ธรรมเด็กเล่นหมากเก็บ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ สัจธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนทางออกในชีวิตของตนเท่านั้น
สิ่งที่เราจะหาหนทางออกๆ เราหาหนทางออกไม่ได้ สิ่งที่คนเขาพยายามจะแสวงหาสิ่งที่เป็นความสุขของเขา เขาก็หาไม่เจอ สิ่งที่ได้มาๆ มันเจือด้วยอามิสทั้งนั้น สิ่งที่เป็นอามิสไง อามิสมันมีสิ่งเจือปนมาโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้ามันเป็นทางโลกๆ บุญและบาป มันมีบุญ คนถึงมีบุญมีกุศลเขาทำของเขาประสบความสำเร็จของเขา เขามีบาปของเขาไง ถ้ามีบาปของเขา มันเป็นเวรกรรมของสัตว์
นี่ก็เหมือนกัน เราจะทำคุณงามความดีของเราๆ แต่มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่ ทาน ศีล ภาวนา
เริ่มต้น ทาน ศีล ภาวนา ผู้ที่ไม่มีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมาก่อน ไม่เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา อนุปุพพิกถา ให้เขาทำทานของเขา ถ้าทำทานของเขา ทำทานมันก็เป็นบุญและบาป คนที่ไม่รู้จักเสียสละ คนที่ไม่มีน้ำใจต่อกัน มันก็หยาบกระด้าง มันจะเอาความนุ่มนวล เอาความรู้สึกความอ่อนโยนของจิตใจออกมาได้อย่างไร ถ้ามันเอาความนุ่มนวลความอ่อนโยนของจิตใจออกมาไม่ได้ มันมีแต่ความกระด้าง ถ้ามันมีความกระด้าง มันจะเข้าสู่หัวใจดวงนั้นได้ยาก เข้าสู่หัวใจดวงนั้นได้ยาก
ดวงใจดวงนั้น ดวงไหน ดวงของใคร
ทั้งๆ ที่เป็นของตัวเองนั่นแหละ แต่ตัวเองไม่รู้ตัวทั้งนั้นน่ะ
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธกิจ ๕ เล็งญาณนะ ใครมีบุญและมีบาป มีบุญมีอำนาจวาสนาแล้วอายุเขาสั้น เอาคนนั้นก่อน จนไม่มีเวลาส่วนตัวเลยล่ะ เป็นภาระอันหนักหน่วงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านก็สร้างบารมีของท่านมาอย่างนั้น ท่านสร้างบารมีของท่านมาอย่างนั้น
พุทธกิจ ๕ เป็น อจินไตย ๔ พุทธวิสัย กรรม ฌาน โลก อจินไตยๆ มันเป็นสมบัติส่วนตัวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่ว่าเล็งญาณๆ เพื่อให้หัวใจของคนที่มีอำนาจวาสนาแล้วอายุเขาสั้น เขาจะไม่มีโอกาสไง ไปเอาคนนั้นก่อนๆ ยังเอาไม่ทันเลย สิ่งที่เอาไม่ทัน เอาไม่ทันเพราะมันมีมากมาย คำว่า “มากมาย” นะ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง จะรื้อสัตว์ขนสัตว์เอาไปหมดไง แล้วมันเอาไปหมดได้ไหม
ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ พูดอย่างหนึ่ง เขาเข้าใจอย่างหนึ่ง ไปอีกอย่างหนึ่ง นั่นไม่มีวาสนา แต่ถ้ามีวาสนานะ คนที่อยู่ไกลต่อกัน พูดความเข้าใจกัน เหมือนอยู่ใกล้ จับชายจีวรอยู่นี่นะ กอดกันอยู่นี่นะ เหมือนอยู่คนละโลก มันไม่รู้จักหรอก แล้วมันไม่ฟังด้วย
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เขาแสวงหา นี่ฟังธรรมๆ ฟังธรรมจากใจดวงหนึ่ง ใจดวงหนึ่งที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ไอ้ใจที่มันมืดมันบอดมันมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา มันก็มีอำนาจวาสนาของมัน ถ้ามีอำนาจวาสนาของมัน มันจะฝึกหัดปฏิบัติของมันขึ้นมาบ้าง
ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของมันขึ้นมาบ้าง เห็นไหม ใจสัมผัส ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ใจสัมผัส สัมผัสธรรมๆ ไง
แต่ในทางโลก ใจสัมผัสและโดนครอบงำโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลุ่มหลงไปกับธรรมเมาทั้งนั้นน่ะ มันมัวเมาเศร้าหมองกับชีวิตของตนไปตลอด ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา เวลาสัมผัสสิ่งที่ดีงามๆ เขามีวาสนาของเขา เขาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะเป็นความจริงเป็นความจังของมันขึ้นมาบ้างหรือไม่ ถ้ามันเป็นเข้ามาบ้าง มันจะหดสั้นเข้ามาๆ
ภายนอก ภายใน ภายนอก โลกวัฏฏะนี่ภายนอก โอ้โฮ! ส่งไปมากมายมหาศาล ภายในๆ ภายในลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้นอีกเยอะเลย ถ้ามันลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้น มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาไง ทอดธุระเลย จะสอนใคร มันจะรู้ได้อย่างไร มันรู้ไม่ได้หรอก ถึงกับทอดธุระเลยนะ พรหมมานิมนต์ ทั้งๆ ที่ว่าท่านก็สร้างบุญกุศลของท่านมานั่นแหละ ถึงเล็งญาณว่าจะเอาใครก่อน เห็นไหม พุทธกิจ ๕
อุทกดาบส อาฬารดาบสก็ตายเสียแล้ว สิ่งที่ว่าเล็งไปเห็นปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ไปเอาปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วเวลาไปเทศนาว่าการขึ้นมาก็ได้พระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้น ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ ๑ พอได้ ๑ แล้วเทศน์ต่อไปจนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เป็นพระโสดาบันไง เทศน์อนัตตลักขณสูตรถึงเป็นพระอรหันต์
นี่รื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ของจริง
เวลาไปเทศน์ยสะ ยสะขึ้นมา “ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ” ทั้งๆ ที่มีปราสาท ๓ หลังเหมือนกัน ถ้าเป็นทางโลกก็ต้องมีความสุขความสมบูรณ์อยู่แล้ว ทำไมมันทุกข์มันยากขนาดนั้น จนต้องหนีออกจากบ้านไปไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์นะ เดินจงกรมอยู่น่ะ “ยสะมาที่นี่ ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย”
ที่นี่คือวิหารธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยสะคลุกไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก คลุกไปด้วยความทุกข์ความยากบีบคั้นหัวใจ ใจสัมผัสเกือบตาย หนีออกจากบ้านเลย ทุกข์จนทนไม่ไหวแล้ว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย”
ที่นี่ก็ทำความสงบของใจเข้ามาไง พอยสะเข้ามาฟังเทศน์เป็นพระโสดาบัน พ่อแม่ตามมาหาไง บังไว้ก่อน เทศน์พ่อแม่เป็นพระอนาคามี พระยสะได้เป็นพระอรหันต์ เพื่อนได้ข่าวร่ำลือ มาหมด ๕๔ องค์
“พระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์”
บ่วงที่เป็นโลก โลกธรรม ๘ ชื่อเสียงกระแสสังคมร้อยแปดพันเก้า บ่วงที่เป็นโลก ถ้าโดยทั่วไปมันติดกับหมดน่ะ มันไปไม่รอด
บ่วงที่ทิพย์ๆ เป็นทิพย์เพราะอะไร เพราะข้างนอกรู้ไม่ได้ไง ภายนอกภายในไง ถ้าภายนอก ภายนอกก็เรื่องของโลก บ่วงที่เป็นโลก บ่วงที่เป็นทิพย์นะ เทวดา อินทร์ พรหม ความมหัศจรรย์ ความลึกลับซับซ้อนภายในหัวใจ
ครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาจิตสงบไปแล้ว ในถ้ำ โอ้โฮ! เป็นทองคำทั้งนั้นน่ะ ท่านพ่อลี หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้ฟัง กระแสทอง โอ้โฮ! มันเคลื่อน เสียงป่านี่ลั่นหมดเลย เวลาสิ่งที่เป็นภายในมันยังลึกลับซับซ้อน ไม่ติด ไม่ติดบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ ไม่ติดใดๆ ทั้งสิ้น
“เธอจงอย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก โลกนี้เร่าร้อนนัก”
ตั้งแต่ ๖๐ องค์นั้น แล้วเวลาเผยแผ่ธรรมมาเป็นยุคเป็นสมัย เราก็ได้เห็น เวลาพระพุทธศาสนาเจริญที่ไหนไง ถ้ามันเจริญนะ คำว่า “เจริญ” หมายความว่าสังคมเชิดชูบูชา พอเชิดชูบูชาขึ้นมา สังคมมันก็มีความสามัคคี สังคมมันก็ร่มเย็นเป็นสุข มองเห็นหรือเชื่อในความเห็นแบบเดียวกัน
แล้วถ้ามีอลัชชี มีความเห็นผิด เข้าไปโฆษณาชวนเชื่อ แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มันก็เกิดเป็นยุคเป็นคราวมาทั้งนั้นน่ะ มันเกิดมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วัชชีบุตรๆ ภิกษุที่โหดร้ายที่ทำลาย ให้พระสารีบุตรไปปราบ นี่มันมีมาตลอด มันมีมาตลอดเพราะอะไร
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา คนสร้างเวรสร้างกรรมกันมา การกระทำกันมาแล้ว ถึงเวลาแล้วเกิดมาจองล้างจองผลาญกัน เวลามาเกิดแล้ว มาเกิดแล้วเป็นผู้ที่มีบุญมีกุศลขึ้นมาก็ส่งเสริมเกื้อกูลกัน เวลามันเป็นคุณเป็นประโยชน์ขึ้นมาในสังคมนั้น สังคมนั้นถ้ามันสงบร่มเย็น นี่เกิดในประเทศอันสมควร
เกิดที่ไหน เกิดจากพ่อจากแม่ เกิดในสังคมใด แล้วสังคมนั้นดีงามมากน้อยแค่ไหน มันสภาวะแวดล้อมมันซึมซับมาตั้งแต่เด็กน้อย ตั้งแต่ผู้น้อยเติบโตขึ้นมา ถ้ามีสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขมันก็เป็นประโยชน์กับมันไง
เวลาครูบาอาจารย์ของเราเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ก็อาศัยอย่างนั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัยขึ้นมา แล้วที่พึ่งอาศัยขึ้นมา เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา พยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน แล้วถ้ามันจะทำความสงบของใจเข้ามา สังคมนี้มันมหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ ทุกอย่างมันดีงามไปหมดเลย
แล้วทำความสงบของใจมันสงบอย่างไร แล้วมันสงบที่ไหน
มันถึงต้องมีสติมีปัญญาไง ถ้ามันทำความสงบของใจ “ทำไมต้องทำล่ะ ก็คนอื่นไม่เห็นทำ แล้วเขาก็มีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณของเขาเหมือนกัน”
นั่นแหละบุญและบาป เป็นกระแสสังคม เป็นกระแสโลก
พระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ พ้นอย่างนี้หมดแล้ว เขาไม่สงสัยเลย ไอ้เราแค่จะเริ่มต้นขึ้นมา “ทำไมต้องทำ”
ใจสัมผัส ธรรม ใจสัมผัส ความดีและความชั่ว แล้วความดีเป็นหนทางจะเข้าไปสู่ใจของตน ความชั่วเป็นหนทางที่ใจออกจากตนไประหกระเหิน ระหกระเหินไปร้อยแปดพันเก้า
จะเอาความดีงาม อภิญญาแบบผู้มีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ เหาะเหินเดินฟ้าไปตก ตุ้บ! ตุ้บ! อยู่ข้างหน้านู่นน่ะ เพราะอะไร เพราะสรรพสิ่งโลกนี้เป็นอนิจจัง เป็นเรื่องโลกๆ นะ ยังไม่เข้าเรื่องธรรมเลย
ถ้าเข้าเรื่องธรรม เห็นไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าเข้าเรื่องธรรม
ไอ้นั่นมันเข้าเรื่องโลกๆ เหาะเหินเดินฟ้าไปหล่นตุ้บๆๆ กันหมดล่ะ เพราะมันคงที่ไม่ได้ มันไม่มี มันไม่มีอะไรคงที่หรอก เจริญแล้วเสื่อมทั้งนั้น ที่จะรักษาให้มันคงที่มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เกจิอาจารย์ต่างๆ มันก็เป็นยุคเป็นคราวเท่านั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เราไม่ทำอย่างนั้น เราจะเอาความจริงของเรา เราจะทำความสงบของใจเราเข้ามา ใจสัมผัส ใจสัมผัสคุณงามความดีของเรา ถ้าใจสัมผัสคุณงามความดีของเรา ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เป็นสัจจะความจริง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เข้าสมาธิได้มากน้อยขนาดไหน มันจะรู้มันจะเห็นสิ่งใด เรามีสติปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเรา มันเท่าทัน
แต่ถ้ามันขาดสติ ไปแล้ว รู้นั่นรู้นี่ อยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ ไปตลอด แล้วพอไปแล้ว ถ้าเคยชินกับมันน่ะ มันเป็นอย่างนั้นตลอดไปเพราะความเคยชินกับมันไง เราไม่เคยหักเคยห้ามเลย ถ้ามันหักมันห้ามขึ้นมาบ้าง มันมีสติมีปัญญาขึ้นมาบ้าง มันเริ่มจะหยุดของมันแล้ว พอหยุดแล้วมันจะเป็นใจสัมผัส ใจสัมผัสไง
อ้าว! แต่เดิมเราก็รู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้นี่นา คราวนี้ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ
“แต่ก่อน” กับ “คราวนี้” แล้วคราวนี้ ฉะนั้น หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนเอง ถ้ามันจิตสงบนะ เวลาจิตสงบแล้ว ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันจะตื่นและรู้เบิกบานของมันขึ้นมา ถ้ามันตื่น มันรู้ มันเบิกบานขึ้นมา ให้จำ จำอารมณ์ เราวางอารมณ์ เห็นไหม
อารมณ์ว่างๆ ว่างๆ นั่นมันอารมณ์ เราวางอารมณ์อย่างไร เราบริกรรมอย่างใด นั้นคือเหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เริ่มต้นแต่เหตุที่ถูกต้องชอบธรรมมันถึงเข้ามาปกติสุขอย่างนี้ ถ้าปกติสุขอย่างนี้ เหตุอันนั้นน่ะ เราพยายามจำต้นเหตุนั้น แล้วทำอย่างนั้นให้มันซับซ้อนขึ้นๆ ให้มันดีขึ้น
ถ้ามันดีขึ้นมา ไอ้ที่ว่าปกติสุขอย่างนี้มันจะเข้ามาสู่ใจของเรา ใจได้สัมผัส สมาธิเกิดจากจิต แล้วมันเป็นข้อเท็จจริงๆ มันจะมีความสุขความสงบของมัน ถ้ามีความสุขความสงบของมันนะ ถ้ามีอำนาจวาสนา เห็นไหม แล้วทำอย่างไรต่อๆ
ถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้ามันเห็น ถ้ามันไม่เห็นก็ทำความสงบให้มากขึ้น เพราะว่าวุฒิภาวะของจิตมันแตกต่างกัน อำนาจวาสนาของคนมันแตกต่างกัน
ผู้ที่มีอำนาจวาสนานะ พอจิตมันสงบแล้วมันเห็นเลย ถ้าเห็นเลย ถ้ามีวาสนาต่อเนื่องไปนะ เห็นแล้วไม่กระเพื่อม เห็นแล้วไม่ส่งออก ถ้าเห็นแล้วกระเพื่อม เห็นแล้วส่งออก เห็นแล้วก็จบ มันจะเห็นอีกไม่ได้
แต่ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนา ยิ่งเห็นนะ มันยิ่งทำให้เรามั่นคง เพราะมันจะเห็นและใช้วิปัสสนา ใช้สติปัญญาใคร่ครวญต่อเนื่องตลอดไป ถ้ามันมีสติมีปัญญาเพราะอะไร เพราะจิตมันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน จิตมันมีกำลังของมันไง ถ้ามันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐานนะ เวลาพิจารณาไป มรรคมันเคลื่อนแล้ว หมุนติ้วๆๆ เลยล่ะ มันไวมาก ไวแต่ตัวรู้เพราะเป็นภาวนามยปัญญา ธรรมจักรถ้ามันเคลื่อน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงของตนขึ้นมา
ถ้ามันเป็นเรื่องโลกๆ ว่างๆ อารมณ์ความรู้สึกของตน มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ มันไม่เป็นก็รู้ได้ รู้ได้โดยใคร ก็รู้ได้โดยเรานี่แหละ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ เป็นอย่างนี้บวกหรือลบ จริงหรือไม่จริง ถ้าจริงหรือไม่จริง ทดสอบกัน ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทดสอบนะ มันชัดเจนหมดล่ะ
เพราะในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในวงกรรมฐาน งานที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งคืองานขุดคุ้ยค้นคว้าแสวงหากิเลสตัณหาความทะยานอยาก งานอีกอย่างหนึ่งคือทำความสงบของใจเข้ามา
“ใจสงบเข้ามาแล้ว น้ำใสแล้วเห็นตัวปลา พอน้ำใสแล้วจะเห็นปลาไปเอง”
ปลามันเรืองแสง ปลาเป็นกิเลส กิเลสมันฉลาด ฉลาดกว่าหัวใจของคน มันถึงควบคุมใจของคนได้ไง
บอก “น้ำใสเห็นตัวปลา มันจะมาเอง”
รอ รอให้กิเลสมันนั่งพับเพียบให้เราจัดการ มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่มันก็เชื่อ เชื่อเสร็จแล้วนะ จัดให้เป็นรูปแบบเป็นกระบวนการเลย แล้วเขียนเป็นทางวิชาการ แล้วเวลาใครทำสมบูรณ์แบบ จบ
ไอ้นี่มันสูตรสำเร็จ มันเป็นไปได้อย่างไร กิเลสมันเป็นปลาดิบเลยหรือ จะมาแล่ออกแล้วมากินสดๆ อย่างนี้เลยหรือ มันมีที่ไหน แต่ก็เชื่อ
แต่ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราจะไม่เชื่อเรื่องอย่างนั้น เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ใจสัมผัสธรรม ใจสัมผัสคุณงามความดี
เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันบีบบี้สีไฟนะ มันบีบบี้สีไฟให้เราทุกข์ให้เรายากทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันบีบบี้สีไฟให้เราทุกข์ยากแล้วทางออกหาไม่เจอด้วย วิตกวิจารณ์มันทุกมันร้อนไปตลอดเวลา นี่ผลงานของกิเลส
ถ้าเราทำความเป็นจริงของเรา เราทำความเป็นจริงของเราขึ้นมา อยู่ที่บุญและบาปของคน ถ้าบุญและบาปของคน วุฒิภาวะมันอ่อนด้อยไง มันก็ไปปฏิบัติแบบเด็กเล่นขายของไง ธรรมเล่นหมากเก็บ เห็นเด็กๆ ไหม มันเล่นหมากเก็บกันน่ะ พอเวลาถ้าไม่อำนาจวาสนามันก็ไปทำอย่างนั้นน่ะ เหมือนทางโลกนี้เลย มันเป็นพิธีกรรม
การปฏิบัติเล่นหมากเก็บ มันมีหมากที่ ๑ เก็บทีละเม็ด ครบ ๔ เม็ด หมากที่ ๑ หมากที่ ๒ เก็บ ๒ เม็ด หมากที่ ๓ เก็บ ๑ เม็ดกับเก็บ ๓ เม็ด หมากที่ ๔ เก็บ ๔ เม็ด ธรรมหมากเก็บ เด็กมันเล่นขายของสนุกครึกครื้น
มันเป็นการเล่นของเด็กไทยนะ มันเป็นการฝึกหัดการเล่น การฝึกฝนให้มันพัฒนาการของสมอง เป็นการพัฒนาการของร่างกาย เด็กเล่นหมากเก็บ แล้วโลกก็เป็นอย่างนั้น
เด็กเล่นหมากเก็บ ดูสิ มันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าทำวิจัย อู๋ย! มันเป็นประโยชน์ มันทำให้เด็กไม่ไปเที่ยวเล่นภายนอก มันเป็นประโยชน์ เด็กมันได้ฝึกกล้ามเนื้อของมัน มันเป็นประโยชน์ ทำวิจัย เด็กเล่นหมากเก็บ แล้วใจสัมผัสไปไหนล่ะ ใจสัมผัสก็มันเรียบร้อยไง ดูสิ ดูมันเล่นสิ แล้วมันมีหมากเก็บ ๑ ๒ ๓ ๔
ธรรมเล่นหมากเก็บใช่ไหม เรามีอำนาจวาสนาแค่นั้นหรือ
ถ้าปฏิบัติพอเป็นพิธีๆ ก็พิธีการให้มันจบไง เป็นสูตรสำเร็จไง นี่ข้อเท็จจริงไง แล้วเรียบร้อยนุ่มนวล ฝึกหัดจนร่างกายแข็งแรง ดีไปหมดล่ะ ธรรมเล่นหมากเก็บ
เด็กมันเล่นของมัน มันเป็นการละเล่นในเด็กของสังคมไทยๆ แต่ของเราๆ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา จะเอาความจริงความจังของเราขึ้นมา เราไม่ใช่มาเล่นหมากเก็บ เราต้องทำความสงบของใจ ใจสัมผัสอันนั้น
วิธีการฝึกหัดปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โดยมาตรฐาน อริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ทั้งนั้น สิ่งที่จิตมันส่งออก ภายนอกออกจากผิวหนังไป ความรู้สึกนึกคิดส่งออกไปข้างนอก นี่ภายนอก
ภายในๆ มันคิดของมันเอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อายตนะสัมผัส เวลาเราอยู่คนเดียวหรือนั่งสมาธิ หลับหูหลับตานี่ล่ะ มันอยู่ข้างในหมดเลย ไม่ได้สัมผัสอะไรเลยมันก็คิดของมันเองน่ะจิต
แล้วเวลาเราจะทำความสงบของใจของเราเข้ามาล่ะ
“ทำไมต้องทำความสงบ”
ทำความสงบเพราะเราจะค้นคว้าหาจิตของตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดอานาปานสติ ปฐมยาม ระลึกอดีตชาติ นี่ภายใน ระลึกอดีตชาติตั้งแต่พระเวสสันดรไป มัชฌิมยาม จุตูปปาตญาณ ปัจฉิมยาม นั่นแหละมรรค ๘ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา เล่นหมากเก็บที่ไหน มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาจากในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา โลกธาตุไหวทั้งหมด โลกธาตุนี้หวั่นไหวเลย เทศน์ธัมมจักฯ นี้โลกธาตุหวั่นไหว เพราะเทวดา อินทร์ พรหมรออยู่ ธรรมะนะ ธรรมจักรได้เคลื่อนแล้ว จะไม่มีใครดึงกลับได้อีกเลย
ไม่มีใครดึงกลับได้เลย เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เทศนาว่าการขึ้นมา พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ มาฆบูชานั่นน่ะ เอหิภิกขุบวชให้ด้วย สอนด้วย นี่พระอรหันต์ทั้งนั้น พระอรหันต์ทั้งนั้นเพราะอะไร เพราะสิ้นกิเลส พ้นจากพญามารไปทั้งสิ้น ไม่ใช่มานั่งเล่นหมากเก็บกัน เขาเอาจริงเอาจังขึ้นมาแล้วเป็นข้อเท็จจริงของเขาขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้พยากรณ์เอง เราเป็นคนบวชให้ เราเป็นคนอบรมบ่มเพาะเอง แล้วเรายืนยันเอง
แล้วท่านที่เป็นพระอรหันต์ท่านก็มีอำนาจวาสนา เธออย่าไปซ้อนทางกัน ถ้าใครเขาสนใจหรือการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริง วาสนาของเขา แต่ถ้าเราจะไปแสวงหาให้คนเชื่อทั้งหมด ไม่มี เขาคิดเขาเห็นไปแนวทางของเขา
แล้วถ้าเป็นประเพณีวัฒนธรรมก็เด็กเล่นหมากเก็บทั้งนั้นน่ะ ถ้าเด็กเล่นหมากเก็บแล้วมันดูสวยงามไง ไอ้พวกเรานั่งสมาธิภาวนาขึ้นมา โอ้โฮ! ดูสิ เหงื่อไหลไคลย้อยเลยล่ะ พวกนี้ไม่มีวาสนา ดูพวกเราสิ เรียบร้อย หมากที่ ๑ หรือหมากที่ ๒ ล่ะ เล่นได้หรือเปล่า
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของเรานะ เรามีความปกติสุข ถ้าจิตมันสงบแล้วมีความสุข แต่โดยธรรมชาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายต้องเป็นอนัตตาทั้งสิ้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเคลื่อนหายไป ไอ้จิตสงบๆ นั่นแหละ ทรงอยู่ไม่ได้หรอก มันต้องเสื่อมไปเป็นธรรมดา ฝึกหัดใช้ปัญญามันก็เสื่อมหมด เสื่อมทั้งนั้น ไม่มีอะไรคงที่
มันจะเป็นคงที่ขึ้นมาต่อเมื่อจิตของเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แยกแยะมันด้วยวิปัสสนา ถ้ามันแยกแยะมันด้วยวิปัสสนา พิจารณาไปแล้วมันปล่อยมันวางขนาดไหน ชั่วคราวๆ เวลาถ้ามันสมุจเฉทปหาน ขณะนิโรธดับทุกข์นั่นแหละ อกุปปธรรม อกุปปธรรมพ้นจากความเสื่อมสภาพ
แต่ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรมเป็นธรรมชาติ เป็นทางโลก เป็นทางความรู้ความเห็น เจริญแล้วเสื่อม แม้แต่โลกเคลื่อนที่ ไหล่ทวีป อย่างน้อยปีละ ๑ เซนติเมตร จากเป็นมหาทวีปกลายเป็นกี่ทวีปแยกออกไป โลกมันเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่มีสิ่งใดคงที่ ไม่มี
แล้วความรู้สึกของเราล่ะ
ใช่ เราเป็นคนจริง เรามีสัจจะ เราจะให้เป็นอย่างนั้น มันจะอยู่ได้กี่วันน่ะ เดี๋ยวมันก็ไปหมด นั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืน เดินจงกรม ๗ วัน ๗ คืน นั่นคือกิริยา นั่นคือวิธีการในการประพฤติปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ด้วยอิริยาบถ ๔
เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่เวลาโหมเอาจริงเอาจังนะ ถือเนสัชชิก ไม่นอน อดนอนผ่อนอาหารสู้กับมัน สู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน แล้วต้องเป็นผู้ที่มีวาสนา ถ้ามีวาสนาแล้วนะ เวลามันเข้าไปเผชิญกับความทุกข์นะ มันยิ้ม ในใจนะ ทุกข์เกือบตาย แต่มันก็เป็นวิธีการที่ต่อสู้
เวลาจะต่อสู้ เราต่อสู้กับทิฏฐิมานะความเห็นผิดในใจของเราเอง มันรู้มันเห็นอย่างนี้ มันเชื่ออย่างนี้ แล้วมันก็พอใจอย่างนี้ แล้วมันไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย กี่ภพกี่ชาติแล้ว มันก็เป็นอยู่อย่างนี้
แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของเราไง เราจะขุดคุยค้นคว้า ขุดคุ้ยแสวงหา หาต้นเหตุแห่งการปฏิบัติ นี่ไง พระอัญญาโกณฑัญญะไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
นี่เหมือนกัน เราขุดคุ้ยค้นคว้าแสวงหา สิ่งใดสิ่งหนึ่งถ้ามันเกิดขึ้น เกิดขึ้นนะ นั่นน่ะเป็นการฝึกหัดปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมมาก แต่การดำเนินการต่อไปบางทีมันก็หลุดไม้หลุดมือ มันไม่อยู่กับเราหรอก
ถ้ามันไม่อยู่กับเรา
ด้วยอำนาจวาสนา ๑
สติปัญญา ๑
ความรอบคอบ ๑
เรามีสติมีปัญญา มีความรอบคอบของเรา เรามีสติมีปัญญา มีความรอบคอบ ถ้าจับได้แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ จับมันแล้วขยายส่วนแยกส่วน
ม้างกายๆ เวทนาๆ ถ้าจับแล้วพิจารณาของเรา เพราะอะไร สุขกับทุกข์ อุเบกขา เวลาสุขก็พอใจ เวลาทุกข์ก็เจ็บแสบนัก แล้วสิ่งที่เป็นความทุกข์มันฝังใจอยู่เลย ไอ้สิ่งที่เป็นคุณงามความดีมันก็ดีเป็นครั้งเป็นคราว
สิ่งที่เรามีสติมีปัญญาเท่าทันมันแล้ว โอ้โฮ! ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ไง
ถ้าเป็นเวทนาไง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในเวทนา ไอ้ความทุกข์ความยาก ความเจ็บความปวดนั่นแหละมันประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ แล้วถ้ามันประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ถ้าเรามีสติปัญญา มันแยกมันแยะแล้ว โอ้! มันปล่อยหมดเลย
ปล่อยแล้วได้อะไร ชั่วคราวไง นี่แหละคือการฝึกหัดการประพฤติปฏิบัติให้จิตใจของเราแก่กล้าเข้มแข็งขึ้น แก่กล้าเข้มแข็งขึ้น คำว่า “แก่กล้าเข้มแข็งขึ้น” เพราะมันจะประพฤติปฏิบัติต่อไป
แต่ถ้ามันไม่มีวาสนานะ “โอ้! บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว” จบครับ เพราะการทำความสงบของใจเจริญแล้วเสื่อม การฝึกหัดปฏิบัติก็เจริญแล้วเสื่อม จะใช้สติปัญญาไปมากน้อยขนาดไหนมันดีงามมากเลยตอนที่มีสติปัญญาที่ขุดคุ้ยค้นคว้าการกระทำ โอ้โฮ! โลกนี้ของเราหมดเลย แล้ววิธีการรักษาทำอย่างไร การดูแลมันทำอย่างไร
ถึงเวลาแล้วมันเสื่อมสภาพไปเพราะมันเป็นนามธรรม ความคิด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นนามธรรม แล้วมันอยู่ในใจของเรา แล้วถึงเวลามันเสื่อมค่าไป แล้วก็ตีโพยตีพาย
ตีโพยตีพายแล้วได้อะไรล่ะ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา เริ่มต้นใหม่มีการกระทำของเราขึ้นมา ทำของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นขึ้นมาได้เหมือนเดิม มันก็แบบเราฟื้นฟูได้ ถ้ามันเป็นของเราขึ้นมาอย่างเดิมไม่ได้ เราก็พยายามทำของเราให้มันถูกต้องชอบธรรม
ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม เห็นไหม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมบูรณ์ถูกต้องชอบธรรม ธรรมะอยู่กับเรา
โดยธรรมชาติเจริญแล้วเสื่อม แต่ถ้าเหตุผลสมบูรณ์แบบ เพราะเหตุมันสมบูรณ์แล้วมันต้องออกไปเป็นผล แล้วการกระทำของเรามันจะไปไหน มันจะเสื่อมไปไหน ถ้ามันเสื่อม มันไม่เสื่อมไป เราก็ต้องมีอำนาจวาสนาที่จะทำให้มันงอกเงยขึ้น ให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา
พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มันเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ นี่คือการฝึกหัดปฏิบัติภายใน
แต่ด้วยกิริยาโดยอิริยาบถ ๔ ถ้าโดยพิธีการปฏิบัตินั่นก็เด็กเล่นหมากเก็บ นั้นมันเป็นกิริยาไง
สิ่งที่ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านฝึกหัดปฏิบัตินั้นก็เรื่องหนึ่ง เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติเอาข้อเท็จจริง ท่านให้ปฏิบัติส่วนตัว เพราะอะไร เพราะเราจะโหมกระหน่ำอย่างไรก็ได้
แล้วเวลาถ้าไม่ส่วนตัว มันปฏิบัติพร้อมกันที่ศาลา เห็นไหม เราเคย เคยปฏิบัติหมดน่ะ นั่งนี่ต้องรั้งไว้ตลอด กลัวจิตมันลง เดี๋ยวถ้ามันออกไม่ทันเขา เขาจะหาว่าแอ็กต์อีก
ก็สังคมเขาเป็นอย่างนั้นไง สังคมเขาปฏิบัติอย่างนั้น ถ้าเราไปพักที่นั่น เราก็ต้องทำแบบนั้น แต่ที่บ้านตาดไม่มี ปฏิบัติส่วนตัวทั้งนั้น เว้นไว้แต่เวลาอบรมบนศาลาประมาณ ๑ ชั่วโมงนี้ เสร็จแล้วกุฏิใครกุฏิมัน แล้วใครแน่จริง เต็มที่ ๒๔ ชั่วโมง ทั้งอดนอนทั้งผ่อนอาหารเต็มที่เลย เพราะท่านมีแต่เข็นขึ้นไป ไอ้ที่ว่าเคร่งเกินไป หนักเกินไป ไม่เคยได้ยิน มีแต่อ่อนแอ ไม่เอาไหน
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันบ่มเพาะ ทำหัวใจนั้นให้มีคุณค่า ถ้าทำหัวใจดวงนั้นให้มีคุณค่า
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ สิทธิเสรีภาพ คนเหมือนกัน มีกายกับใจเหมือนกัน แต่ความคิดและวาสนาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งหมด
คนมีบุญคนหนึ่งเวลาเกิดขึ้นมา สังคมดีงามไปหมด เกิดร่วมกับคนมีบุญไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สหชาติ ใครแค่ได้เกิดร่วมสหชาติกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นน่ะเป็นมหามงคลเลยล่ะ แต่ในสมัยนั้นพวกเดียรถีย์นิครนถ์ก็มากมาย
คนที่เกิดมาๆ เกิดมาร่วมกันไง กายกับใจเหมือนกัน แต่วาสนาแตกต่างกัน แตกต่างกันเพราะ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะปรารถนาอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา นั่นก็วาสนาสูงกว่าเขา แล้วพระอรหันต์ๆ นั่นน่ะ แสนกัปๆๆ ทั้งนั้นน่ะ ต่างคนต่างสร้างกันมา
แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติขึ้นมาเวลาขัดแย้ง ทิฏฐิทัศนคติความเห็นแตกต่าง อ้าว! องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้พยากรณ์ เป็นผู้ตัดสิน
นี่ไง สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ไอ้เรื่องทัศนคติ เรื่องเอตทัคคะนั่นมันเป็นวาสนาของคน
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ เป็นข้อเท็จจริงก็เป็นข้อเท็จจริงของเขา ไอ้ธรรมเด็กเล่นหมากเก็บมันก็ไปจดไปจำมา แล้วก็มีแค่กิริยามาโฉบมาโชว์ มันเป็นของใคร มันมีอะไรเป็นของจริง
