เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๔ มิ.ย. ๒๕๖๖

เทศน์เช้า วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๖

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม สัจธรรมเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็มีความทุกข์ความร้อนเหมือนเรานี่แหละ แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมๆ แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆๆ กราบสัจธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาฟังธรรมๆ ฟังธรรมคือฟังสัจธรรมอันนี้

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณไง อดีตชาติที่มาเป็นอย่างไร ถ้าไม่สิ้นกิเลสแล้วมันจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อเนื่องไอย่างไร ในปัจจุบันนี้อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้ว วิมุตติสุขๆ สุขเหนือโลก สุขในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สุขในใจของพระอรหันต์แต่ละองค์ๆ ไม่มีสถานะ ไม่มีใครรู้ได้ เพราะมันเหนือโลก มันเหนือวัฏฏะ

สิ่งที่มาฟังธรรมๆ สัจธรรมอันนั้นไง ธรรมมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ กรรมจำแนกสัตว์ที่เกิดต่างๆ กันไง

เรามีเวรมีกรรมของเรา เราถึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้ามีพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาของเรา เรานับถือพระพุทธศาสนาด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เราไม่เชื่อกระต่ายตื่นตูม เราไม่เชื่อใครทั้งสิ้น

เวลาความเชื่อๆ กาลามสูตรๆ ห้ามเชื่อๆ ไง ห้ามเชื่อเพราะเรายังไม่ได้สัมผัส เรายังไม่ได้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง เราจะเชื่อสิ่งใดไม่ได้ทั้งสิ้น

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม คนเรา เวลาสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม กรรมดี กรรมชั่วของคน ถ้ากรรมดี กรรมชั่วของคน คนที่เกิดมามีอำนาจวาสนาของคน เป็นคุณงามความดีของเขา เขาคิดแต่เรื่องดีๆ ของเขา เขาเกิดมาเขาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เขาเป็นบุคลากรที่ดีงามไง เขาเป็นลูกที่ดีของพ่อของแม่ เป็นลูกที่ดีในชาติในตระกูลนั้น เขาทำให้ชาติตระกูลนั้นมีความร่มเย็นเป็นสุขไง

ทีนี้ความร่มเย็นเป็นสุข ในเมื่อคนเกิดมา กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน มันต้องมีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกันไปแล้วเป็นเรื่องธรรมดา ทีนี้ความรู้สึกนึกคิดของคนมันสูงมันต่ำแค่ไหนไง

ถ้ามันต่ำ มันต่ำนะ มันเห็นแก่ตัวของมันทั้งสิ้นไง ของกูๆๆ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องเป็นสิทธิเสรีภาพของกู แล้วของอื่นคนช่างมัน ของคนอื่นไม่เกี่ยว

นี่มันเห็นแก่ตัว มันไม่เป็นตามความเป็นจริง

ถ้าเป็นความจริงนะ เราคิดแต่สิ่งที่ดีงามๆ ไง ดีงาม เห็นไหม เมื่อสติปัญญาเราเท่านี้ เราไม่สามารถจะมีสติปัญญาแทงทะลุกิเลสตันหาความทะยานอยากในหัวใจของเราได้ สิ่งที่เป็นกิเลส อวิชชาคือความไม่รู้ มันไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของเรา มันไม่รู้ที่มาที่ไปของสังคม มันไม่รู้ที่มาที่ไปของกรรมของสัตว์ไง มันไม่รู้ที่มาที่ไปแล้ว มันก็ของกูๆ มันก็ดันทุรังของมันไปอย่างนั้นไง

แต่ถ้ามันมีสติมีปัญญาของมัน ทุกคนเกิดมาเขามีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่มันเป็นกรรมของสัตว์ๆ มันน่าสังเวชไง เราเห็นแล้วเราปลงธรรมสังเวชไง ทำไมเขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น ทำไมเขาทำของเขาอย่างนั้น มันเป็นความสุขตรงไหน

แต่เป็นความสุขของเขานะ

ทุกข์ของบัณฑิตนะ อยู่ใกล้คนพาล คนพาลมันไม่มีเหตุไม่มีผลของมัน เหตุผลของมันคือทำตามความพอใจของตนเท่านั้น จะเบียดเบียนใคร จะทำร้ายใคร กระทบกระเทือนใคร ช่างหัวมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เราจะเอาแต่ของเราเท่านั้น

