เทศน์เช้า วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมนะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราต้องการสัจจะความจริงในชีวิตนี้ แต่ค้นคว้าหาแล้วไม่เจอ
เวลาเราต้องการความยุติธรรมๆ ไปเรียกร้องเอากับผู้ที่รักษากฎหมาย เรียกร้องหาจากสังคม ความยุติธรรมๆ ไง
เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาคปริยัติ ภาคปริยัติคือศึกษาหาความรู้ไง ถ้าความรู้ ความรู้อยู่ภายนอก อยู่ที่เปลือกไง อยู่ที่ผิวเผินไง แต่สัจจะความจริงมันอยู่ที่ฐีติจิต มันอยู่ในหัวใจของมนุษย์ไง
ถ้าการแสวงหาสัจจะความจริงในหัวใจของตน จะต้องเป็นบุคคลคนนั้นเป็นผู้แสวงหาความจริงในหัวใจของตน
ถ้าแสวงหาความจริงในใจของตน เห็นไหม เรียกร้องความยุติธรรมๆ ไปหาที่ไหนก็ไม่มีหรอก ไปหาที่ไหนก็ไม่เจอ เจอแต่คำตัดสินของศาล เจอแต่คำตัดสินของสังคม
เราอยู่ไปเที่ยวภาคอีสานนะ ผู้เฒ่าๆ ในหมู่บ้านนั่นน่ะ ชาวชุมชนเขาเคารพบูชามาก แล้วเป็นธรรมๆ เป็นผู้ตัดสินไง เขาไม่ต้องการกระบวนการยุติธรรมที่ไหนเลย เขาต้องการกระบวนการยุติธรรมของคนที่เป็นธรรมไง เป็นธรรม ผู้เฒ่าผู้แก่ ในหมู่บ้านนั้นน่ะเขาจะเคารพ เขาจะบูชา จะมีสิ่งใด เขาจะไปให้เป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกใครผิดไง นี่พูดถึงว่าเขาเคารพบูชาของเขาตามความเป็นจริงของเขา
นี่เรียกร้องความเป็นธรรมๆ
ปริยัติ ศึกษาๆ มา ก็ศึกษามาเป็นแนวทางเพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรมกับชีวิตของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติไม่เป็นหรอก ภาวนากันไม่ได้หรอก ถ้าภาวนากันไม่ได้ ภาวนาไม่ได้มันก็ส่งออกไง ส่งออกเพราะอะไร
สิ่งที่รู้ที่เห็นจริงไหม จริง ก็มันรู้มันเห็นจริงของมันนั่นแหละ เพราะมันรู้มันเห็นจริงของมัน มันเห็นนิมิตของมันตามธรรมชาติของมันไง แล้วถ้ามันรู้มันเห็น มันก็รู้เห็นจากภายนอกไง
รู้เห็นจากภายนอกที่ไหน
รู้เห็นจากภายนอก จริตนิสัย คนสร้างเวรสร้างกรรมมา คนสร้างอำนาจวาสนามามากน้อยขนาดไหน ดูสิ เวลาคนที่เขานอนหลับพักผ่อนของเขา บางคนเขาฝันแล้วฝันเล่า เขาฝันเรื่องมหัศจรรย์ร้อยแปดพันเก้า ไอ้เรานอนไม่เคยฝันสักที ทำไมไม่เหมือนกันล่ะ
สิ่งที่เวลาจิตมันฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าไปรู้ไปเห็นสิ่งใด มันสิ่งที่ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง มันเป็นจริตเป็นนิสัย มันเป็นสิ่งที่รู้ที่เห็นนั้นไง มันไม่ใช่เป็นสัจจะเป็นความจริงมาจากไหนหรอก เป็นสัจจะเป็นความจริงมาจากเวรจากกรรมของตนนั่นแหละ คนทำมามากน้อยขนาดไหน มันก็แสดงออกมาขนาดนั้น
เวลาคนจะสิ้นชีวิตนะ คนใกล้ตาย เวลามันเห็นนะ เป็นบุรุษยิ่งใหญ่ ห่มผ้าแดงมา นั่นน่ะมาแล้ว ทำไมมันเห็นล่ะ นั่นกรรมนิมิต เวลาการสร้างเวรสร้างกรรมมานะ ยังไม่ทันตาย มันโอดครวญโหยหวนแล้ว แต่คนมีบุญนะ เขาหลับสนิทไง เขานอนหลับสนิท เขาหมดอายุขัยของเขาตามธรรมชาติของเขา
