กิเลสใส่สี
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราไม่มีวาสนาจะไม่ได้ยินได้ฟัง ถึงได้ยินได้ฟังมันก็เป็นได้ยินได้ฟังแบบลิเกละครไง เป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้น เป็นเรื่องโลกๆ โลกๆ คือพูดปลอบใจ พูดปลอบประโลมกันไปอย่างนั้นน่ะ มันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา
ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจอีกดวงหนึ่ง
ถ้าใจดวงนั้นมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้าคนชี้เป้าถูกต้องดีงามนั้นจะเป็นธรรม เป็นธรรมๆ นะ เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันเหนือวัฏฏะไง เหนือโลกไง
แล้วโลกก็ผลของวัฏฏะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเกิดกับโลกไง มันเป็นข้อเท็จจริง มันมีของมันอยู่อย่างนี้แล้ว ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาชำระล้างในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ ไง
ถ้าเป็นเสวยวิมุตติสุข เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมๆ ไง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้ามันไม่ถูกต้องชอบธรรมไง ท่านปฏิเสธทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นถูกต้องชอบธรรมท่านจะพยากรณ์ พยากรณ์ว่าอย่างนี้ถูกต้องชอบธรรม
ถ้าถูกต้องชอบธรรม ชอบธรรมเพราะอะไร ชอบธรรมเพราะการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันมีเหตุมีผลของมันขึ้นมาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเกิดมาจากไหน เราเกิดมาจากอวิชชา เกิดมาจากพญามารมันครอบงำจิตใจของวัฏฏะที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้ไง สิ่งที่เกิดมา เกิดมาเพราะมันมีอวิชชาพาเกิด แล้วพาเกิดขึ้นมา ถ้าเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันไม่รู้จักอวิชชา มันจะมีวิชชาขึ้นมาได้อย่างไร
ถ้าวิชชา สิ่งที่ว่า สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนมันจะยับยั้ง ยับยั้งกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ถ้ายับยั้งกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน มันเป็นความมหัศจรรย์แล้วแหละ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ ว่าเป็นอริยทรัพย์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากๆ แต่คนเกิดมามีแต่ความทุกข์ความยาก ความตรอมใจของตนอยู่ตลอดเวลา มันเป็นเพราะอะไรล่ะ
มันเพราะนั่นน่ะ เห็นไหม ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ นั่นน่ะตัณหาความทะยานอยาก แล้วตัณหาความทะยานอยากถ้ามันอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมไง เพราะอะไร เพราะมันเป็นคุณประโยชน์กับเรา เพราะเราแสวงหามาเพื่อสนองมัน พอเพื่อสนองมัน มันก็เป็นความพอใจของมันใช่ไหม ถ้ามันเป็นความพอใจของมัน สิ่งนั้นมันก็ไปกว้านเอามาเผาลนตัวเองโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวทั้งสิ้น
แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาของตน เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภาคปริยัติ คำว่า “ภาคปริยัติ” นั่นคือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่ของเรา ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราศึกษาแล้วมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกนึกคิดของตน เอ๊อะ! มันตรงข้าม มันตรงข้ามกันทั้งนั้น ถ้ามันตรงข้ามกันทั้งนั้นแล้วมันจะเอาความจริงมาจากไหนล่ะ มันเอาความจริงขึ้นมาไม่ได้เพราะอะไร
เพราะมันขัดมันแย้งในหัวใจของตน เราอยาก เราต้องการ เราปรารถนา แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้ละให้วาง มันจะมีความสุขขึ้นมาได้อย่างไร มันจะเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ เพราะอะไร
เพราะเราปรารถนาจะประสบความสำเร็จ เราจะมีชีวิตยั่งยืน เราจะมีทุกอย่างพร้อมเพรียงไปทั้งหมด มันเป็นตัณหาความทะยานอยากเพื่อแสวงหามาปรนเปรอมัน แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะละจะวาง จะละจะวางมันจะเป็นความสุขไปได้อย่างไร มันก็แห้งแล้ง มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันไม่มีอะไรเป็นของเราเลย
แล้วถึงว่าเราแสวงหามาเพื่อปรนเปรอกิเลสว่าจะเป็นของเราๆ นั่นมันกลับไม่ใช่ของเราเลย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาจะต้องพลัดพรากขึ้นมานะ มันเจ็บช้ำน้ำใจทั้งนั้นน่ะ แสวงหามาทั้งชีวิตไม่ได้ใช้สอยเพื่อประโยชน์กับตนเลย แล้วเวลาต้องพลัดพรากจากมัน มันแสนอาลัยอาวรณ์ แสนทุกข์แสนยาก
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เห็นไหม เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มันเป็นประเพณีวัฒนธรรม ถ้ามันเป็นประเพณีวัฒนธรรม เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราเสียสละทานขึ้นมา ความตระหนี่ถี่เหนียวมันก็ขัดก็แย้งทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาถ้าเราทำแล้วด้วยมีสติมีปัญญา มันจะชนะความตระหนี่ถี่เหนียวของตน ถ้ามันชนะความตระหนี่ถี่เหนียวของตน มันเริ่มเห็นประโยชน์ขึ้นมาแล้วล่ะ
เห็นประโยชน์ว่า จากมือของเราไปสู่มือของคนอื่น คนที่รับจากเราไปเขาจะมีความสุขของเขา เพราะมันจะไปปลดความทุกข์ความยากของเขาได้บ้าง เขาขอบคุณเราด้วยสายตา ด้วยความชื่นชมของเขา นี่มันเป็นบุญหรือเป็นบาปล่ะ
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้าเรามีสติมีปัญญาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา โดยระดับของการเสียสละทาน ทาน ศีล ภาวนา ถ้ามันมีอำนาจวาสนาของเขานะ เขาจะฝึกหัดภาวนาของเขาขึ้นมา
ถ้าฝึกหัดภาวนาของเขาขึ้นมา ถ้าปฏิบัติโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันมีความเชื่อ มันมีลัทธิฝึกหัดปฏิบัติที่เขาศึกษากัน ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี ท่านไปศึกษาเล่าเรียนทางวิชาการกับนักพรตนักปฏิบัติทั้งนั้นน่ะ เวลาศึกษามาแล้วมันไม่ใช่ทางๆ ละวางทั้งสิ้น เพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านมีอำนาจวาสนาของท่าน มีสิ่งใดขึ้นมา ท่านด้วยสติด้วยปัญญาของท่าน ท่านรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ใช่ๆ แล้วจะแสวงหาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็ไม่มีไง ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรมมันไม่มีก็ต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาด้วยประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อของพวกพราหมณ์เขา แต่ทำไปขนาดไหนมันก็ไม่เป็นความจริงขึ้นมาเพราะอะไร เพราะมันแก้กิเลสไม่ได้ มันไม่มีหนทาง
เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม ตั้งแต่ว่ากำหนดลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ พอทำความสงบของใจเข้ามา เวลาจิตสงบ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ นี่ผลของวัฏฏะ ผลของโลก
ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติมาแล้ว ที่ว่าระลึกอดีตชาติได้ อนาคตได้ นั่นน่ะอภิญญา แล้วมันเป็นมรรคเป็นผลตรงไหนล่ะ นี่ถ้าไม่เป็นมรรคเป็นผล แต่ถ้าคนไม่มีอำนาจวาสนาก็ติดความรู้อย่างนี้ไง
มันถึงว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ดึงกลับๆ
คำว่า “ดึงกลับ” ท่านรั้งของท่านกลับมาให้เป็นพุทโธ ให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงจังขึ้นมา อาสวักขยญาณ นี่ทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร
มารคร่ำครวญ มารตีอกชกตัวเลยล่ะ เดือดร้อนไปถึงลูกสาวของมาร ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง นางตัณหา นางอรดี “พ่อ พ่อเป็นอะไร”
“เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไปแล้วนะ ”
เดือดร้อนกันไปหมด เวลาความโลภ ความโกรธ ความหลง นางตัณหา นางอรดีไปร่ายรำ มันเป็นธรรมาธิษฐาน
ในพระพุทธศาสนาไง ประวัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาฝึกหัด เวลาชนะมาร ทำลายพญามาร สิ่งที่นางตัณหามายั่วมายวนจะให้กลับไปอยู่ใต้อำนาจของมันไง
“นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ เรือนยอดของเรือน ๓ หลังเราได้หักลงแล้ว”
ไอ้ลูกสาวมันก็เป็นเรื่องของธรรมาธิษฐาน แต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงคือครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันเข้าไปเผชิญกับความเป็นจริงในหัวใจนะ มันไปเห็นสัจจะความจริงอันนี้ มันเป็นความมหัศจรรย์ มันเป็นความมหัศจรรย์นะ พระพุทธศาสนาไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์จะเอาอะไรมาสอน ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์จะชี้อะไรถูกอะไรผิด
แต่ของเรา ด้วยอำนาจวาสนาเราถ้าอ่อนแอ ไปเห็นการฝึกหัดปฏิบัติทางโลกๆ มันชอบใจ มันทำได้แล้วมันพอใจ
แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนาไง ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจให้ได้นะ แล้วถ้ามันมีความปกติสุขขึ้นมามันมีเครื่องอยู่ มันมีที่อยู่ที่อาศัย แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงในหัวใจของตน
ถ้าปฏิบัติตามข้อเท็จจริงในหัวใจของตนนะ มันอยู่ที่วาสนาแล้ว ทำได้หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ๆ ทำขนาดทำไม่ได้นะ ครูบาอาจารย์ท่านก็ส่งเสริมนะ แต่ด้วยอำนาจวาสนาของเราไง อำนาจวาสนาของเราทำอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็เพิ่มอำนาจวาสนาบารมีของเราเข้าไปไง
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วคนทำไม่ได้ ทำสมาธินี่แหละ ถ้าทำไม่ได้ๆ ทำได้ทำอย่างไร ทำไม่ได้ล่ะ
มันเป็นเวรกรรมของสัตว์นะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีหรือทำชั่วมา ทำดีทำชั่วมา มันไม่เชื่อเลยล่ะ เวลา ดูสิ คนนับถือพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธศาสนานับถือที่ทะเบียนบ้าน แต่คนที่มีอำนาจวาสนาของเขานะ เขานับถือพระพุทธศาสนาเพื่อการดำรงชีวิต เวลาเรามีศีลมีธรรมของเราไง กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมหอมทวนลมนะ คนที่มีอำนาจวาสนาทำสิ่งใดๆ มันเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นกิเลสๆ มันต่อมันต้าน มันขัดมันแย้งขึ้นมา ทำอะไรมันทุกข์มันยากไปทั้งนั้นน่ะ ไอ้นั่นมันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเพราะอะไรล่ะ มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสมันบีบมันคั้นไง
ถ้าจะเอาจริงเอาจังของเรานะ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้ามีอำนาจวาสนาก็ตามครูบาอาจารย์ของเรา เรากำหนดพุทโธๆ มีคำบริกรรม ถ้ากำหนดลมหายใจพร้อมกับพุทโธหรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เห็นไหม เราพยายามแสวงหาหัวใจของตน
แสวงหาหัวใจของตน เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ โอปปาติกะ เวลามาเกิดเป็นเราก็เกิดเป็นเราด้วยบุญด้วยกุศลเพราะได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้วมีสิทธิเสรีภาพ มีการศึกษาเล่าเรียนมาแล้วมีสติมีปัญญา ก็ดำรงชีวิตของตนด้วยสติปัญญา ด้วยทิฏฐิด้วยมานะของตน อันนั้นวิชาชีพนะ แต่ถ้าคนไม่มีการศึกษามีสติปัญญาของเขาขึ้นมา เขาระลึกถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเป็นความปกติสุขไง
ชีวิตนี้เร่าร้อนนัก โลกนี้เร่าร้อนนัก เราต้องอยู่กับโลก เราเผชิญกับสังคมขึ้นมา มันซับซ้อน ซับซ้อนจนเราเท่าทันไม่ได้ คนที่มีสติมีปัญญาเท่าทันเขาก็รักษาตัวรอดได้ คนที่สติไม่เท่าทันเขาเป็นเบี้ยล่าง เป็นเหยื่อให้เขาปอกให้เขาลอก มีความทุกข์ความยากไปทั้งนั้นน่ะ นั่นพูดถึงว่า นั่นคือสติปัญญาที่เราศึกษามาเป็นวิชาชีพของตน ถ้าศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยประเพณีโดยวัฒนธรรม
เพราะพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกๆ เรามีพ่อมีแม่ พ่อแม่รักลูกของตน จะพยายามอบรมบ่มเพาะให้เป็นคนดี
คนดี ดีที่ไหนล่ะ
ดีที่พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี่ไง ถ้ามันดีขึ้นมา มีกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี คนที่มีบุญมีคุณกับเรา เรามีแก่ใจโอบเอื้ออารีกับเขา เวลาคนที่เขาโหดเขาร้าย คนที่เขาเห็นแก่ตัว เราก็หลีกก็เร้นไป เราจะไม่ยุ่งกับเขา เรามีสติปัญญาเพื่อรักษาดำรงชีวิตของตน เห็นไหม แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราจะหาข้อเท็จจริงความเป็นจริงในชีวิตไง
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหัวใจของคน เพราะหัวใจของคนมันทุกข์มันยาก มันทุกข์ที่หัวใจดวงนั้น คนเราเกิดมามีร่างกายเหมือนกัน คนเราเวลาถ้ามีสติมีปัญญา เขาชอบอะไรล่ะ ปัจจัยเครื่องอาศัยถ้าชอบใจอะไร ถ้าสมความปรารถนามันก็มีความสุขของเขา ความสุขของเขาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไง
แต่ถ้าจิตใจที่มีคุณค่าของมันไง ถ้ามันทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร แล้วถ้ามันสุข มันสุขเพราะอะไร
ถ้าเราพยายามจะศึกษาค้นคว้าของเราขึ้นมา เรากำหนดพุทโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
หัวใจๆ สิ่งที่นามธรรมๆ เราจะไปหาที่ไหน หาได้อย่างไร
เวลาครูบาอาจารย์ของเราท่านเปรียบเทียบไง เวลาน้ำใสๆ น้ำใส น้ำอยู่ในภาชนะ อยู่ในแก้ว อยู่ในขวดโหล มันเหมือนไม่มีเพราะมันใสไง แล้วมันไม่มี ลองต้องเติมสีเข้าไปสิ ลองเติมสีเข้าไป สีอ่อนสีแก่ต่างๆ มันก็เห็นสี อ๋อ! มันมีน้ำ
อันนี้ก็เหมือนกัน อารมณ์ความรู้สึกของตนที่มันทุกข์มันยากขึ้นมา มันสีอ่อนหรือสีแก่ล่ะ นี่เพราะมันเป็นอารมณ์โลกไง เพราะคนเราเกิดมามีกายกับใจๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตและใจของตนที่มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน
เวลาคนที่เขาฝึกหัดปฏิบัติของเขานะ เขาทำความสงบของใจได้ เขาทำสมาธิของเขาได้ ถ้าด้วยอำนาจวาสนาของเขา เขาระลึกอดีตชาติได้ เขารู้เขาเห็นอะไรที่เป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ แล้วเขาตอบตัวเขาเองไม่ได้
มีคนมาหาเราเยอะแยะ เวลาจิตใจมันเป็นขึ้นมา เวลามันรู้มันเห็นมันโดยความมหัศจรรย์เลย แล้วจะแก้ไขอย่างไร จะทำอย่างไร
ถ้าไปทางการแพทย์เขาก็ให้ไปหาหมอ ไปหาหมอจิตแพทย์ แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของเขา นั่นน่ะเวลาเขาทำ ทำของเขาแต่เป็นความเชื่อของเขาไง ความเชื่อของเขา แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์มันก็หลงระเริง
แล้วโดยธรรมชาติ เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง เวลาฝึกหัดปฏิบัติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมะเป็นอนัตตา สิ่งที่รู้ที่เห็นเป็นอนัตตา ของชั่วคราวทั้งนั้น แล้วของชั่วคราวเวลามันเกิดขึ้นมาก็ตื่นเต้นระหกระเหินไปกับมัน เวลามันเสื่อมไปแล้ว มันกลับฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้เลยล่ะ
แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เราอยากจะหาหัวใจของตน ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา เรากำหนดพุทโธ เรากำหนดอานาปานสติ ถ้าเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราพยายามใส่สีไง ใส่สีเข้าไปในใจ
เพราะถ้ามันเป็นเรื่องโลกๆ อารมณ์โลก ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันหลงตัวเอง ไม่เข้าใจสิ่งใดเลย เพราะไม่มีการศึกษา ไม่มีการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันโกรธ มันโกรธมันก็กระฟัดกระเฟียดกับหัวใจของตน มีแต่แผดเผา เวลามันโลภมันอยากได้ของมัน นี่มันเป็นอารมณ์โลกๆ มันเป็นอารมณ์ของสมุทัย ตัณหาความทะยานอยาก แล้วมันก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกของเราที่มันทุกข์มันยาก แต่มีอำนาจวาสนาก็ยังมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มีอำนาจวาสนามาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
สิ่งที่เราทำน่ะ นั่นน่ะเราใส่สี เราใส่สีมีสติมีปัญญา สีแก่ สีแก่ก็พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ ชัดๆ ขึ้นมามันกลมกลืนหรือไม่ ถ้ามันกลมกลืน นี่เราจะทำคุณงามความดีไง
แต่ถ้ามันเป็นสัญญาอารมณ์ของเรา มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกของเรา มันเจือปนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยจริตด้วยนิสัยของแต่ละบุคคล จริตนิสัยของแต่ละบุคคลมันก็ไปตามอารมณ์ความรู้สึกของตน แล้วเราก็เชื่อในอารมณ์ความรู้สึกของตน เพราะอะไร
เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีกายกับใจๆ ไง ถ้าเรื่องของร่างกายก็เรื่องของร่างกายเรา นี่กาย ถ้าเรื่องของใจๆ เรื่องของใจมันก็อยู่ที่จริตนิสัย ถ้าอยู่ที่จริตนิสัย ถ้ามันเกิดความรู้สึกอารมณ์อย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องโลกๆ เรื่องจริตนิสัย
แต่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจะเอาความจริงของเรา เราก็ใส่สีไง เราใส่สีเพื่อจะให้เราเห็นใจของตน เราควบคุมใจของตน
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ มา ๖ ปี จะเริ่มของตนก็กำหนดอานาปานสติ จิตสงบแล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘
เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นอารมณ์โลก เราใส่สีเอง ใส่สีโดยกิเลส กิเลสมันใส่สีให้ กิเลสมันชักนำของมันไป เราจะรู้เท่าหรือไม่รู้เท่านั้นกิเลสมันเป็นคนใส่สีให้ แต่ถ้าเราจะเริ่มต้นประพฤติปฏิบัติเอาตามความเป็นจริงของเรา เราต้องใส่สีเอง
เราใส่สี ใส่สีเพราะอะไร ใส่สี น้ำใส จิตนี้เป็นนามธรรม จิตนี้จับต้องสิ่งใดไม่ได้ แล้วสิ่งที่จับต้องได้ก็จับต้องได้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกของตน นั่นน่ะความโลภ ความโกรธ ความหลง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา อวิชชาพญามารมันมีลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยังมีหลานมีเหลน เพราะอะไร เพราะสิ่งที่มันจรมาไง อารมณ์กระทบที่มันจรมาร้อยแปดพันเก้า นี้โดยข้อเท็จจริงสิ่งที่สิ่งมีชีวิต
เพราะมันมีอารมณ์มีความรู้สึกทั้งนั้น มันมีความต้องการทั้งนั้น ถ้ามีสติปัญญามันก็เป็นคนดีขึ้นมา ถ้ามันไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง มันประชดประชันกับชีวิตของตนเองเสียหายไปหมดน่ะ นี้คือชีวิตในปัจจุบันเราไง
แต่เวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราทำความสงบของใจของเราเข้ามาให้ได้ ถ้าทำความสงบของใจเราเข้ามาได้ พุทโธ ปัญญาอบรมสมาธิ อานาปานสติ มันก็เป็นการฝึกหัดปฏิบัติด้วยข้อเท็จจริง
แต่เวลาพอเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราว่าเรามีสติมีปัญญา เราจะใช้สติปัญญา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา เราใช้สติใช้ปัญญา ปัญญาเกิดจากไหน ปัญญาเกิดจากจิต จิตมีสมาธิไม่มีสมาธิ
ถ้ามีสมาธิ จิตมันมั่นคง จิตมีกำลังของมัน มันก็คิดได้โดยสัจจะโดยความจริง ถ้ามันคิดไปแล้ว เวลากิเลส เวลามารมันเจือปนเข้ามา สมุทัยมันเจอปนเข้ามา มันก็อ้างอิง มันก็พาดพิง มันก็อารมณ์โลกๆ ไปทั้งหมด มันก็ว่าใช้สติใช้ปัญญาของมันไปไง นี้เพราะอะไร เพราะความเข้าใจของตน
แล้วจิตนี้มหัศจรรย์ จะคิดอย่างไร ทำอย่างไรได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นนามธรรมไง แต่มันเป็นเรื่องอะไรล่ะ มันเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งสิ้น
เวลาจะเอาจริงเอาจัง เราเอาจริงเอาจังของเราด้วยเราใส่สี ใส่สีด้วยธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพุทโธๆ เวลาจิตมันดีขึ้นมา กลมกลืนขึ้นมา มันสะดวกสบายของมัน มันจะมีสติมีปัญญารักษาใจของตนได้ไง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ นี่ไง เวลาอัปปนาสมาธิ เวลาพุทโธๆ จนพุทโธไม่ได้ เห็นไหม
พุทโธก็สี พุทโธๆ วิตก วิจาร องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ ข้อเท็จจริง นี่พุทโธๆ เห็นไหม
ถ้าไม่มีพุทธและไม่มีโธ ไม่มีคำบริกรรม ไม่มีการกระทำ นึกเอา ว่างๆ ว่างๆ นึกเอาไปตามแต่ความพอใจของตน นี่ไง เราจะใส่สี ใส่สีด้วยสติด้วยปัญญาขึ้นมาให้เราเห็นน้ำใสๆ เห็นไหม ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ เวลาพุทโธๆ จนพุทโธมันหาย หาย สีมันหาย พอสีมันหาย อัปปนาสมาธิ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ มหัศจรรย์ แล้วมหัศจรรย์ทำอย่างไรต่อ มันคลายออกมาทั้งนั้นน่ะ
เวลาสมัยพุทธกาล เขาเข้าฌานสมาบัติ ๗ วัน ๘ วันอยู่ได้เลย สบาย เวลาคลายออกจากฌานออกสมาบัติ ฌานสมาบัติมันเป็นเรื่องฤๅษีชีไพร มันเป็นข้อเท็จจริง ผลของวัฏฏะ มันมีของมันอยู่แล้ว มันเป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลก
แล้วถ้าจะเอาธรรมล่ะ
ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติธรรมของเราไง ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติธรรม เราก็วิตก วิจาร สมมุติทั้งนั้นน่ะ มันต้องสมมุติขึ้นมาจากข้อเท็จจริง จากจริงตามสมมุตินี้ไง แล้วถ้ามันจริงตามสมมุติแล้วถ้ามันสงบระงับเข้ามาๆ ขณิกสมาธิ อุปจาระ อัปปนา
อัปปนา พุทโธจนพุทโธไม่ได้ พุทโธไม่ได้ มีสติสัมปชัญญะของเรา พุทโธไม่ได้ สักแต่ว่าปรากฏชัดๆ เลย แล้วพุทโธแล้วเวลามันคลายออกจากอัปปนาเป็นอุปจาระ มันคลายออกมาอย่างไร มันข้อเท็จจริงอย่างไร
ฉะนั้น เวลาว่า ถ้ามันเป็นอัปปนา มันรวมใหญ่
รวมใหญ่มันใช้ปัญญาไม่ได้ ถ้ามันใช้ปัญญาไม่ได้ มันใช้ปัญญาไม่ได้เพราะมันสักแต่ว่าปรากฏ มันเป็นหนึ่งเดียว ถ้าเวลามันคลายตัวออกมามันจะเป็นอุปจาระ อุปจาระมันน้อมไปจะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ถ้ามันน้อมไปตามข้อเท็จจริงนะ
ถ้ามันนึกเอา มันโดยจริตนิสัย นั่นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ นี่เวลากิเลสมันใส่สี
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเราควบคุมได้ พุทโธ อานาปานสติ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง แล้วถ้าใช้สติใช้ปัญญาก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ ถ้ามันเท่าทัน มันหยุด เห็นไหม มันหยุดคิด
นี่ไง เวลาจิตนี้เป็นนามธรรมๆ ถ้ามันทำสมาธิได้ มันมีสติมีปัญญา ขณิกะ อุปจาระมันเป็นอย่างไร ถ้ามันสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วถ้ามันออกรู้ออกเห็นมันเป็นนิมิตไง แล้วถ้ากิเลสมันใส่สีนะ มันเป็นสัญญา
เราฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราศึกษาค้นคว้ามาระดับไหนก็แล้วแต่ เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่นะ ถ้าแสวงหาครูบาอาจารย์ สำนักปฏิบัติร้อยแปดพันเก้า แล้วก็สอนไปหลากหลายทั้งสิ้น จะทำอย่างไรก็ได้ เวลาทำแล้ว เพราะอะไร เพราะมันเป็นอุปาทาน อารมณ์ความรู้สึก ดูม็อบสิ เวลามันจุดติดขึ้นมา คนสละชีวิตตายเป็นร้อย
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน นี่ชีวิตของตัวนะ แล้วเวลามันออกรู้ออกเห็นมันไปตามจินตนาการทั้งนั้นน่ะ นั่นแหละกิเลสมันใส่สี
เวลาเรา นาย ก. นาย ข. นาย ง. จะฝึกหัดปฏิบัติ เราเป็นคนกำหนดกรรมฐาน ๔๐ ห้อง เราจะกำหนดพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ อานาปานสติก็ได้ เราเป็นคนใส่สี เราเป็นคนใส่สีเพื่อจะหาตัวตนของตน
