสุขของเขา ไอ้ของเราจะหาความสงบสุข จะหาความสงบสุขมาจากไหน ถ้าหาความสงบสุขมาจากไหน มีอำนาจวาสนาของเราไง เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา
คำว่า “ฝึกหัดปฏิบัติของเรา” เห็นไหม คนที่ทางโลกเขาว่า พวกนี้มันมีเวลาว่างมาก มันไปวัดไปวา มันไม่ทำมาหากินของเขาไง
ทำมาหากิน ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หน้าที่ฝึกหัดปฏิบัติหัวใจของเราให้มันอยู่ในศีลในธรรม ถ้าอยู่ในศีลในธรรม ครอบครัวมีความสงบสุข สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข
แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจให้ได้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ไม่ต้องไปหาความสุขที่ไหน ความสุขในร่างกายนี้ ความสุขในหัวใจดวงนี้ แต่เวลามันฟุ้งมันซ่านขึ้นมา มันทุกข์มันยากขึ้นมา มันบีบมันคั้นขึ้นมา
แล้วเวลามันระหกระเหิน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาเกิดขึ้นมามีความดีใจ มีความชื่นใจทั้งนั้น เวลาจะพลัดพรากจากกัน เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา กุมมือกันไว้เลยนะ อย่าทอดทิ้งกัน อย่าทอดทิ้งกัน
มันเป็นไปไม่ได้หรอก เวลาเกิด เราเกิดคนเดียวไง เวลาเกิดแล้วมีครอบครัว เราก็มีญาติมีตระกูลของเราขึ้นมาไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสละราชวังออกไป เข้าป่าเข้าเขาไป ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ตรงไหน
ตรงที่ออกมา ๖ ปี มีความทุกข์มีความยากขึ้นมา เพราะอะไร ปากมีไว้ทานอาหาร เท้ามีเอาไว้เดิน มือเอาไว้เขียนหนังสือ จิตมันคิดมันวิตกกังวลไปทั้งนั้นน่ะ ถ้าเรายังชำระล้างกิเลสไม่ได้ เรายังทำความสงบของใจเราไม่ได้ ไอ้เรื่องมันไม่คิด เป็นไปไม่ได้ ห้ามอะไรก็ห้ามได้ทั้งนั้นน่ะ ห้ามความคิดตัวเองห้ามไม่ได้ แล้วมากำหนดอานาปานสติ ใจมันก็สงบสุขเข้ามา สงบสุขเข้ามาแล้วมันมีกำลังของมัน มีกำลังของมันคือมีสติสัมปชัญญะไง
สมาธิ จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มีสติสัมปชัญญะควบคุมดูแลของตน เวลาน้อมไปมันรู้มันเห็น บุพเพนิวาสานุสติญาณ รู้อดีตชาติ
คำว่า “รู้อดีตชาติ” รู้ด้วยสติด้วยปัญญา ไม่ใช่รู้ด้วยความมัวเมา ไม่ใช่รู้ด้วยความครอบงำ ไม่ใช่รู้ด้วยอุปาทานหมู่
นี่มันรู้ด้วยสติด้วยปัญญาของตน จุตูปปาตญาณ รู้อนาคต เห็นหมดน่ะ แต่มีสติสัมปชัญญะ
มีสติสัมปชัญญะตรงไหน
เพราะว่าไอ้นี่มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ ดึงกลับหมดน่ะ สมาธิส่งออกไปรับรู้ก็ได้ มีสติปัญญา ดึงกลับมาก็ได้ สมาธิมันถึงมีสติ แล้วมีกำลังของมัน มีกำลัง มันรู้มันเห็นของมันโดยข้อเท็จจริงไง
ไอ้เรารู้ เราเคลิบเราเคลิ้มว่าเราเป็นผู้วิเศษ เราเป็นผู้มีอำนาจวาสนา
ตายอยู่นั่นน่ะ เวลาเป็นความจริงความจังขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายอวิชชาคือความไม่รู้ ไม่รู้ว่าเกิดอย่างไร ตายอย่างไร เกิด อะไรมาเกิด เวลาตาย อะไรตาย แล้วอะไรตายไปแล้วเหลืออะไร แล้วที่เหลือนั่นมันไปไหน นี่มันไปของมัน เห็นไหม
ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราฝึกหัดปฏิบัติของเราไง ความสงบสุขในหัวใจดวงนี้
คนเราเกิดมามีกายกับใจ เวลาเราพูดกัน เราพูดถึงร่างกาย เขาเรียกภาษากาย เวลาเขาไม่พูดขึ้นมา แต่เขาไม่พอใจ เขาแสดงปฏิกิริยา ผู้มีการศึกษา ภาษากายเขารู้เลยนะ นั่นภาษากาย แต่ภาษาจิตล่ะ
ภาษาจิตๆ ภาษาใจนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราเทศนาว่าการกับเทวดา อินทร์ พรหม ภาษาใจ ไม่ต้องพูด กำหนดนะ เข้าใจกันหมดเลย แล้วซื่อตรงด้วย ไม่กะล่อนไม่ปลิ้นปล้อนด้วย
เทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นไง บอกมนุษย์นี่แปลก เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง ไอ้ทำกับพูดไม่เหมือนกัน ไอ้พูดแล้วก็ยังปลิ้นปล้อนตลอดเวลา
ภาษาใจมันไม่มีอย่างนั้น ภาษาใจ รู้ภาษากาย แต่ไม่รู้ภาษาใจไง
วันนี้วันพระๆ วันพระไปวัดไปวาขึ้นมาทำบุญกุศลของตน จำศีล ฟังธรรม จำศีลๆ มีรั้วรอบขอบชิดไง ถ้ารั้วรอบขอบชิด เราตรากตรำทำงานมาทั้งอาทิตย์ วันพระ วันโกนเขาไปวัดไปวาขึ้นมา เพื่อความสงบสุขของร่างกายนี้ให้มันได้พักผ่อนของมัน แล้วถ้าได้พักจิตไง พักจิตคือทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจสงบระงับเข้ามามันได้พักของมัน
คนเราตั้งแต่เกิดไม่เคยดับเครื่อง พอจิตมันสงบ นั่นล่ะมันดับเครื่อง แต่เวลามันดับเครื่อง มันดับเครื่องโดยภวังค์อย่างนี้ มันก็ดับเครื่องไม่สนิทไง ถ้ามันดับเครื่องโดยสนิทขึ้นมา มันดับเครื่อง ชักกุญแจออก
จิตสงบ มีสติมีปัญญาดูแลจิตของตัวเองได้ ถ้าดูแลจิตของตัวเองได้แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านจะให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา นั่นน่ะภาวนามยปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนา สติปัฏฐาน ๔ จริง เพราะจิตสงบระงับแล้ว เห็นสติปัฏฐาน ๔ โดยความเป็นจริง
ไอ้เรามีการศึกษา มีการเล่าเรียน ใครจะนึกสติปัฏฐาน ๔ ไม่ได้ กาย เวทนา จิต ธรรม ใครจะนึกไม่ได้ นึกได้ทั้งนั้นน่ะ สติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ ปลอมๆ ปลอมๆ ก็อุปาทานเอา นึกเอา คาดหมายเอา สันนิษฐานเอา มันไม่จริง แต่ถ้าสันนิษฐานเอา อย่างนั้นเป็นปัญญาอบรมสมาธิ
คนเกิดมามีกายกับใจ เรื่องหน้าที่ของหัวใจ มีหน้าที่คิด มีหน้าที่กว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเอง มีหน้าที่คิดดีคิดชั่ว เวลาคิดดีๆ ปัญญาชนๆ ที่เขาคิดดีงาม ความคิดที่ดีงามเป็นประโยชน์กับตนเอง และเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย แต่ทิฏฐิมานะของคนมันแตกต่างกันไป ถ้าทิฏฐิมานะของคนแตกต่างกันไป คิดดีๆ ก็บวกกันด้วยความคิดดีไง
ทำไมคิดดีต้องไปบวกกันน่ะ เขาคิดดีก็คิดดีของเขา เราคิดดีของเรา เพราะคิดดีมีหยาบ มีกลาง มีละเอียดไง ไอ้คนคิดที่ดีอย่างหยาบๆ เขาว่าแค่นี้พอ ไอ้ความดีอย่างละเอียดบอกว่า โอ๋ย! ไอ้นี่มันยังน้อยไป ต้องทำอีก
