เทศน์เช้า วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เราแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน ให้มีสติสัมปชัญญะ
เราหลงมานะน่ะ หลงทางมา หลงมานั่งกันอยู่นี่ มาจากไหน ไม่รู้
แต่เวลาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณย้อนอดีตชาติไปไม่มีวันจบวันสิ้น อนาคตกาล จุตูปปาตญาณไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อวิชชาคืออะไร
อวิชชาคือพญามาร เจ้าวัฏจักรครอบครองหัวใจของสัตว์โลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ ไม่ใช่เอาใครไปหรอก เอาหัวใจของสัตว์โลก
หลวงตาพระมหาบัวท่านตรากตรำ จะไปไหนก็แล้วแต่ ท่านบอกว่าเอาใจคน เอาใจคนไง
หัวใจของคนมันทุกข์มันยาก หัวใจของคน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันไม่มีต้นไม่มีปลายไง หลงมาตลอด หลงมาจนมานั่งกันอยู่นี่ไง แล้วก็จะหลงต่อไปไง
วันพระ วันโกน วันพระ วันโกน ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงความจังขึ้นมา สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดคงที่ แปรสภาพทั้งสิ้น พร้อมกับชีวิตเรา
แล้วสิ่งที่แปรปรวนมากที่สุดคืออารมณ์ความรู้สึก ความคิดนี้หลากหลายมาก ความคิดตอกย้ำหัวใจของตน
แล้วความคิด ความคิดมาจากไหน
จริตนิสัย นี่ไง พันธุกรรมของจิตๆ ไง ถ้าพันธุกรรมของจิต จิตที่สร้างสมมา ฉะนั้น เวลาเราเกิดมา พ่อแม่ถึงสั่งสอนลูกของเราให้เป็นคนดีๆ ให้เป็นคนดี เรามีสิ่งใดเราแบ่งปันเขา ทำหัวใจของเรา รักษาหัวใจของเราไง
ย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ เกิดแต่ละภพแต่ละชาติทำสิ่งใด มันจะเป็นจริตเป็นนิสัยไง
ในสมัยพุทธกาลนะ พระฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์น่ะ แล้วพระที่เป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาวกสาวกะได้ยินได้ฟังมาจนชินหู ตรากตรำขนาดไหนทำไมมันไม่ได้ แล้วองค์นั้นทำไมฟังหนเดียวเป็นพระอรหันต์ได้ ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
อดีตชาติเขาทำอย่างนั้นมา เขาทำอย่างนั้นมา เขาทำอย่างนั้นมา ที่เขาทำมาชาติสุดท้าย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระเวสสันดร
นี่ก็เหมือนกัน เวลาคนที่ทำชั่ว ทำชั่วร้าย เบียดเบียนเขา ทำลายเขา คนเขาแปลกใจ ทำไมเขาคิคอย่างนั้นน่ะ ทำไมเขาทำอย่างนั้นน่ะ ทำไมเขาทำได้
ไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า มันไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ไง ชาตินั้นเขาก็เป็นอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้ เขาทำอย่างนี้
อย่างเทวทัตอย่างนี้ เขาทำมาขนาดไหน
ย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ สิ่งที่เกิดแต่ละภพแต่ละชาติไง แล้วเราดัดแปลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงของเรา มันฝืน ฝืนไง ถ้าฝืนกิเลส ฝืนความรู้สึกนึกคิดของตน ทำแต่คุณงามความดี
ทำไมต้องทำ ทำไมต้องทำดี ทำตามความพอใจของตนไม่ได้หรือ
ทำตามความพอใจของตน ทำตามกิเลสไง แล้วเวลาทุกข์เวลายาก เวลาทุกข์เวลายาก สิ่งที่บีบคั้นขึ้นมามันคืออะไรล่ะ
นั่นน่ะลูกหลานมารนะ
นี่ไง ชาติปิ ทุกฺขา ชาติความเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
สิ่งที่จรมาๆ ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ความรู้สึก ลมพัดใบไม้ไหว แค่ที่ทุกข์ที่ยากอยู่นี่ ลมพัดใบไม้ไหว สิ่งที่ลมพัดใบไม้ไหว มันไม่มีความพอใจไง มันขัดมันแย้ง มันบีบมันคั้น มันทุกข์มันยากตลอดเวลา นี่มันจรมา สิ่งนี้มันปลีกย่อย มันปลีกย่อย มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง
เป็นสัจจะเป็นความจริง เพราะคนเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมามีกายกับใจๆ ไง หัวใจ เห็นไหม ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ต่อเมื่อผู้ที่มีอำนาจวาสนาทำความสงบของใจของตนเข้ามาได้ ถ้าทำความสงบของตนเข้ามาได้ จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอารมณ์ มันถึงจะแยกแยะได้ว่า อ๋อ! ความคิดนี้เป็นรูป รูปคือสมบูรณ์แบบเป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วถ้าจับได้ จิตเห็นธรรมารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นธรรม เพราะสัมมาสมาธิ
เราลุ่มเราหลงกันมาตลอดจนมาเกิดในภพนี้ชาตินี้ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะ
ปัจจุบันขณะคืออะไรล่ะ ปัจจุบันขณะก็คืออารมณ์ที่คิดไปล่วงหน้า คิดไปอนาคต มันเป็นปัจจุบันตรงไหน ทำไมมันจะเป็นปัจจุบันไง
สัมมาสมาธินั่นน่ะมันเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันเพราะมันสงบสุข เพราะอะไร เพราะมันไม่คิดย้อนหน้าย้อนหลัง
เพราะมันคิดย้อนหน้าย้อนหลัง อดีตอนาคตนั่นแหละมันถึงสงบตัวลงไม่ได้ พอสงบตัวลงไม่ได้ มันก็เป็นอุปาทานหมู่ไง คิดให้ว่าง คิดซ้ำซ้อนไง มันเลยเป็นปัจจุบันไม่ได้ไง
“ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันขณะ”
ปัจจุบันตรงไหน
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
จิตสงบสุขมันเป็นปัจจุบัน ไม่ไปอดีตอนาคต แล้วมันไม่ไปอดีตอนาคต แล้วทำอย่างไรมันถึงเป็นปัจจุบันล่ะ
ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ขึ้นมา กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำความสงบ ๔๐ วิธีการไง
การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ทำทำไม
ทำเพื่อเริ่มต้นไง สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน
นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านตรากตรำๆ เวลาท่านพูด เราฟังแล้วมันสะเทือนใจไง
ที่ตรากตรำๆ ก็ไปเอาหัวใจของคน
เอาหัวใจของคน ก็เหมือนสอนลูกหลานเราน่ะ คุยกับมันให้รู้เรื่อง ฝึกให้มันมีความรู้สึกนึกคิด แล้วให้มันคิดที่ดีงาม ความคิดที่ดีงามเป็นมรรค ความคิดที่ดีงามก็คือความคิดไง ความคิดแก้ความคิดไง ฉะนั้น ถ้ามันทำความสงบของใจไม่ได้ ก็ปัญญาอบรมสมาธิไง
แล้วถ้าปัญญาจะอบรมสมาธิได้ มันก็ต้องศึกษาเล่าเรียนเป็นภาคปริยัติ เพราะว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครอบงำหมดน่ะ กิเลสกลัวอย่างเดียวคือกลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร เพราะกิเลสมันไม่มีเหตุมีผล
กิเลสมีเหตุผลไหม อยากได้อะไร มันมีเหตุมีผลไหม ระรานเขามีเหตุมีผลไหม ไม่มีเหตุมีผลใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุและผล
มันมาจากไหนล่ะ ไอ้ความระรานเขา ความเหยียบย่ำทำลายเขา มันมาจากไหน
มันมาจากอารมณ์ มันมาจากความอยาก
แล้วความอยากมันมาจากไหน
มันมาจากมันไม่รู้ตัวของมันทั้งนั้นน่ะ