แต่ถ้ากิเลสมันใส่สีนะ มันใส่สีไปด้วยความหลง ความลุ่มหลง เพราะอะไร เพราะว่าจิตนี้เป็นนามธรรม ความที่เป็นนามธรรมอยู่แล้ว แล้วจินตนาการไป จินตนาการไปตามกิเลสมันพลิกมันแพลงตามแต่ความพอใจของมัน
กิเลสมันใส่สีคือมันจับต้องสิ่งใดไม่ได้ มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นไหม เราเป็นคนกำหนด เราเป็นคนกำหนด เรามีสติปัญญา เราจะควบคุมใจของเรา ถ้าเราจะควบคุมใจของเรา พุทโธ ธัมโม สังโฆ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง มันเป็นสมมุติหรือว่ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาล่ะ
ฉลากยา ฉลากยาคือภาคทฤษฎี เราก็มีความรู้ทั้งนั้นน่ะ เรามีการศึกษา เรามีความรู้ทั้งสิ้น เราเข้าใจเรื่องทุกอย่างหมดแต่เราทำอะไรไม่ได้ เราทำแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา
เวลาจะเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เรากำหนดพุทโธ องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร
ถ้าวิตก วิจาร ทำไม วิตก วิจาร เพื่ออะไร
เพราะจิตมันทำงานไง มันไม่มีคำบริกรรม มันไม่ทำอะไรเลย มันก็ไม่ได้อะไรเลยเหมือนกัน สิ่งที่มันจินตนาการ มันจินตนาการไปตามอารมณ์นั้น มันก็เป็นอารมณ์ทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ก็คืออารมณ์ ความรู้สึกของคนก็คือความรู้สึกของคน
นี่ไง เวลาความรู้สึกเกิดจากจิต ความรู้สึก เห็นไหม เวลาเราสบายใจ เราไม่ได้คิดสิ่งใดเลย อารมณ์มันอยู่ไหนล่ะ ใจมันอยู่ไหนล่ะ อารมณ์อยู่ไหน แล้วใจอยู่ไหน
แต่ถ้ามีสติมีปัญญาของเราขึ้นมา เรากำหนดของเราขึ้นมา ถ้ากำหนดของเราขึ้นมา เราใส่สี คำว่า “ใส่สี” เรามีสติ เรามีปัญญา เราควบคุมของเราเอง แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันเป็นข้อเท็จจริง
แล้วสมาธิ ถ้าด้วยจริตนิสัย พอจิตมันมีกำลังขึ้นมาบ้าง มันจะออกรู้ออกเห็น ออกรู้ออกเห็นโดยเหนือธรรมชาติ เหนือธรรมชาติคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเอา นี่อายตนะรู้โดยสติโดยปัญญา ถ้ามันจะรู้โดยธรรมชาติโดยกิเลสที่มันกลอกมันกลิ้งมันพาไปร้อยแปดพันเก้า
ถ้ามันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมานะ กลับมา เราใส่สี เรามีสติปัญญาควบคุมของเราเอง แล้วเราทำของเราขึ้นมา เราทำของเราให้มันสงบระงับเข้ามา เวลาถ้ามันสงบระงับเข้ามา น้อมไปให้เห็นได้ ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาที่มันไม่เจริญไม่ก้าวหน้าขึ้นมา เพราะทำสมาธิมันก็เป็นมิจฉา เป็นสมาธิหัวตอ มันเป็นการครอบของมันอยู่ไว้อย่างนั้น แล้วถ้ามันออกรู้ ออกรู้โดยกิเลส ออกรู้โดยกิเลสมันใส่สี คำว่า “กิเลสใส่สี” คือมันเป็นตัวของมัน มันไม่ใช่เป็นธรรม
ถ้าเป็นธรรม เห็นไหม ระหว่างกิเลสกับธรรม
กิเลสกลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เป็นภาคทฤษฎี ฟังธรรมะของครูบาอาจารย์นั้นก็เป็นแนวทาง เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงของเรา เรามีสติ เราใส่สี เราใส่สีเพื่อจะหานามธรรม แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันมีความชำนาญขึ้นมา ชำนาญในวสี เรากำหนดได้ เรากำหนด ชำนาญในวสี กำหนดเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้น
แล้วกำหนดอย่างไร ดูแลอย่างไร
เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ บอก “สมาธิ สมาธิไม่ต้องมาหลอกเรานะ” เพราะอะไร เพราะมันมีความชำนาญไง ชำนาญในวสีนี่ไง ถ้าชำนาญในวสี สมาธิเป็นสมาธิ แล้วเวลาเป็นสมาธิแล้วมันจะนอนตายอยู่ในสมาธินี้ใช่ไหม เพราะสมาธิเป็นนิพพานไง นี่มันติด
ถ้าทำสมาธิไม่ได้มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ อารมณ์โลกทั้งสิ้น อารมณ์โลกทั้งสิ้นนะ เราเป็นผู้ใส่สี เราเป็นผู้กำหนดนะ แต่ภาวนาไปแล้วมันเป็นมิจฉา มันไม่เป็นข้อเท็จจริงทั้งนั้นเลย ล้มเหลว
ดูในแนวทางความเชื่อของลัทธิศาสนาอื่นเวลาเขาทำสิ เขาทำของเขา เขาเชื่อของเขา เขามีความเห็นของเขาอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วต้องให้ผู้อื่นเป็นผู้กำหนดนะ เป็นผู้พยากรณ์ทั้งนั้น
แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่ เราเป็นคนชี้ทาง ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ธรรมและวินัยเป็นศาสดา แล้วไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น กาลามสูตร ห้ามเชื่ออีกต่างหาก ไม่ให้เชื่อแม้แต่ครูบาอาจารย์ของเรา
แล้วจะเอาข้อเท็จจริง มันเป็นจริงหรือเปล่า
ถ้ามันเป็นจริง เราเป็นผู้ใส่สี คือเราฝึกหัดปฏิบัติโดยชำนาญในวสี ชำนาญในวสีแล้ว การกระทำแล้ว น้ำหยดลงหิน หินมันยังกร่อน ถ้ามันทำความถูกต้องชอบธรรมของเรา ถ้าจิตมันสงบเข้ามาไม่ได้ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้อวัตรปฏิบัติจะมีไว้ทำไม ก็มีไว้ฝึกหัดปฏิบัติตนขึ้นมานี่ไง
แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติตนขึ้นมาได้ เห็นไหม ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ขณิกสมาธิ ถ้ามันรู้มันเห็นของมันสิ่งใดมันก็แล้วแต่นะ มันอยู่ที่วาสนาของคน ถ้ามีวาสนานนะ ขิปปาภิญญา ถ้ามันรู้มันเห็น พิจารณา ผัวะ! หลุดเลย
แต่เวไนยสัตว์ไง ผู้ที่อำนาจวาสนาของตนไง ถ้ามันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน เราก็จะทุกข์จะยากเพราะเราเชื่อมั่น คนเราจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเรา เราเผชิญกับข้อเท็จจริงในหัวใจดวงนี้ ในหัวใจดวงนี้ หัวใจอยู่ที่กลางหัวอกนี่ เวลาขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิเข้ามา โอ้โฮ! มันละเอียด มันจะเข้าใจของมัน แล้วมันมีกำลังของมัน
ถ้าเรายังเห็นสติปัฏฐาน ๔ ยังไม่ได้ ทำเหตุข้อเท็จจริงไม่ได้ เห็นไม่ได้หรอก เห็นไม่ได้เพราะอะไร เพราะกิเลสมันจะใส่สีแล้วล่ะ กิเลสใส่สีคือมันลวงโลก กิเลสมันใส่สีด้วยความหลงของตนไง ด้วยความลุ่มหลงในหัวใจดวงนี้ไง แล้วถ้ารู้ถ้าเห็นมันจริงอะไร ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงมันต้องอยู่กับเราสิ
นี่ไง เวลาเราทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบแล้วถ้ามันจับเวทนาของมันได้ นี่ไง เวทนากาย เวทนาจิต
“เวลาปฏิบัติไปแล้วมันไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย”
ทำไมมันจะไม่มี นั่งด้วยสติด้วยปัญญานะ เวทนา ลูกมันมา พ่อแม่มันมา ปู่ย่ามันมา เวทนามันมาเป็นชั้นเป็นตอนเลยล่ะ
แล้วถ้าเวทนามา มันจะทำให้เราอยู่ในการฝึกหัดปฏิบัติอย่างนั้นได้ไหม
ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ เราจะแก้ไขอย่างไร
ตั้งสติไว้ กำหนดพุทโธๆ ให้มันสงบให้ได้ก่อน ถ้ากำหนดพุทโธไม่ได้ สงบลงไม่ได้ เวทนามาเจ็บปวดมาก แล้วถ้าเจ็บปวด เจ็บปวดมันคืออะไรล่ะ อาการทั้งนั้น อาการของจิตไง
เวลาจิต เวลามีกำลังบ้าง ไปรู้ไปเห็นสิ่งใด เราพอใจมัน เราเห็นว่านี่เป็นผลงาน ถ้าเวลาเรานั่งของเราโดยความสะเพร่า โดยความไม่ระมัดระวังตัว เวลาเวทนามาเหมือนกัน มันอันเดียวกัน อันนี้ส่งออกไปรู้ไปเห็นนั่นก็เรื่องหนึ่งนะ
เวลานั่งแล้วมีอาการ นี่เวทนากาย เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เวลามันเฉา มันเหงา มันหงอย เวทนาจิต เวทนากายกับเวทนาจิตก็คนละเรื่องแล้ว แล้วถ้าจิตสงบแล้วถ้ามันจับเวทนาได้ นั้นอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะอะไร เพราะจิตมันสงบมันมีกำลังของมัน มันจับเวทนา เพราะอะไร เพราะถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรมไง
ถ้ามันเห็น มันเห็นอะไร มันเห็นกิเลสไง เห็นความไม่เอาไหนของเรานี่ไง ถ้าเราไม่เอาไหนเพราะอะไร เพราะเราพลั้งเราเผลอ เราไม่มีสติมีปัญญาควบคุม แล้วกิเลสมันใส่สี กิเลสมันใส่สี มันเอาสิ่งนั้นมาป้อน เอาสิ่งนั้นน่ะมาค้ำคอ เอาสิ่งนั้นน่ะมาต่อรอง แล้วเราก็พ่ายแพ้ พ่ายแพ้มาตลอด ทำสิ่งใดๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันไง เป็นชิ้นเป็นอันโดยกิเลส เป็นชิ้นเป็นอันโดยกิเลสมันหลอกมันล่อ มันว่านี่เป็นผลงาน นี่การฝึกหัดปฏิบัติ แต่ทำไมไม่มีสติปัญญาเท่าทันกับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขี้นล่ะ
เห็นไหม นี่แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ไง ถ้าแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยที่ไม่ให้กิเลสมันใส่สีนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ มันจับมันต้องของมัน เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเห็นกายๆ เห็นกายอย่างไรถ้ากิเลสมันไม่ใส่สี กิเลสมันร้ายนัก
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เรียนภาคปริยัติจบ ๙ ประโยคนั่นคืออะไร ทรงจำธรรมวินัย ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นทางวิชาการ
เราเป็นพระปฏิบัติ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ไหนก็แล้วแต่ ครูบาอาจารย์เทศนาว่าการไง เวลาท่านให้ธรรมะไง เวลาชาวพุทธๆ ที่ไปหาครูบาอาจารย์ “ขอธรรมะ ขอธรรมะ”
ขอธรรมะก็ขอเหตุและผลในการฝึกหัดปฏิบัติ
ขอธรรมะๆ จะไปขอเอาแบบโลกๆ สิ่งนั้นอ้อนวอนขอๆ นี่กิเลสมันใส่สีแล้วล่ะ กิเลสมันใส่สีนะ
เวลาเราจะใส่สี เราก็ใส่สี ใส่สี เวลาเริ่มต้นปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเราไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ ไม่มีข้อกติกาในการกระทำควบคุมดูแลหัวใจของตน มันจะเอาอะไรกระทำ เราจะเหลวไหลไปกับความเชื่อของตนให้กิเลสมันพลิกมันแพลงอยู่อย่างนั้นใช้ไหม
เวลามีครูบาอาจารย์ขึ้นมา มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา นี่เป็นเครื่องอยู่ของใจ เราจะเอาจิตใจของเราเพื่อความสงบระงับอันนั้นขึ้นมา ถ้าจิตใจมันสงบระงับขึ้นมา ถ้าเป็นตามข้อเท็จจริงอันนั้น เราถึงว่า คำว่า “ใส่สีๆ” ใส่สีคือสติ ใส่สีคือมีเหตุมีผล ใส่สีคือมีการกระทำ
ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้มันไหลไปตามความพอใจของตน แล้วบอกนั่นเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ แล้วไหลไปตามความพอใจของตนมันอุปาทาน มันลุ่มมันหลงอะไรไปก็เป็นธรรมขึ้นมาหรือ มันมีเหตุมีผลอะไร
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนคืออะไร
ถ้าทำสมาธิได้ เออ! นี่ตน
เราทำความสงบนะ ในการฝึกหัดปฏิบัติ จะฝึกหัดแนวทางไหนก็แล้วแต่ ผลของมันคือสมถะทั้งสิ้น ผลของมันคือความสงบของใจ
แต่กิเลสมันใส่สี มันใส่สีตีไข่ มันส่งเสริมว่ามันได้เหตุได้ผลของมัน
เหตุผลอะไร ทำไมหัวใจของเรามันอ่อนแอขนาดนั้น
โดยตั้งสติของเราขึ้นมานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เธอต่างหากเป็นผู้ฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุๆ มันมีเหตุมีผลอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ถ้ามันมีเหตุผลของเราขึ้นมา กิเลสมันใส่สี เราตั้งสติไว้ แล้วไปเผชิญหน้ากับมัน
คำว่า “เผชิญหน้ากับมัน” ก็คือเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึก เผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันธรรม ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันธรรมมันเป็นข้อเท็จจริงอะไรของมันขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม ถ้าจิตสงบ ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นอย่างไร
การเห็นกายนะ กับทางโลก ทางโลกเขาว่า ถ้าเห็นกายๆ เห็นโดยนามธรรม มันเห็นแล้วมันจะเห็นเป็นผี เห็นเป็นอะไร เห็นแล้วขยักแขยง เห็นแล้วน่ากลัว
ทุกคนนะ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น มันว่ามันเห็นแล้ว โอ้โฮ! มันจะเห็นเป็นวัตถุ เห็นเป็นจิตวิญญาณ กลัวผีกลัวสาง กลัวนักกลัวหนาว่าไม่อยากเห็นกาย อยากจะบรรลุธรรม อยากจะสิ้นกิเลส แต่เวลาไปเห็นจริงๆ ไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ
ไปเห็นจริงๆ เวลามันเห็นกายไง คำว่า “เห็นกาย” เพราะอะไร เพราะคนเรามันมีกายกับใจ แล้วโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตรักสงวนมากเรื่องร่างกายนี้ ความรักความสงวนนั่นน่ะคือตัณหาความทะยานอยาก แล้วถ้าจิตมันสงบแล้วถ้ามันเห็นกาย เห็นกายมันก็เห็นธาตุ ธาตุ ๔ ธาตุกาย มันไม่ได้เห็นจิตวิญญาณ เห็นผีเห็นสาง ถ้ามันเห็นผีเห็นสาง
เวลามันเห็นขึ้นมา โอ๊ะ! เป็นร่างกายเลย เป็นซากศพเลย เป็นแต่จริตนิสัยที่ใครสร้างอำนาจวาสนามามากน้อยขนาดไหน ถ้าเรามีอำนาจวาสนาพอประมาณ มันจะเห็นเป็นกระดูก เห็นเป็นอวัยวะ จะเห็นสิ่งใดก็แล้วแต่ กิเลสมันใส่สีไม่ได้แล้ว
กิเลสมันใส่สีเลยนะ มันใส่สีคือว่ามันทำให้หวาดให้กลัว ให้มันหวาดให้ระแวง ให้ทำสิ่งใด สิ่งนี้เป็นโลกียะ เป็นสามัญสำนึกของสัตว์โลก
เราเกิดมาเรามีอวิชชา เรามีความไม่รู้ แล้วเวลาสิ่งที่มันเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากความไม่รู้ เกิดขึ้นจากพญามาร แล้วมันมีลูกสาว ๓ คนความหลงไง เกิดจากความไม่รู้แล้วลุ่มหลง ลุ่มหลงไปแล้วนะ พอมันจรมาๆ เป็นอารมณ์เป็นครั้งเป็นคราว โอ๋ย! มันสะดุ้งมันสะเทือน นี่กิเลสมันใส่สี แล้วปฏิบัติไปมันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน มันอยู่ที่สังคม
สังคมที่มีวุฒิภาวะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านไม่เชื่อ ถ้าเป็นข้อเท็จจริงมันต้องข้อเท็จจริงจะจะ เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านถึงจะให้ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา
ไม่ใช่ฝึกหัดปฏิบัติตามพญามาร ตามภาวะสังคมที่ชักนำกันไป ภาวะสังคม แล้วไปโทษเขาหรือ มันเป็นวุฒิภาวะที่อ่อนแอ มันเป็นวุฒิภาวะเพราะเชื่อ เวลาพระพุทธศาสนา ใครไปเชื่อล่ะ
ที่ไหนที่เขาฝึกหัดปฏิบัติ เราก็อยากจะมีสถานที่ เราอยากจะมีการฝึกหัดปฏิบัติ แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาเริ่มแสดงธรรม เริ่มอารัมภบท ถ้าชักออกนอกลู่นอกทาง เราจะเสียเวลาหรือ เราจะไปอยู่สังคมอย่างงั้นหรือ
แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะใส่สี คำว่า “เราจะใส่สี” มันคือว่าเรามีธรรมและวินัย เรามีกฎกติกาการฝึกหัดปฏิบัติกรรมฐานโดยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น กองทัพธรรมที่วางรูปแบบไว้
แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา นั่นคือรูปแบบ นี่ใส่สีไง ใส่สีคือเหตุมีผล มีการกระทำให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา
เวลามันเป็นข้อเท็จจริงของมันขึ้นมา นี่ไง น้ำใสๆ มันเหมือนไม่เห็น ใส่ในภาชนะแล้วเราจะไม่รู้เลยว่ามีน้ำหรือไม่มีน้ำไง เพราะเราหาใจเราไม่เจอ เราหาใจเราไม่เป็นไง แต่เวลาเราใส่สีมันก็เห็นน้ำไง อ๋อ! น้ำสีอ่อน น้ำสีปานกลาง น้ำสีเข้มไง น้ำสีคือจริต จริตนิสัยของแต่ละบุคคล
เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องแสวงหาจิตของตนให้พบได้ ถ้าตนแสวงหาจิตของตนพบได้ พระปฏิบัติ พระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถาม “จิตเป็นอย่างไรๆ”
ถ้าจิตเป็นอย่างไร นั่นน่ะมีคุณสมบัติ ศากยบุตรพุทธชิโนรสที่จะเริ่มต้นการฝึกหัดปฏิบัติ เพราะเวลาคนทำความสงบของใจเข้ามา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำความสงบของใจได้มันจะศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันมหัศจรรย์ในใจของตน
แต่เราชาวพุทธกัน มันลุ่มหลงมัวเมาไปกับพญามาร ไปกับว่ากิเลสใส่สีตีไข่ เราก็ไม่พอใจมัน แต่เวลาเราจะเอาจริงขึ้นมา ถ้าเราไม่เริ่มต้นจริงจังกับตัวเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติอะไร
เราถึงว่า เราจะต้องมีข้อวัตรปฏิบัติ มีกำหนดของมัน เราจะใส่สีคือเราจะมีกฎ เราจะมีกติกา เราจะมีการกระทำ แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เห็นไหม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง เธอต่างหากเธอเป็นผู้ปฏิบัติ แล้วถ้าเธอต่างหากเป็นผู้ปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงอันนี้แล้ว สุขอื่นใดเท่าจิตสงบไม่มี
คนไม่มีวาสนาก็ติดในสมาธินี่ไง ติดสมาธิว่าคือนิพพาน เพราะอะไร เพราะเราใช้สติใช้ปัญญามาแล้ว
สติปัญญาคือเราใส่สี คือเราควบคุมโดยกฎ โดยกติกา โดยการหาหัวใจของตน ถ้าหัวใจของตนแล้วจะเริ่มฝึกหัดปฏิบัติ พระกรรมฐานตายหมดเลย เพราะกิเลสมันใส่สี มันมีอารมณ์ไง “โอ้โฮ! มหัศจรรย์ พิจารณาแล้วมันปล่อยมันวาง” นี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เราเป็นคนใส่สี เราควบคุมดูแล แล้วเราก็กลับไปลุ่มหลงมันเองโดยเราไม่เข้าใจ แล้วครูบาอาจารย์ที่ไม่มีวุฒิภาวะก็เออออห่อหมกเพราะเขาก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะวาสนาได้แค่นั้นน่ะ เข้าไม่ถึงธรรม มันอยู่ที่เปลือกนอก
ถ้าเปลือกนอกไง ดูต้นไม้ มันมีเปลือก มีกระพี้ มันมีแก่น แล้วมีวาสนามากน้อยขนาดไหนล่ะ ถ้ามีอำนาจวาสนา แก่น แก่นของพระพุทธศาสนา อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์
ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันทุกข์มันยากไหม ทุกข์ มันทุกข์ มันทุกข์เพราะเราพอใจในพระพุทธศาสนาไง เราเชื่อมั่นตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา
เราทำทาน เราฝึกหัด เราทำทานด้วยบุญด้วยกุศล เราก็อิ่มเอมของเรา ถ้าอิ่มเอมแล้ว สิ่งที่มันจะเจริญงอกงามขึ้นไป เราก็จะมีศีลของเรา ถ้ามีศีลของเราแล้วเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ศีลพอ ศีลไม่พอไง ถ้ามันทุจริตขึ้นมามันก็เป็นมิจฉา ถ้ามันมีศีลมีธรรมมันก็เป็นสัมมา
ถ้าเป็นสัมมา ถ้าจิตมันสงบขึ้นมามันก็เป็นสัมมาสมาธิ ถ้ามันเป็นมิจฉา เวลาจิตมันมีกำลัง จิตมันสงบระงับได้ มันก็ส่งออก มันก็เตลิดเปิดเปิงของมันไป แล้วเรามีอะไรเป็นมาตรฐาน
ถ้ามีมาตรฐานขึ้นมา มันจะวกกลับเข้ามาเลยล่ะ วกกลับเข้ามาที่ใจของตัว เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันทุกข์มันยากนะ แล้วการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เกิดเป็นมนุษย์แล้วเราจะศึกษาค้นคว้า เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้รู้เห็นกิเลสในหัวใจของตน ถ้ามันรู้เห็นกิเลสในหัวใจของตน ชำระล้างเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคล ๔ คู่ ถ้ามันพิจารณาของมันในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
ในแนวทางอื่นที่ว่าพิจารณาไปแล้ว พิจารณากายแล้วมันจะไปเห็นผีเห็นสาง มันหวาดมันกลัวมัน
ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ไง ถ้าเห็นผีเห็นสางขึ้นมา มันจะไปอยู่กาย เวทนา จิต มันอยู่ที่จิตนู่นน่ะ
ถ้ามันเห็นกายโดยแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยสติ โดยสติ ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะเกิดเป็นมรรคเป็นผล ถ้ามันเกิดเป็นมรรคเป็นผล พิจารณาไปแล้ว เวลาพิจารณาไปแล้ว ตั้งแต่พิจารณา ถ้ามีกำลังของมัน มันจะเป็นไปโดยสติโดยปัญญา น้อมไปเห็นหมดล่ะ น้อมไปให้มันเป็นอย่างนั้น เวลามันเป็นอย่างนั้นแล้วมันมหัศจรรย์ มันเห็นผีเห็นสางไหม มันเห็นอริยสัจ มันเห็นธรรมน่ะ
เวลามันเห็นธรรมนะ มันสะเทือนหัวใจ สะเทือนมาก สะเทือนตัวเราเองนี่แหละ ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติบอก “โลกธาตุหวั่นไหว โลกธาตุหวั่นไหว” มันไหวไปหมดเลยล่ะ มันไหว มันสะเทือนกายและใจ สะเทือนไปหมด ถ้าสะเทือนได้ ถ้าเป็นข้อเท็จจริง พิจารณามันปล่อย มันปล่อย มันปล่อยด้วยปัญญานะ เห็นไหม
จากที่กิเลสมันใส่สีๆ ใส่สีคือมันโลภ มันโกรธ มันหลง มันพลิกมันแพลง มันไม่เป็นมรรคเป็นผล ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันจะเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนาที่ข้อเท็จจริงอันนั้น
ถ้าการภาวนาเกิดจากข้อเท็จจริงอันนั้น เวลาพิจารณาไปแล้วมันเกิดอะไร มันมีอะไรเป็นสมุฏฐาน
สัมมาสมาธิครับ ถ้ามีสมาธิ สติปัญญามันจะก้าวเดินของมันไป แล้วมรรคมันจะเคลื่อน มรรคจะหมุนของมันไปด้วยความมหัศจรรย์ เวลาใช้ไปแล้วๆ สมาธิที่มันเบาบางลง สิ่งนั้นเป็นสัญญาแล้ว กิเลสมันจะใส่สีแล้วล่ะ มันจะใส่สี มันจะมีข้อโต้แย้ง มันจะอะไร แล้วเราก็ล้มลุกคลุกคลานนะ
ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เราทันได้ มันจะปล่อยวาง ปล่อยการใช้ปัญญานั้นกลับมาทำความสงบของใจให้สงบเข้ามา ให้ถอดเสี้ยนถอดหนาม ถอดสิ่งที่มันหวาดมันระแวง มันพลิกมันแพลง มันไม่ไปตามความพอใจของตน เวลาถ้าจิตมันสงบเข้ามา ถ้ามันน้อมไป นี่สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐานสำคัญมากๆ สำคัญมากๆ เพราะมันเป็นพื้นฐาน เป็นการฝึกหัดปฏิบัติให้มันถูกต้องชอบธรรม เพราะหลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้เลยนะ “ต้นคด ปลายตรงไม่มี”
เริ่มต้นมันคด คดในข้อ งอในกระดูก คิดเองเออเอง จินตนาการเอง เห็นไหม กิเลสมันใส่สีแล้ว
ถ้าเราซื่อสัตย์ เราซื่อสัตย์เราสุจริตของเรา ไม่ใช่ซื่อเซ่อ ซื่อเซ่อ ปฏิบัติเจียนอยู่เจียนตาย คนปฏิบัติมันทุกข์มันยากมาก แล้วพออารมณ์ สัญญาอารมณ์มันเกิดขึ้นแต่ละอย่าง อาการของจิตเกิดขึ้น ตื่นเต้น แล้วยึดมั่นถือมั่นว่านั้นคือผลของการปฏิบัติ
ใช่ มันเกิดจากการปฏิบัตินี่แหละ แต่มันเป็นการเริ่มต้นไง เริ่มต้นที่เราจะตั้งตัวของเราขึ้นมาไง เริ่มต้นที่เราจะตั้งหลักให้ได้ พอตั้งหลักให้ได้ ถ้าจิตลงขนาดนั้น จิตมันมีกำลังขนาดนั้น เริ่มต้นจากเราเห็นหนทาง เห็นหนทางนะ
ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติท่านจะสอนไว้ว่า ถ้าจิตมันสงบ จิตมันมีกำลังขึ้นมา ให้ระลึกถึงอารมณ์อันนั้น ให้ระลึกถึงเหตุไง เหตุที่เราจะทำจิตของเราให้สงบระงับได้
ถ้าจิตมันสงบระงับได้เพราะเหตุมันสมควร เหตุมันพอดี แล้วทำครั้งต่อไปมันจะเป็นอย่างนี้ไหม ส่วนใหญ่แล้วการฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นถ้ามันสงบได้ มันอยากได้ พอมันอยากได้ก็ล้มลุกคลุกคลานมาก แต่ถ้าสติปัญญาเท่าทันมัน มันจะปล่อยเลย เราทำเพื่อไม่หวังผล เราทำแต่เหตุ ถ้าเหตุมันสมควรมันจะเป็นของมันเอง
ถ้าเป็นของมันเอง แต่ต้องมีสติมีปัญญา นี่ไง เราใส่สี เรามีข้อวัตรปฏิบัติ เรามีกติกา เราจะรักษาใจของตน ฝึกหัดให้มีความชำนาญของมัน ชำนาญในวสี ชำนาญในการทำความสงบของใจเข้ามา แล้วเราก็เข้าใจด้วยว่า นี้คือการทำความสงบของใจให้ใจมีกำลัง ถ้ามีกำลัง มันจะรู้มันจะเห็น มันจะส่งออกอย่างไร มีสติปัญญาเท่าทันมันไว้
บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ไง ไปรู้ไปเห็นสิ่งใด รั้งกลับ ดึงกลับ ดึงกลับมาเพื่อสร้างสมให้มันมีกำลังของมัน ถ้ามันสร้างสมขึ้นมามีกำลัง แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาเจ้าสร้างบุญญาธิการมา ปัจฉิมยาม อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาโดยความสมดุล โดยความพอดี มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาไปเทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ไง “เราอยู่กันมา ๖ ปี เราไม่รู้ เราไม่เคยบอกไม่เคยสอน ถามอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด ไม่รู้คืออวิชชา ไม่รู้คือคือพญามาร แล้วจะเอามารมาสอนมันจะเป็นประโยชน์อะไร บัดนี้ เงี่ยหูลงฟัง”
ปัญจวัคคีย์ต่อต้านเลย เพราะอะไร เพราะไปฉันอาหารของนางสุชาดาไง