ทุกข์ของบัณฑิตคืออยู่ใกล้ชิดคนพาล คนพาล พาลพาโล พาลหาเรื่องทั้งสิ้น

กรรมจำแนกสิ่งที่เกิดต่างๆ กัน

ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เราจะไม่ทำแบบนั้น ถ้าไม่ทำแบบนั้น เห็นไหม ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา คนเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา หลวงตาพระมหาบัวท่านเปรียบเหมือนห้างสรรพสินค้า

ดูในห้างสรรพสินค้าสิ สินค้ามากมายในห้างสรรพสินค้านั้น แต่เวลาคนเข้าไปในห้างสรรพสินค้านั้น มีใครบ้างที่จะมีเงินมีทองซื้อเพชรนิลจินดา เขาก็ไปเดินเที่ยว เดินตากลมกันทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะนับถือพระพุทธศาสนา

นับถืออะไร นับถือแค่ไหน

ถ้านับถือๆ นะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

คนโดยทั่วไปหรือคนพาล มันบอกไปนับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นับถือพระพุทธศาสนาต้องนับถือพระพุทธเจ้า นับถือ

ไม่ใช่ นับถือใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

จิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องหนึ่งนะ จิตวิญญาณเป็นจิตวิญญาณที่เขาเสวยภพเสวยชาติแล้ว แต่พุทธะ ปฏิสนธิจิต จิตเดิมแท้ที่ผ่องใส จิตเดิมแท้ที่หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้ในใจของตนต่างหาก

เวลาคนที่มีอำนาจวาสนาศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาไง

ในสมัยพุทธกาล พระอรหันต์มากมายมหาศาล ในการอบรมบ่มเพาะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระในสมัยพุทธกาล ถ้าพระมันไม่เอาตามกิเลส ไม่ใช่คนพาล มันไม่วินัยมาสองหมื่นกว่าพันข้อนี้หรอก

พระที่มันเห็นแก่ตัว มันเห็นแก่ลาภสักการะ เห็นแก่ชื่อเสียง เห็นแก่ความอยากดังอยากใหญ่มากมายมหาศาล นี่เป็นเพราะอะไร

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะสิ่งนั้นเป็นความทุกข์ของบัณฑิตนะ

คนเรานะ อยู่ในที่สุขสงบสงัดของตน นั่นน่ะเป็นความสุขของเขา แต่ถ้าไปอยู่ที่ไหนอึกทึกครึกโครม เป็นความทุกข์ของเขา

แล้วนั่นความทุกข์ของใครล่ะ แล้วอยากดังอยากใหญ่มันคืออะไรล่ะ มันก็คือความอึกทึกครึกโครม มันจะเป็นความสุขไปได้อย่างไรล่ะ แต่เขาชอบไง

เหนื่อยยากสายตัวแทบขาด อยากมีชื่อเสียง

แต่ครูบาอาจารย์เรานะ อยู่ในที่สงบสงัดไง

จะอยู่ในที่สงบสงัด เห็นไหม สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วเวลาจิตสงบขึ้นมา

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา คนเกิดมาชดใช้เวรชดใช้กรรมของตนไง เวลามันจะมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง เวลาจิตมันสงบขึ้นมาแล้ว จิตมันมีกำลังของมันบ้าง มันไปรู้ไปเห็นร้อยแปดพันเก้า นั่นมันไปรู้อะไรล่ะ

กิเลสซ้อนกิเลสไง ตัวเองก็มีกิเลสอยู่แล้ว กิเลสคืออวิชชา คือความไม่รู้ ความไม่รู้มันมีลูกสาวสามคน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไอ้พวกที่จิตหลงใหลมันก็หลงใหลได้ปลื้ม มันไปรู้ไปเห็นอะไรมันก็มหัศจรรย์ของมัน นี่กิเลสซ้อนกิเลส

แต่ถ้าคนมีวาสนานะ จิตส่งออกนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่านั้นเป็นการส่งออก ไม่ใช่สัจธรรม ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไงในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยพื้นฐานของมันนะ สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานคือสัมมาสมาธิ ถ้ามีสมถกรรมฐาน

เด็กน้อยมีการศึกษา เขาก็ต้องมีวุฒิภาวะของเขา เขาต้องมีฐานของเขา มีจุดยืนของเขา มีความมั่นคงในหัวใจของเขา จะเป็นเด็กน้อย จะเป็นวัยรุ่น จะเป็นผู้ใหญ่ มันมีฐานของตนเอง ฐานของตนเอง ฐานนี้มันปกคลุมไปด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ของมันไง

ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับ มันจะเข้าสู่ฐานนั้นไง ถ้าเข้าสู่ฐานนั้น

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

พวกเอ็งยังทำสมาธิกันไม่เป็นเลย สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่เอ็งไม่มีสมาธิ มันยิ่งแล้วใหญ่

สมาธิเป็นสมาธิ สมาธิเป็นมรรคหนึ่งในมรรคองค์ ๘ เป็นมรรคองค์หนึ่งในมรรค ๘ อีก ๗ มรรคยังไม่มี งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรมที่ในการประพฤติปฏิบัติมันอยู่ที่ไหน เอ็งรู้จักมันไหม เอ็งหาได้ไหม เอ็งประกอบขึ้นมาได้เป็นมรรคเป็นผลไหม มันไม่มี

มันมี มันมีแต่กิเลสซ้อนกิเลสไง พอจิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็น ไปรู้สิ่งต่างๆ

รู้เห็นนั้นมันคืออะไรน่ะ รู้เห็นนั้นกิเลสทั้งนั้นน่ะ

สิ่งที่กิเลส นี่ไง จริตนิสัยไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านเคยเป็นอย่างนี้มาทั้งนั้นน่ะ ทุกคนต้องเคยเป็นแบบนี้

มนุษย์เกิดมาต้องมีพ่อมีแม่ แม้แต่พ่อแม่ เวลาพ่อแม่แยกทางจากกัน มันก็ยังมีพ่อบุญธรรม แม่บุญธรรม คนเราเกิดมาต้องมีพ่อมีแม่ มีคนคุ้มครองดูแล เพื่ออบรมบ่มเพาะขึ้นมา

แล้วจิตล่ะ จิตไม่มีสติปัญญาเลยใช่ไหม ไหลไปตามกระแสไง ประชาธิปไตยๆ แล้วแต่มันจะลากจูงไปหรือ ให้กิเลสมันลางจูงไป ไปรู้ไปเห็น ไปเห็นแสง อู๋ย! มหัศจรรย์

เห็นไหม สิ่งที่สมาธิยังทำกันไม่เป็นเลย อันนั้นเป็นสมาธิหรือ จิตมันส่งออกไปรู้ไปเห็นไง มันก็เปรียบเหมือนกับเข้าทรงทรงเจ้าเหมือนกัน

ไอ้พวกเข้าทรงๆ เขาต้องฝึกหัดนะ แล้วเวลาประทับทรงๆ จิตซ้อนเข้ามาไง จิตซ้อนคืออารมณ์ร่วม เราเองเราก็มีความรู้สึกนึกคิดของเรา เวลาเข้าทรงไม่รู้ตัวเลย เมื่อกี้พูดอะไรก็ไม่รู้ เจ้าพ่อท่านพูดแทน เราไม่ได้พูด เข้าทรงทรงเจ้า

จิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็น เอ็งรู้อะไรล่ะ

ไม่รู้ รู้สิ่งที่ไม่รู้ไง รู้เห็นตามที่อารมณ์มันกระทบ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วไม่รู้นะ แล้วก็ไปถามว่านั่นมันคืออะไรล่ะ แล้วถ้ามันอ่อนด้อยนะ บรรลุธรรม ได้รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์

สิ่งมหัศจรรย์ ไปเที่ยวสวนสนุกก็ได้ รถไฟลอยฟ้ามหัศจรรย์ด้วย มันกลิ้งแล้วกลิ้งอีกนั่นน่ะ ไปสวนสนุกมหัศจรรย์อย่างนั้นน่ะ มหัศจรรย์ตรงไหน มหัศจรรย์นี้มันเป็นอะไร

นี่พูดถึง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา คนมีวุฒิภาวะมากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าคนไม่มีวุฒิภาวะก็ได้แค่นี้

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาฟื้นฟูนะ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญขึ้นมาก็เจริญขึ้นมาในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถ้าท่านรู้จริงเป็นจริงในหัวใจของท่าน ตั้งแต่ปุถุชนคนหนาเป็นกัลยาณชน ปุถุชน กัลยาณชน บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันมีมรรคมีผล มีเหตุมีผลของมันขึ้นไปทั้งสิ้น