นี่ก็เหมือนกัน เราเรียกร้องความเป็นธรรมๆ ถ้ามันแสวงหาของมันตามความเป็นจริงไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบมันเห็นคุณค่าของมัน เห็นคุณค่าของกิเลสที่มันยุมันแหย่ ที่มันบ้าระห่ำ มันบ้าบอคอแตก มันกระชากลากจูงไปร้อยแปดพันเก้า
แต่โลกเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าไปเห็นประเพณีวัฒนธรรม เห็นความอลังการ โอ้โฮ! มันตื่นตาตื่นใจ เห็นพระอยู่โคนไม้ไม่รู้จักนะ
ฤๅษีชีไพรเขายังมีเครื่องแต่งตัวของเขา ไอ้นี่บวชเป็นพระเป็นเจ้ามาไม่เห็นมีอะไรเลย อยู่โคนต้นไม้
นั่นน่ะพระผู้ยิ่งใหญ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์
พระภัททิยะๆ ที่ว่าเป็นกษัตริย์มาบวชไง เวลาบวชแล้ว “สุขหนอ สุขหนอ” เขาปกติสุขภายในของเขา เขาไม่ตื่นเต้นเผ่นกระโดดไปหาแสงหาเสียง หาอะไรที่บ้าบอคอแตก
แล้วถ้าหาเสียงบ้าบอคอแตก แสดงว่าจิตใจต่ำต้อย จิตใจพึ่งตนเองไม่ได้
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันไม่สุขสงบตามความเป็นจริงไง ถ้ามันสุขสงบตามความเป็นจริงนะ ของภายนอกมันเป็นข้าศึกทั้งนั้น มันเป็นข้าศึกทั้งนั้น มันเป็นข้าศึกทั้งนั้น แล้วถ้าเอ็งยังแสวงหาสิ่งที่เป็นข้าศึก แล้วว่าจิตมันจะสงบจากภายใน เป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่เป็นไปได้ๆ ยกตัวอย่าง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกท่านสละชีวิตถึง ๒ หน หนหนึ่งท่านสละชีวิตเพื่อชำระล้างฆ่ากิเลสในหัวใจของตน อีกครั้งหนึ่งความกู้ชาติ เพราะการกู้ชาติต้องเสียสละชีวิตอีกอย่างหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งเพื่ออะไร เพื่อแสวงหาเงินทองเพื่อมากู้ชาติ
ความกู้ชาติอย่างนั้นน่ะ คนก็ไปมองที่นั่นไง บอกมันไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่กิจของสงฆ์
มันเป็นกิจของผู้ที่มีอำนาจวาสนาของท่าน แล้วท่านทำของท่านมา มันไม่เข้าไปกระเทือนในหัวใจของท่าน
ท่านมีความวิตกกังวลนะว่า สิ่งที่ทำไปๆ มันเป็นบุญกุศลทั้งนั้นน่ะ แต่ไอ้พวกตำหนิติเตียนตกนรกอเวจีไง แล้วเวลาโครงการช่วยชาติฯ นั่นน่ะ มีพระที่ออกไปช่วยงานๆ สึกหาลาเพศไปเยอะแยะ เพราะอะไร เพราะมันไปคลุกคลีอย่างนั้นไง ท่านถึงบอกต้องเสียสละไง
เสียสละคราวหนึ่งคือเสียสละที่ชำระล้างกิเลสในหัวใจของท่าน ในโคนไม้ ในคูหา ในถ้ำ ในที่สงบสงัด ต้องเสียสละชีวิตอีกหนหนึ่งเพื่อกู้ชาติ ไพร่พลที่ออกไปกู้ชาติสึกหาลาเพศไปก็มีนะ เวลาออกไปคลุกคลีกับสังคมก็แตกต่างกันไปนะ เห็นไหม มันแตกต่างกันไง
ความยุติธรรมๆ ยุติธรรมตรงไหน ยุติธรรมที่ใด
ยุติธรรมที่หัวใจท่านเป็นธรรมแล้วไง มันไม่เข้าไปกระเทือนในหัวใจของท่านได้เป็นอันขาด แต่กำลังพลที่ออกไปขวนขวาย ออกไปการกระทำ นี่ไง มันเศร้าใจตรงนั้นไง แต่มันก็เป็นผลของวัฏฏะ มันเป็นบุญกรรมของชาติ เป็นบุญเป็นกรรมของบุคคลคนนั้น
