แก่ท่าน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม เพราะใจเราไม่เป็นธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหัวใจเป็นวิหารธรรม วิหารธรรมตั้งแต่อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจดวงนั้น แต่หัวใจของเรา เห็นไหม ใจเหมือนกัน แต่ใจเป็นสมมุติไง
คำว่า “สมมุติบัญญัติๆ” ใจเป็นสมมุติ ภวาสวะตัวภพ จิตไม่เคยตาย จิตไม่เคยตายนั้นเป็นตัวจริง ตัวจริงๆ แต่มันโดนครอบงำโดยอวิชชา โดยพญามาร มันถึงหมุนไปในนามรูปตามแต่กิเลสจะครอบงำ
ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้มันรู้สึกตัว ให้มันตื่นขึ้นมา ถ้ามันตื่นขึ้นมา เห็นไหม จริตนิสัยความชอบไม่ชอบของใครแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามันเป็นความสงบสุขแล้ว หัวใจมันเป็นสัมมาสมาธิเหมือนกัน สัมมาสมาธิเหมือนกันแต่ไม่มีอำนาจวาสนา ไม่ยกขึ้นสู่วิปัสสนาหรือคร่อมตออันนั้นไว้ สมาธิหัวตอ
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงๆ ขึ้นมา มันไม่ใช่หัวตอ มันมีสติมีปัญญา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
อัตตกิลมถานุโยค โดยความมืดบอด กามสุขัลลิกานุโยค แหม! ชื่นใจชื่นชมในหัวใจของตน
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันไม่มีสิ่งใดคงที่ตายตัวทั้งนั้น มันเจริญแล้วเสื่อมๆ สัมมาสมาธิมันเจริญแล้วเสื่อมไง ถ้ามันเจริญแล้วเสื่อม ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ทำไมมันเจริญงอกงามขึ้นไป สูงส่งขึ้นไป ลึกลับขึ้นไป แล้วมันคลายตัวออกมา
พอคลายตัวออกมาแล้วเป็นอะไร
เป็นปุถุชนคนหนาไง เป็นจิตปกตินี่ไง ฉะนั้น ถ้ามันเป็นจิตปกติก็หาบหามแต่ความทุกข์ความยากในหัวใจดวงนี้
เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชเป็นพระนะ บวชเป็นพระๆ มันมีโอกาส เป็นนักรบๆ จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน ไม่ใช่ไปรบกับกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไปรบกับโลกภายนอกไง ไปรบกับสังคมไง
ไปรบกับกระแสสังคม มันเป็นกระแส เป็นอารมณ์ความรู้สึกของคน แล้วเราก็มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน ถ้าเพราะเรามีอารมณ์ความรู้สึก แต่ด้วยอำนาจวาสนาของตน เราบวชเป็นพระๆ ถ้าบวชเป็นพระ สัมมาสมาธิไม่ใช่อารมณ์ จิตเป็นหนึ่งไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พาดพิงอารมณ์ ถ้าจิตมันเป็นหนึ่งๆ ไง ถ้าจิตมันเป็นหนึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์ แล้วรักษาไว้ได้อย่างไร
ถ้ารักษา เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกท่านฟังเทศน์หลวงปู่มั่น จิตสงบแล้วมันดับไป ๓ วันเลย มันไม่รับรู้อารมณ์โลกเลย ๓ วัน ๔ วันมันมีความสงบสุขอย่างนั้นน่ะ แต่มันคลายตัวออกมาแล้วนะ โฮ้! แบกหามสังคม แบกหามโลกอีกแล้ว
ถ้าแบกหามๆ แบกหามไว้ในหัวใจดวงนั้น แล้วแบกหามไว้ในหัวใจดวงนั้น ใครแบกหามได้มากได้น้อยขนาดไหนไง ถ้ามันแบกหามมากมันก็ทิฏฐิมานะมาก แบกหามน้อยมันก็วางได้เร็ว มันวางของมันๆ เห็นไหม ถ้าจิตมันเป็นสัมมาสมาธิ มันมีความสงบสุขในหัวใจของตน
แต่ถ้าไม่มีสัมมาสมาธินะ มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ทั้งสิ้น แล้วสัญญาอารมณ์ทั้งสิ้น ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจของตน ถ้าฟังธรรมเพื่อหัวใจของตนนะ มีอำนาจวาสนาไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี่ไง เราเป็นบริษัท ๔ ไง บวชเป็นพระๆ เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันเห็นบุญเห็นคุณไง มันร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา
เวลาร่มโพธิ์ร่มไทร เห็นไหม ดูสิ ต้นไม้ใหญ่ๆ มันให้ความร่มเย็นเป็นสุขกับสัตว์โลกไง ต้นมะเดื่อ มันมีสัตว์มากินลูกมะเดื่อเต็มไปหมดเลย แล้วมันยังให้ความร่มเย็นเป็นสุขอีก ตั้งแต่นกกามันกินอยู่บนต้น เวลามันคายทิ้งตกลงมาถึงพื้นดิน พวกสัตว์พื้นดินมันยังได้เก็บกินของมัน ได้ประโยชน์ของมัน เห็นไหม มันขึ้นต้นไม้ไม่ได้ แต่มันอาศัย อาศัยสัตว์ที่อยู่บนต้นไม้นั้นกินแล้วเศษมันตกลงมา ถ้ามันเก็บกินของมัน นี่เวลาให้มีความสงบสุขไง มันเป็นสิ่งที่มีคุณไง นี่ร่มโพธิ์ร่มไทรที่ได้พึ่งพาอาศัยไง
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระอยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เรามีความปกติสุขของเราหรือไม่
ถ้าร่มโพธิ์ร่มไทร ร่มเงาของมันมีแต่ความสงบเย็น แต่หัวใจของเราเร่าร้อน อยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรนั่นแหละ แต่มันทุกข์มันยาก มันเผามันลนหัวใจของตน ถ้ามันเผาลนหัวใจของตน มันเป็นเพราะอะไรล่ะ นี่ไง เวลาสิ่งที่มันเป็นความปกติสุข แต่ทำไมหัวใจเรามันไม่ปกติสุขล่ะ
ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเห็นโทษ มันเห็นโทษของมันนะ มันรักษาหัวใจ
ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ไง ให้ใจเป็นปกติสุขในข้อวัตรปฏิบัตินั้น ในข้อวัตรปฏิบัตินั้นก็ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ร่มโพธิ์ร่มไทรไง ถ้ามันเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เห็นไหม
ให้โทษแก่ท่าน ให้โทษแก่ท่าน ให้โทษใคร
ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา บวชในร่มโพธิ์ร่มไทรนั้น แล้วถ้ามันเป็นอลัชชี มันโค่นล้มต้นโพธิ์ต้นไทรอันนั้นเลยล่ะ มันว่ามันยิ่งใหญ่ไง สิ่งที่มันให้โทษแก่ท่าน
เวลาผู้ที่มีบุญมีคุณไง ผู้ที่ให้ความร่มเย็นเป็นสุขกับเรานี่ไง แต่พวกเราด้วยความโง่ ไม่รู้จักอะไรเป็นคุณและเป็นโทษ ถ้ามันรู้จักเป็นคุณๆ นะ มันจะเห็นคุณค่า
ถ้าเห็นคุณค่าขึ้นมา สิ่งที่มันมีการกระทำ กิริยาคือการกระทำ ถ้ากระทำเพื่อให้มันเป็นความปกติสุข
กิริยา การเพ่งโทษ การให้โทษ มันเป็นการทำลาย ทำลายทั้งตัวเราและทำลายทั้งที่พึ่งที่อาศัยด้วย
ถ้ามันเป็นคุณเป็นประโยชน์ มันให้คุณไง ให้คุณให้ประโยชน์ไง ให้คุณให้ประโยชน์ มีสำนึกถึงบุญถึงคุณไง กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ถ้าคนดี เราก็ช่วยบำรุงรักษาร่มโพธิ์ร่มไทร รดน้ำพรวนดินขึ้นมาให้มันเจริญงอกงาม พึ่งพาอาศัยด้วยสังคมทั้งหมดไง บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้พึ่งพิง ได้อยู่ในความร่มเย็นเป็นสุขในพระพุทธศาสนา
บวชเป็นพระๆ เวลาสังคมโลก ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เขายกให้ไง เวลาชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ แต่ของเรา เราเป็นพระ เราเป็นนักรบ เราเป็นสงฆ์ ถ้าเราเป็นสงฆ์ สมมุติสงฆ์ๆ สมมุติสงฆ์มันก็อยู่ที่จริตนิสัย อยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้ามีอำนาจวานาของคนมันจะดัดแปลงตนเอง ดัดแปลงตนเองให้เข้าสู่พระพุทธศาสนา
ไม่ใช่จะเอาแต่ความพอใจของตน พระพุทธศาสนาต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของเรา เราจะบงการ
ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้นมันกลับมาสนองตนเอง