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม บัดนี้ เราเทศนาว่าการเพราะมันเป็นข้อเท็จจริงไง นี่ถ้ามันเป็นจริง
นี่เหมือนกัน เวลามันทำความสงบเข้ามาไปรู้ไปเห็นสิ่งใด ทำไมไม่มีสติปัญญารักษาไว้ล่ะ ถ้ารักษาไว้ทำไม รักษาไว้ให้มันเข้มแข็งขึ้นมาไง แล้วรักษาแล้วเวลาเข้าเวลาออกไง แล้วเวลาน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนาทำไม่เป็น เข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นมันเป็นการปฏิบัติธรรมไปหมดเลย มันเป็นกิริยา นั่งสมาธิ เดินจงกรม มันก็เป็นกิริยาปฏิบัติทั้งนั้นน่ะ แต่จิตมันเป็นของมันหรือไม่ ถ้ามันเป็นขึ้นมามันก็เป็นอาการทั้งนั้นน่ะ อาการที่มันจะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงจากโลก ถ้าเข้าสู่สมาธิเปลี่ยนแปลงจากโลกเข้าสู่ธรรม เข้าสู่สมถกรรมฐาน
แล้วสมถกรรมฐาน ติดสมาธิไง สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่เอ็งเป็นสมาธิ เอ็งก็ติดสมาธิเอ็งแล้วกันแหละ เอ็งก็ไม่รู้จักว่านั่นสมาธิด้วย
เป็นสมาธิคือสมาธิเพราะอะไร เพราะจิตสงบแล้วมันก็แค่นี้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ใช่ มันสงบ มันไม่เร่าร้อน แต่มันก็ไม่มีอะไรดีงามขึ้นมา แล้วถ้ามันดีงามขึ้นมา อ๋อ! ถ้าน้อมไป ถ้าเป็นไปได้มันจะน้อมไปเห็น
กรรมฐานร้อยทั้งร้อยยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้
โดยหลักเลย ในวงการพระกรรมฐาน สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน แล้วเวลาปฏิบัติกันก็เหยียดกันเองไง “ไอ้นั่นเป็นสมถะ ไอ้นี่เป็นวิปัสสนา” กิเลสมันใส่สีหมดเลย
แต่ถ้ามันเป็นจริงนะ สมถะคือสมถะ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานของการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้ตามข้อเท็จจริงนั้น ถ้าตามข้อเท็จจริงนั้น เห็นไหม สมมุติ บัญญัติ เวลาสมมุติ จริงตามสมมุติ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เห็นไหม ถ้ามันเป็นมรรคล่ะ
ถ้ามันเป็นมรรค มันถึงเห็นความมหัศจรรย์ของใจของตนไง เวลามันเป็นมรรคขึ้นมา มรรคมันเคลื่อนขึ้นมา ปัญญามันหมุนติ้วๆ โอ้โฮ! หมุนติ้วๆ เพราะอะไร
แก่นของกิเลสไง กิเลสที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเหนียวแน่นนัก แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว แล้วสิ่งใดที่มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันไม่มีอยู่ในลัทธิศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอยู่ใดๆ ทั้งสิ้น มันจะมีอยู่ในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น แล้วหัวใจผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นเริ่มต้นจะควบคุมดูแลด้วยวาสนาของตน
เริ่มต้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำหนดอานาปานสติ เริ่มต้นของเรา เราก็พยายามทำความสงบของใจเราเข้ามา จะมีความรู้สึกนึกคิด จะมีความชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด นั้นเป็นจริตนิสัย เป็นความเชื่อของตน ถ้าจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะต้องฝึกหัดด้วยจิตตภาวนา
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาจิตเวลามันเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา มรรค สิ่งที่มันหมุนเข้ามา ธรรมจักรมันจะมาบีบบี้สีไฟกิเลสในหัวใจของตน แล้วถ้ามันเห็นกิเลสนะ กิเลสมันจะหลบมันจะซ่อน มันจะพลิกมันจะแพลง ร้อยแปดพันเก้า กิเลสมันใส่สีไง
นี่ไง เวลาว่ากิเลสเป็นนามธรรมๆ มันมีชีวิต แล้วมันเจ้าวัฏจักร มันอยู่ที่ฐีติจิต แล้วมันคุมจิตนี้เกิดในวัฏฏะมาตลอดไม่มีต้นไม่มีปลาย แค่รู้เห็น ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ครูบาอาจารย์ท่านชื่นชม แค่เห็นกิเลสมันก็ โอ้โฮ! ผลงานอันดับหนึ่งแล้ว แล้ววิปัสสนาไปอีกมากมาย อีกมากมายเพราะอะไร
เพราะฝึกหัดปฏิบัติไปแล้วนะ ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญามันเกิดขึ้น เวลามันเท่าทันของมัน เวลากิเลสมันหลบมันซ่อน ธรรมจักรมันเคลื่อนมันหมุนเข้าไป มันหมุนจนกิเลสมันหลบมันซ่อน มันหมุนติ้วๆ ทำอะไรมันไม่ได้ มันมีเหลือบมีมุม มันมีที่ซ่อนทั้งนั้นน่ะ
มันมีกิเลสที่ไหนบอกว่า “ดิฉันนั่งอยู่นี่เจ้าค่ะ เชิญกำจัดดิฉันได้เลย” อย่างนี้ มันมีอยู่ที่ไหน ไม่มีหรอก กิเลสมันเจ้าวัฏจักร ใครจะยอมบาดเจ็บ ใครจะยอมเสียชีวิต
เสียชีวิตนะ ยถาภูตัง เกิดญาณทัสสนะ ยถาภูตังคือกิเลสมันตาย เวลาทุกข์ เหตุที่เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธดับทุกข์ ขณะ เป็นชั้นเป็นตอน บุคคล ๔ คู่ เวลากิเลสมันตาย เกิดญาณทัสสนะ เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจดวงนั้น แล้วถ้าใจดวงนั้นฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงอย่างนั้น ถ้าตามข้อเท็จจริงอย่างนั้นมันเกิดจากไหน
เกิดจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก เกิดจากพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล เกิดจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร” ท่านถึงตรวจสอบๆ ตรวจสอบกันเพื่อให้เป็นความถูกต้องชอบธรรมในพระพุทธศาสนา
แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา คนที่ตรวจสอบสำคัญที่สุดคือหัวใจของเราเอง เพราะมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง ถ้าเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก บุคคลคูที่ ๑ ๗ ชาติ มันรู้มันเห็นทันทีเลยนะ
เหมือน เห็นไหม หลวงตามพระมหาบัวท่านพูดไง “ที่ไหนมืด จุดไฟมันก็สว่าง”
หัวใจที่มันมืดบอด พอมันรู้ธรรมมันก็สว่างกระจ่างแจ้ง สว่างกระจ่างแจ้ง เอ็งไม่เห็นหรือว่าอีก ๗ ชาติ เอ็งไม่รู้จักมันได้อย่างไร แล้วถ้ารู้เห็นเป็นอย่างไร แล้วบุคคลคู่ที่ ๒ ล่ะ คู่ที่ ๓ ไม่เกิดบนกามภพเลย เหนือเทวดาอีกต่างหากเพราะเกิดบนพรหม พรหมที่สุทัสสา สุทัสสี พรหมที่ไม่มาเกิดไง เวลามันจะสำเร็จไปข้างหน้าโน่นไง แล้วถ้ามันชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา มันไม่มีความมหัศจรรย์อะไรในหัวใจเลยใช่ไหม พระพุทธศาสนาไม่มีรสไม่มีชาติอะไรเลยหรือ
พระพุทธศาสนามันมหัศจรรย์ในการฝึกหัดปฏิบัติ รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
เริ่มต้นก็เพราะด้วยศรัทธาของเรา เราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาเป็นภาคทฤษฎี ธรรมและวินัย จำได้หมด แล้วกำหนดได้ด้วย
นี่ไง เราถึงว่าเราต้องกำหนดเอง เราต้องทำเอง มันถึงมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นั้นเรื่องหนึ่งถ้าจิตมันทำได้ เพราะอะไร เพราะครูบาอาจารย์ของเราจริตนิสัยแตกต่างกันไป คนที่มีวาสนาทำได้ทั้งนั้นน่ะ เวลาทำได้ขึ้นมา สิ่งที่ว่าอภิญญาทำไมจะทำไม่ได้ มันเป็นเรื่องโลกทั้งนั้นน่ะ ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์เจริญ ได้หมดน่ะ รู้วาระจิต โทรศัพท์ ผัวะ! ถึงเลย รู้หมด ดูติ๊กต็อกก็ยังได้ จะเหาะเหินเดินฟ้า ซื้อตัวเครื่องบิน ตอนนี้ไปเที่ยวอวกาศด้วย
มันเป็นเรื่องฌานโลกีย์ เรื่องโลก วิทยาศาสตร์พอเขาเจริญขึ้นมา เทคโนโลยีเขาทำได้หมดเลย แล้วมันแก้กิเลสไหม มันยังทุกข์มันยาก ยังกำไรขาดทุนอยู่นั่น บริษัทสร้างมาเจ๊งหมดเลย เพราะไม่มีใครมีเงินซื้อพอ จะไปทำธุรกิจกับใคร
แต่ของเราปฏิบัติธรรม กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันอยู่ในหัวใจดวงนี้นะ คนเราเกิดมามีอำนาจวาสนา แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาด้วย เหมือนคนป่วยแล้วมียา คนป่วยแล้วมียามันรักษาหายนะ คนป่วยไม่มียา ไม่มีพระพุทธศาสนาเหมือนไม่มียา ไม่มียาก็ต้องทนเจ็บทนป่วยไปตามแต่วาสนาของตน
นี่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มียา มีอริยสัจ มีสัจจะมีความจริง แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นในหัวใจด้วย เห็นไหม ไม่มีใครหลอก หลอกไม่ได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
แต่ถ้ากิเลสมันใส่สี มันหลอก มันหลอกเราหมดเลย แล้วเราก็เชื่อมัน เชื่อใคร ก็เชื่อพญามาร เชื่อกิเลสในหัวใจของตนนี่ไง กิเลสมันใส่สีแล้วมันพาล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานมาไม่มีต้นไม่มีปลายตั้งแต่ไหน เพียงแต่ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราได้สร้างบุญได้สร้างกุศลของเรามา เราถึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วด้วยวาสนามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา
ในทางโลกๆ เราอยู่กับโลก ฆราวาสธรรม ธรรมของฆราวาสเขา แล้วเก่งนะ ปากเปียกปากแฉะไปเลย แต่เราปฏิบัติขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเขาไม่ใช่ภิกษุเหมือนเรา ภิกษุเหมือนเรา ปาราชิก ๔ อกรณียกิจ ๔ มันอวดอ้างไปมันเป็นโทษเป็นภัยทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้าเป็นโทษเป็นภัย ตาลยอดด้วน ตาลยอดด้วนมันยืนต้นตายอยู่แล้ว ทีนี้การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าพลั้งเผลอ ถ้าทำผิดพลาดไป ตาลยอดด้วน
ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราต้องมีศีลมีธรรม เราถึงใส่สี คือเราสมมุติแล้วเราตั้งกติกากับเรา แล้วฝึกหัดตามความเป็นจริงของเรา แล้วพอกิเลสมันใส่สี เรางง เพราะอะไร สงครามธาตุ สงครามขันธ์ ถ้าจิตมันสงบแล้วมีกำลังของมันขึ้นมา เวลาไปเผชิญหน้ากับกิเลส สงครามธาตุ สงครามขันธ์เลยล่ะ นี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นธรรมธรรมอารมณ์ไง เห็นอารมณ์ความรู้สึก
แต่เดิมเวลาเราใส่สี ใส่สีก็เพื่อจะควบคุมดูแลใจของเรา น้ำใสๆ ที่ไม่มีสีขาว ไม่มีสีอ่อนสีแก่ สีปานกลาง แล้วถ้ามันน้อมไป เวลามันพิจารณาของมัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวลาปัญญาๆ ปัญญาก็เกิดจากสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง แต่มันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน กิเลสมันสงบตัวลง
แต่ถ้ามันเป็นทางโลก สิ่งที่สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง มันเป็นมารทั้งนั้นน่ะ มันคิดมันแต่งไปโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
แต่มีสติปัญญา ก็ความคิดเหมือนกัน แต่ความคิดมันมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันพิจารณาของมันไป ถ้ามันเท่าทันนะ เท่าทันที่ตรงไหน
อารมณ์ รูป เท่าทันเวทนา ความชอบ ความเกลียดความชัง เท่าทันสัญญา เท่าทันสังขาร เท่าทันวิญญาณ วิญญาณคือความรับรู้ในอารมณ์นั้น มันปล่อยหมดน่ะ เวลามันปล่อยๆ เวลาขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ไง
อะไรเป็นขันธ์
แล้วขันธ์ที่เราใส่สี ใส่สีคือเรามีกติกาแล้วดูแลมัน เวลามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันรู้มันเห็นของมัน มันแยกมันแยะของมัน ถ้าเท่าทัน มันปล่อยๆ
มันปล่อยตรงไหน
เวลาธรรมจักรมันเคลื่อน เวลาภาวนามันเคลื่อน มันเท่ามันทัน สงครามธาตุ สงครามขันธ์ สงครามกิเลสเกิดกับธรรมมันประหัตประหารกัน เราเป็นคนทำ เราเป็นผู้มีสติปัญญา เป็นผู้ที่ควบคุมดูแล นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มหัศจรรย์ๆ
เพราะความมหัศจรรย์อย่างนั้น เพราะความเห็น เห็นตามข้อเท็จจริงอย่างนั้น เพราะความเห็นมรรคที่มันหมุนของมันไปโดยภาวนามยปัญญา แล้วเวลากิเลสมันหลบไง เวลามันปล่อยวาง ว่างหมดเลย เฮ้ย! แล้วกิเลสไปไหนวะ หาใหญ่เลยนะ มันหลบมันซ่อน กิเลสมันร้ายนัก แล้วถ้าสมาธิอ่อนแอลง เวลามันฟื้นตัวมานะ ทำสมาธิก็ไม่ได้ จะยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ ยกอะไร มันอ่อนเพลียจนจะตายอยู่นั่นแล้ว มันลุกไม่ขึ้น มันลุกไม่ไหวไง เวลาจิตมันเสื่อม
การฝึกหัดปฏิบัติมันมีเจริญแล้วเสื่อม
เราเกิดมาทั้งชีวิต เวลาที่มันมีความสุขก็ส่วนหนึ่ง เวลามีความทุกข์เยอะแยะไปหมด เวลาความสุขของเรา เพราะมันกินอิ่มนอนอุ่นมันก็มีความสุขไง
นี่ก็เหมือนกัน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันมีสัมมาสมาธิ มันมีความสงบสุขมันก็สงบสุข แต่เวลาทำไปแล้วนะ มันเสื่อมมันคลาย เร่าร้อนนัก
ฉะนั้น การก้าวเดินไปมันมีอุปสรรคขวางหน้าอยู่มากมาย แล้วงานในการฝึกหัดปฏิบัติในการควบคุมดูแลนามธรรมคือจิตของตน จิตนี้รักษาดูแลยากนัก แล้วเวลาเราตั้งลำของเราได้ จากที่ว่า เราใส่สี เรามีกฎ เรามีกติกากับเรา นี่ถ้ามันตั้งลำได้ แล้วเวลาตั้งลำได้ เวลาเราจะศึกษาค้นคว้าไง ยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
แล้วถ้าตามความเป็นจริง เห็นไหม สมุทัยมันสงบตัวลง สมุทัยสงบตัวลงมันถึงเป็นสัมมาสมาธิ เวลามันฝึกหัดใช้ปัญญามันถึงเป็นมรรค แล้วถ้าเป็นมรรค เราจะเห็นภาวนามยปัญญาของเราเลย แล้วเวลามันมีกำลังของมัน เวลามันปล่อยวางๆ กิเลสมันหลบซ่อนหมดล่ะ
เวลามันเป็นข้อเท็จจริงนะ ซ่อนแล้วซ่อนเล่า เราก็ศึกษา เราก็ค้นคว้า เราก็มีการกระทำ การที่มันหลบซ่อน กับเวลาขณะ สมุจเฉท เวลานิโรธ โอ้โฮ! มันละเรื่องเลย มันถึงทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธดับทุกข์ ดับทุกข์เป็นชั้นเป็นตอน บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ เพราะอะไร
เพราะความหยาบความละเอียดแตกต่างกัน มันถึงมีสติ มหาสติ สติอัตโนมัติ มันมีปัญญา มหาปัญญา ปัญญาญาณ เวลามันละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปมันถึงเห็นกระบวนการของมรรค เห็นการกระทำตามความเป็นจริงนั้น แล้วเห็นกิเลสมันตายเป็นชั้นเป็นตอน เห็นไหม เวลาเป็นธรรมๆ น่ะ ใจเป็นธรรม โอ้โฮ! มหัศจรรย์
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิมุตติสุขๆ ครูบาอาจารย์ของเราวิมุตติสุขๆ คำว่า “วิมุตติสุขแล้ว” มันจะมีอะไรมีค่ามากกว่านั้น มันจะมีค่าอะไรอีกโลกนี้
ถ้าโลกนี้มีค่า หัวใจของเราก็แห้งผาก
ถ้าหัวใจเรายิ่งใหญ่ โลกก็ไม่มีค่า
โลกพร่องอยู่เป็นนิจ โลกเป็นอยู่อย่างนี้ อจินไตย ๔ พุทธวิสัย ฌาน กรรม โลก อจินไตย เรื่องโลกๆ เป็นอจินไตย เพราะจิตวิญญาณมากมายมหาศาลต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มีสถานที่รองรับเขาอยู่แล้ว แต่หัวใจของตนล่ะ
ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เราก็เกิดกับโลกนะ เราเกิดกับสังคม เกิดกับโลกทั้งนั้น แต่เพราะเรามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง มันก็เริ่มต้น เราก็มีกฎมีกติกา เราใส่สีควบคุมดูแล เพราะใจเป็นนามธรรม ใจเป็นนามธรรมแล้วจับต้องตรงไหน เหมือนน้ำอยู่ในภาชนะแต่ไม่รู้ไม่เห็น แต่เพราะมีสติมีปัญญา ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนานี่น้ำใสๆ เลย
น้ำใสๆ เราจะทำอาหาร เราต้องมีส่วนประกอบของมัน จะทำอาหารอะไร ประเภทใด นี่ก็เหมือนกัน มรรคหยาบ มรรคกลาง มรรคหยาบ มรรคละเอียด มรรคแตกต่างกันอย่างไร แล้วมันจะสมดุลพอดีอย่างไรในการฝึกหัดปฏิบัติของตน
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของตน ตนทำได้จริงของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่ตนเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศาสดา มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีครูบาอาจารย์ มีหมู่มีคณะ พึ่งพาอาศัยเป็นสังคม เป็นสังฆะ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ สังฆะเกิดจากหัวใจของตน ใจเป็นสงฆ์ไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใจเป็นสงฆ์ ใจเป็นสังฆะ ใจเป็นผู้มีเหตุมีผล มีมรรคมีผลในใจของตน ใจดวงนั้นถึงที่สุดแห่งทุกข์ ผลของการปฏิบัติของมนุษย์ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง