เทศน์เช้า วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะทำไมต้องฟัง ทำไมเราต้องฟังเสียงลม เสียงแดด ธรรมะเป็นธรรมชาติ ทำไมเราต้องฟังล่ะ
เราฟัง เราฟังก็เพื่อหัวใจดวงนี้ไง เพื่อหัวใจดวงนี้ มันมีอวิชชา มันมีกิเลส มีความไม่รู้ เรารู้ทุกๆ เรื่อง รู้เรื่องของคนภายนอกทั้งหมด แต่เราไม่รู้เรื่องจากชีวิตของเราไง ชีวิตของเราทำไมมันทุกข์มันยากขนาดนี้ล่ะ
ทั้งๆ ที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แต่ทำไมมนุษย์มันเกิดมาแล้วทำไมมันทุกข์มันยากขนาดนี้ มันทุกข์มันยากขึ้นมาเพราะอะไร
เพราะมันมีพญามาร เพราะพญามารตัวนั้นแหละ เพราะอวิชชาตัวนั้นแหละ ทำให้จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ทำลายอวิชชาคือพญามาร พญามารมันดิ้นพราดๆ
เราบอก มันเป็นอารมณ์ มันเป็นนามธรรม มันไม่มีตัวตน
ถ้ามันไม่มีตัวตน ทำไมเจ้าวัฏจักร พญามารมันคร่ำครวญร้องไห้ ทำไมมันบอกให้ลูกสาวของมัน ความโลภ ความโกรธ นางตัณหา นางอรดี ลูกสาว ๓ คน ลูกสาว ๓ คนจะช่วยพ่อของเขาไปเอาเจ้าชายสิทธัตถะมาไว้ในอำนาจของตน ทำไมพระพุทธเจ้าเห็นล่ะ ทำไมหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นฆ่ามันตาย รู้เห็นตามความเห็นจริงล่ะ
ไอ้เราว่า มันเป็นนามธรรม ทำจิตสงบแล้ว ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม
มันไม่มีอะไรเลย มันเหลวไหล มันไร้สาระ แต่มันเป็นปริยัติไง เป็นธรรมและวินัย เป็นศาสดาของเรา
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เกิดมาแต่เล็กแต่น้อย เราก็เห็นวัดเห็นวา เรานี่ตั้งแต่เด็กๆ เห็นพระบิณฑบาตหน้าบ้าน เห็นแล้วมัน โอ้โฮ! เหลืองอร่ามไปหมดเลยนะ
สมัยนั้นมันเป็นแบบว่าชนบท มันสงบสุข เช้าขึ้นมาพระออกบิณฑบาต เราเป็นเด็กๆ เราเห็นทุกวันน่ะ แต่ตอนนั้นก็เด็กๆ ก็รู้ประสาเด็กๆ ไง แต่มันก็ยังเหลืองอร่ามไปทั่วไง แล้วเวลามาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิตๆ เราก็รู้เราก็เห็นของเราไง
แล้วมงคลชีวิต พระที่บวชมาๆ สมมุติสงฆ์ๆ มันก็มีทั้งดีและเลว ไอ้ที่เลวทราม ที่ว่าบวชเพราะมันทุกข์มันยาก บวชมาเพื่อจะเสวยสุข นั่นมันก็กรรมของสัตว์ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิดของเขา
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านเสียสละชีวิตของท่าน ท่านทำตามความเป็นจริงของท่าน ท่านไม่ใช่บวชหนีทุกข์มาเพื่อมาหาความสุขอันนั้น
บวชมาเพื่อค้นหาความทุกข์ความจริงในหัวใจของตนต่างหาก
ถ้ามีพระที่ดีงาม การเห็นสมณะๆ เราเห็นสมณะที่ดีงาม เราก็มีความภูมิใจ เราก็มีความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ฉะนั้น ไปวัดฟังธรรมๆ ฟังธรรมก็เพื่อเหตุนี้ไง
ข้างนอกเรารู้เราเห็นไปหมดน่ะ ไอ้นู่นดี ไอ้นี่ไม่ดี แต่ข้างในเราไม่เห็นไง มันถึงภาคปฏิบัติ เวลาภาคปฏิบัติ ปฏิบัติไปแล้วถ้าไม่มีพื้นฐาน มันปฏิบัติแล้วมันก็จะล้มลุกคลุกคลาน มันก็โดนกิเลสหลอกไง ก็พยายามจะศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคปริยัตินี่แหละ แผนที่เครื่องดำเนินไง ฉลากยาไง แต่เวลาศึกษามาแล้วก็ติดตรงนั้นน่ะ เข้ามาปฏิบัติไม่ได้ไง
เวลาปฏิบัติไม่ได้ รู้ไปหมด รู้ไปทุกเรื่องเลย แต่เรื่องสมาธิรู้ไม่เป็น รู้ไม่ได้ แล้วรู้ไม่ได้ ที่พูดออกมามันประกาศถึงความไม่รู้
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ “สมาธิคือจิตหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น”
การพาดพิงอารมณ์ ว่างๆ จิตมันพาดอารมณ์ว่าง อารมณ์ขี้ทุกข์ขี้ยาก มันก็เดือดร้อนทุกข์เจียนตาย เราเป็นคนดี เราจะปฏิบัติธรรม มันว่างหมดเลย ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม
มันประกาศถึงว่าไม่มีการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุที่มาที่ไปทั้งสิ้น เจ้าชายสิทธัตถะไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ เขาก็พูดเยอะแยะไปหมดน่ะ ศาสดาเยอะแยะไปหมดเลย พระพุทธเจ้าไม่สนใจเลยนะ เพราะอะไร กูฟังมึงแล้วกูไม่รู้เรื่อง ฟังมึงแล้วกิเลสกูไม่เห็นสะเทือนเลย
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำนะ ประพฤติปฏิบัติ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิกอะไรเลย กิเลสมันยังยิ้มแย้มแจ่มใส มันยังปั่นหัวเล่นได้สบาย มันยังเห็นอยู่ในอำนาจ
บวชพระนี่แหละ เป็นนักรบนี่แหละ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นแท้ๆ ด้วย กิเลสมันปั่นหัวอยู่ในอำนาจมันหมดเลย
แต่ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นของเราอยู่ป่าอยู่เขา อยู่ในที่สงบสงัดไง ที่สงบสงัด เวลาเข้าไปอยู่แล้ว เป็นเพราะอะไรรู้ไหม
กิเลสมันดิ้นไง ที่นี่อากาศไม่ดี โอ๋ย! ที่นี่มันไม่สะดวกต่อการปฏิบัติ ถ้ามีโยมมาล้อมหน้าล้อมหลังนะ เช้าขึ้นมานี่ซีฟู้ดทั้งนั้นเลย โอ้โฮ! ที่นี่บรรยากาศเยี่ยม ที่นี่บรรยากาศดีมาก โอ้โฮ! มีโยมมาพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ โอ้โฮ! บรรยากาศมันเยี่ยมเลยการปฏิบัติ
ปฏิบัติเป็นหมู กินแล้วก็นอน กอนแล้วก็นอนไง วิชาของหมูไง
ถ้าวิชาของพระ ทำภัตกิจแล้ว ใครทำความสงบได้ ทำความสงบของใจ ใครฝึกหัดปัญญาได้ก็ฝึกหัดใช้ปัญญาของตนไง ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญาของตน เห็นไหม
สิ่งที่ฝึกหัดปฏิบัตินั้น ในพระวินัย เวลาผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้เพราะขาดการปฏิบัติสม่ำเสมอ การปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลายไง
นี่ก็เหมือนกัน เวลาพระปฏิบัติๆ ถ้ามันคุ้นเคยคุ้นชินนั่นน่ะ คุ้นชินแล้วมันก็หน้าด้าน หน้าด้านแล้วก็แสดงออก หน้าด้านแล้วมันจะเอาบรรยากาศ เอาความสงบสุข คิดว่าอย่างนั้นเป็นสุข นี่สุขโลกๆ ไง สุขอะไร สุขเพราะโลกีย์ไง สุขเพราะอามิสสินจ้างไง สุขเพราะได้เสพสุขไง นี่ไง สุขทุกข์ไง ทุกขเวทนา สุขเวทนาไง อุเบกขาเวทนา
ก็ต้องเป็นอุเบกขา
อุเบกขามันก็เป็นเวทนาเหมือนกัน แต่ถ้ามันสัมมาสมาธิ จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนานั้น อันนั้นมันเป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงในภาคปฏิบัติ ในภาคปริยัติไง เขาไม่คุ้นไม่เคย
หลวงตาท่านพูดประจำ “เราไม่เคยคุ้นชินกับอารมณ์ใดเลย เราไม่คุ้นชินกับใครทั้งสิ้น”
เห็นไหม สัมมาสมาธิไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ไม่พาดพิง แต่ไม่พาดพิงเพราะมันมีสติสัมปชัญญะ เพราะมันปฏิบัติได้ แต่ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาไง
เพราะทำสมาธิก็เป็นสมมุติอันหนึ่งไง สมมุติคือว่าพยายามขวนขวายค้นคว้าขึ้นเกิดจากจิตนั้น จิตนั้นทำขึ้นมาแล้วมันจะทรงตัวอยู่ของมันได้เพราะมีเหตุมีปัจจัย เครื่องส่งเสริมมันขึ้นมา เหตุปัจจัยที่ไม่ดูแล มันก็เสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา
ฉะนั้น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือว่าสิ่งที่มันเจริญแล้วมันต้องเสื่อมเป็นธรรมดา มันอยู่คงที่เป็นไปไม่ได้ไง
ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ เวลาเคยทำสมาธิได้ มันจำได้เป็นสัญญา ว่างๆ ว่างๆ
ตอนนี้มึงว่างหรือเปล่า ว่างๆ ว่างๆ ทุกข์เกือบตาย ว่างๆ ไม่เข้าใจตัวของตัวเอง
แต่ว่างๆ ที่เวลาจิตเป็นสัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สุขนั้นมันเกิดจากรสของสัมมาสมาธิธรรม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง รสของสติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม ภาวนามยปัญญา ปัญญามันจะเกิดขึ้น มันจะมหัศจรรย์กับการกระทำของตน มหัศจรรย์ในจิตของตน มหัศจรรย์มากๆ
แต่นี่มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ฉะนั้นว่า เวลา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นอนัตตาในตัวของมันเอง แต่เอ็งไม่รู้ แต่เวลาคนที่เขารู้จริง เห็นพระไตรลักษณะ นั่นคือจิตเขาสงบแล้วเขายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น
วิปัสสนาได้ มันต้องงมีครูมีอาจารย์ แล้วต้องมีอำนาจวาสนา ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไปแล้วไม่มีอำนาจวาสนา ทุ่มเททั้งชีวิตก็ทุ่มเท มันก็เป็นจริตนิสัยเท่านั้น
ถ้ามันทุ่มเทแล้วมันเป็นความจริง แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านคุ้มครองอยู่ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย พระเข้าไปหาหลวงปู่มั่นเป็นหมื่นเป็นแสน เพชรน้ำหนึ่งมีเท่าไร
แล้วหลวงตาท่านพูดนะ มันมีเพชรน้ำสอง น้ำสาม น้ำสี่ไง คือมันไม่เท่ากันน่ะ คนที่เพชรน้ำหนึ่งนั่นน่ะ มรรค ๔ ผล ๔ สมบูรณ์แบบ เพชรน้ำสอง น้ำสาม น้ำซาวข้าว น้ำขี้ตม นี่ไง ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นน่ะ
มันอยู่ที่วาสนา วาสนา เห็นไหม ลายพิมพ์ของจิต
คนเขียนหนังสือไม่ได้ ไปหน่วยราชการ เขาใช้พิมพ์นิ้วมือ เวลาฆาตกรต้องพิมพ์นิ้วมือหมดล่ะ แล้วลายพิมพ์จริตนิสัยล่ะ
จริตนิสัยคือการขวนขวาย มีสัจจะมีความจริง แล้วมีวาสนายอมรับความจริง สิ่งใดผิด เราต้องแก้ไข สิ่งใดถูก เราพยายามส่งเสริม แต่ถ้ามีทิฏฐิมานะ สิ่งใดผิดมันเก็บไว้ไง มันไม่ยอมแก้ไขของมันไง มันไม่มีอำนาจวาสนาไง คนมีวาสนารู้จักผิดชอบชั่วดี เขารอความจริงไง ถ้าสิ่งความจริงพิสูจน์แล้ว พิสูจน์แล้วมันเป็นความจริงไง
ไอ้ที่มันเป็น พิสูจน์หรือยัง ตทังคปหาน ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราวทั้งนั้นน่ะ ของชั่วคราวคืออารมณ์ไง อารมณ์เวลามันไปรู้ไปเห็น โอ้โฮ! มหัศจรรย์
ไปหมดแล้ว อดีตอนาคต แล้วถามตัวเองว่ามีอะไรยุบยอบไปในหัวใจของตนบ้าง
นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง ท่านพูดประจำ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิกเลย แม้แต่ผิวหนังยังไม่เห็นมันเลย
ภาวนาไม่เป็นทั้งนั้นน่ะ พอภาวนาไม่เป็น มันพูดถึงมันไม่มีที่มาที่ไปไง มันก็เป็นแค่ศรัทธาไง ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้าศรัทธา ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ แล้วเวลาเหยื่อ นักล่า นักล่ามันชอบนัก
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์นะ ศรัทธาไทยมันเป็นอริยทรัพย์ มันเป็นสมบัติในใจดวงนั้นที่เขามีศรัทธา คนที่เขาไม่ศรัทธานะ เขาปฏิเสธ เขาปิดกั้นใจเขา เขาไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
แล้วขนาดที่ว่าปลูกศรัทธาเขาขึ้นมา เขามีศรัทธาในหัวใจของเขา ถ้าเขามีศรัทธาในหัวใจของเขา เห็นไหม มิจฉาหรือสัมมา ถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว
กิเลสเรา กิเลสเขา เขาก็มีกิเลส เขามีกิเลสแล้วเขารู้อะไร เขาพูดอะไร ทำไมเราไปเชื่อเขา แต่ถ้ามีสติมีปัญญานะ อย่างน้อยก็กาลามสูตร รับฟัง วางไว้ก่อน รับฟังแต่ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์ก่อน
เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามแนวทางจริตนิสัย พระอรหันต์เอตทัคคะ ๘๐ องค์ไง ก็ความถนัดของตนไง แต่ถึงที่สุดแล้ว อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา นั้นสำคัญที่สุดไง เวลาสำคัญที่สุดมันอยู่ที่มรรค ๘ นี่ไง
แล้วมรรค ๘ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบ แล้วมันชอบแค่ไหน
เราเกิดเป็นมนุษย์ เราทำหน้าที่การงานขึ้นมา คนที่ฝึกหัดใหม่ไง เขาบอกว่า ฉันทำสัมมาอาชีวะชอบนะ ฉันทำหน้าที่การงานสุจริต
ไอ้นี่มันเลี้ยงปาก
อารมณ์เวลามันทุกข์มันยากนะ เวลาเราคิดเรื่องทุกข์ ทุกข์เจียนตายนะ เวลาอารมณ์เรามีความสุข เราคิดถึงอารมณ์ อารมณ์นั้นน่ะเป็นอาหารของจิต ถ้าไม่มีอารมณ์ มันจะเสวยอะไร นั่นน่ะเลี้ยงชีพมนุษย์ต่างหาก
สัมมาอาชีวะ จิตมันเสวยอะไร จิตมันคิดอะไร จิตมันเป็นอิสระโดยตัวมันเองโดยอิ่มเต็มได้หรือไม่ เลี้ยงชีพอย่างใด ถ้าคนภาวนาเขาจะรู้ไง
เราฟังมาประจำนะ ใครมาก็ว่า ฉันทำงานสุจริตค่ะ เลี้ยงชีพชอบค่ะ
ฆราวาสธรรมไง อ้าว! เลี้ยงชีพชอบก็ดีงาม ก็ถูกต้องชอบธรรม ดี ธรรมาภิบาลนี่ถูก แต่ภายนอก ภายใน ไอ้เลี้ยงชีพๆ อย่างนั้น เลี้ยงชีพชอบ แต่เวลามันทุกข์ มันไม่บอกว่าอันนี้ชอบหรือไม่ชอบ เวลามันเจ็บช้ำน้ำใจ มันไม่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบ
แต่ถ้ามันเท่าทันหัวใจของตนๆ ถ้ามันเป็นอิสระแล้ว มันเป็นหนึ่ง มันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันมีความสุขในตัวของมันเองอยู่แล้ว นี่แบกรับภาระไง ภาระของหัวใจไง
ภาระหน้าที่ ภาระของใจกังวลไปหมด ทุกข์ยากไปหมด ไอ้คนนั้นคนนี้ คนนี้คนนั้น แต่มันบอกว่า แล้วคนนี้ล่ะ ไอ้คนนั้นๆๆ กังวลกับเขาไปหมดเลย แล้วเวลาเราตาย ไอ้คนนั้นก็อยู่นั่นน่ะ เขามางานเรานะ เราไม่ได้ไปงานเขา
เวลากังวลกังวลไปหมด ไอ้คนนั้นๆๆ แล้วไอ้คนนั่งอยู่นี่ล่ะ
ถ้ามีสติปัญญา สติปัญญามันเท่าทันนะ ใช่ ความคิดเป็นธรรมชาติ ความคิดเป็นธรรมดา มันก็คิดทั้งนั้นแหละ เพราะอะไร เพราะเรารู้เราเห็น เพราะรู้เห็นมันถึงคิดไง ถ้ารู้เห็นมันคิดแล้ว เรามีสติปัญญา สติปัญญาเท่าทันความคิด นี่ไง เขาก็ต้องอยู่ของเขาอย่างนั้น เราก็อยู่ของเราไง
จิตหนึ่งไง กำเนิดในวัฏฏะไง เกิดมาเป็นชีวิตไง เราเกิดมาแล้วเรามีสังคม มีญาติ มีตระกูล มันก็เรื่องธรรมดา แต่ถ้าสติปัญญาเราเท่าทันนะ สิ่งที่ดีงาม เราก็ส่งเสริม เราก็เชิดชู สิ่งที่มันผิดพลาด เราก็ควรแก้ไข ถ้าแก้ไข มันแก้ไขได้ไม่ได้ไง
นี่ไง สิ่งที่พรหมวิหารไง ผู้ที่จะบริหาร ถึงที่สุดแล้วอุเบกขา เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เขาเป็นของเขาอย่างนั้น เราก็พยายามสุดฝีมือ สุดกำลังแล้ว แล้วก็ยังทุกข์อยู่นี่ไง ก็ต้องอุเบกขาไง เพราะไม่ให้สิ่งนั้นมาทับถมหัวใจของตนไง เห็นไหม นี่สติปัญญา
ถ้าสติปัญญามันเท่าทัน ความทุกข์ก็จะเบาบางลง นี่ความทุกข์
แก้ไขอารมณ์นะ
เวลาปุถุชนไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร อารมณ์ความรู้สึกเกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่มันเป็นแค่อารมณ์ มันเป็นแค่เรื่องปุถุชน มันเป็นเรื่องแค่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด แล้วถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือมันปล่อยอารมณ์
พอมันปล่อยอารมณ์มันก็ เออ! กูมันบ้า เวลามันปล่อยนะ เออ! กูบ้าอยู่คนเดียว นั่งบ้าอยู่นี่ เวลามันปล่อยบ้าปั๊บ เออ! กูเป็นอิสระ ปัญญาอบรมสมาธิ แล้วก็ตื่นเต้นนะ บรรลุธรรม
ธรรมอะไรของมึง
โลกียะกับโลกุตตระ โลกุตตระคือภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฎะ นี่ภาคปฏิบัติไง
ปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติคือการศึกษามาถูกต้องชอบธรรมไหม ใช่ ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราก็ศึกษาเล่าเรียน ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาของเรา เป็นพ่อปู่ของเรา เป็นที่เคารพบูชาของเรา ทำไมเราไม่ศึกษา ศึกษา ต้องศึกษาสิ แต่กิเลสมันตลบหลัง ศึกษาแล้วกูเก่ง กูรู้ ทุกข์เจียนตาย
แต่ถ้ามันฝึกหัดนะ ไอ้ที่ศึกษามามันก็จะมาหลอกแล้ว แล้วถ้าตั้งใจจริงให้ดีนะ วางให้หมด ฝึกหัดภาวนาโดยบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องคาดหวังว่ามันจะเป็นสมาธิแล้วล่ะ โอ้โฮ! เดี๋ยวปัญญามันจะเกิดนะ เดี๋ยวมันจะเกิดภาวนามยปัญญา โอ้โฮ! มันจะเกิดความจริง โอ้โฮ! หัวใจมันจะเป็นเอกัคคตารมณ์ หัวใจมันจะ เอโก ธมฺโม จิตมันจะเยี่ยม
อนาคตน่ะ
เวลาคิดถึงคนนู้นคนนี้ คนนี้คนนั้น พอเท่าทันก็ มึงบ้า เวลาภาวนาไปจะเป็นอย่างนั้นๆ บ้าสองชั้น จากบ้ากลายเป็นมหาบ้า กลายเป็นบ้ายิ่งใหญ่
แต่ถ้าเป็นความจริงนะ เออ! กูน่ะบ้า
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่ทารกน้อยก็ต้องอาศัยพ่อแม่อยู่พาอาศัยไปก่อน การฝึกหัดเริ่มต้นมันก็เหมือนเด็กทารกที่ฝึกหัดไม่เป็น ก็อาศัยครูบาอาจารย์ไปก่อน แต่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา นั่นน่ะคือตัวตน
ตัวตนการฝึกหัดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก รื้อพุทธะอันนั้นน่ะ พุทธะที่พญามารมันครอบงำไว้น่ะ
แล้วเราก็เป็นขี้ข้ามัน เกิดซ้ำเกิดซาก เกิดแต่ภพแต่ละชาติ กูไม่เอาแล้วล่ะ กูจะปฏิบัติให้ได้
เดี๋ยวก็เกิดอีกแล้ว
กูไม่เอาอีกแล้ว กูกลัวน่าดูเลย
เดี๋ยวก็เกิดอีกแล้ว เพราะเอ็งทำไม่ได้ เอ็งไม่ทำความเป็นจริง
นี่ไง เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้ฝึกไม่ได้หัด เหยียบแผ่นดินผิด แผ่นดินของพุทธะ
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจของประชาชนให้เกิดความสามัคคีธรรม สังคมร่มเย็นเป็นสุข เราก็จะมีโอกาสได้มาไตร่ตรองตัวของเราเอง มาดูแลจิตใจของตน มาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ศาสนาพุทธไม่เคยก้าวก่าย ไม่เคยไปยุแยงตะแคงรั่วกับลัทธิศาสนาใด
ศาสนาพุทธ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนถ้าชำระล้างได้ จากพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในหัวใจของตน มันจะเกิดความมหัศจรรย์ในหัวใจของตน จะเห็นคุณค่าของจิต จะเห็นคุณค่าของชีวิต จะเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา เพราะมันเห็นคุณค่าของเรา มันจะย้อนกลับไปเห็นพระพุทธเจ้า
หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง กราบพระพุทธเจ้าแล้ว กราบแล้วกราบเล่า รู้ได้อย่างไรหนอ รู้ได้อย่างไรหนอ รู้ได้อย่างไร
เพราะท่านรู้ ท่านถึงได้เปรียบเทียบได้ว่ามันละเอียดลึกซึ้งขนาดไหนไง
ไอ้พวกเรารู้หมดแล้ว กูรู้ทุกเรื่องเลย กูศึกษาได้เอง กูจบหมดเลย พระพุทธเจ้าสอนอะไรกูเข้าใจหมดล่ะ แต่กูไม่รู้อะไรเลย
แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านว่า รู้ได้อย่างไรหนอ รู้ได้อย่างไร
เพราะเราก็มีสติปัญญาเหมือนกัน แต่มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันมหัศจรรย์ได้ขนาดนี้ มันลึกลับซับซ้อน บุคคล ๔ คู่ สติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาอัตโนมัติที่มันจะเกิดขึ้น
ไอ้เรานี่พล่ามๆๆ อย่างกับหมาบ้า
กูน่ะบ้า เอวัง