ถ้าบุคคลคนนั้นมีสติมีปัญญารักษาของตน เห็นแล้วมันย้อนกลับเข้ามาไง เห็นไหม ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือภาวนามยปัญญา ปัญญาคือทวนกระแสกลับ ทวนกระแสกลับเข้ามาสู่ใจของตนไง เราคิดอะไร เราทำอะไร เราต้องการอะไร เราปรารถนาอะไร แล้วเราจะทำสมความปรารถนาของเราหรือไม่
ถ้าไม่สมความปรารถนา มันก็โลดเต้นเผ่นกระโดดไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง แล้วจริตนิสัยของคนมันอ่อนแอไง ไปรู้ไปเห็นสิ่งใด อู้ฮู! มหัศจรรย์ ประพฤติปฏิบัติ
มันเลยกลายเป็นแฟชั่น หิวแสง แล้วเวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา กลายเป็นทุกข์เป็นยาก กลายเป็นของแหยงไปแล้วนะ
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง เวลาท่านบอก เวลาท่านประพฤติปฏิบัติย้อนถึงอดีตที่ท่านจริงจังกับการจะฆ่ากิเลส คิดแล้วมันแหยง มันทำได้อย่างไร มันทำได้อย่างไร
มันทำได้เพราะมันมีกิเลส มันทำได้เพราะคนเจ็บไข้ได้ป่วยมันต้องการหาย ไปหาหมอ หมอจะทำอย่างไรก็ต้องยอมหมอ เพราะให้หมอรักษาให้หายไง
แต่คนปกติไป เรื่องอะไรจะไปให้หมอกรีดล่ะ เรื่องอะไรจะไปให้หมอผ่าตัด ถ้าเรื่องอะไรต้องให้หมอแทงเข็มล่ะ เรื่องอะไร ไม่ไป แต่ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยนะ หมอเอาเลย เอาเลย เวลามันจะหาย
นี่ไง สิ่งที่ทำได้ ทำได้เพราะมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนมันทุกข์มันยาก ความลังเลสงสัยมันทิ่มมันตำในหัวใจของตนไง อวิชชาพญามารที่มันครอบงำ มันทุกข์มันยากแสนเข็ญขนาดไหน
ฉะนั้น มันทุ่มเทขนาดไหน มันทุ่มเททั้งนั้นน่ะ มันทุ่มเทเพื่อจะเท่าทันกิเลสไง พอเท่าทันกิเลส แล้วเวลามันชำระล้างกิเลส กิเลสมันตายไปต่อหน้านั้นไง นั่นไง ความจะเรียกร้องความยุติธรรม เรียกร้องความยุติธรรมจากใจของตน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
จะไปเรียกร้องเอาจากศาล ศาลฎีกา ศาลต่างๆ ไอ้นั่นเป็นปัญหาสังคม ปัญหาสังคมมีมาเป็นหมื่นๆ ปีนะ แล้วก็มีมาท่ามกลางปัจจุบันนี้ แล้วก็จะมีต่อไปในอนาคต แต่ตัดสินชีวิตนี้ไม่ได้ ตัดสินชีวิตของเราไม่จบสิ้น
มันจะจบสิ้นการตัดสินความยุติธรรม มรรคญาณในหัวใจของตน แล้วไม่บ้าบอคอแตกส่งออกไปแบกโลก
ความแบกโลกๆ นั่นมันคนที่มีอำนาจวาสนาไง ดูสิ พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลกนะ เป็นสงฆ์องค์แรกของโลก เป็นพระอรหันต์น่ะ ท่านอบรมบ่มเพาะสอนใคร สอนหลานองค์เดียวที่เป็นพระอรหันต์ นอกนั้นอยู่ป่าตลอด เวลาท่านจะปรินิพพาน มาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
นั่นพระอรหันต์นะ สงฆ์องค์แรกของโลก อยู่ในป่าในเขาด้วยความสุขสงบไง
ไอ้เราเป็นสงฆ์องค์สุดท้าย ยิ่งเป็นกรรมฐานะ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นองค์สุดท้าย คนอื่นเป็นไม่ได้นะ ฉันเป็นได้คนเดียว ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นองค์สุดท้าย
สำมะเลเทเมาขนาดนั้นน่ะลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นท่านมีลวดลายอย่างไร ได้เห็นกิริยามารยาทของท่านบ้างหรือไม่ ท่านใช้ชีวิตอย่างไร ประวัติท่านก็มี ระลึกถึงหรือไม่ ถ้ามันระลึกถึง มันเคารพบูชา มันไม่ทำแตกแถว ไม่ทำอะไรแผลงๆ อย่างนั้น
พระกรรมฐานอะไรลวงโลก ลวงตนเองแล้วลวงผู้อื่น กรรมฐานหลอกลวง
ถ้ากรรมฐานตามความเป็นจริง มันจะไปตื่นเต้นอะไรกับโลกเขา โลกก็คือโลก สงสัยหรือ ก็เห็นทุกวัน คนมานี่เขาเอาอะไรมาให้บ้าง เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ไง เวลาใครมาจะเอาความสุขมาให้ มาฝากเรามีไหม ไม่มีหรอก ใครมาบ่นทุกข์บ่นยากทั้งนั้นน่ะ แล้วบ่นทุกข์บ่นยากทั้งนั้นน่ะ มันเป็นเรื่องโลกๆ แล้วเอ็งบวชเป็นพระ เอ็งก็หนีโลกมา แล้วเอ็งไปสนใจอะไรกับโลกเขา
ความที่เป็นความเป็นจริงในการสนใจคือต้องสนใจใจของตนเอง ถ้าใจของตนเอง ทางจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา มันเป็นสิ่งที่รื่นเริง เป็นที่น่าปรารถนา แล้วทำขึ้นมาให้มันได้ตามความเป็นจริงในหัวใจของตน ไม่ใช่ทำขึ้นมาหลอกลวง ลวงโลก ลวงตนเอง ลวงผู้อื่น สมาธิหลอกลวง น่าเบื่อ
นี่สมาธิหลอกลวง มันลวงตนเองไง แล้วถ้าหลอกลวงตนเองคือมันหลอกเราแล้ว พอหลอกแล้ว มึงก็สอนหลอกๆ อย่างนี้ต่อไปใช่ไหม เพราะคนมันมีแต่ความลวงโลก อารมณ์ลวงๆ แล้วก็อบรมบ่มเพาะ เป็นอุปาทานหมู่ เป็นความเห็นผิด เห็นผิดเพราะอะไร เพราะคนอ่อนด้อยอย่างนี้มันเยอะไง คนชอบ
คนมีเจตนา มีความปรารถนาที่อยากจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แต่เวลาใครจะประพฤติปฏิบัติขึ้นไป ไอ้นั่นก็ โอ้โฮ! มันเกินไป มรรคผลนิพพานเชียวหรือ อู้ฮู! มันหมด เราไม่มีความสามารถขนาดนั้น แต่ถ้าปฏิบัตินะ หลับตาแล้วเป็นพระอรหันต์เลย เออ! อย่างนี้ใช้ได้ อย่างนี้มีวาสนา
แล้วอย่างนี้ทั้งนั้น
กาลามสูตร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ ธรรมและวินัยนี้ของจริง กว่าจะได้ของจริงขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทุ่มเททั้งชีวิตขนาดไหน แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา จบ ภาวนาไปให้กิเลสหลอกทั้งนั้น ปฏิบัติบูชากิเลส มันรู้มันเห็นไปหมด แล้วความรู้เห็นนั้นมันเป็นอนิจจัง รู้เห็นวันนี้อย่างหนึ่ง รู้เห็นปีหน้าเป็นอย่างนี้อีกไหม รู้เห็นต่อไปจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปหรือเปล่า มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่เป็นความจริงหรอก
แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน เวลาบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ดั่งแขนขาด ดั่งแขนขาด เวลากิเลสมันขาดน่ะ นิโรธดับทุกข์สมบูรณ์แบบ ไม่สงสัย ไม่ถามใครอีกเลยนะ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ฝ่ายเหตุ ฝ่ายกิเลส ฝ่ายที่มันสะสม มันหมักหมมมาในหัวใจของตน
นี่เรียกร้องความยุติธรรมๆ ถ้ามันสงบสุขตามความเป็นจริงของมัน ถ้ามันสงบสุขตามความเป็นจริง มันทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ไง เหตุให้เกิดทุกข์ ตัณหาความทะยานอยากไง กิเลสเป็นตัวอย่างไร กิเลสมันเป็นอย่างไร ถ้ามึงรู้มึงเห็นของมัน มึงจะสะเทือนใจมาก สะเทือนใจมาก แล้วเวลาพิจารณาไปด้วยมรรค ๘ มรรค ๘ เวลามันขณะ มันนิโรธ มันดับ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจ สัจจะความจริง ทั้งเกิดขึ้น ทั้งขณะ ทั้งมีสัจจะ ทั้งมีความจริง ถ้ามันเป็นไป เอ็งจะไปถามใคร
แล้วเวลาถามใคร แล้วสิ่งนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
เจียนอยู่เจียนตายทั้งนั้นน่ะ เวลาการประพฤติปฏิบัติเจียนอยู่เจียนตาย มันเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม ต้องเรียกร้องเอาเข้ามาที่นี่ไง
แล้วขณะเรียกร้องเข้ามาที่นี่ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะรู้มันจะเห็นเลยว่า เวลาเหลวแหลก กว่าจะเข้ามาสู่หนทางนี้มันยากขนาดไหน แล้วหนทางที่มันทำมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เราถึงพูดถึงหลวงปู่มั่นทุกวันๆ เพราะอะไร เพราะว่าด้วยความกรุณาของท่านไง
ข้อวัตรปฏิบัติ คำว่า “ข้อวัตรปฏิบัติ” เราจะไม่เห็นคุณค่ามันเลย เราจะไม่เห็นอะไรเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเลย แต่สิ่งนั้นเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ
ใจที่มันไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ใจที่มันทุกข์มันยาก ใจที่มันพาดมันพิง ใจที่มันกะล่อนปลิ้นปล้อน ใจที่มันหลอกมันลวง ใจที่มันรู้มันเห็นอะไร แล้วมันว่ามันเป็นธรรมๆ ตลอดไป เอาอะไรเป็นเครื่องตรวจสอบมัน
แล้วเวลามันตรวจ มันหลอกมันลวงไป ไปถึงที่สุดแล้วมันก็เสื่อมหมด พอเสื่อมหมดแล้วมันเหลืออะไร เหลือแต่ซาก เหลือแต่ความจำของตน เหลือแต่ที่มันจะเข้ามาเรียกร้อง เข้ามาฉุดกระชากให้มันเสียหายไป แล้วตัวเองยังไม่เข้าใจถึงตัวเองเวลาจิตมันเสื่อมอีกต่างหากนะ
แต่ถ้าคนมีสติมีปัญญา มีอำนาจวาสนาไง สิ่งใดถ้าเราทำ ยังทำไม่ได้ สิ่งใดที่เรายังทำไม่ถึง สิ่งใดที่เรายังไม่รู้ไม่เห็นไง เราก็เชื่อมั่นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นโรงงานใหญ่ผลิตพระอรหันต์ ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติของท่านไว้ อย่างน้อยเราก็เดินตามรอยอันนั้น ยึดมั่นอันนั้นไว้ไง
เครื่องอยู่ของใจๆ ไง ผูกไว้ หัวใจไม่ให้มันเสื่อมสภาพไป ผูกหัวใจไว้ไม่ให้มันด้อยค่า ผูกหัวใจไว้ไม่ให้มันฉุดกระชากลากไป ผูกหัวใจไว้ไม่ให้มารมันลากหัวใจไปกระทืบ นี่คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของครูบาอาจารย์ ถ้ามันเห็นคุณค่าๆ ไง
แล้วเราจะอีลุ่ยฉุยแฉก เราจะเป็นพระอรหันต์ ๕๐๐ รอบ ๖๐๐ รอบก็ช่างหัวมันเถอะ จะมหัศจรรย์ขนาดไหน ข้อวัตรปฏิบัติอย่าทิ้ง ถ้าดี มันก็ดีไปด้วยกัน ถ้าเสีย มันก็ยังมีหลักมีเกณฑ์อยู่ มันไม่ออกนอกลู่นอกทาง
มันนอกลู่นอกทางเพราะอะไร
เพราะมันแหยงไง ทำนู่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ได้ ทำอะไรที่มันสุขมันสบาย ถ้าล้อมหน้าล้อมหลัง ออเซาะฉอเลาะนี่ แหม! อากาศดีมาก สัปปายะเหลือเกิน
ไอ้นั่นมันปฏิบัติลวงโลก หลอกลวง หลอกลวงตัวเอง ตัวเองหลอกลวงแล้วจะไปหลอกลวงคนอื่น มันน่าเศร้าไหม
นี่ไง ถ้าเรียกร้องความยุติธรรมๆ ไม่ต้องไปเรียกร้องที่ไหนหรอก ก็ดูใจตัวเองนั่นแหละ ตัวเองนั่นแหละมีสติสัมปชัญญะให้มันมั่นคงขึ้นมา แล้วทำใจของตัวเองให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา จะไปเรียกร้องความเป็นธรรมที่ไหน
เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เพราะเกิดเป็นมนุษย์มีกายกับใจ หัวใจดวงนี้ พุทธะ โดนมารย่ำยีอยู่ตลอดเวลา ทำความสงบของใจเข้ามา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วถ้ามันเกิดวิปัสสนา เกิดภาวนามยปัญญาที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านทำของท่านมาแล้ว
มันมีผู้กระทำมาแล้ว มันมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมาแล้ว ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ อริยสัจมีหนึ่งเดียว มันจะเป็นอันเดียวกันทั้งนั้นน่ะ
ถ้ามันไม่เป็นอันเดียวกันอย่างไร ผิดคนหนึ่ง สนทนากันต้องผิดคนหนึ่งเด็ดขาด แล้วผิด อะไรผิดล่ะ ก็ผิดอยู่ใต้พญามารไง ถ้าถูกล่ะ ถูกคือมรรค ถูกคือสัจจะคือความจริง ถูกคือเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เรียกร้องความเป็นธรรมๆ จะเรียกร้องทั่วปฐพี ศึกษาค้นคว้ามาขนาดไหน อยู่ที่เขาลงคะแนน เสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนน้อย แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เราปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราต่างหาก ความยุติธรรมเกิดจากหัวใจของตน ความยุติธรรมเกิดจากมรรคญาณ เกิดจากสัจจะ เกิดจากความเป็นจริง
ฉะนั้น ถ้ามีอำนาจวาสนา มันจะย้อนกลับมาที่ใจของตน ถ้าย้อนกลับมาที่ใจของตน สิ่งภายนอก ถ้าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเป็น สิ่งภายนอกๆ ภายนอก ภายใน
ถ้าผู้ปฏิบัติไม่เป็น สิ่งภายนอก โอ้โฮ! อลังการ สิ่งภายในลวงโลก สยบหมดเลย
แต่ถ้าเป็นจริงนะ ไร้สาระ ลวงโลก แล้วเราจะให้เขาลวงเราอีกหรือ ผลของวัฏฏะไง ภวาสวะนี่ก็โลก เราจะละจากโลก จากใจของตน เอวัง