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ ผู้มีบุญมีคุณ ผู้ที่ให้ความร่มเย็นเป็นสุข เราไม่ควรจะเพ่งโทษ ไม่ควรจะทำลาย
เราทำลายด้วยความโง่ ความไม่เข้าใจ ความเห็นแก่ตัว ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง มันจะยิ่งใหญ่ มันจะครองโลก
มันครองไม่ได้หรอก สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีใครมีอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ธรรมชาติ ในฤดูกาลมันเปลี่ยนแปลงของมันตลอดไป เราไม่พอใจใดๆ ทั้งสิ้น เราต้องการให้สมความปรารถนาของเรา
ดูชาวไร่ชาวนาเขาสิ เวลาเขาทำไร่ไถนาขึ้นมาแล้ว เวลาเขาเก็บเกี่ยวขึ้นมาแล้ว เขาไม่มีที่ตากข้าว
ที่ไหนที่เป็นลาน ที่ไหนเป็นพื้นที่ ถ้าสมัยโบราณนะ เขามีลานข้าว เขาเตรียมไว้ของเขา ถึงเวลาเขาเก็บเกี่ยวแล้วเขาจะเอาข้าวไปตากในลานนั้นเพื่อไม่ให้มันมีความชื้น ให้มันงอกได้ แล้วเก็บไว้ เก็บไว้เป็นพืชพรรณต่อไปข้างหน้า เก็บไว้เป็นอาหารตลอดทั้งปี มีข้าวกินตลอดทั้งฤดูกาล เห็นไหม ถ้าเขารู้จักการกระทำของเขา แต่ขนาดมีการกระทำแบบนั้นมันยังอยู่ที่ฤดูกาล อยู่ที่อำนาจวาสนาของคนไง
เวลาน้ำท่วม น้ำท่วมดีกว่าภัยแล้ง เวลาทั้งน้ำท่วม ทั้งภัยแล้ง เป็นธรรมชาติไง
แล้วเราล่ะ
เวลาเราเกิด จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กรรมดีและกรรมชั่วมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ธรรมะเป็นธรรมชาติๆ ธรรมชาติในวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง
เราเกิดมานะ เรามีสติปัญญา เราระลึกได้ ถึงเวลาที่มีสติมีปัญญา เราระลึกได้เราเสียใจทั้งนั้นน่ะ แต่เวลากิเลสมันพลุ่งพล่าน กิเลสมันย่ำยี นึกอะไรได้ ไปตามมันทั้งนั้นน่ะ ไม่ใช่ไปตามมันธรรมดานะ ไปตามมันแล้วยังเห่อเหิมทะเยอทะยานไปกับมัน
เวลาเห่อเหิมทะเยอทะยานไปกับมัน กิเลสมันจูงจมูกไปให้ทำตามความพอใจของมัน พอมันอิ่มหนำสำราญแล้วมันก็สงบตัวลง เหลืออะไรไว้ เหลือกรรมอยู่บนหัวใจดวงนี้ เวรกรรมที่มันได้กระทำมานั่นน่ะมันเหลืออยู่บนหัวใจดวงนั้น แล้วเวลาระลึกได้ คอตกทุกที
เวลาคนที่ทำความชั่วนะ อารณ์ชั่ววูบ
ทำเสร็จแล้วเขาถามว่าจะทำอย่างนั้นอีกไหม
ไม่ทำอีกแล้วๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ถ้าระลึกได้ จะไม่ทำอย่างนี้อีกเลย แล้วจะไม่ทำอย่างนี้อีกด้วย
นี่ไง เวลาให้โทษแก่ท่าน ท่านที่มีบุญมีคุณ
ในพระพุทธศาสนานะ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ หมุนเวียนกันเปลี่ยนแปลงกัน หมุนไปเวียนมาตามแต่กรรมของสัตว์ แล้วสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมๆ ไง แล้วในปัจจุบันนี้เราก็ยังจะละเลย ยังปล่อยให้มันหมุนไปตามความที่กิเลสมันขับดันอย่างนั้นใช่ไหม แล้วถ้ากิเลสมันขับดันอย่างนั้นน่ะ ระลึกได้หรือไม่
ระลึกได้ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สิ่งใดระลึกแล้วเสียใจ สิ่งนั้นไม่ดีเลย
ที่ทำๆ ไป มันดีหรือไม่ดี ที่ทำๆ ไป แล้วที่จะทำๆๆ ให้มันดีล่ะ
จะทำให้มันดี เห็นไหม มันอยู่ที่อำนาจวาสนานะ ถ้าอำนาจวาสนานะ ของนั้นเป็นของเล็กน้อยมาก
ทำดีๆ สิ่งที่เราทำดี เวลาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นไง สิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่ สิ่งที่ดีกว่านี้ ความดียังมีอีกมากมายมหาศาล ถึงที่สุด สูงสุดสู่สามัญ สูงสูดสู่สามัญ มันวางได้หมดแล้ว สูงสุดสู่สามัญ มันเรื่องธรรมดา
แต่กว่าจะสูงสุดไง ถ้าไม่สูงสุดสู่สามัญ มันไม่สูงขึ้น มันไม่มีกำลังขึ้น มันทนอารมณ์ตัวเองอะไรได้บ้าง ทนสิ่งที่มันพัดมา สิ่งที่มันพัดเข้ามาในความรู้สึกของเรา สิ่งที่มันกระหน่ำเข้ามาในหัวใจของเรา ทนอะไรได้บ้าง ฝืนอะไรได้บ้าง สิ่งที่ตั้งสัจจะไว้ เราทำอะไรได้บ้าง มันทำอะไรไม่ได้เลย