ถ้าเป็นของจริงๆ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ใจมันจะสัมผัสของมัน ถ้าใจสัมผัสของมัน ถ้าจิตใจที่มันดีงามขึ้นมา เราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา เพราะเรามีคุณค่า เรา ใจของเรามีคุณค่า ชีวิตของเรามีคุณค่า เราจะเกิด เราจะตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้ เกิด เกิดมาแล้วอายุเจ็ดแปดสิบ จะตายวันไหน พรุ่งนี้เช้าได้ตื่นไหม
เวลามันจะไปแข่งขันชิงดีชิงชั่วอะไรกับเขา เออ! เอ็งเพ้อเจ้อว่ะ เพราะอะไร ลุกขึ้นไปเป็นลมล้มตายเลย เกิดตาย ชีวิตไง คุณค่าของชีวิต ฉะนั้น วันเวลาจะมีคุณค่า ถ้ามีคุณค่า ไม่ทิ้ง ภาวนาของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมตลอดเวลา นั่งสมาธิภาวนา พุทธกิจ ๕ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เข้าทางจงกรมทั้งนั้นน่ะ วิหารธรรม วิหารธรรมคือวิหารธรรมในจิตดวงนั้น แล้วถ้าเข้าไปสู่ธรรมนั้น จบ สบาย อยู่กับวิมุตติสุข นั่นน่ะสุขที่มีคุณค่าของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง
ไม่ใช่ธรรมเด็กเล่นหมากเก็บ ทำโฉบ โอ้โฮ! มีความสุข
มีความสุขทำไมเอ็งออกมาโฉบ มีความสุขทำไมเอ็งจะต้องมาแสวงหาอย่างนี้ มีความสุขอยู่โคนไม้ มีความสุขก็อยู่กุฏินู่นน่ะ
โอ๋ย! มีความสุข แห่แหนกันไปบ้าบอคอแตก ความสุขอะไรน่ะ มันเป็นไปไม่ได้
ถ้ามันเป็นไปได้นะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ เวลาจะแก้กิเลสไง เวลาจิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็นสิ่งใดนั่นน่ะ
เราเคยอยู่นะ มีพระหลายองค์มาก เราก็คิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมของเขา เวลาไปนั่งสมาธิภาวนานะ เราก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยแหละ เขามาคุยให้ฟัง พอจิตมันสงบมีความคิดขึ้นมาในใจไง ถ้าเผาตัวตายแล้วจะเป็นพระอรหันต์
แล้วเขามาปรึกษาพระเพื่อน พระเพื่อนพยายามห้ามๆ กันไว้ สุดท้ายแล้วเขาก็ลักเผา เผาตัวเองจนเสียชีวิต
แล้วมันเป็นพระอรหันต์ตรงไหนล่ะ ถ้าไฟมันเผาจนจนสิ้นชีวิตแล้วได้เป็นพระอรหันต์ แล้วไฟมันก็เผาทั่วทั้งโลก เวลาไฟไหม้โรงแรมตายเป็นร้อย แสดงว่าคนทั้งร้อยจะเป็นพระอรหันต์หรือ มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่มันก็คิดของมันนะ
เวลาจิตถ้ามันมีความสงบสุข แล้วถ้ามันคิดออกนอกลู่นอกทาง ถ้าเราไม่มีกำลังพอที่จะยับยั้งได้ จะต้องเข้าไปหาครูบาอาจารย์แล้วเล่าให้ท่านฟัง แล้วถ้าท่านแก้ไขแล้วเราจะเชื่อฟังท่านหรือไม่ นั่นก็เป็นเวรกรรมของสัตว์
แต่ถ้าเราไม่ได้มีกรรมรุนแรงอย่างนั้น ความเห็นอย่างนี้มันจะไม่เกิดขึ้นกับจิตของเรา เพราะอะไร เพราะมันไม่ใช้การวิปัสสนา มันไม่ใช้การใช้สติใช้ปัญญาในพระพุทธศาสนา
การเผา การทำลาย การทำให้สิ้นไป พระพุทธเจ้าห้ามหมดนะ ศีล ๕ ไง ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ นี่ไง ห้ามทั้งนั้น เว้นไว้แต่การฆ่ากิเลสด้วยวิปัสสนา
มันมีพระบอกว่า กิเลสมันไม่ต้องฆ่า มันตายเอง กิเลสมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป
เราฟังมาเยอะแล้วสังเวช จะหลอกใคร จะหลอกใคร จะขุดหลุมพรางให้ใครสังคม มันน่าเศร้า เราฟังแล้ว ตัวเองภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่ได้ มันถึงไม่มีเหตุและผล
เหตุคือการกระทำที่ให้มันเกิดผลขึ้นมา เพราะไม่มีเหตุการกระทำนั้น ถึงบอกว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป กิเลสเป็นนามธรรม ไม่ต้องฆ่า มันหายไปเอง ไอ้ที่ว่าต้องฆ่าๆ พวกนั้นพวกขี้ทุกข์ขี้ยาก
คำว่า “ฆ่า” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ตัดป่าทั้งป่า ไม่ได้ตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว
การทำลายล้างกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามทั้งนั้น เพราะมันเป็นกรรม เป็นกรรมเพราะเราทำกับเขา มันมีผลกระทบ ไม่ควร ควรแต่เสียสละ ควรแต่คุณงามความดีให้ต่อกัน เป็นบุญ เป็นบุญแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกย่อง
แต่การฆ่ากิเลส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกย่องว่าประเสริฐ เพราะถ้ามันทำได้จริงขึ้นมาจากหัวใจดวงหนึ่งนะ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่งนะ แล้วหัวใจดวงนั้นน่ะ ในวงกรรมฐานถ้าใครภาวนาเป็น จะมีคนเข้าไปฟัง เข้าไปขอปรึกษาทั้งนั้นน่ะ ว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมดีงาม มันก็เป็นธรรมนะ
แต่ถ้ามันเป็นธรรมะเด็กเล่นหมากเก็บนะ มันเสียเวลา ไปไหนมา สามวาสองศอก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันหรอก แต่มันพูดไปเป็นตรรกะเป็นทางโลกไง ไอ้พวกนักวิชาการฟังแล้วหูผึ่งเลยนะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์
เราได้ยินได้ฟังอยู่ เศร้า แต่พูดไปก็อย่างว่า เขากับเรา
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา
มันเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้ ในเมื่อเหตุมันบิดมันเบี้ยว แล้วมันไปบิดน่ะ บิดธรรมะพระพุทธเจ้า อ้างธรรมะพระพุทธเจ้านะ แต่บิด บิดเพราะไม่รู้ไง
แต่ถ้าเป็นธรรมนะ ไม่กล้า เคารพบูชา แล้วถ้าทำอย่างนั้นนะ กล่าวตู่พุทธพจน์ ถ้าภิกษุสวด ๓ ครั้ง ไม่ถอนความเห็นผิดนี้ เป็นอาบัติสังฆาทิเสส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้พยากรณ์ เราพยากรณ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ เราแก้ไข เราบิดเบือน กล่าวตู่พุทธพจน์
แต่ธรรมเด็กเล่นหมากเก็บมันบอก นี่พุทธพจน์ พุทธพจน์สอนอย่างนี้
มันอยู่ที่วุฒิภาวะ ฉะนั้น เราถึงมองในวงการศาสนาสิ ที่ที่มันเจริญ เจริญเพราะอะไร เพราะคนมันมีอำนาจวาสนา มีสติปัญญา ไม่เชื่อฟังใครง่ายๆ กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ เป็นเหยื่อไปหมดเลย แล้วก็พูดกันอย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นภายในของเรา พอเรานั่งสมาธิภาวนา ความรู้สึกนึกคิดมันจะร้อยแปดพันเก้าไปทั้งนั้นน่ะ มันจะร้อยแปดพันเก้ามันก็เป็นกำลัง มันเป็นพลังงานในหัวใจของตน แล้วพลังงานในหัวใจของตนมันอยู่ที่บาปกรรมของแต่ละบุคคล สิ่งที่มันผุดขึ้นมา ไม่ชาตินี้ก็อดีตชาติร้อยแปด มันขึ้นมาหมดล่ะ มันขึ้นมาหมด เห็นไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฐมยามไง ตั้งแต่พระเวสสันดรไปไม่มีต้นไม่มีปลาย ถ้าจะไป ไปตลอด แต่ด้วยสติสัมปชัญญะไง รั้งกลับมา เวลาจุตูปปาตญาณ ไปอนาคต เห็นไปรู้ไปหมด โอ้โฮ! ถ้าเป็นคนอื่นนะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์
ไม่ใช่ อดีตอนาคตไม่ใช่ปัจจุบัน อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ปัจจุบัน ฆ่ากิเลสเดี๋ยวนี้ พญามารตายเดี๋ยวนี้
ฆ่าไหม
“ไม่ต้องฆ่า พระพุทธเจ้า ผู้รู้นั้นคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นไปเอง”
เวลาฟังแล้วมันเป็นเด็กๆ ธรรมเล่นหมากเก็บ มันไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วกรณีอย่างนี้เวลาล่วงเลยไป เวลาเขาพูดแล้วมันจืด เดี๋ยวมันก็มีมุกใหม่ขึ้นมา มันก็ไปอีก ไม่มีวันจบวันสิ้น นี่ภายนอกนะ แล้วภายในของเราล่ะ