พระพุทธศาสนาไง นี่ไง พระพุทธศาสนานะ ปริยัติ ปฏิบัติ ศึกษาเล่าเรียนแล้วให้ฝึกหัดปฏิบัติ แล้วถ้าปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
ไอ้พวกที่สุกก่อนห่าม มันจะบอกเลย พุทโธๆ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
เพราะเอ็งทำสมาธิกันไม่เป็นไง เอ็งถึงภาวนากันไม่ก้าวหน้า แล้วภาวนาไม่ได้ด้วย สิ่งที่ทำกันอยู่นั้นเป็นวิปัสสนึก ถ้าเป็นวิปัสสนึก มันเป็นโลกียะ โลกียะคือโลก โลกคืออะไร
โลกคือไม่เป็นปัจจุบัน โลกคือไม่รู้จักใจตัวเอง
อารมณ์ที่เกิดขึ้น เราก็ศึกษาเล่าเรียนมา เห็นไหม คนเกิดมามีกายกับใจๆ สิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนมันก็ศึกษามาจากสมองใช่ไหม ศึกษามาจากทฤษฎี ศึกษาภาคความจำไง นั่นเป็นสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น สมบัติของตนไม่มีเลย
ถ้ามี มีการศึกษานะ พระศึกษามาจบ ๙ ประโยค ๙ ประโยค ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบแล้ว
มี ๙ ประโยคไปถามหลวงปู่ฝั้นไง ข้าพเจ้ามีความรู้ มีความเข้าใจทั้งนั้น นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนอะไร เข้าใจหมดล่ะ แต่ผมภาวนาอย่างไรล่ะ แล้วผมเริ่มต้นอย่างไร
หลวงปู่ฝั้นบอกเลย ทุกข์ตรงไหนล่ะ เอ็งทุกข์เอ็งยาก เอ็งเจ็บเอ็งปวด เอ็งชอกช้ำตรงไหนล่ะ
หลง หลงมาตั้งแต่ต้น หลงมาจนมาเกิดมาแล้วนั่งอยู่นี่ แล้วก็จะลุ่มหลงต่อไปกันข้างหน้า แล้วก็จะลุ่มหลงในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน
แล้วรู้ขึ้นมาตามความเป็นจริง รู้อย่างไร แล้วถ้ามันไม่มีที่มาที่ไป มันจะรู้ได้อย่างไร ถ้ามันรู้ไม่ได้ไง ปัจจุบันขณะๆ ปัจจุบันขณะก็อธิบายกันไปร้อยแปดพันเก้า ออกไปแล้ว
ปัจจุบันขณะของใคร
สัมมาสมาธินะ มีความสงบสุข แล้วถ้ามีความสงบสุขแล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ยกขึ้นสู่วิปัสสนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เห็นไหม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราวางเป็นรากฐานเลย
เดี๋ยวนี้ข้ามพ้นไปหมด นอนหลับตื่นขึ้นมาเป็นพระอรหันต์น่ะ เมื่อก่อนโกรธมาก เดี๋ยวนี้หายโกรธเลย
หายโกรธ กูขอชีวิตมึงได้หรือเปล่า
มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นการอ้างเล่ห์ทั้งนั้น มันเป็นการแอบอ้าง แอบอ้างโดยกิเลสมันยิ้มเยาะเยาะเย้ย แต่ตัวเองไม่รู้ ปัจจุบันขณะตรงไหนนั่นน่ะ นี่มันซับซ้อนกี่ชั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน
หลวงปู่มั่นท่านสอนไง ทำนาๆ ก็ทำนาที่เดิมนั่นแหละ คนทำนาๆ ก็ทำนาที่นาเดิมของเขา คนทำสวนก็ทำสวนที่ของเขา ไอ้เราภาวนาๆ ก็ต้องภาวนาบนหัวใจของตน
แล้วหัวใจของตนมันอยู่ที่ไหนล่ะ สิ่งที่รกชัฎๆ ไร่นาที่มันไม่ได้ดูแลรักษา ธัญพืชมันขึ้นเต็มไปหมด หญ้าต่างๆ สัตว์ร้ายต่างๆ มีมากมายมหาศาล อารมณ์ความรู้สึกมันครอบงำจิตอยู่ ถ้าครอบงำจิตอยู่ มันไม่ได้ปรับพื้นที่ขึ้นมาให้เป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน มันจะเกิดการกระทำขึ้นมาให้เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมได้อย่างไร
ถ้าที่นั้นมันรกมันชัฎ มันมีแต่สัตว์ร้าย มีแต่งูมีพิษไง แล้วเข้าไปให้มันกัดมันตายอยู่นั่นน่ะ ตายตรงนั้นก็คิดว่าหลงตัวเองว่าเป็นการภาวนาไง มันเป็นไปได้อย่างไรไง