อธิษฐานบารมี อธิษฐานบารมีนะ เป้าหมายนะ บารมี ๑๐ ทัศขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาดกไง ทศชาติ ทำคุณงามความดีมามากน้อยขนาดไหน นั่นน่ะแต่ละภพแต่ละชาติมันสร้างสมบุญญาธิการมา พอสร้างสมบุญญาธิการมา มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เห็นคนเกิด คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันระลึกเลย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ไอ้ของเราไปงานศพกันนั่นน่ะ เวียน ๓ รอบ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เวลาเวียนรอบเมรุ ๓ รอบนั่นน่ะ แล้วก็มาเวียนอยู่อย่างนี้ มันระลึกไม่ได้เลยหรือ
เวลาประเพณีวัฒนธรรมเป็นคติธรรม เขาเตือนคนเป็น เตือนคนอยู่ เตือนคนที่ไปงานศพนั่นน่ะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ฟังทุกวัน วันล่ะ ๓ รอบ ๔ รอบ ฟังจนท่องได้นั่นน่ะ แต่ระลึกในใจของตัวเองไม่ได้ ระลึกถึงสังเวชของใจตัวเองไม่ได้
ถ้าวันไหนมันระลึกได้นะ เราจะไม่ทำอย่างนั้นๆ เราจะสร้างแต่คุณงามความดีของเรา
เราสร้างคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีไม่ต้องไปห่วง ห่วงสังคมห่วงโลกว่าเขาจะไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรอก
เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านเร่งความเพียรของท่าน เสียลับ ทำความดีไม่ให้ใครเห็นนะ
เวลาสิ่งความจำเป็น บิณฑบาต นี่ไง ภัตกิจ ไอ้นี่มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความดีส่วนตัว จะนั่งสมาธิภาวนาของเราไม่ให้ใครเห็นทั้งนั้นน่ะ ทำของเราด้วยสติด้วยปัญญาของเรา แล้วเวลาเผชิญสิ่งใดนะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ทั้งภายนอกและภายใน
ภายนอก ธุดงค์ไป เที่ยวไป สังคมที่ดีงามเขาก็ชักจูงไปสิ่งที่ดีงาม สังคมที่เขาเป็นอลัชชี สังคมที่เขาเห็นแต่ผลประโยชน์ เราไปถ้าไม่ร่วมมือกับเขา มันก็ไปขัดไปแย้งกับเขา นี่เวลาสังคมภายนอก สิ่งที่เราได้รู้ได้เห็นมาทั้งนั้นน่ะ
เราได้รู้ได้เห็นขึ้นมา แล้วภายในของเราล่ะ เวลาภายในของเรา เราจะให้มันปกติสุขได้อย่างไร
มองไปสิ เราอยู่ในวงการพระมา เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอก ผู้ที่มีบารมี เขามีคนส่งเสริม เขามีอำนาจวาสนาของเขา บารมีของเรา ขอให้เราได้มีโอกาสได้ภาวนาพอ ขอให้เรามีโอกาสได้เวลาประพฤติปฏิบัติพอ เวลานี่สำคัญที่สุด
เวลาเราอยู่คนเดียว เห็นไหม เวลาอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด
เวลาเราอยู่คนเดียว เวลาว่าง ว่างทั้งวันเลย เวลา ๒ คน ๓ คนขึ้นไป สุมหัวแล้ว แล้วเวลาของสังคมของโลกล่ะ สุมหัว มีแต่เรื่องติรัจฉานวิชา วิชาทางโลก วิชาทางเพิ่มอำนาจวาสนาทางโลก วิชาการเพื่อจะให้สังคมยอมรับนับถือ
แต่เวลาเราอยู่คนเดียวล่ะ เวลาภาวนาล่ะ
เห็นไหม เวลา
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ใช่ ในเมื่อเราบวชเป็นพระ เวลาอยู่ด้วยกันมันเป็นสงฆ์ เวลาสงฆ์มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นเวล่ำเวลา แต่เวลาในการนั่งสมาธิภาวนานี่สำคัญ
ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้วท่านรู้ของท่าน เวลาจะหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แรงกระทบจากภายนอก แรงกระทบจากภายนอกมันเป็นกรรมของสัตว์ เขาเรียกสภาคกรรม
ทำไมเราไม่เกิดร่วมสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่ะ
เกิด แต่เราอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะอะไร เพราะอดีตอนาคต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเหมือนกันทั้งนั้นน่ะ แต่วาระที่เราเกิดภพนั้นชาตินั้น รุ่นนั้น สมัยนั้น ทำไมเราไม่เกิดร่วมกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เกิด แต่เกิดที่ไหนเท่านั้นเอง เกิดเป็นสัตว์ที่ไม่รับรู้เรื่องสังคมในสมัยนั้นก็เหมือนกัน
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทุกคนจะคิด ทำไมเราไม่เกิดร่วมสมัยหลวงปู่มั่น ให้หลวงปู่มั่นชี้หนทางให้เราประพฤติปฏิบัติหลุดพ้นไปเลย
ถ้าเกิดร่วมสมัยหลวงปู่มั่น มันก็ไม่สนใจเรื่องหลวงปู่มั่นเหมือนกัน เวลาเกิดร่วมสมัยนี้สภาคกรรมไง เกิดร่วมกับใคร เกิดในสมัยใด
นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดในปัจจุบันนี้ ถ้าจิตใจเรามันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราไม่ให้โทษแก่ใครทั้งนั้น
ให้โทษแก่ท่าน ให้ท่าน ให้ร่มโพธิ์ร่มไทรไง
เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันขัดอกขัดใจไปทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นวินัย วินัยห้าม ห้าม ห้าม ห้าม แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ล่ะ เป็นธรรมไม่เข้าใจ จะเอาสิ่งนั้นบอกว่าเรารู้เราเข้าใจทั้งนั้นน่ะ ธรรมและวินัย
แล้วถ้าไม่พอใจ เห็นไหม นี่แหละร่มโพธิ์ร่มไทร ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเรา แล้วขัดอกขัดใจไปหมด ไม่พอใจอะไรไปหมด ถ้าตามกิเลสของตนเอง พอใจทั้งนั้น
แต่ถ้ามีสติปัญญาไง กิเลสของเราระงับลงที่นี่ ถ้ามันระงับลงที่นี่ ตั้งสติไว้ สติสามารถเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตน
อารมณ์ที่มันโหมและมันกระหน่ำในใจ น้อยเนื้อต่ำใจตั้งแต่เกิด เกิดก็ไม่เท่าเทียมเขา น้อยเนื้อต่ำใจตั้งแต่บวช บวชแล้วก็ไม่ใครเชิดชูบูชา น้อยใจตั้งแต่นั่งสมาธิภาวนา ทำไมจิตใจมันไม่ผ่องแผ้ว จิตใจมันไม่อลังการเหมือนที่ฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทำไมไม่เป็นล่ะ
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเรามา แล้วฟังธรรมๆ ขึ้นมา เราจินตนาการไปทั้งนั้นน่ะ โอ๋ย! มันสว่างโพลงเลย
มันสว่างโพลง มันจะสว่างหรือมันจะมืดมิดขนาดไหน มันก็เป็นกรรมของสัตว์ เรารู้เราเห็นของเรามันเป็นบุญและเป็นบาปของเรา แล้วถ้ามันสว่างโพลงขนาดไหน ถ้าไม่มีสติปัญญานะ เดี๋ยวมันก็คลายออก เดี๋ยวมันก็เสื่อม ไอ้สว่างๆ นั้นมันอยู่กับจิตดวงนั้นไม่ได้ตลอดไปหรอก
แต่ถ้ามันจะสว่างโพลงโดยอำนาจวาสนาของเขา คือจิตเขาสงบแล้วเขาเห็นอาการของจิตที่มันมหัศจรรย์แบบนั้น แล้วมหัศจรรย์แบบนั้นถ้าไม่มีสติปัญญานะ มันจะทำอย่างนั้นอีกไม่ได้เลย เคยสว่างโพลงแล้วไม่เคยได้อย่างนั้นอีกเลย
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ให้ชำนาญในวสี ให้ชำนาญในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้จิตมันสว่างโพลงอย่างนั้น การสว่างโพลงอย่างนั้นมันเป็นอาการของจิต มันไม่ใช่จิต
ถ้าเป็นตัวจิตๆ ตัวจิตมันตัวสงบ ตัวจิตมันเป็นตัวที่มีความสุขสงบแล้วมีกำลังของมัน ถ้ามีกำลังของมันแล้ว ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเห็นกิเลส มันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะมีความมหัศจรรย์ในหัวใจของมัน
ถ้ามันมีความมหัศจรรย์ในหัวใจของมัน เห็นไหม มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง มันไม่ให้โทษใคร ไม่ติเตียนใคร ไม่ทำลายใคร ไม่ตัดแข้งตัดขาใคร ไม่ขัดแข้งขัดขาใครทั้งสิ้น ไม่ให้โทษแก่ท่าน แล้วฝึกหัดใจของเราให้เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
สิ่งที่เราศึกษามาในพระพุทธศาสนา สิ่งที่เราได้ฟังครูบาอาจารย์ที่ท่านเทศนาว่าการ เราฟังเป็นแนวทาง เป็นหนทาง การฟังธรรมๆ เป็นอันดับ ๑ ในแนวทางการประพฤติปฏิบัติ เพราะนั่นเป็นหนทาง
เวลาในวงกรรมฐานนะ นี่ไง อันดับ ๑ เทศนาว่าการถูกหรือผิด การฟังเทศน์ๆ อันดับ ๑ อันดับ ๒ นี่ไง นั่งสมาธิภาวนา นั่งสมาธิภาวนาตลอด ๒๔ ชั่วโมงนั่นน่ะ นั่นอันดับ ๒ อันดับ ๒ ในวงปฏิบัติที่ตามข้อเท็จจริงนั้น
ฉะนั้น เวลาฟังธรรมๆ เราได้ยินได้ฟังมามากมายมหาศาล ฉะนั้น เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ถ้ามันเป็นจินตนาการมันก็จะจินตนาการอย่างนั้น มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ จิตที่มันสว่างโพลง จิตที่มหัศจรรย์ มันเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก ๗๐–๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่มันมีอำนาจวาสนาด้อยลงมาๆ
แต่โดยข้อเท็จจริงไง อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจโดยข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบเข้ามา สัมมาสมาธิไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง ถ้ามันเป็นศีล สมาธิ ปัญญา มันเห็นโทษหมดเลย
ถ้าเราทำไม่ได้อย่างนั้นเพราะเราขาดตกบกพร่อง ถ้าเราทำไม่ได้อย่างนั้น เราไม่ชำนาญในการตั้งอารมณ์ ในการตั้งสติของเรา มันไม่โทษใครเลยนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สาธุ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นอริยสงฆ์ เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านฟื้นฟูข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นธรรมของท่าน เราฟังแล้ว เราฟังไว้เป็นคติธรรม เป็นหนทางในการฝึกหัดปฏิบัติ นี่การฟังธรรมเป็นอันดับ ๑
อันดับ ๒ เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน มันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นขึ้นมา เราก็ต้องตั้งสติสัมปชัญญะ
มันเป็นสมบัติของเราไง ก็มันทุกข์อยู่นี่ไง ก็ลงทุนลงแรงอยู่นี่ไง แล้วถ้ามันเป็นจริงๆ มันก็ต้องเป็นจริงขึ้นมาจากหัวใจของเรา เป็นจริงขึ้นมาจากความสามารถของเรา เป็นจริงขึ้นมาจากศีล สมาธิ ปัญญา เป็นจริงขึ้นมาจากการฝึกหัดปฏิบัติไง
แล้วถ้าเป็นจริงขึ้นมานะ เชื่อใคร
ก็ผลของการปฏิบัตินี้ แล้วมันจะมหัศจรรย์หัวใจของตนไง
เวลาฟังธรรมๆ ขึ้นมาก็มหัศจรรย์มาก เวลามันเป็นจริงเป็นจังมันเป็นอย่างนี้หรือ มันมหัศจรรย์อย่างนี้หรือ
นี่ไง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปฏิเวธคือจิตที่มันรู้ จิตที่มันเป็น
ปริยัติ ปฏิบัติ
ปริยัติก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปฏิบัติ ปฏิบัติก็ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่นี่ไง
ปฏิเวธ มีสติ มันก็เท่าทันอารมณ์ มีสมาธิก็มีกำลัง ถ้าน้อมไปสู่สติปัฏฐาน ๔ ก็เป็นวิปัสสนา
วิปัสสนาในเริ่มต้นการฝึกหัดหยาบ กลาง ละเอียดอย่างใด มีความชำนาญอย่างใด เข้าใจอย่างใด ผิด ผิดก็เราทำผิด ถูก ถูกก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำมาแล้ว สำเสร็จมาแล้ว มันอยู่ที่เราทำถูกต้องหรือไม่ถูกต้องเท่านั้น
ถ้ามันถูกต้องไม่ถูกต้อง โทษใคร
ให้โทษแก่ท่าน ให้โทษก็ให้โทษจากความไม่พอใจ ความขัดแย้งของเรา
ให้ท่าน ให้ท่านก็หาแพะไง แล้วเวลาหาแพะ หาแพะที่ไหน
ก็เราเป็นพระไง เราจะฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นตามข้อเท็จจริงนั้นไง
นี่ไง ให้โทษแก่ท่าน แก่ร่มโพธิ์ร่มไทร แก่ผู้มีบุญมีคุณ
โดยบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา บริษัท ๔ บริษัทใดก็แล้วแต่ เขามีความสามารถมากน้อยขนาดไหนในบริษัทของเขา
ในบริษัทของเรา ในตัวตนของตน ในการฝึกหัดในหัวใจของตน ไม่ให้กิเลสมันขี่คอ
การฝึกหัดๆ ฝึกหัดนี้ก็เพื่อความสงบระงับ ถ้ากิเลสมันสงบตัวลง จิตก็มีความสุขความสงบของเรา ถ้ากิเลสไม่สงบตัวลง เราพยายามดิ้นรนขนาดไหน
ดูคนจมน้ำสิ คนจมน้ำนะ มันตะเกียกตะกาย มันกระทุ้งน้ำ มันตีน้ำอยู่นั่นน่ะ แล้วก็จมน้ำตาย ดูคนว่ายน้ำสิ ก็ว่ายน้ำเหมือนกัน จ้วงไปในน้ำเหมือนกัน ว่ายโดยถูกต้องชอบธรรม เขาว่ายน้ำได้ เขาว่ายเอาตัวเขารอดได้
คนจมน้ำกระทุ้งน้ำเหมือนกัน ตะเกียกตะกายเหมือนกัน แล้วก็จมน้ำตาย คนที่เขาว่ายน้ำๆ เขากระทุ้งน้ำเหมือนกัน แต่เขาว่ายน้ำเอาตัวเขารอดได้
นี่ก็เหมือนกัน เราจะเอาตัวเรารอด เราจะฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน หรือเราจะให้โทษคนอื่น ตีโพยตีพายเหมือนคนจมน้ำตาย ตีโพยตีพายโวยวายไปสิ่งใดมันก็จมน้ำไปอยู่ก้นแม่น้ำนั้น เดี๋ยวก็ให้เจ้าหน้าที่เขาเข้ามาพิสูจน์ศพ
แต่ถ้าเราฝึกหัดของเรา เราเอาตัวตนของเราเข้าฝั่ง ถ้าตัวตนของตนเข้าฝั่ง เห็นไหม ผู้ที่เห็นธรรมๆ ไง เวลาเข้าฝั่ง เท้าถึงฝั่ง เท้ามันแตะพื้น แตะพื้น
แตะพื้นที่ไหน
ก็แตะพื้นที่หัวใจ ภวาสวะ ภพ จิตที่เวียนว่านตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ถ้าบรรลุธรรมๆ นะ อีก ๗ ชาติถึงฝั่ง
ฝั่งของใคร
ฝั่งของจิตไง ฝั่งของภพ เพราะจิตมันรู้ไง จิตมันรู้ จิตมันเห็นไง จิตมันเป็นน่ะ ตัวจิตนี้มันเป็น
แต่ปุถุชนคนหนามันไม่มี ตัวจิตเหมือนกัน จับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้ แล้วให้โทษแก่ท่าน ร่มโพธิ์ร่มไทร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย เพ่งโทษ “ไม่มี ไม่จริง ลำเอียง ไม่เป็นธรรม” แล้วใส่ไคล้ ยิ่งเดียรถีย์นะ มันทำลายเลย ขุดรากถอนโคนเลย
แต่ถ้าเป็นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเชิดชูบูชา หลวงตาท่านบอกนะ ที่ไหนมีตัวอักษร ท่านไม่นั่งเลย ต้องยกให้สูงไว้เพราะมันสื่อพระพุทธศาสนาได้ สื่อ สื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ให้เป็นภาคทฤษฎี ให้เป็นปริยัติ เป็นแนวทางในพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางที่ชาวพุทธได้ยึดถือ หลวงปู่มั่นท่านเคารพบูชาขนาดนั้น
ยังไม่ใช่เทศน์ธรรมะนะ
แล้วถ้าเป็นธรรมๆ ท่านเคารพบูชาของท่านตลอด แล้วเวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตนไง มันมหัศจรรย์ไง มันถนอม มันทะนุถนอม มันกระเสือกกระสน มันพยายามทำให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เวลาเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา สติ สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านเห็นคุณค่า ท่านถนอม ท่านรักษา ท่านดูแลมาก เก็บหอมรอมริบ
พระอรหันต์ สติวินัย ความผิดไม่มี แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง เก็บเล็กผสมน้อย สิ่งใดที่เป็นโทษๆ พยายามไม่ทำทั้งนั้น เพื่อเป็นแนวทาง เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นที่ที่เรามั่นใจได้ว่า ผู้ที่ทำดีต้องได้ดี แล้วได้ดีจากหัวใจ ได้ดีจากข้อเท็จจริงนั้น วิหารธรรมๆ มันไม่มีความทุกข์ใดๆ จะเข้าไปสู่ตรงนั้นได้เลย
แล้วสิ่งที่จะไม่มีความทุกข์ใดๆ เข้าไปสู่ตรงนั้นเลย มันอยู่ที่ไหนล่ะ
มันก็อยู่ที่หัวใจเรานี่ไง มันอยู่ที่ทุกข์ๆ ยากๆ ในหัวใจเรานี่ มันอยู่ที่ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มันครอบงำหัวใจเรานี่
มีหัวใจเหมือนกัน แต่ค้นคว้าหาไม่ได้ แล้วค้นหามันไม่ได้นะ
แล้วถ้ามันเป็นธรรมๆ สาธุ เราผิด เราคลาดเคลื่อน เราทำไม่ได้อย่างนั้น ขอขมาลาโทษ
ไม่ใช่ให้โทษแก่ท่าน ไม่ใช่ไปเพ่งโทษคนอื่น ไม่ใช่ไปเพ่งโทษหมู่คณะ เพ่งโทษธรรมและวินัย เพ่งโทษร่มโพธิ์ร่มไทร นี่ไง ให้โทษแก่ท่าน ท่านคือท่านที่เป็นธรรมๆ เราให้โทษแก่ท่าน
สิ่งที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรมันเป็นที่คุ้มครองดูแล มันให้ความร่มเย็นเป็นสุข แต่เราเห็นโทษกับมันเอง โลภ อยากได้สิ่งที่มีคุณค่ากว่านี้ ถ้าโค่นแล้วมันจะสร้างอย่างอื่นที่มันยิ่งใหญ่ ที่มันครอบงำ ที่มันจะให้ความร่มเย็นเป็นสุข จินตนาการไปทั่ว
แต่ต้นโพธิ ร่มโพธิ์ ความสงบร่มเย็น แต่เราไม่เห็นคุณค่าไง เราเห็นคุณค่าวิทยาศาสตร์ เห็นคุณค่าทางโลก เห็นคุณค่ากระแสสังคม ไม่เห็นคุณค่าธรรมและวินัย ไม่เห็นคุณค่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วคุณค่าที่แท้จริงคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในหัวใจของเรา ที่เราเป็นพระปฏิบัติอยู่นี่ เราเป็นพระปฏิบัติอยู่นี่ เราแสวงหาสิ่งนี้
หลวงปู่มั่นจะถามคำแรก “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”
จิตเป็นอย่างไร ก็หมายถึงว่า สมาธิมีไม่มี รู้จักสมาธิไหม รู้จักจิตที่มั่นคงหรือเปล่า จิตเป็นอย่างไร
ถ้ามันตอบไม่ได้ มันรู้ไม่ได้ มันก็ไม่มีสมาธิไง มันไม่รู้จักความร่มเย็นเป็นสุขในหัวใจของตนไง นี่มันถึงแก่ท่าน ท่านคือโพธิ ท่านคือหัวใจของตน ท่านคือพุทธะ แล้วเราเคลื่อนจากฐาน เคลื่อนจากตัวตนของตน แล้วไปหาสิ่งที่เป็นผลของวัฏฏะ สิ่งที่เป็นที่โลกเขาแสวงหากัน แสวงหากันที่ตะครุบเงาที่ไม่มีข้อเท็จจริง
ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงคือชีวิตของตัวนี่แหละ หัวใจนี่แหละ แต่ไม่รู้จักและไม่เข้าใจ มันก็เลยไปเอาสิ่งสภาวะแวดล้อมเข้ามาเพื่อจะมากลบไง นี่ซุกใต้พรหม
ทั้งๆ ที่มันมี ทั้งๆ ที่มันเป็น แต่เราปล่อยปละละเลย เราเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริง ศึกษามีสติมีปัญญา นักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ทั้งนั้นน่ะ แต่ทำสมาธิไม่เป็น มันจะมีคุณค่าอะไร
มันมีคุณค่าที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่นี้ แล้วเราจะแสวงหาสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
“จิตเป็นอย่างใด” หลวงปู่มั่นถาม
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
จิตเป็นอย่างใด
ก็จิตเราสงบสุขไง สงบสุขจากสติ จากคำบริกรรม จากปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาที่ใคร่ครวญอารมณ์ ใคร่ครวญความขัดแย้งในใจ แล้วมันวาง มันปล่อยๆ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมให้จิตสงบสุข ถ้าจิตมันสงบสุขได้ สาธุ กูไม่เอาอะไรเลย กูเอาใจกูนี่แหละ กูไม่เอาอะไรเลย
แต่กูก็ต้องอยู่กับโลก เพราะกูเกิดมาเป็นคน เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วบวชเป็นพระ เป็นสมมุติสงฆ์ เรามาอยู่เป็นสงฆ์ร่วมคณะกัน แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติหาหัวใจของตน หาตนเองให้ได้ หาตนเองใจเจอเพื่อความปกติสุขของใจของตน เอวัง