ภายในของเราไม่ต้องโทษใครทั้งสิ้น โทษกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรานี่แหละ เราที่นักปฏิบัติๆ จะสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนนี่ นักปฏิบัติน่ะ
ใจดวงนี้ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงของเราขึ้นมา ถ้ามันมีความรู้ความเห็นอะไรมันขึ้นมา ต้องทดสอบ ยังเชื่อไม่ได้ ยังว่ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไม่ได้
พิจารณากายๆ นี่แหละ เวลามันปล่อยๆ ปล่อยแล้วเหลืออะไร มันปล่อย มันปล่อยแล้ว
ดูสิ ทำสมาธิมันก็มหัศจรรย์แล้ว มีความสุข โอ้โฮ! นี่ไง มันสว่างไสว มันผ่องใส นั้นมันอยู่ที่วาสนาของคน สมาธิเป็นสมาธิโดยปกติก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นด้วย เป็นสงบเฉยๆ ขึ้นมา
ไอ้ที่ว่าสงบแล้วออกรู้ ที่มันสว่าง มันต้องหลวงปู่มั่น มันต้องจิตคึกคะนอง จิตที่มีวาสนา แล้วจิตของใครจะมีกำลังอย่างนั้น
นักมวยมันยังมีน้ำหนักเลย แต่ละรุ่นน่ะ ไอ้นี่จิตของคน วาสนาสูงต่ำดำขาวแตกต่างกัน จะให้มันเหมือนกันมันเป็นไปได้อย่างไร มันไม่มีอยู่แล้ว
แต่พอเราก็ฟังกรอกหูกันมา ถึงเวลาแล้วจะเอาให้เป็นอย่างนั้น แล้วมันก็จินตนาการ พอจิตมันเริ่มสงบมันก็จะเป็นอย่างนั้นน่ะ เป็นอย่างที่เราได้ยินได้ฟังมา เป็นอย่างที่เราพอใจ แล้วมันก็เตลิดเปิดเปิงไปอย่างนั้นน่ะ ส่งออกหมดไง นี่ภายในนะ ภายในไม่ใช่เด็กเล่นหมากเก็บ
เด็กเล่นหมากเก็บมันฝึกกิริยามารยาท ฝึกกล้ามเนื้อ เอารางวัล
ไอ้นี่เราจะเอาชนะกิเลสของเรา
การฆ่ากิเลส การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส ถ้าเจอแล้วจับต้องได้ ขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส กิเลสมันก็วิ่งหนีต่อไป
ขุดคุ้ยค้นคว้าหาเจอ จับต้องอะไรสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ แต่มันก็เตลิดเปิดเปิงไปโดยจินตนาการของตนนั่นแหละ แล้วมันก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาของมัน มันก็เป็นกิริยาความรู้สึกนึกคิดรอบหนึ่ง แล้วความรู้สึกนึกคิดรอบหนึ่งขึ้นมา มันก็มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นเพราะมันเป็นนามธรรมที่มันฝังอยู่ในหัวใจที่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะมันเป็นพลังงาน พลังงานในหัวใจนี่แหละ แต่ถ้ามันสงบสุข มันก็เป็นพลังงานที่หยุดนิ่ง
สิ่งที่เคลื่อนที่ที่เร็วที่สุด เวลามันหยุดนิ่งมันมีกำลังของมันน่ะ แล้วถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ นั่นก็เป็นวาสนาของคน
ถ้ามันน้อมไปไม่ได้ มันไม่เห็น เราก็ทำให้มันสงบมากขึ้น ให้มีกำลังมากขึ้น แล้วน้อมไป น้อมไป รำพึง ยกขึ้น การขุดคุ้ยค้นคว้าไง การขุดคุ้ยค้นคว้า ถ้ามันเห็น มันสะเทือนกิเลส
คำว่า “เห็นกิเลสๆ” มันสะเทือนนะ น้ำหูน้ำตาไหล มันเหมือนเจ้าพ่อสำนึกผิดน่ะ ใหญ่โตนัก ยิ่งใหญ่นัก เวลามันสำนึกผิดได้ โอ้โฮ! เศร้า เราไม่น่าเลวได้ขนาดนี้ ไอ้ที่ว่ายิ่งใหญ่ๆ เวลามันรู้เท่าทันมันสังเวช พอมันสังเวช เราไม่เอาอีกแล้วเนาะ อย่า
พอออกมา เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว
กิเลสมันร้ายนัก มันต้องฝึกหัดจนมีกำลังขึ้นมาจนยับยั้งกันได้ พอยับยั้งกันได้แล้ว เพราะอะไร เพราะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง ใครทำให้ใครไม่ได้ไง
หัวใจดวงใดไม่มีมรรค ถ้าหัวใจดวงนั้นมันไม่มีวิปัสสนาญาณ ไม่มีธรรมจักร ดำริขอบ งานชอบ เพียรชอบ แล้วเวลามันหมุนติ้ว เวลาหลวงตาท่านเทศน์บอกว่า เวลาปัญญามันหมุน มันไว โอ้โฮ! หมุนติ้ว
ความคิดมันไว ความคิดมันเกิด ปัญญามันก็เกิดที่เหนือกว่า ความคิดที่มันแว็บต่างๆ โดนธรรมจักรบี้ๆๆ จนธรรมจักรอยู่คงที่ของมันน่ะ
อยู่ที่ไหน
อยู่กลางหัวใจไง ถ้ามันอยู่กลางหัวใจขึ้นมา มันติ้วๆ ขึ้นมา กิเลสหน้าไหนจะโผล่มาวะ หากิเลสไม่เจอ กิเลสไม่โผล่หน้ามา แต่มันยังไม่ตาย เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวถ้าเราผ่อนคลาย เราพลั้งเผลอ มันมาอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นเจ้าวัฏจักรหรือ
มันเจ้าวัฏจักรกันอยู่ท่ามกลางหัวใจเรานี่แหละ เพราะถ้าเราตายจากภพชาตินี้ ร่างกายเผาที่นี่ ภพชาตินี้จบ มันไปแล้ว ไปเสวยภพเสวยชาติต่อไป แล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้
แต่ถ้าเราสร้างคุณงามความดี นักปฏิบัติ นักปฏิบัติเราไง เราเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์นะ ก็ขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องไป
คำว่า “ต่อเนื่องไปๆ” เห็นไหม มีพระอรหันต์ พาหิยะไปฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเดียวเป็นพระอรหันต์เลยไง พระที่อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้างง ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกวันเลย เทศน์อยู่ใกล้ๆ นี้เลย ยังไม่เห็นดำเห็นแดงอะไรเลย ทำไมพาหิยะฟังเทศน์หนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย
เขาไม่ได้เป็นชาตินี้ เขากับเพื่อนภิกษุด้วยกัน ๕ องค์ หรือ ๖ องค์ ไปนั่งบนหน้าผาตัด ถีบพะองที่ปีนขึ้นไปทิ้ง ถ้าใครภาวนาได้เป็นพระอรหันต์ให้เหาะไป องค์แรกเหาะไป องค์ที่ ๒ ได้เป็นพระอนาคามี องค์ที่ ๓ ได้เป็นอนาคามีมั้ง แล้วอีกสามสี่องค์นั้นตายหมดเลย
เขาฝึกหัด เขาปฏิบัติมา เขาเสียสละชีวิตของเขามา เขาพยายามขวนขวายมาเต็มที่ของเขา สิ่งนั้น เห็นไหม ทั้งชีวิตๆ มาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย
ถ้าอยู่ที่อำนาจวาสนา อยู่ที่ปัญญาที่มันเจริญงอกงามขึ้นมา แล้วปัญญาที่เจริญงอกงามขึ้นมามันเป็นปัญญาจับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจเรา มันเป็นปัญญาหมุนกลับเข้ามาทวนกระแส ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือปัญญาทวนกลับเข้ามาหัวใจของเรา
ใครจะดีใครจะชั่ว สาธุ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา มันก็เป็นบุญเป็นบาปของเขา แต่ของเราๆ แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ภาวนามยปัญญาขึ้นมา ทวนกระแสกลับเข้าไปที่ใจของตน ถ้าจิตใจของตน ใจสัมผัส เห็นไหม อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนนี้สำคัญที่สุด
เริ่มต้นการฝึกหัดปฏิบัติต้องทำความสงบของใจเข้ามา เพราะนี่ไง เพราะตนไง เพราะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วถ้ามันไม่มี เอ็งภาวนาอะไร มันก็กลายเป็นเด็กเล่นหมากเก็บ เป็นวัฒนธรรมเป็นการกระทำที่ดูสวยงามเท่านั้นน่ะ แต่เนื้อหาสาระล่ะ
เด็กเล่นหมากเก็บมันไปแข่งขันมันได้เหรียญนะ มันได้รางวัลด้วย ถ้าเล่นสวยงามขึ้นมาเขาให้รางวัลพิเศษ แล้วเราภาวนาเราได้อะไร
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของตนๆ เราถึงต้องทำความสงบของใจให้มันเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม เป็นมัคโค ทางอันเอก