ปรับพื้นที่ให้มันโล่งแจ้งไง ถ้าปรับพื้นที่ให้มันโล่งแจ้ง นี่ปัจจุบันขณะ ทำความสงบของใจเข้ามา สัมมาสมาธิ
ถ้าทำสมาธิไม่เป็น เริ่มต้นอย่างอื่นไม่มี
ที่มันมีอยู่นั้นคือพญามารทั้งสิ้น ปฏิบัติบูชากิเลสทั้งสิ้น แล้วว่าไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง
ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง หน้าฉาก
หลังฉาก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงต้องหลวงปู่มั่น ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อยู่ในป่าในเขา อยู่โคนไม้ ทั้งๆ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาล ต้องการสิ่งใดได้ทั้งนั้น เทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์ทุกคืน วันพระ วันโกน เทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์หมดเลย นี่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงต้องเป็นอย่างนั้น
ไม่โกรธๆ ไอ้นี่ไม่โกรธ ไปไหนไม่ได้เลยล่ะ คลุกคลีตีโมงอยู่อย่างนั้นน่ะ มันไม่โกรธที่ไหน ลองพลัดพรากให้มันแยกออกไปจากกันนะ มันก๊อกแตกตายแล้ว นี่ไง ถ้ามันอกแตกตายเพราะอะไร เพราะมันคลุกคลีจนเคยตัวไง
นี่ไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดนรกอเวจี เกิดเป็นพรหมต่างๆ เวลามันเกิดขึ้นมา มันเกิดมาโดยอำนาจวาสนาของเรา มีบริษัทบริวารมากน้อยขนาดไหน จิตของตนเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันจะเป็นปัจจุบันขณะ ต้องทำสัมมาสมาธิได้ ทำสัมมาสมาธิได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเป็นภาวนามยปัญญา มันจะเป็นมรรค ๘ ไง ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรม งานชอบธรรมไง
ไอ้งานนี้งานค้นคว้าแสวงหาป้อนกิเลส ค้นคว้าแสวงหาป้อนกิเลส ให้กิเลสมันย่ำยี
“มันเป็นปัจจุบัน”
ปัจจุบันมันคิดเองไง ให้คะแนนตัวเอง มันไม่เป็นความจริงหรอก
ถ้าเป็นความจริงขึ้นมามันมีครูมีอาจารย์ไง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา เวลาท่านยืนยันตลอดนะ หมู่คณะให้ฟังหลวงปู่ขาวไว้นะ เพราะหลวงปู่ขาว ท่านได้สนทนาธรรมแล้วไง
แล้วสิ่งที่ว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ให้ฝึกหัดปฏิบัติ แล้วฝากฝังดูแลกันไว้ หลวงปู่จวนอย่างนี้ ฝากไว้ ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่จะประพฤติปฏิบัติได้ ท่านอนาคตังสญาณ ท่านรู้ของท่าน
แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมามันต้องมีการทวนกระแส มันต้องมีภาวนามยปัญญา ปัญญาทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตน มันเป็นความลึกลับมหัศจรรย์สำหรับผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น
ความลึกลับมหัศจรรย์เพราะอะไร
เพราะเราคิดเองเออเอง เราคิดหมดน่ะ เราคิดเหมือน คิดได้ คิดหมดเลย พูดเหมือนกัน คำเดียวกัน ทำไมผิดล่ะ พูดเหมือนกัน คำเดียวกันนั่นน่ะ ผิดเพราะเอ็งจำมาไง
นี่ไง พระพุทธศาสนา ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ใครก็ศึกษาเล่าเรียนได้ ศึกษาเล่าเรียนแล้ว สิ่งที่ว่าจะจรรโลงพระพุทธศาสนา ภาคปริยัติต้องมั่นคง ต้องชัดเจน ชัดเจนขึ้นมาแล้ว ฝึกหัดปฏิบัติแล้ว เห็นไหม
เวลาทางโลกเขาบอก คิดนอกกรอบๆ
คิดนอกกรอบก็คิดของตัวเอง แต่ไม่ใช่คิดนอกกรอบกิเลสไง