ในการประพฤติปฎิบัติล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหนก็พยายามขวนขวาย ค้นคว้า แยกแยะของมัน อะไรจริง อะไรเท็จ ถ้าสิ่งที่เป็นความเท็จ ความเท็จที่เป็นประสบการณ์ มันอยู่ที่จริตนิสัยของคน

จริตนิสัยคือความชอบ จริตนิสัยคือสันดาน สันดานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลแก้กิเลสได้ แต่แก้สันดานไม่ได้ เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระสัมมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

องค์สมเด็จพระสัมมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เคยนอนราบนะ สีหไสยาสน์ตลอด นั่นกิริยาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านนอนสีหไสยาสน์ ท่านไม่เคยนอนราบ ไม่มี นี่กิริยาของพระพุทธเจ้า

สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาอันนั้น เพราะอะไร

เพราะมีองค์เดียวไง

พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะก็ต้องสร้างบุญกุศลมากมายมหาศาล ถึงมาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา

แต่พระสารีบุตร โยมนิมนต์ไปฉันที่บ้าน ไปร่องสวน ท่านโดดข้ามร่องสวนไง

คนที่เขาตั้งเป้าว่าอัครสาวกเบื้องขวา จะต้องกิริยามารยาทสำรวมระวัง ต้องสวยงามมาก เห็นโดดข้ามร่องสวน

ไปฉันที่บ้าน กลับมาไปฟ้องพระพุทธเจ้า ทำไมพระพระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์ คำว่า พระอรหันต์ของเรา” โอ้โฮ! มหัศจรรย์ เลอเลิศเลอค่ามาก เหนือวัฏฏะ ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แต่กิริภายนอกทำไมท่านยังโดดข้ามสวนอีกล่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มันเป็นจริตเป็นนิสัยของท่าน

สันดานๆ ไง พระอรหันต์ละกิเลสได้ ละสันดานไม่ได้ ละสันดานไม่ได้คือความเคยชิน ความเคยชินอันนั้น ถ้าคนไม่มีกิเลส มันไม่เป็นทุกข์เป็นยากอะไรหรอก แต่ถ้าเรามีกิเลสนะ ความเคยชินนั้นมันกดทับหัวใจเลย อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากให้เป็นอย่างนั้นไง นี่มันเป็นสัจจะเป็นความจริง

ฉะนั้น เวลาที่ไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ไหลตามไปโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันปั้นแต่งให้ไง นี่สมาธิยังทำไม่เป็นเลย แล้วในพระพุทธศาสนาเขาไม่ได้สอนอย่างนี้

เขาสอนศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สีละ ความปกติของใจ มีความปกติไหม แล้วทำอะไรผิดพลาดแล้วเป็นอาบัติไหม

ถ้าเราเป็นฆราวาส ศีล ๕ ศีล ๘ ศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลทะลุ เวลาศีลถ้ามันขาดไปแล้ว ศีลมันคุ้มครองอะไรมา ถ้ามันมีศีลมีธรรมขึ้นมา ศีลเป็นรั้วรอบขอบชิด

รั้วรอบขอบชิดอะไร

รั้วรอบขอบชิดไม่ให้ความคิดนี้มันฟุ้งซ่านจนเกินไป ความรู้สึกนึกคิดมันจะไปตีหัวเขา มันจะไปยุแยงตะแคงรั่วเขา ให้มีศีล ศีล ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเบียดเบียนใครทั้งสิ้น มีรอบรั้วขอบชิดขึ้นมา ทั้งๆ ที่แก้กิเลสไม่ได้ ก็มีรั้วรอบชอบชิดไม่ให้มันกระจายออกไปจนเต็มที่ของมัน ถ้าไม่กระจายเต็มที่ของมัน ผลของมัน ไม่สร้างเวรสร้างกรรม ผลของมัน เราไม่ไประรานใคร ผลของมัน เราไม่สร้างเวรสร้างกรรมนะ แล้วมันก็ไม่มีบาปมีกรรมไง

แล้วถ้าผลของมัน ถ้ามันไม่มีรั้วรอบขอบชิด อารมณ์ชั่ววูบๆ อยู่ในคุก ทำสิ่งใดผิดพลาดไปต้องชดใช้ อาญาทั้งนั้นน่ะ