ถ้ามันไม่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นมิจฉา ถ้าเป็นมิจฉา คำว่า “มิจฉา” มิจฉามันคือมันบิดเบี้ยว มันผิด เวลามันบิดมันเบี้ยว เราไม่ได้ตั้งใจให้มันบิดเบี้ยวหรอก เราตั้งใจดี เราปรารถนาดี แต่กิเลสมันไว้หน้าเราหรือ มารมันไว้หน้าเราหรือ มารมันไม่ไว้หน้าเราหรอก แล้วมารที่ไหนมันจะมาบอกว่า “ฉันกำลังจะทำร้ายเธอแล้วนะ ระวังตัวให้ดี” ไม่มี มันรอจังหวะ เราเผลอ ผัวะ! ไปแล้ว
ฉะนั้น สิ่งที่การฝึกหัดปฏิบัติมันต้องมีสติมีปัญญาของเรา ทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจนี้เป็นหลักการ เป็นหลัก จิตตภาวนา
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไหม จักขุญาณ จิตมันรู้มันเห็นนะ มันฮึกมันเหิมมาก
เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากมาก แต่เราจะทำคุณงามความดีของเราไง แล้วคุณงามความดีของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันจะมีอะไรมากไปกว่าการภาวนา การเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา นี่แหละงานหลักของบริษัท ๔ ในพระพุทธศาสนา เพราะมันจะเป็นการขุดคุ้ยค้นคว้าหาเชื้อไข หากิเลส แล้ววิปัสสนาญาณ จักขุญาณ มันจะรู้มันจะเห็นของมัน แล้วมันจะมหัศจรรย์ของมัน สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา มันชัดๆ เลย
แต่เดิมเราก็ได้ยินได้ฟังมาทั้งนั้น เราก็ฟังมาทั่ว ฟังมา องค์ไหนพูดผิด องค์ไหนพูดถูกก็ไม่รู้ แต่พอมันเกิดขึ้นจริง เออ! ใครจะพูดอย่างไรเรื่องของเขา เราจะเอาความจริงของเราแล้ว ทำซ้ำทำซาก พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เพราะมันจะเห็นตรงนี้
ตทังคปหานมันปล่อยแต่มันไม่สมบูรณ์แบบ มันยังบิดยังเบี้ยวของมัน มันเลยไม่มรรคสามัคคี ฝึกหัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ ฝึกหัดนี่แหละ จากที่ว่ามันปล่อยวางชั่วคราวตทังคปหาน มันปล่อยเหมือนกันแต่มันไม่สมบูรณ์แบบ มันไม่มีสิ่งใด นี่ไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องหลุดไปเป็นธรรมดา
แต่เวลาถ้ามันสมบูรณ์แบบ เราใช้ปัญญาของเรา เรายกขึ้นสู่วิปัสสนาของเรา ใช้ปัญญาของเราให้เต็มที่เลย เวลามันสมบูรณ์แบบของมัน มรรคสามัคคี
มรรค ๘ ว่าสามัคคีแล้วเป็นสมบูรณ์แบบของมัน เป็นมรรคอันละเอียด เวลามันสมบูรณ์แบบเป็นสมุจเฉทปหาน เวลามันขาด มันประกาศกลางหัวใจเลย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความลังเลสงสัย ความที่ไม่เข้าใจอะไรเลย จบ เวลาสังโยชน์มันขาดออกไป
ถ้ามันแบบว่ามันเด็กเล่นหมากเก็บเลย “กิเลสมันมาเอง กิเลสมันต้องตายเอง กิเลสไม่ต้องไปฆ่ามัน ไอ้พวกที่ทำ...” แล้วเป็นพระผู้ใหญ่เสียด้วยนะ แล้วพูดแล้วมันมีเหตุมีผลอะไร
นักวิชาการหรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคม เขาจะพูดอะไรเขาก็ต้องมีหลักการ พูดแล้วมันต้องมีเหตุมีผลที่น่าเชื่อถือ
ไอ้นี่ว่า “มันไม่ต้อง ไม่เป็นไร” แล้วไปบิดคำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ถ้าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาที่มรรคสามัคคีมันสมบูรณ์แบบของมัน เวลามันขาด เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน ในพระไตรปิฎกนี่แหละ ท่านบอก เวลากิเลสขาดเหมือนดั่งแขนขาด
ท่านใช้คำว่า “ดั่งแขนขาด” คือ ขณะตัดแขนขาดมันชัดมันเจนไง เหมือนดั่งแขนขาด คนเราตัดแขนทิ้ง เราไม่รู้หรือเราตัดแขน
ในทางสงคราม เวลาแขนขาขาดมันยังไม่รู้ตัวนะน่ะ เพราะมันชาไปเลย แต่ตัดแขนขาด ถ้ามันขยับมันก็ต้องรู้ โอ๋ย! ตาย แขนขาดแล้ว เวลาสมุจเฉทปหานดั่งแขนขาด นี่พระพุทธเจ้าพูดไว้เอง
แล้วบอกว่า “ไม่ต้องทำ ไม่ต้องมี ไม่ต้องเป็น กิเลสเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป มันไม่มี กิเลสมันต้องตายไปเอง”
สิ่งนี้เป็นการยืนยันว่าเขาไม่เคยเห็นกิเลส เขาไม่รู้จักกิเลส เขาไม่รู้จักสิ่งที่มีกิเลสเขาถึงหมักหมมไปด้วยกิเลสในใจของตน แต่บิดธรรมะพระพุทธเจ้า พูดภาษาที่ว่าให้คนหลงใหลไปตามเขา
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้และมันไม่มีอยู่จริง เพราะกิเลสเป็นนามธรรม ใครจะเอากิเลสมาอวดกัน
มีสังคมกลุ่มหนึ่งไง จับผี ให้ตัวละ ๕ ล้าน เอาผีมาให้ดู ให้ตัวละ ๕ ล้าน
ผีเป็นนามธรรมไง
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจับกิเลสมา ให้เลย ใครจับกิเลสได้ คนนั้นชำระล้างกิเลส
กิเลสมันเป็นนามธรรม มันอยู่ที่ใจ มันอยู่ที่สุภาพบุรุษชนที่เขารู้จักว่าเราดีหรือเราชั่ว เราถูกหรือเราผิด เราเป็นหรือเราไม่เป็น ถ้าเราเป็น วิธีการทำอย่างไรว่ามา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ ท่านบอกได้หมด พระอัสสชิไง ไปบิณบาต พระสารีบุตรเห็นพระอัสสชิไง
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลไง
พระสารีบุตรฟังพระอัสสชิทีเดียวเป็นพระโสดาบันเลย นี่ดั่งแขนขาดเลย รู้ขึ้นมาในใจนั้นเลย นี่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง แล้วมันเป็นสัจจะเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา
ถ้าเป็นสัจจะความจริงในพระพุทธศาสนา การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจากใจดวงนั้น
แต่ทางวิชาการๆ ทางภาคทฤษฎี นั้นก็เป็นทางวิชาการ ในภาคทฤษฎีที่เป็นแนวทางที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติ จะบอกว่าจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีคุณค่า มันไม่เป็นอย่างนั้น
แต่เวลามาฝึกหัดปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติแล้วเอาสิ่งนี้มาบิดมาเบี้ยว ไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น
มีอยู่องค์หนึ่งบอกว่า ไม่ต้องทำสมาธิ ใช้ปัญญาไปเลย
แล้วมีอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า ต้องทำสมาธิก่อน
สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ในมรรค ๘ มรรค ๘ มีสัมมาสมาธิ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ สมาธิชอบ ถ้าไม่มีสมาธิมันจะมีกำลังอย่างไร แล้วถ้ามีสมาธิไม่มีปัญญา สมาธิมันจะไปแก้กิเลสได้อย่างไร
ถ้างานไม่ชอบ มันบิดให้ไปเห็นผิดต่างๆ นี่ไง เหาะเหินเดินฟ้า สิ่งทางโลกมันเป็นประโยชน์อะไรกับใคร แต่ถ้าไม่มีวุฒิภาวะไปเห็นอย่างนั้นก็ตื่นเต้นว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ เราจะไปเชื่อสิ่งอย่างนั้นได้อย่างไร กาลามสูตร กาลามสูตรก็ห้ามเชื่ออยู่แล้ว
เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม ถ้าเป็นสมาธิเป็นความสงบสุข เป็นปกติสุข สมาธิคือผู้รู้ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มีสติสัมปชัญญะในตัวของตน
แต่ถ้าไม่เป็นสมาธิ มันเผลอไง มันเผลอมันก็คิดไปร้อยแปดเลย หมุนติ้วๆๆ เลย แต่เราก็พุทโธๆ จากหมุนติ้วๆ ให้มันหยุดไง หยุดอยู่ในพุทโธจนพุทโธไม่ได้ จนเป็นตัวมันเอง เห็นไหม ถ้าเป็นตัวเองมันจะไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ
แต่พุทโธๆ มันพาดพิงพุทโธ เพราะเราระลึกพุทโธ วิตก วิจาร วิตกคือพุทโธๆ วิตกก็นึกขึ้น วิจารก็แยกให้มันเห็น พุท-โธ เวลามันพุทโธๆ จนมันละเอียดเข้าไปๆ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงของมัน เห็นไหม พลังงาน สิ่งที่เร็วที่สุดแล้วถ้ามันหยุดนิ่งของมันได้
เวลามันหมุนติ้วๆๆ มันคิดร้อยแปดพันเก้าขึ้นมา แล้วนั่งสมาธิ ผู้ที่ฝึกหัดใหม่นั่งสมาธิปวดหัวตาย “มันไม่ได้ มันไม่เป็น มันไม่ยอมทำ”
เวลาพูดมันง่ายทั้งนั้นน่ะ เวลาทำเดี๋ยวจะรู้ แล้วรู้แล้วจะรักษาอย่างไร รักษาให้มันเป็นข้อเท็จจริงเป็นความดีขึ้นมา ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดี เริ่มต้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา
มันอยู่ที่วาสนาไง คนที่เขาดี คนที่เขามีวาสนาของเขา เขาพัฒนาของเขาได้ คนที่มีวาสนาของเขา เขาก็ทำได้แค่นี้ มันก็กรรมของสัตว์ ถ้ากรรมของสัตว์ สัตว์ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพิ่มให้เป็นจริตนิสัยขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นจริตเป็นนิสัยในหัวใจของตน มันชอบไง
เห็นไหม เวลามันชอบสิ่งใดมันก็แสวงหาสิ่งนั้น ถ้ามันชอบความสงบระงับเข้ามา ชอบอยู่ในความปกติสุข อยู่ในบรรยากาศที่ดี ในอากาศที่ดี อยู่ในความปกติสุข ไม่ชอบการคลุกเคล้ากัน ไม่ชอบคลุกคลีกับใครทั้งสิ้น นั่นเพื่อความสงบในใจของตน
เวลาฝึกหัดใช้ปัญญาขึ้นมา เวลาปัญญามันหมุนแล้วมันจะเห็นเลยว่ามันหมุน ไม่ต้องไปตกใจว่า โอ๋ย! จะต้องทำทฤษฎีนั้น จะต้องสูตรนั้น...ไม่ต้อง ไอ้นั่นมันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาปัญญาเราเกิดนั่นน่ะของเรา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ปัญญาอันนี้มันจะฆ่ากิเลสในใจดวงนี้
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เธอต่างหาก เธอต่างหากจะต้องเป็นผู้ขุดคุ้ยค้นคว้าขึ้นมา
วิปัสสนาเวลาจักรมันเคลื่อน จักรมันหมุน นั่นน่ะภาวนามยปัญญา มันเกิดจากใจของเรา เกิดจากความสามารถ เกิดจากสติ เกิดจากปัญญาของเรา ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ของจิตดวงนั้น มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันถึงฆ่ากิเลส ชำระกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนในหัวใจของสัตว์โลก
แล้วถ้ามันภาวนาเป็น ในวงกรรมฐาน เวลาครูบาอาจารย์บอกว่า “นี่ภาวนาเป็นนะ” พระโสดาบัน เริ่มต้นบุคคลคู่ที่ ๑
หลวงตาท่านพูด “คนคนนี้ภาวนาเป็นนะ”
โสดาบัน ภาวนาเป็นคือมันต้องเป็น คือทำให้ถูกต้องชอบธรรมไง แล้วภาวนาต่อไป เพราะถ้าได้แล้วเขาก็จะขวนขวายการกระทำ เพราะสิ่งนี้เป็นความมหัศจรรย์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเป็นปัจจุบันสดๆ ร้อนๆ แล้วถ้ามันสดๆ ร้อนๆ มันมีคุณสมบัติอย่างนี้ มันมีอาการอย่างนี้ รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง แล้วที่มันสูงขึ้นมันจะมีรสชาติมากน้อยขนาดไหน ถ้ามันมีรสชาติที่มากขึ้นมาขนาดนั้น มันถึงทุ่มเทของเราเต็มที่เลย อดนอนผ่อนอาหาร ชีวิตนี้สละได้หมด
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ท่านบอก ทำไมทำได้ขนาดนั้น
ได้ ได้เพราะมันมีกิเลส ได้เพราะคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอ หมอต้องรักษาให้หายจากไข้ เพราะมันมีไข้ รักษาไข้ แล้วไข้นั้นหายจากร่างกายอันนั้น ใจมันมีมาร เวลาจิตตภาวนา จิตสัมผัส เวลามันหมุนของมัน นั่นน่ะมันเป็นกิเลสส่วนตัวในนั้น
ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล
แล้วถ้าใจดวงใดมีมรรค มันวิปัสสนาขึ้นมาในหัวใจดวงนั้น พิจารณาในหัวใจดวงนั้นเป็นชั้นเป็นตอนของมันขึ้นไป บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่๒ คู่ที่ ๓ เวลาขึ้นคู่ที่ ๔
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก การปฏิบัติยากอยู่สองคราว คือคราวเริ่มต้น คราวเริ่มต้นทำสมาธิไม่เป็น ทำสมาธิไม่ได้ ถ้าทำสมาธิเป็น ทำสมาธิได้ กว่าจะตั้งลำได้ แล้วถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
สมาธิไม่เป็น สมาธิไม่ได้ มันวิปัสสนึก ไปแต่แรงความคิดของตน ไปตามแรงกิเลสมันบวกเร้า มันปลุกเร้าบวกเข้าไป แล้วก็เตลิดเปิดเปิงไปว่านี่คือวิปัสสนา เตลิดเปิดเปิงว่านี่คือการปฏิบัติธรรมแนวทางพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นทางโลกก็ธรรมเด็กเล่นหมากเก็บ ถ้าเป็นทางปฏิบัติ มันก็ปฏิบัติไปตามมิจฉา โลก โลกที่มันจะเป็นไป
แล้วถ้ามันจะเป็นธรรมล่ะ
ต้องทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามาให้มันสงบของมันให้ได้
นี่ยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นที่จะทำความสงบของใจ แล้วเริ่มต้นให้ถูกนี่ ที่มันยาก มันยากอยู่ที่ว่า ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้หรือไม่ได้
ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน มันจะเดินคู่กันไปไง ถ้ามันเดินคู่กันไป ถ้ามันสมดุลพอดี มันอยู่ที่การบริหารของผู้ที่ปฏิบัตินั้น ผู้ที่ปฏิบัตินั้นต้องบริหารจัดการให้มันชอบธรรม ถ้ามันชอบธรรมมันก็เป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
ถ้ามันบริหารจัดการไม่ได้ มันเอียง มันกระเท่เร่ มันปล่อยวางชั่วคราว ปล่อยแล้วปล่อยอีก แต่มันไม่ขาด ปล่อยๆๆ มา หลุดไปเลย ไม่เข้าสู่สมุจเฉทปหาน ไม่เข้าสู่นิโรธ ไม่เข้าสู่ขณะ
นิโรธคือดับทุกข์เป็นอกุปปธรรมที่พ้นจาก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา อกุปปธรรมเป็นเอกเทศ
แต่โดยทั่วไป โดยสมมุติ โดยวัฏฏะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ใช่ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา แต่นี่เขาเกิดอีก ๗ ชาติ ส่วนหนึ่งที่ออกจากวัฏฏะแล้ว อกุปปธรรมจนสิทธิของเขา ๗ ชาตินั้น ถ้าเป็นคู่ที่ ๒ อีก ๓ ชาติ ถ้าเป็นคู่ที่ ๓ ไม่เกิดในกามภพแล้ว รูปภพ อรูปภพ กามภพจบ แล้วถ้าปฏิบัติไม่ได้ก็เกิดอนาคามี ๕ ชั้น แต่ถ้ามันจบสิ้น จบ ขั้นจบสิ้นไง
ปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคราวเริ่มต้นกับคราวจะจบสิ้น นั่นแหละ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส
ผ่องใสๆ นั่นน่ะไม่ใช่ธรรม ไม่มี ผ่องใสคู่กับเศร้าหมอง สิ่งที่เป็นของคู่ไม่ใช่ธรรม ถ้ามีสิ่งใดที่ตรงข้ามได้ เป็นของคู่ ของคู่คือโลก
แต่ถ้าเป็นธรรม จบ ไม่ใช่ผ่องใส ไม่ใช่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่พูดถึงการปล่อยวาง การอิ่มพอ การสมบูรณ์แบบ นั้นคือผลของการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติถูกต้องชอบธรรม
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย
การกระทำนั้นสมบูรณ์แบบในใคร ในบุคคลใด ในการกระทำของใคร นั้นเขาจะได้รับผลตอบแทนในการกระทำของเขา เอวัง