อู้ฮู! กูคิดดีแล้วยังต้องวุ่นวายอีกขนาดนั้นหรือ
นี่อยู่ที่การพัฒนาการ เห็นไหม เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิมีขั้นตอนของมันอย่างไร สมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญาไง
ถ้าไปเข้าฌานสมาบัติ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นสมาบัติ ๘ นั่นน่ะเวลาทำสมาธิแล้วมันเข้าออก คือมันส่งออกไง มันเพิ่มกำลังของมันด้วยการเพิ่ม การเข้าแล้วถอย ถอยแล้วเข้า เพื่อให้จิตมันเคลื่อนไหวไง ไอ้นั่นน่ะมันจะเป็นเรื่องฌานโลกีย์ มันเป็นเรื่องของที่มีประจำโลกของเขาอยู่แล้ว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิเสธ ปฏิเสธเพราะอะไร เพราะเราทำของเราอยู่นี่มันก็หลงใหลอยู่แล้ว แล้วไปเอาเครื่องอย่างนั้นนะ แล้วจิตมันมีกำลังโดยตัวเองไม่รู้ตัว พอไม่รู้ตัว โอ๋ย! ไปรู้อย่างนั้น
เออ!
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ใครสร้างเวรสร้างกรรมไว้ในใจนั้น เวลาเข้าถึงตรงนั้นมันจะมีกำลังของมัน แล้วกำลังของจิตก็แตกต่างกันไป
กำลังของจิต ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ท่านให้ตั้งสติไว้ แล้วพยายามทำให้สงบเข้ามา แล้วไม่ให้มันส่งออก รั้งมันอย่างไร ดูแลอย่างไร รักษาอย่างไร นี่แค่สมาธินะ แค่สมาธิก็แค่สามัญสำนึกของเรานี่ไง พระพุทธศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญายังไม่เกิด
ไอ้ปัญญาที่เกิดๆ นี่เขาเรียกว่าสัญชาตญาณ หน้าที่ของจิตไง หน้าที่ของหัวใจคือหน้าที่มีความรู้สึกนึกคิด เรามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา จะคิดมากคิดน้อยขนาดไหน ถ้าอยากจะจบดอกเตอร์ต้องทำวิทยานิพนธ์ ต้องมีผลงานของตัว ต้องมีกรรมการรับรอง
สมาธิมันไม่เป็นอย่างนั้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คำว่า “ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก” รู้เฉพาะตนขึ้นมาไง แล้วรู้เฉพาะตน รู้เฉพาะตนที่ไหนล่ะ
ผิดและถูก
ถ้าผิดนะ มันเผา มันเป็นพื้นเป็นไฟ ถ้าถูกนะ โอ้! ร่มเย็นเป็นสุข
ถ้าผิด ทำไมทำแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนั้นนะ ทำไมคนเขาไม่นับถือเรา ทำไมคนไม่เชื่อเรา
นี่มันผิด เพราะมันร้อน ไปกว้านเอาแต่ข้างนอก เอาแต่การยืนยันจากสังคม ไม่ใช่ยืนยันจากปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
ถ้ามันคิดถูกนะ โอ้โฮ! ข้างนอกเขาวุ่นวายเต็มที่เลย เรานี่ฉลาดมาก ด้วยสติ ด้วยคำบริกรรม มันหดสั้นเข้ามา หดสั้นเข้ามาเป็นใจของตน มันมีความปกติสุข แล้วเขาจะรู้กับเราได้อย่างไรล่ะ
ทำไมถ้ามันผิด ทำไมต้องให้เขามายืนยัน ต้องให้เขามาเคารพนบนอบล่ะ
เคารพนบนอบมันก็เป็นการโกลาหลไง มันทำให้ทำสมาธิไม่ได้ไง
โอ๋ย! ถ้ามันสงบสุขนะ มันรู้ในตัวมันเอง เห็นไหม เป็นสัมมาสมาธิไง แล้วสัมมาสมาธิ ที่มีคุณค่า มีคุณค่าที่ในหัวใจของเราไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้เฉพาะตน แล้วคนอื่นรู้กันไม่ได้ เว้นไว้แต่ครูบาอาจารย์