แต่ถ้ามันมีศีลของมันล่ะ

อ้าว! ก็เขารังแกเรา เขาเอาเปรียบเรา

แล้วเราเอาเปรียบตัวเราเองล่ะ เอาเปรียบตัวเองนะ เอาเปรียบตัวเองคือไม่มีศีล พอไม่มีศีลขึ้นมา มันทำลายตัวเอง เบียดเบียนไง แล้วก็ไปเบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นแล้วมันก็เดือดร้อนกันไปหมด ครอบครัวชาติตระกูลเดือดร้อนไปทั้งหมด เพราะความทุศีลของตน

แล้วถ้าเรารักษาศีลไง เขาเบียดเบียนเรา เราไม่เบียดเบียนตัวของเราไง เรามีสติปัญญาเท่าทันตัวเราไง

ชนะใครได้คูณด้วยร้อย คูณด้วยพัน สร้างเวรสร้างกรรมทั้งสิ้น ชนะอารมณ์ความรู้สึกของตน ชนะความโกรธของตน ชนะในหัวใจของตนประเสริฐที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราสอนอย่างนี้ แล้วถ้ามันชนะคะคานขึ้นมาในหัวใจของตนเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป มันจะเริ่มทำความสงบของใจได้แล้ว

สิ่งที่มันทำความสงบของใจไม่ได้ เพราะอะไร

เพราะความตระหนี่ถี่เหนียว ความยึดมั่นถือมั่นในใจของตน

ถ้ามันเริ่มมีสติปัญญาขึ้นมา เท่าทันความรู้สึกของตน มันเห็นคุณค่าทั้งสิ้น เมื่อกี้ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เราก็ต้องกระทบกระเทือนกับตัวเราก่อน แล้วเราก็ไปเบียดเบียนคนอื่นแล้ว เห็นไหม

ตอนนี้เราไม่ไปทำใครเลย แล้วเราทำอวิชชาคือเจ้าวัฏจักร ลูกสาวมัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง เราเท่าทันมันหมดเลย พอเท่าทันแล้ว มันก็บัญชาการในหัวใจของเราไม่ได้ใช่ไหม ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมาเท่าทัน เราก็ภูมิใจ ภูมิใจแล้วเราก็ฝึกหัดตั้งสติให้มันดีขึ้น แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ความสุขหาได้บนหัวใจดวงนี้ หัวใจที่มันทุกข์มันอยากอยู่นี่ หัวใจที่ลำบากลำบน ความสุขหาได้ที่นี่

แต่เราหลงกันไป ความสุขหาได้โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อลาภ มียศเสื่อม ยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภสักการะเป็นความสุขๆ

ถ้ามันได้มาโดยธรรมมาภิบาล โดยความถูกต้องชอบธรรม อันนั้นมันก็เป็นอำนาจวาสนา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครทำกรรมสิ่งใดมา มันผลตอบแทนขึ้นมาแล้ว ผลตอบสนองมา นั่นประสบความสำเร็จ ถ้าทำสิ่งใดแล้วมันขาดตกบกพร่องขึ้นมา เราก็ฝึกหัดของเราขึ้นมา

เพราะอะไร

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย มนุษย์เขาวัดกันด้วยคุณภาพของคน ด้วยหน้าที่การงาน หน้าที่การงานด้วยความถูกต้องชอบธรรม

แล้วถ้ามันโดนเบียดเบียนทางสังคม สังคมเบียดเบียนรุนแรงนัก นั่นเป็นกรรมของสัตว์ ถ้าเรามีสติปัญญา เราจะฝ่าฟันสิ่งนี้ไปได้

ถ้าเราไม่มีสติปัญญา พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลยไม่มีค่าเลย สิ่งที่มีค่าคือความติฉินนินทาของสังคมของโลกมีค่า เราจะเอาไปชนะคะคานมัน มันไม่มีวันจบวันสิ้นหรอก

สิ่งที่มันจะจบมันสิ้น มันจบสิ้นที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ถ้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เรารักษาที่หัวใจเรานี้ นั่นมันเป็นเวรกรรมของสัตว์ไง

เราก็เคยเบียดเบียนคนมาทั่วนะ เวลาคนอื่นเขาเบียดเบียนบ้าง ทำไมไม่พอใจ สิ่งที่เราไม่พอใจ เราก็ต้องไม่พอใจที่เราไปทำคนอื่นด้วย

แล้วเราก็จะกลับมารักษาหัวใจของตน แล้วถ้ามีวาสนาดีงามขึ้นมา ถ้ามันจิตสงบเข้ามา มันพ้นจากว่าพอจิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็นอะไร ไร้สาระมาก นี่จิตมันส่งออก ส่งออกไปมันก็เหมือนจิตปกติธรรมดาที่เราจินตนาการได้ นึกคิดสิ่งใดได้

แต่ถ้าจิตมันสงบ มันต้องสงบโดยตัวของมันเอง สิ่งที่จิตสงบ สงบโดยตัวของมันเอง สิ่งที่มีคุณค่า หัวใจของตน ความสุขหาได้ที่นี่ ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา โอ้โฮ! มหัศจรรย์มาก แล้วถ้ามันดีงามขึ้นมานะ ถ้ามันฝึกหัดใช้ปัญญาได้ นี่บุคคลคู่ที่ ๑ ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง พอปัญญามันเกิดขึ้น

แม้แต่จิตสงบแล้วมันก็เคารพพระพุทธเจ้าด้วยหัวใจแล้ว แล้วถ้ามันมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้นนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากที่ต้องเป็นผู้ที่ประพฤติปฎิบัติ

แล้วเธอต่างหากที่มันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ มรรคผล มรรคาที่มันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจของเรา ทำไมเราจะไม่มหัศจรรย์ในตัวของเรา

เรามหัศจรรย์ในตัวของเรา แล้วไม่กล้าพูดให้ใครฟัง ถ้าพูดให้ใครฟัง มึงบ้า มึงบ้า มึงบ้า ต้องจับส่งโรงพยาบาล

ไอ้จับส่งโรงพยาบาล เต็มโรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะว่านั่นน่ะจิตเภท จิตมันทุกข์มันยากจนจิตมันพิการ

ไอ้เรามันจิตเป็นปกติ จิตเราฝึกหัดประพฤติปฎิบัติขึ้นมา มันเกิดภาวนามยปัญญา เกิดมรรค เกิดผล มันจะไปบ้าที่ไหน สติสัมปชัญญะสมบูรณ์มาก สติ มหาสติ ปัญญา มหาปัญญา มันจะเกิดขึ้นกลางหัวใจ แล้วถ้ามันเกิดขึ้นในท่ามกลางหัวใจของตน มันมหัศจรรย์ไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก เราชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหาก เธอต่างหาก

แล้วเราก็ขวนขวายมีการกระทำขึ้นมาจนมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเชื่อใคร

ในพระพุทธศาสนาไม่มีการเคารพบูชารูปเคารพใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น อย่างอื่นไม่มี เพราะอย่างอื่นเป็นอนิจจัง อย่างอื่นเวียนว่ายตายเกิด อย่างอื่นเป็นวาระ ต้องหมดวาระ ไม่มีสิ่งใดคงที่

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายต้องเป็นอนัตตา สิ่งที่ความเป็นอนัตตา อนัตตานี้เป็นโดยสัจจะโดยความจริง

แต่ผู้ที่ประพฤติปฎิบัติตัวเองรู้จักตัวเอง แล้วตัวเองเห็นอนัตตา เห็นกิเลสในใจของตัวเอง ตัวเองเห็นไตรลักษณ์เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เวลามันสัจจะความจริง มันสมุจเฉทปหาน ดับทุกข์ ดับทุกข์ ดับหมดเลย อันนี้ดับโดยแท้จริง

สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี นี้คือฝึกหัดขวนขวายเพื่อความสงบระงับเท่านั้น แต่ถ้ามันจะดับทุกข์ มันจะต้องสมุจเฉทปหาน มันจะต้องมีขณะ ขณะที่รู้ว่าจิตนี้ดับ รู้ว่ากิเลสนี้ดับ รู้ว่ากิเลสนี้ตาย ตายจากหัวใจดวงนั้น

“มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดบนหัวใจเราไม่ได้อีกเลย”

แล้วมารมันอยู่ไหนล่ะ

มารมันทำความเจ็บปวดแสบร้อนให้กับใจดวงนี้ ธรรมะทำให้ความร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเป็นสังคมทางโลกก็เป็นประเพณีวัฒนธรรม ก็ความสามัคคีก็เป็นความสุขอันหนึ่ง แต่เวลาเกิดมรรคเกิดผลเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกจากใจดวงนั้น

พระพุทธศาสนาสอนลงที่หัวใจของสัตว์โลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ คือรื้อหัวใจของสัตว์โลก เอวัง