นอกกรอบๆ สาธุ เวลาหลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่มั่น ศึกษาจนจบมหามาแล้วไง ท่านรู้ ท่านเคยเผชิญหน้ากับมันมาแล้ว ว่ามันพลิกมันแพลง มันเข้าข้างตัวเองมากน้อยขนาดไหน
มหา มหาเรียนจนเป็นมหานะ ความศึกษาเล่าเรียนมาเป็นศาสดา เทิดใส่ศีรษะไว้ เคารพบูชาอย่างยิ่ง
แต่การเคารพบูชาอันนั้น กิเลสมันทิ่มแทงมาพร้อมกันไง มันซับซ้อนมา เราไม่เท่าทันมันหรอก คนปฏิบัติจะล้มลุกคลุกคลานเท่าทันตัวเองไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น วิธีการแก้ ท่านถึงบอกว่า ให้ใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจไว้นะ อย่าให้มันออกมา
คือไม่เทียบเคียง ไม่รู้ล่วงหน้า ไม่คาดการณ์
แล้วฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้าถึงที่สุดแล้วมันจะเป็นอันเดียวกัน
แล้วท่านก็ประพฤติปฏิบัติของท่านไป มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะท่านทำอยู่ใต้การคุ้มครอง การปกป้องของหลวงปู่มั่น
ถ้าไม่ได้การคุ้มครอง การปกป้องของหลวงปู่มั่น เห็นไหม ท่านไปที่หนองผือ ตอนที่เป็นโรคเสียดอก มันเสวยแล้วมันปล่อย มันเสวยแล้วมันปล่อย จิตมันคิดแล้วมันวางไง จิตมันคิดแล้วมันวาง เอ๊ะ! อย่างนี้ไม่ใช่พระอรหันต์หรือ
คำว่า “เอ๊ะ!” นั่นน่ะ อย่างนี้ไม่เอา ถ้าสงสัยไม่เอา สงสัยไม่เอา
ถ้าเป็นเราล่ะ มันซับมันซ้อน นี่ขนาดว่าอยู่ในการคุ้มครองดูแลของหลวงปู่มั่นนะ แล้วถ้าเป็นตัวเองมันจะขนาดไหน โอ้โฮ! มันเสวยแล้วมันปล่อย โอ้โฮ! สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สำเร็จหมดแล้ว แล้วถ้าสำเร็จแล้วนะ จบเลย เพราะอะไร เพราะกิเลสเวลามันตีกลับ พอมันตีกลับนะ เวลาเราทุกข์เรายาก เวลามันปล่อยมันวางได้ มันจะมีความสงบสุขของเรา แล้วมันอยู่กับเราตลอดไปไหม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา นี่เป็นข้อเท็จจริง
แต่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา อกุปปธรรม อกุปปธรรมมันนอกจาก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันคงที่ตายตัวเพราะเหตุใด มันมีอะไรมันถึงเป็นแบบนั้น แต่แล้วเรามีอะไร เราถึงได้เหลวไหลแบบนี้ แล้วเรามีอะไรที่เราจะคุ้มครองดูแลใจเราได้
ไม่มีอะไรเลย ไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีเหตุไม่มีผล
แต่ถ้าเป็นการกระทำนะ มีสติสัมปชัญญะมันก็รู้แล้ว ถ้ามันฟุ้งซ่าน สติเท่าทันมันก็หยุด ถ้าฝึกหัดปฏิบัติโดยมีสติพร้อมไป มันก็เป็นมรรค
ถ้าปฏิบัติไปเป็นพิธีกรรม ปฏิบัติไปเป็นธรรมเนียม ปฏิบัติไปเป็นความเคยชิน ถ้ามีสติกลับมานะ เออ! เอ็งหลุดอีกแล้ว เออ! เอ็งผิดอีกแล้ว ถ้ารู้ว่าผิดๆ ผิดเพราะอะไร ถ้ามันรู้ผิดรู้ถูกไง
แต่นี่มันไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูกเลย กูถูกคนเดียว กิเลสถูกคนเดียว แล้วกิเลสมันก็ชักจูงของมันไป เพราะอะไร เพราะเรามีการศึกษา เรามีความเข้าใจของเราไง แต่เราไม่มีความจริงของเรา
มีความจริงของเรานะ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เห็นกิเลส
คนที่ปฏิบัติไม่เป็น กิเลสมันตัวกลมๆ กิเลสมันตัวอ้วนๆ กิเลสมันตัวแบนๆ กิเลสมันตัวเป็นอย่างไรล่ะ กิเลสมันก็คือกิเลสไง ตัณหาความทะยานอยาก มีพ่อมีแม่ มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น แล้วถ้ามันมีที่มาที่ไป แล้วมันเริ่มซับซ้อน มันเคยชินอยู่กับหัวใจดวงนี้ มันครอบงำหัวใจดวงนี้มาตั้งแต่ไม่มีต้นไม่มีปลาย แล้วไม่มีอำนาจวาสนาที่จะขัดขืนอะไรมันได้ มันถึงได้หลงมาไง หลงมาตลอด เวลาศึกษาก็ปัจจุบันขณะๆ
ปัจจุบันตรงไหนล่ะ มึงคิดไปแล้ว มันอดีตอนาคตไปแล้ว ปัจจุบันตรงไหน
ปัจจุบันตรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิที่มีกำลังของมัน แล้วสมาธิที่มันเสื่อมสภาพลง นี่ก็เป็นสัญญาแล้ว ก็ต้องวาง
สมถกกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันจะก้าวไปด้วยกันไง มันจะก้าวเดินไปด้วยกัน เหมือนบุคคลมีสองเท้า สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐาน มันเป็นพลังงาน มันเหมือนไม่เป็นประโยชน์ แต่นั่นน่ะต้นเหตุแห่งการเป็นประโยชน์
สสาร พลังงานในโลกนี้ อุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่มีพลังงาน เป็นไปไม่ได้ ปัญญาที่มันจะเกิดขึ้น ถ้าสัมมาสมาธิ กำลังมันมี มีกำลังเกินไป
มีครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติมามากนะ เวลาทำสมาธิ พลังงานมันเออร์เรอร์ ไปไม่ได้ สมาธิที่เกินไปก็มีนะ สมาธิที่เข้มเกินไป เข้มเกินไปจนยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ก็มี แล้วใครเคยทำได้ ใครเคยทำเป็น มีแต่ว่าพลังงานที่ใช้ไม่ได้ ไม่เสถียร แล้วทุกอย่างมันจะล้มเหลวไปหมด แล้วไม่มีความเป็นจริงในใจของตน ถ้ามีความเป็นจริงในใจของตน มันจะเข้าใจ มันจะเห็นคุณประโยชน์
นี่ไง ถ้ามันเป็นความหลงๆ มันก็หลงมาตั้งแต่ต้น หลงมาจนมานั่งกันอยู่นี่ไง แล้วก็จะหลงต่อไป ทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สิ่งที่มีค่าที่สุด มีค่าที่สุดไง ศาสดาเรามีค่าที่สุด ถ้าประพฤติปฏิบัติ อย่างน้อยก็ให้ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อย่าอ้างเล่ห์ อย่าคาดหมาย นี่ไง ปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ด้วยการคาดการหมาย ด้วยการสันนิษฐาน ไม่ได้ กูก็สันนิษฐานเอาแล้ว ใช่แน่นอน
ไม่มีทาง
เวลากิเลสขาดดั่งแขนขาด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะนิโรธดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ นี่ไง สัจจะความจริงในพระพุทธศาสนา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่ธรรม มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป มีสัจจะมีความจริง
นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ครูบาอาจารย์ของเรา สิ่งที่ว่าเทศนาว่าการเพื่อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของสัตว์โลก เอาหัวใจของคน ให้หัวใจมันฉลาด
แล้วหัวใจอยู่ที่ไหนล่ะ
อยู่ใต้อำนาจของพญามาร แล้วไปแย่งชิงมันมา ไปดึงมันออกมา แล้วมารมันยอมไหม
แต่ดึงโดยธรรม ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการเบียดเบียน มันอยู่ที่เขาไง
นี่ไง ภาชนะที่มันคว่ำอยู่ไง ทิฏฐิมานะความรู้ความเห็นของตนยิ่งใหญ่นัก ฟังเทศน์ฟังธรรมจนมันมีหูมีตาไง ภาชนะหงายขึ้น พอมันหงายภาชนะขึ้น โอ้โฮ! วัฏฏะนี้อีกมากมายมหาศาลนัก สิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นอีกมากมาย สิ่งที่รู้ๆ อยู่ รู้โดยทิฏฐิมานะของตนไง ถ้ามันหงายภาชนะขึ้นมา มันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจดวงนั้น เอวัง