เพราะครูบาอาจารย์ทุกองค์ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเผชิญกับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านระหกระเหินมาก่อน เริ่มต้นตั้งแต่ออกฝึกหัดปฏิบัตินะ แล้วเวลามันสงบระงับด้วยความเป็นจริง ถ้ามันสงบระงับด้วยความเป็นจริง มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้
ไอ้ที่มันอีลุ่ยฉุยแฉก แล้วทำอะไรไม่ได้ มันร้อน สละทั้งชีวิต ทำความดีนี่ทุ่มเทเต็มที่ ทำไมมันร้อนๆ
ก็เอาผลงานทางโลกไง ก็ทำดีแล้วไง เดินจงกรมก็เดินแล้ว นั่งก็นั่งแล้ว ศรัทธาก็ศรัทธามากมายมหาศาลเลย ทำไมมันร้อน
มันร้อน กิเลสมันยิ่งร้อนใหญ่
เวลาครูบาอาจารย์ของเราบอก ทุกคนลูกศิษย์ลูกหาจะมาถาม
“เมื่อก่อนดิฉันก็เป็นคนดี๊ดี อะไรก็อะลุ่มอล่วยได้ ตอนนี้ อู้ฮู! มันหงุดหงิดไปหมดเลย แตะไม่ได้เลย มันลุกเป็นไฟเลย”
ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติมาแล้วนะ แต่เดิมผ้าขี้ริ้วไว้เช็ดเท้า เช็ดเท้ามันก็สกปรกอยู่นั่นน่ะ ผ้าขี้ริ้วได้ซักสะอาดแล้วมันเป็นผ้าขาว ผ้าขาว ฝุ่นผงลงอะไรมันก็รู้เห็นไง
จิตไม่เคยฝึกไม่เคยหัด มันก็เป็นจิตโดยธรรมชาติ โดยหน้าที่รู้คิด หน้าที่กว้านเอาผลประโยชน์กับมันไง มันก็เหมือนผ้าขี้ริ้ว อะไรมันก็รับได้ทั้งนั้นน่ะ ไม่เป็นไรทั้งนั้นน่ะ
แต่วันไหนมันซักให้มันสะอาดไปแล้วนะ อะไรจะมาแตะ แอ๊ะๆๆ มันมีสติ แล้วมันหงุดหงิดนะ ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีแล้วคนไม่ส่งเสริม ทำดีแล้วไม่มีใครคุ้มครองดูแลให้ภาวนา ทำดีแล้วสังคมทำไมไม่หยุดนิ่งๆ ให้เราภาวนา มันคิดไปทั่วน่ะ
หงุดหงิดๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคนที่ฝึกหัดปฏิบัติแล้ว เวลาพัฒนา จากผ้าขี้ริ้วมันเป็นผ้าขาว เป็นผ้าขาวเลยนะ เห็นไหม
ดูสิ หัวใจของคนขุ่มตม เป็นโคลนเป็นตม เวลาพุทโธๆ นะ สารส้มแกว่งจนมันเป็นน้ำใส ถ้ามันใสสะอาดขึ้นมามันก็เป็นประโยชน์กับจิตของตน มันก็มีความสงบสุข เห็นไหม
ความสุขไปหาที่ไหน
หน้าที่การงานของเรา เป็นการชื่นชม เป็นกระแสสังคม สังคมที่นับหน้าถือตาอย่างนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราอยู่ในสังคม เราก็ต้องทำหน้าที่การงานของเราเพื่อความมั่นคงในชีวิตของตน แล้วชีวิตมีไว้ทำไม
มีไว้ศึกษา มีไว้ค้นคว้าให้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มีศรัทธากับหัวใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้ามีศรัทธาในหัวใจของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของตนไง
ถ้าใครทำความสงบของใจเข้ามาได้ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เป็นๆ เลยอยู่กลางหัวอกนี้ แล้วถ้ามันเป็น วันพระๆ เห็นไหม พระเกิดตรงนี้ เกิดตรงที่หัวใจเราดีงาม มันสงบสุขนะ แล้วของภายนอกเป็นเรื่องของสังคม
เราปลูกบ้านปลูกเรือน เราก็มีบ้านเรือนข้างเคียงทั้งนั้นน่ะ จิต จิตมันก็มีอารมณ์ความรู้สึกที่มันจรมาจากหัวใจ ที่มันกระทบในใจมาตลอดทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าวันไหนมันสงบสุขขึ้นมา บ้านของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันจะเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาขนาดไหน มันจะเชื่อมั่น มันจะเคารพ มันจะบูชาเลย
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา มันทำอย่างไร
ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านจะบอกว่า สมถกรรมฐาน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาคือใช้สติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในหัวใจของตน
แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา พอจิตสงบสุขขึ้นมา อุปาทานหมู่ นิพพานว่างหมดเลย ว่างหมดเลย เดี๋ยวมันก็เสื่อม แล้วพอเสื่อม มันก็จำอารมณ์อย่างนั้นน่ะ เขาเรียกว่าสัญญา มันเคยเป็นเคยได้ เคยเป็นเคยได้ มันเป็นอดีตอนาคต แก้กิเลสไม่ได้
ถ้าเป็นเงินตรามันยังได้นะ ยังกู้ยืมกันนะ อดีตอนาคตจ่ายดอกเบี้ย แต่ถ้าเป็นการปฏิบัตินะ นั่นน่ะเป็นโทษ เป็นโทษเพราะจิตมันไม่เป็นปัจจุบัน มันไปคิดแต่อดีต คิดแต่อนาคต มันส่งออกไปทั้งหมด แล้วมันทิ้งตัวมันเอง ทิ้งภวาสวะ ทิ้งภพ แล้วบอกว่า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม โยนมันทิ้งหมดเลย แล้วว่าง นิพพาน
พอมันเสื่อมแล้วมันทุกข์ แล้วพอมันทุกข์ขึ้นมานะ พอมันไปกระทบขึ้นมา มันทุกข์สองชั้นสามชั้น เห็นไหม ผ้าขี้ริ้วกับผ้าขาวไหม
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ไม่เคยปฏิบัติเลยมันก็ทุกข์อย่างหนึ่ง พอปฏิบัติแล้ว ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วก็ทุกข์อีกอย่างหนึ่ง
อย่างนี้ปฏิบัติให้มันทุกข์ขึ้นไปอีกหรือ
มันก็พัฒนา เห็นไหม ทหาร ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง เขาต้องให้ล้วงใบดำ ใบแดง ถ้าประเภทสอง ประเภทสาม ถ้าพอแล้วเขาไม่เอา
จิตใจของคนถ้ามันไม่ดีหนึ่งประเภทหนึ่ง มันไม่ฝึกหัดขึ้นมาให้รู้จัก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ก็รื้อหัวใจของตน เราทำสมาธิไม่ได้ เราไม่รู้จักตัวตนเราเอง แล้วตนมาแก้ไขตนได้อย่างไร แล้วตนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันต้องแก้ที่ภวาสวะ ที่ภพนั้น แก้ถึงที่สุดแล้วมันทำลายภพ ทำลายชาติ จบเลย
นี่ไง วันพระ สำคัญที่เรามีสติมีปัญญา
ทาน ศีล ภาวนา ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่ง ที่เขาทำบุญทำกุศลกัน ขวนขวายกัน เรานั่งสมาธิ เราฝึกหัดปฏิบัติ มันมีคุณค่ากว่ามาก เพราะอะไร เพราะมันฝังที่ใจดวงนั้นเป็นจริตเป็นนิสัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ไม่มีการเว้นวรรค ต่อเนื่องมาตลอด หัวใจถึงมีสัจจะมีความจริง ฝึกหัดปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง