ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

เป็นปม

๒๘ ม.ค. ๒๕๖๖

เป็นปม

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๗๓. เรื่อง “กามราคะที่อยู่ในจิต จะมีอุบายขุดมาพิจารณาอย่างไรครับ”

กราบเรียนหลวงพ่ออย่างสูง กระผมได้ปฏิบัติภาวนามาระยะหนึ่งตามแนวทางครูบาอาจารย์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่มาระยะหลังรู้สึกตัวอยู่เสมอเป็นส่วนใหญ่ แม้ไม่ได้ตั้งใจครับ (รู้สึกเหมือนมีตัวที่มันรู้อยู่ตลอด จนบางทีอยากให้มันไม่รู้ตัวบ้างครับ เพราะมันเหมือนคนฟุ้งซ่านในธรรมะ แต่ก็แก้ด้วยการทำใจให้สงบด้วยสมาธิ ทำให้พออยู่ได้ครับ)

หลังจากเริ่มพิจารณากายหลายๆ แบบมานี้ บางครั้งขณะพิจารณาจิตก็สงบไปเลย ทั้งๆ ที่กำลังแยกกาย เผากายครับ เป็นบ่อยจนบางทีเหมือนไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย บางครั้งถึงขั้นต้องเอาหนังโป๊มาทดสอบดูเพื่อให้รู้ว่ามีความรู้สึกทางเพศอยู่ครับ (ขออภัยในความไม่สุภาพครับ แต่ทำแบบที่กล่าวไว้จริงๆ ครับ) แต่ก็ไม่ได้กังวลใจอะไร

แต่ปัจจุบันคือใจไม่ค่อยพิจารณากายเหมือนเก่า กำหนดกายก็โล่ง ก็ว่าง แบบเหมือนตัวรู้มันคิดว่ารู้อยู่แล้ว แต่มันมาสนใจที่ความรู้สึกกามราคะที่มันอยู่ในใจ รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าจะกำหนดมาพิจารณาอย่างไรครับ รู้เพราะว่ามันมีความรู้สึกวาบๆ อยู่ในใจ แต่ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่ก็ไม่รู้จะทำให้มันขาดไปเด็ดขาดอย่างไรครับ

ขออภัยพระอาจารย์ในคำถาม เพราะไม่รู้จะถามอย่างไรให้มันถูกจุดครับ

ตอบ : อันนี้คือนักปฏิบัติไง เวลานักปฏิบัติไป การประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม เวลาคนส่วนใหญ่ การประพฤติปฏิบัติผ่านกายๆ การพิจารณากาย

ถ้าการพิจารณากาย พิจารณาไปแล้วจิตใจมันจะเป็นขั้นเป็นตอนของมันขึ้นไป คำว่า จิตใจเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป” มันจะมีวุฒิภาวะของมัน

เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้าเริ่มต้นมันจับต้นชนปลายไม่ได้ มันจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าการปฏิบัติธรรมก็เป็นกำปั้นทุบดิน การปฏิบัติธรรมก็ได้บรรลุธรรม ต้องได้มีดวงตาเห็นธรรม แต่เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แล้วทำอย่างไรก็ไม่รู้

พอไม่รู้แล้วก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคปฏิบัติ เป็นภาคปริยัติ ภาคปริยัติในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาฟังหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านเทศน์เรื่องภาคปฏิบัติ

เวลาท่านเทศน์เรื่องภาคปฏิบัติ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดครั้งแรก ท่านบอกท่านศึกษาจนเป็นมหา ท่านศึกษาอยู่ในเมือง ศึกษาอยู่กับพวกเจ้าคุณเจ้าฟ้าต่างๆ ท่านบอกเทศน์อย่างไรท่านก็เข้าใจได้

ท่านเทศน์ธรรมะของภาคปริยัตินะ ขั้นสมเด็จขั้นเจ้าฟ้าเจ้าคุณฟังมาหมด เข้าใจทั้งนั้นน่ะ พอไปฟังเทศน์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ท่านบอกฟังไม่เข้าใจเลย ท่านไม่เข้าใจเลย แต่ก็เป็นบุญกุศลอันหนึ่งคือไม่ไปติตัวท่าน ติตัวเอง ว่าตัวเองฟังเทศน์เจ้าฟ้าเจ้าคุณมาขนาดไหน ฟังแล้วเข้าใจทั้งหมด แต่พอมาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นทำไมไม่เข้าใจเลย แต่ก็ไม่ได้ติตัวท่าน ติแต่ตัวเรา พยายามปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง

เวลาปรับปรุงตัวเอง ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วฟังเทศน์ขึ้นไปด้วย สุดท้ายแล้วฟังเทศน์ภาคปฏิบัติเข้าใจ เข้าใจเพราะอะไร เพราะมันมีพื้นฐาน

ทาน ศีล ภาวนา นี่เรื่องของทางโลกเขา ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือความปกติของใจ สมาธิคือจิตตั้งมั่น ถ้าภาวนามยปัญญาเกิดจากการภาวนา มันเริ่มฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจในภาคปฏิบัติต่อเนื่องกันไป

นี่ก็เหมือนกัน เริ่มต้นเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ศึกษามา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภาคปริยัติ คือภาคทฤษฎี แล้วมันมีความเข้าใจ ก็เข้าใจแบบโลกๆ นี่ไง ก็เข้าใจแบบโลกๆ

เวลาจะประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม ว่าการพิจารณากาย พิจารณากายจนมันเหมือนไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย พอไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย ก็พยายามทำความสงบของใจเข้ามา พอไม่มีความรู้สึกทางเพศเลย แต่อยากพิสูจน์ตัวเองก็ไปเอาหนังโป๊มาดู มาดูแล้วมันก็มีความรู้สึกของมันอยู่ แต่เอาขึ้นมาพิจารณาไม่ได้ แล้วจะพิจารณาอย่างไร

นี่คือความเข้าใจของเราไง ความเข้าใจว่าเราฟังเทศน์แล้วเราเข้าใจ เราประพฤติปฏิบัติเราเข้าใจ ก็ความเข้าใจก็เป็นทางโลกๆ ไง

แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบก่อน ใจสงบแล้วนะ เวลาถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา

ทำไมต้องฝึกหัด

ต้องฝึกหัดใช้ปัญญา

ปัญญา ปัญญาที่เราเข้าใจกันอยู่นี่ว่าเราเป็นปัญญาๆ มันเป็นสัญญาทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องความจำได้หมายรู้ มันเป็นเรื่องสัญชาตญาณ เขาถึงว่าโลกียะๆ โลกียะคือเรื่องโลกๆ ไง โลกียะกับโลกุตตระ โลกุตตระคือภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ถ้าไม่ฝึกหัด ไม่ขุดคุ้ย ไม่ค้นคว้า ไม่มีทาง ไม่มีหรอก แล้วเป็นไปไม่ได้

ไอ้ที่ว่าปัญญาๆ มันเป็นความจำ มันเป็นความจำ มันเป็นการเทียบเคียง เวลาศึกษาธรรมะ เวลาศึกษาธรรมะหรือถ้าอ่านธรรมะเป็นพวกนิยายธรรมะ เป็นเรื่องทางวิชาการ แหม! เข้าใจ เข้าใจ เข้าใจ มันซาบซึ้ง มันกินใจ แต่มันไม่กินกิเลส แล้วไม่รู้จักกิเลสด้วย

แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติของท่านนะ ถ้ามันเข้าสู่ภาคปฏิบัตินะ เพราะมันกลั่นออกมาจากใจ

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดถึงหลวงปู่มั่น เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดทีเล่นทีจริง แต่เราไม่เคยเล่น เราจริงตลอด

จะพูดทีเล่นหรือทีจริง ถ้าทีจริงก็จิกเลย จิกเหยี่ยว จิกกัด แล้วไอ้พวกหนู พวกกระต่าย พอเจอเหยื่อ เจอต่างๆ มันวิ่งหนีหมดน่ะ มันกลัวมัน กิเลสก็เหมือนกันมันกลัวธรรมะ

เวลาทีเล่นทีจริง ถ้าทีจริงทั้งจิกทั้งกัด กัดกิเลสนะ กัดกิเลสที่เราไม่รู้ตัวด้วย เราไม่รู้ว่าเราทำผิดอะไรเลย แต่เวลาท่านพูด เออ! ใช่ ผิดจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าผิด ไม่รู้ตัว เวลากิเลสมันครอบงำไม่รู้ตัวหรอก

เวลาฟังเทศน์ธรรมะของภาคปฏิบัติ มันออกมาจากใจ แล้วออกมาจากใจ ออกมาจากความจริง พูดสั้นๆ พูดแล้วแทงใจดำ แล้วไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าโต้แย้งก็โต้แย้งด้วยกิเลส ด้วยสีข้างเข้าถูนั่นน่ะ ถูไปถูมาแดงเถือกไปหมด แล้วไม่ได้อะไร

แต่ถ้าเป็นสุภาพบุรุษฟังแล้ว เออ! มันน่าวิเคราะห์ มันน่าวิจัย มันน่าเอาเข้ามาเปรียบเทียบในใจของเรา ในใจของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า

เป็น แต่ไม่รู้ แต่ครูบาอาจารย์ท่านบอกให้

นี่พูดถึงว่าภาคปริยัติกับภาคปฏิบัติ

ทีนี้คำถาม ผมปฏิบัติตามอินเทอร์เน็ตมาบ้างแล้ว ปฏิบัติจนสม่ำเสมอ พิจารณากายจนเหมือนมันไม่มีอะไรเลย จนรำคาญ

นี่เรื่องโลกียะ เรื่องโลกไง จะว่าไม่รู้ก็คือรู้ ถ้ารู้ก็ไม่รู้ว่ารู้อะไรเหมือนกัน จะว่าไม่รู้ก็ว่ารู้นะ แต่ถ้าจะว่ารู้ รู้อะไร ไม่เห็นมีอะไรให้รู้เลย ไม่มีความจริง

ถ้าเป็นภาคปฏิบัติ เห็นไหม ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราพิจารณาของเราไง เราพิจารณากายแล้วมันจะไปละกามราคะ เราก็เข้าใจกันอย่างนั้นน่ะ

แต่การพิจารณาจริงๆ แล้ว เวลาพิจารณาไปแล้วนะ พิจารณากายแล้วมันจะไปละสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดในกายต่างหาก

กายอย่างหยาบ กายอย่างกลาง กายอย่างละเอียด กายอย่างละเอียดสุด กายมันเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป แล้วความยึดมั่นถือมั่น สิ่งผูกมัดมันก็ละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกันเข้าไป แล้วเวลาพิจารณาเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้าพิจารณาจริงๆ จังๆ ขึ้นมา มันจะเป็นความจริงขึ้นมา

แต่นี่เขาบอกว่าเขาฝึกหัดปฏิบัติ ปฏิบัติผ่านทางอินเทอร์เน็ต แล้วปฏิบัติด้วยตัวเขาเอง

แต่จริงๆ นะ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ก็ปฏิบัติด้วยตัวเองทั้งสิ้น ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ก็แค่ครูบาอาจารย์คุ้มครองดูแลเท่านั้นน่ะ เวลาปฏิบัติ เราต้องปฏิบัติตามความจริงของเรา

นี่ปฏิบัติตามอินเทอร์เน็ต มันก็ใช่ ไม่เสียหาย แต่เวลาปฏิบัติแล้วกิเลสมันแอบแฝง กิเลสมันบังเงา กิเลสมันอ้างว่าปฏิบัติ แล้วกิเลสมันครอบงำ มันก็เลยครึ่งๆ กลางๆ ไง ครึ่งๆ กลางๆ ครึ่งบกครึ่งน้ำ จะว่าบกก็เป็นสัตว์น้ำ จะว่าสัตว์น้ำก็เป็นสัตว์บก ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อะไรเหมือนกัน

วางให้หมด แล้วทำความสงบของใจเข้ามา แล้วถ้าพิจารณาก็พิจารณาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา  ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

ไอ้นี่มันครึ่งๆ กลางๆ นะ ปฏิบัติไปแล้วมันสบาย มันว่าง มันเหมือนไม่มีกามราคะ จนต้องปลุกมันขึ้นมาว่ามีจริงหรือไม่มี

นี่มันงงไปหมดน่ะ

แล้วจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันมี แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรอีกล่ะ

ทำความสงบของใจเข้ามา ฝึกหัดทำความสงบของตน แล้วทำให้มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาให้มันถูกต้องชอบธรรม

ไอ้นี่มันก็เป็นวาสนานะ ถ้าไม่สนใจในธรรมะก็ไม่สนใจเลย ถ้าสนใจธรรมะแล้ว สนใจแล้วก็ยังสนใจแบบทางโลก ศึกษาเอาด้วยตัวเอง แล้วปฏิบัติไปแล้วก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง ว่าจะไม่มี คือมันมี ไอ้จะว่ามันมี มันก็สงบดี

ไอ้คำว่า สงบดีจนเหมือนไม่มีกิเลส”

อันนี้เป็นวาสนา ให้เป็นการยืนยันไงว่าเราได้ฝึกหัด เราได้ปฏิบัติ จริงหรือไม่จริงเราฝึกหัดของเรา ถ้ามันฝึกหัดไปตามความจริงแล้วนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๗๔. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมมีข้อสงสัยในการภาวนาดังนี้

๑. ในเมื่อเราเห็นว่ากายกับจิตมันเป็นคนละส่วนกันแล้ว แต่ทำไมเรายังมองเห็นว่าผู้หญิงยังสวยอยู่ครับ ทั้งๆ ที่เราก็เข้าใจอยู่นะครับว่าผู้หญิงก็คือจิตดวงหนึ่งที่อาศัยร่างกายนั้นอยู่ แต่ทำไมเราก็มองเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นยังสวยและถูกใจเราอยู่ครับ

๒. กาม/กามราคะ หรือเรื่องระหว่างผู้หญิงผู้ชายนี้ เราควรจะพิจารณาอย่างไรครับ

กระผมขอรบกวนหลวงพ่อช่วยเมตตาและแนะนำวิธีการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ กราบเท้าหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง

ตอบ : นี่เวลาการพิจารณาของเราไง การพิจารณา การฝึกหัดการประพฤติปฏิบัติ

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ว่า “๑. เมื่อเราเห็นว่ากายกับจิตนี้มันเป็นคนละส่วนกันแล้ว แต่ทำไมเรายังมองเห็นว่าผู้หญิงยังสวยอยู่ครับ”

ไอ้เรื่องกายกับจิต กายกับจิต ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในวงกรรมฐานนะ เวลาถ้าทำความสงบของใจเข้ามา พิจารณากายจนแยกกายได้ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ชัดเจนเลย วงกรรมฐานเมื่อก่อนเขาเรียกว่าผ่านกายๆ ถ้ากายได้ผ่านแล้ว คำว่า ผ่านกาย” คือการพิจารณากายจนแหลกละเอียด จนเป็นไตรลักษณ์ จนจิตนี้มันวาง มันวางสักกายทิฏฐิด้วยสมุจเฉทปหานโดยความเด็ดขาด นี่การพิจารณาเขาเรียกว่าผ่านกาย

ผ่านกายๆ แล้วครูบาอาจารย์เวลาท่านสนทนาธรรมกันไง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ พระองค์นี้ผ่านกายแล้ว คำว่า ผ่านกายแล้ว” นี่ได้โสดาบัน

มันก็เลยเป็นคำพูดนะ ในวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ “ผ่านกายๆ”

มันผ่านอะไรล่ะ ผ่านกายอาบน้ำใช่ไหม หรือผ่านประตู มันคำว่า ผ่าน” ไง แต่เมื่อก่อนคำว่า ผ่าน” มันเป็นเรื่องว่าผลการปฏิบัติเลยล่ะ

ฉะนั้น เวลาว่าการพิจารณากาย เวลาผ่านกายแล้วนะ ถ้าผ่านกายแล้วได้โสดาบัน แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้เห็นกายต่อเนื่องไป ถ้าพิจารณาไปแล้ว กายกับจิตจะแยกออกจากกันโดยสัจจะ โดยความจริงเลย กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลงโดยข้อเท็จจริงเลย นั่นแหละกายกับจิตแยกกันโดยตามความเป็นจริง โดยข้อเท็จจริงในวงกรรมฐาน

ถ้าโดยข้อเท็จจริงในวงกรรมฐาน ถ้ากายกับจิตมันแยกจากกันโดยข้อเท็จจริงนะ โดยสมุจเฉทปหาน โดยอริยสัจ โดยความจริง โดยผลของการปฏิบัติ ถ้ากายกับจิตมันแยกกันตามความเป็นจริง นั่นสกิทาคามีนะ นั่นน่ะชัดๆ เลย นี่มันเป็นข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติจริง บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๒ นี่ถ้าข้อเท็จจริง

แต่เวลาในลูกศิษย์กรรมฐานในสมัยปัจจุบันนี้มันไม่ใช่ กายกับจิตมันแยกเอา มันก็นึกเอาไง นู่นกาย นี่จิต คือศึกษาทำความเข้าใจไง ว่ากายกับจิตมันไม่ใช่อันเดียวกัน ถ้ารู้ว่ากายกับจิต ไอ้นี่มันเป็นทฤษฎี มันไม่มีผลกับหัวใจหรอก

ถ้าหัวใจประพฤติปฏิบัตินะ พิจารณากายจนผ่านกาย พิจารณากายจนเป็นไตรลักษณ์ จนสมุจเฉทปหานตัดขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นั่นน่ะผ่านกาย แล้วถ้าจิตมันแยกกันโดยข้อเท็จจริง กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส คู่ที่ ๒ นั่นข้อเท็จจริงในการปฏิบัติของท่าน

แต่ไอ้คำถามนี้ ในเมื่อเราเห็นว่ากายกับจิตมันเป็นคนละส่วนกัน

เห็นอย่างไรล่ะ เห็นอย่างนี้มันก็เห็นโดยอารมณ์ เห็นโดยความรู้สึกนึกคิด มันก็แค่นั้น เห็นโดยการศึกษาไง เห็นและเข้าใจตามทฤษฎีนั้น แต่ไม่มีผลอะไรเลย ถ้ามันไม่มีผลอะไรเลย มันก็เลยไม่มีผลว่า

“ทำไมเรายังมองเห็นว่าผู้หญิงยังสวยอยู่ครับ ทั้งๆ ที่เราก็เข้าใจอยู่นะครับว่าผู้หญิงก็คือจิตดวงหนึ่งที่อาศัยร่างกายนั้นอยู่”

ส่งออก

ผู้หญิงก็เป็นจิตดวงหนึ่งก็เรื่องของเขา ผู้หญิงจะสวย ผู้หญิงจะชราคร่ำคร่า ผู้หญิงจะแก่หง่อม มันก็เรื่องของผู้หญิง มันเกี่ยวอะไรกับเอ็งล่ะ

ไอ้เรามันต้องดูใจเราสิ ธรรมะคือการรู้แจ้งแทงตลอดในใจของตน ไม่ใช่รู้แจ้งแทงตลอดในกายของผู้หญิง แล้วผู้หญิงก็ไม่รู้แจ้งแทงตลอดกายของผู้ชาย ผู้หญิงก็ต้องรู้แจ้งแทงตลอดในหัวใจของผู้หญิงนั้น

นางอุบลวรรณาเป็นภิกษุณี เป็นพระอรหันต์ ท่านรู้แจ้งแทงตลอดหมดน่ะ เขาไม่ใช่ว่าผู้ชายไปรู้แจ้งแทงตลอดในกายผู้หญิง แล้วเห็นผู้หญิงแล้วมันก็เลยว่าผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา

ไอ้นี่ว่า “ทำไมยังเห็นผู้หญิงสวยอยู่ครับ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าผู้หญิงมันก็เป็นจิตดวงหนึ่ง”

อ้าว! มันก็เรื่องของเขา รูปอันวิจิตร รูป รส กลิ่น เสียงอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากในใจของคนต่างหากคือกิเลส

ไอ้ความไปเห็นว่าเขาสวยนั่นน่ะมันคือกิเลส ไอ้ตัวเองน่ะไปเห็นเขาเอง ไปชอบเขาเอง แล้วก็ไม่รู้จักตัวเองนะ ไปโทษเขาอีกนะ ไปโทษผู้หญิงว่าทำไมเอ็งสวยล่ะ เอ็งต้องไม่สวยสิ ข้าจะได้ไม่ชอบเอ็ง

เขาก็อยากสวย ใครเขาไม่อยากสวย เขาสวยแล้วก็จะไปโทษว่าเขาสวย โทษเขาเสร็จแล้วก็ไปรักเขาอีก แล้วก็ยังไปโทษเขาอีก

มันไม่ใช่แล้ว มันส่งออกหมดน่ะ

ไอ้นี่คือความเข้าใจผิดไง ความเข้าใจผิดของเรา

ถ้าความเข้าใจถูกของเรา นั่นมันเรื่องของเขา ผู้หญิง ผู้ชาย มันก็เรื่องของเขา ใจของเราต่างหาก กิเลสในใจของเราต่างหาก เราไม่รู้เท่ากิเลสในใจของเราเลย เราเที่ยวถือธง ถือธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็จะไปเพ่งโทษคนอื่น จะไปทำลายคนอื่น แล้วกิเลสมันก็ยิ่งใหญ่น่ะสิ พระอรหันต์เที่ยวโทษเขา พระอรหันต์เที่ยวด่าเขาอย่างนี้ พระอรหันต์เที่ยวทำลายคนอื่น มันเป็นพระอรหันต์ตรงไหนล่ะ

พระอรหันต์มันต้องทำลายกิเลสในใจของตน ถ้ากิเลสในใจของตนได้กำราบแล้ว มันไม่มีอะไรไปทำลายใครได้หรอก เก้อๆ เขินๆ อยู่ข้างนอกนู่นน่ะ ใจของเราต่างหากไม่ไปยุ่งไปเกี่ยวกับเขา ใจของเราต่างหากเห็นโทษในใจของเรา

กามฉันทะคือความพอใจ คือการยึดมั่นถือมั่นในใจของตน เพราะมีกามฉันทะ มันถึงมีกามราคะ ถ้าไม่มีกามฉัน คือตัวเองไม่ตั้งตนตัวเองเป็นที่อยากได้อยากดี มันไม่ไปยุ่งกับใครหรอก

กามฉันทะคือความพอใจ คือตัวตนของตน กามราคะคือคู่ กามฉันทะคือตัวคนเดียว นี่มันมีอยู่เต็มหัวใจ แล้วจะไปโทษใคร ก็โทษตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง ไม่เห็นตัวเอง ไปเที่ยวโทษคนอื่นเขา

“๒. กามราคะ/กาม กับกามฉันทะ มันเรื่องของระหว่างผู้หญิงผู้ชาย เราควรจะพิจารณาอย่างไรครับ กระผมขอกราบหลวงพ่อช่วยเมตตาและวิธีการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ”

เราก็พิจารณาไปเรื่องสิทธิสิ สิทธิส่วนบุคคลของเขา เราไปมองเขา ไปดูเขา ละเมิดสิทธิ์เขาแล้ว ถ้ามันเป็นสิทธิ์ของคน มันเป็นสิทธิ์ของเขา เราไม่มีหน้าที่ไปติไปเตียนอะไรเขาหรอก แล้วเราก็ไม่มีหน้าที่อะไรไปวิพากษ์วิจารณ์เขา มันเรื่องของเขา เว้นไว้แต่เขามาขอคำปรึกษา เขาเข้ามายุ่งกับเรา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้นบอกว่า เรื่องกาม/กามราคะ ระหว่างผู้หญิงผู้ชาย

เราก็พิจารณาไปโดยความเมตตาธรรมสิ พิจารณาไปให้เราเป็นญาติกันมา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเทศนาว่าการไว้ไง ว่าสิ่งที่มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันยาวไกลนัก สิ่งที่มีชีวิตที่เราเห็นหน้ากัน เราไม่เคยเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันแต่ภพใดชาติใดชาติหนึ่ง ไม่มี

ถ้าเราคิดว่าเป็นญาติกันโดยธรรม มันเป็นญาติกันโดยธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน เราไม่ไปยุ่งกับเขา ยุ่งกับตัวเองให้มันจบสิ้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกอยู่นี่ ถ้ายุ่งตรงนี้ได้มันก็จบไง นี่พูดถึงวิธีการ วิธีการที่เราจะกำจัดความผิดของเรา

ไม่ใช่วิธีการที่เราจะไปมองคนอื่นว่าอันนู้นอันนี้ มองอันอื่นมันเหมือนมนุษย์ไง สิ่งมีชีวิตมันต้องเป็นสัตว์สังคม สัตว์สังคมอยู่ด้วยกันแล้วมันก็เป็นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นี่สิทธิของสงฆ์ ของพระ พระอยู่ด้วยกัน ของของสงฆ์ ของส่วนบุคคล เป็นของคณะกับสิทธิของตน มันมีกฎหมายไง มันปัจจัย ๔ ถ้ามีปัจจัย ๔ มันก็มีการกระทบกระเทือนกันเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้เรื่องการอยู่ในสังคม

แต่ถ้าอยู่ในสังคมก็เรื่องของสังคม เรื่องสิทธิตามกฎหมาย แต่เรื่องของเรามันเป็นเรื่องศีลธรรม ถ้ามีศีลมีธรรมในหัวใจของตน กฎหมายนี้อีกเรื่องหนึ่งเลยนะ เพราะมันมีศีลสะอาดบริสุทธิ์

ปาณาติปาตา เขาว่าการฆ่าสัตว์เป็นการขาดจากศีล คือการฆ่าสัตว์ทำลายชีวิตเขา แต่พระกรรมฐานนะ แม้แต่คิด แม้แต่จาบจ้วง นี่คือทำลายแล้ว

ถ้าเราไม่ไปคิด ไม่ไปแตะต้องของใคร ปาณาติปาตา ไม่ทำกระทบกระเทือนใครทั้งสิ้น ศีลของเราถึงจะบริสุทธิ์ไง ศีลของเราถึงเป็นศีลที่ถูกต้องชอบธรรมไง ฉะนั้น มันเรื่องของศีล ถ้าเรื่องของเมตตาธรรม เราก็คิดของเราอย่างนี้เพื่อประโยชน์กับเราเนาะ นี่พูดถึงว่าวิธี จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๗๕. เรื่อง “ทราบแล้วเรื่องหาที่ลงใจ ตอนนี้ทบทวนอยู่ทั้งที่ผ่านมาและปัจจุบัน”

 

ตอบ : นี่เขาเขียนมานะ ข้อ ๒๘๗๕ กับ ข้อ ๒๘๗๖. เรื่อง “ทำอย่างไรให้ใจตรงกัน” นี่พูดถึง เขาก็พูดถึงการประพฤติปฏิบัติของเขา เวลาเป็นความทุกข์ความยากของเขา แล้วความทุกข์ความยากของเขา เขาเขียนอธิบายมา ๔–๕ หน้า

คำว่า ๔–๕ หน้า” การประพฤติปฏิบัติขึ้นมาที่มันทุกข์มันยากขึ้นมา เวลาเขาฝึกหัดปฏิบัติไปแล้วจิตมันไปเห็นไง จิตมันไปรับรู้ในใจของตน ถ้าจิตมันไปรับรู้ใจของตนนะว่าจิตใจของเรามันชั่วช้าลามกต่างๆ พิจารณา เขียนอธิบายมาเต็มไปหมดเลย แล้วจิตมันไปเห็นถึงความสงบระงับ พอเห็นถึงความสงบระงับแล้ว สิ่งที่เป็นความสงบระงับ แล้วอยากได้อย่างนั้นอีก แล้วค้นคว้าหาสิ่งใดไม่ได้

ถ้าค้นหาสิ่งใดไม่ได้ มันก็เลยเป็นปมไง เป็นปมในใจ

มันเหมือนกับทางจิตวิทยา ทางจิตวิทยา เวลาเด็ก อย่าทำสิ่งใดให้กระทบกระเทือนใจเขา ถ้ากระทบกระเทือนใจเขาแล้ว มันจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเขา มันจะเป็นปมในใจของเขา

อันนี้ก็เหมือนกัน หาที่ลงใจๆ แล้วที่มันไม่ลงใจๆ มันไม่ลงใจนั้นมันก็เป็นเรื่องทิฏฐิมานะของคน แล้วถ้ามันหาที่ลงใจได้ไง หาครูบาอาจารย์ที่เราลงใจได้

แม้แต่พระ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านออกปฏิบัติ ท่านศึกษาจนจบมหา เรื่องธรรมะเข้าใจหมดแหละ แต่มันก็สงสัย แล้วใครจะเป็นคนชี้นำ ใครจะเป็นคนบอกล่ะ ท่านถึงบอกว่าท่านต้องหลวงปู่มั่นองค์เดียวเท่านั้น

เวลาท่านจะเข้าไปหาหลวงปู่มั่น ท่านไปพักอยู่ มีพระมากมายอยากให้ท่านอยู่ด้วย ในใจท่านบอก ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น เวลาเข้าไปหาหลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่มั่นท่านคอยชี้คอยแนะในความลังเลสงสัยของเรานี่ไง

นี่ก็เหมือนกัน ผู้ถามไง หาที่ลงใจๆ

หาที่ลงใจก็หาที่มีเหตุมีผลที่เราไว้วางใจได้ แต่ถ้ามันหาที่ลงใจไม่ได้ มันไม่ฟังใคร พอไม่ฟังใคร เวลาปฏิบัติไปแล้วมันก็กลับไปเป็นปมในใจ ไปรู้ไปเห็นสิ่งใดก็แล้วแต่มันเป็นปมทั้งสิ้น เวลาเป็นปมทั้งสิ้น พอมันเป็นปมขึ้นมา แล้วเราแสวงหาปมนั้น

เขาบอกว่าเขาปฏิบัติ เขาค้นคว้า ถามหลวงพ่อมาว่ามันจะทำอย่างไร สิ่งที่ว่าไอ้นั่นมันเป็นญาณ ไอ้นั่นเป็นฌาน

ไอ้นี่มันเป็นสิ่งที่จิตมันลงหรือจิตมันเป็น จิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็นสิ่งใดขึ้นมา แล้วมันก็เป็นปมขึ้นมา เวลาเป็นปมขึ้นมา เราก็อยากได้อย่างนั้น คำว่า ปม” ปมเป็นนามธรรม แล้วเราก็ตะครุบ เราก็อยากได้ เราก็แสวงหา แล้วก็ไม่เคยได้เลย

ฉะนั้น สิ่งที่เป็นปมในใจ วางให้หมด พุทโธๆ ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้าใจมันสงบเข้ามา เรื่องปม ปมในใจ สิ่งที่รับรู้ต่างๆ มันเข้าใจได้หมด มันจะเข้าใจได้ต่อเมื่อเราเห็นข้อเท็จจริงไง

แต่นี่มันคาใจ มันฝังใจ มันฝังใจว่า สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติมามันทุกข์มันยาก มันทรมานขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่เวลามันวาง แล้วก็ไปรับรู้สิ่งนั้น เวลามันวางขึ้นมา ถ้ามันเข้าใจสิ่งใดได้

แล้วเขาอธิบายมาเยอะแยะไปหมดเลย เราไม่อ่าน เพราะเราอ่านแล้วมันจะไปเสริมต่อคนที่ส่งออก คนที่ประพฤติปฏิบัติแล้วไฟไหม้ฟาง จับจดอยู่ข้างนอก เราถึงไม่อ่านให้มันเป็นใครที่มาได้ยินแล้วจะบอกว่า เออ! อันนี้หลวงพ่อเคยพูด

ไม่ใช่ สิ่งที่ทำมาๆ แต่ละบุคคลมันมีประสบการณ์ของจิตทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณไง ใครที่มีอำนาจวาสนาแล้วอายุขัยเขาสั้น ไปเอาคนนั้นก่อน

คนที่มีวาสนานะ องคุลิมาลฆ่าคนอยู่ ๙๙๙ ศพ คนฆ่าคนตาย ฆาตกร ทำไมเขามีอำนาจวาสนาล่ะ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเอาองคุลิมาลก่อนล่ะ

เพราะเขามีวาสนา แล้วปเสนทิโกศลกำลังจะส่งกองทัพไปฆ่าเขา ถ้าเขาตายเขาจะไม่มีโอกาสเลยไง ต้องไปโปรดองคุลิมาลก่อน ไปถึงองคุลิมาลก็จะฆ่าอีก ๑ ศพเป็นศพที่ ๑,๐๐๐ จะสมบูรณ์ในการตั้งกติกาว่า ๑,๐๐๐ นิ้ว ๑,๐๐๐ ศพ จะตามฆ่าพระพุทธเจ้าให้ได้เป็นศพสุดท้าย พระพุทธเจ้าถึงไปโดยฤทธิ์ไง

องคุลิมาลก็มีคุณวิเศษของเขา เขาวิ่งเร็วกว่าม้า ใครเข้าไปในคลองสายตาที่เขาจะฆ่าใครแล้ว คนนั้นหนีเขาไม่ได้หรอก เขามีคุณสมบัติพิเศษของเขา แต่เขาไล่ตามพระพุทธเจ้าไม่ทัน เขาก็แปลกใจ

“สมณะหยุดก่อน สมณะหยุดก่อน”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “เราหยุดแล้ว เธอต่างหากยังไม่หยุด”

หยุดคือหยุดทำความชั่ว หยุดการกระทำความไม่ดีไง

พอองคุลิมาลได้ยิน วางดาบเลย

เวลาเทศนาว่าการองคุลิมาลเป็นพระอรหันต์เลยนะ นี่พูดถึงว่าเขามีวาสนา

นี่ก็เหมือนกัน ของเราเหมือนกัน ถ้าใครมีอำนาจวาสนา เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้วมันอยู่ในร่องในรอย ถ้ามันจะผิดพลาดมันก็กิเลส กิเลสของใครอย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างแก่ อย่างกลาง อย่างละเอียด

เวลากิเลสมันเข้มข้น สันดานมันเลวทรามเลวร้าย มันทำลายทั้งนั้นน่ะ เวลามันทำลายขึ้นมา เราก็ต้องทำความสงบของใจของใครของมัน ใครทำได้มากได้น้อย

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน คำถาม “หาที่ลงใจ”

หาที่ลงใจ เราก็ต้องการให้หาให้ถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้าด้วยเหตุด้วยผล ถ้ามันด้วยเหตุด้วยผล คนที่ฝึกหัดภาวนานะ คนที่อาจารย์ของเราพูดไม่มีเหตุไม่มีผล มันไม่ฟังหรอก มันฟังไม่ได้ เรามีเหตุมีผล เราค้นคว้าขนาดนี้มันยังไม่ได้ แล้วจะไปจับจดอย่างนั้นมันจะได้อย่างไร เขาถึงวางหมด แล้วเราหาของเราเอง

เราถึงบอกว่า วางให้หมด แล้วกลับมาพุทโธ ทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา สิ่งที่ว่ามันทุกข์มันยาก มันรู้มันเห็นอะไร วางหมด ที่รู้ที่เห็นมามันก็เป็นอดีต ไม่ต้องว่ารู้เห็นแล้วต้องจดบันทึกไว้ จะต้องเป็นสมบัติของเรา ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่จะรู้ไปข้างหน้ามันจะรู้ได้ดีกว่านี้ มันถึงไม่ให้มีปมในใจไง ไม่ให้ใจเราเป็นปม เห็นไอ้นู่น เห็นไอ้นี่ ความว่าง อยากได้ต่างๆ มันเป็นปมทั้งนั้น นี่พูดถึงในการปฏิบัตินะ

แล้วปฏิบัติแล้วรู้ง่าย รู้ยาก รู้ยาก รู้ง่าย การปฏิบัติมันยังมีวาสนา มีการกระทำของเราถูกต้องชอบธรรมหรือมิจฉาทิฏฐิ ผิดจากหลักทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันส่งออกหมดน่ะ

ฉะนั้น วางให้หมด ที่เขียนมาทั้งหมดน่ะ หาที่ลงใจ หาที่ปฏิบัติ วาง แล้วไม่ต้องไปหาใคร แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ทำความสงบของใจเข้ามา

แล้วเขาบอกว่า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อแม่พาไปหาหมอ

ก็ต้องไปหา แล้วถ้าไปหาหมอ หมอให้ยาสิ่งใดมา พยายามกินยานั้น กินยาเพื่อรักษาสุขภาพจิต สุขภาพกาย ธรรมะรักษาสุขภาพจิต เราฝึกหัดภาวนาของเราถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ฝึกหัดภาวนาไปโดยสัมมาทิฏฐิ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ความถูกต้องชอบธรรม แล้วไม่ให้มาบีบคั้นในใจของเรา

ถ้ามาบีบคั้นในใจของเรา มันเป็นปมน่ะ มันเป็นปมแล้วเราเอาปมนั้น คำว่า ปม” มันเป็นนามธรรม เราจะตะครุบ เราจะแสวงหา เราจะขุดคุ้ยอย่างไร นามธรรมหาไม่เจอหรอก แล้วเราก็ต้องเหนื่อย เราก็ต้องขวนขวาย แล้วก็ต้องดิ้นรน แล้วก็ไม่สมความปรารถนา แล้วมันก็ย้อนกลับมาทำให้ชอกช้ำใจ ทำให้ทุกข์ให้ยากไง

วาง วางให้หมด พุทโธของเราไปเรื่อยๆ แล้วจิตสงบมันเป็นข้อเท็จจริง มันไม่ใช่ปม ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง ถ้าสงบก็สงบจริงๆ เสื่อมก็เสื่อมจริงๆ เจริญแล้วเสื่อม แล้วฝึกหัดแก้ไขก็เสื่อมแล้วเจริญ เสื่อมแล้วก็เจริญ ถ้าไม่ดูแลรักษา เจริญแล้วก็เสื่อม เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เว้นไว้แต่อกุปปธรรม เว้นไว้แต่คุณธรรมที่เป็นตามความเป็นจริง อันนั้นเป็นข้อเท็จจริง แล้วสติสมบูรณ์แบบ สติ มหาสติ สติอัตโนมัติยอดเยี่ยม สติวินัย มีสติทุกย่างก้าว ทุกกิริยา นั้นเป็นสติวินัย ผู้ที่ปฏิบัติจริงตามความเป็นจริง จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๗๗. เรื่อง “ความโกรธ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมเคยฟังครูบาอาจารย์เทศน์ว่า ความโกรธจะอยู่กับเราไปตลอด ขนาดพระอนาคามีก็ยังมีความโกรธอยู่ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์จึงจะปล่อยวางได้หมดสิ้น

กราบเรียนหลวงพ่อว่า การที่ผมอารมณ์ร้อนง่าย เมื่อมีใครมาทำอะไรที่ชวนให้ไม่พอใจ โกรธ เกลียด ก็มักจะชอบตอบโต้ทันควัน

พอเริ่มภาวนาไปเรื่อยๆ ผมสังเกตจิตตัวเองแล้วพบว่า แค่มีคนส่งเสียงดังรบกวนบ่อยๆ ที่หอพักหรือขับรถ แล้วรู้สึกว่าถูกก่อกวนและไม่ได้ดั่งใจผม ผมแจงไปแล้วรู้สึกว่าเขาไม่ให้เกียรติ จิตมันก็เดือดขึ้นมาว่า ฆ่ามันซะดีไหม และคำหยาบคายอื่นๆ ผมเริ่มเห็นมันเกิดขึ้นบ่อยมาก ผมอยากแก้ไข เพราะหลายครั้งก็รู้สึกไปยึดมั่น บางครั้งก็เหมือนมันมาแล้วก็ผ่านไป

กราบเรียนหลวงพ่อว่า การฝึกแผ่เมตตา สติ สมาธิ ปัญญาในขณะที่เป็นปุถุชนอยู่ จะแก้ไขดัดแปลงสิ่งเหล่านี้ให้หายขาดไปได้ไหมครับ หลายครั้งผมก็กลัวจิตตัวเองและไม่อยากออกไปไหน และภาวนาไปก็ช่วยได้มากครับ แต่มันก็ยังเป็นอยู่ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : มันเป็นอยู่ เราก็ค่อยฝึกหัดของเราไปเรื่อยๆ ฝึกหัดแผ่เมตตา เราทำบุญทำกุศลของเราให้มันเบาบางลง อย่าไปทำสิ่งใดแล้วให้มันติดคุกติดตะรางขึ้นมาแล้วเราจะไม่มีโอกาสใดๆ เลย

พยายามสงบสติอารมณ์ของตน

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ถ้าเราทำสิ่งใดแล้วมันมีผลตามกฎหมาย มันมีผลทางเวรทางกรรมขึ้นมา มันจะทำให้ชีวิตเราเศร้าหมองไปเปล่าๆ

แต่เวลามันโกรธ มันเครียด มันขึงในหัวใจ ไอ้นี่เป็นกรรมเก่า มันเป็นจริตเป็นนิสัยที่เราสร้างของเรามาอย่างนี้ ถ้าเราสร้างมาอย่างนี้ เราก็พยายามแก้ไขของเรา เพราะเรารู้ไง ถ้าเรารู้อย่างนี้เราก็พยายามทำของเรา

ฉะนั้น เวลาคำถามมันเขียนมาผิดไง

“ฟังครูบาอาจารย์เทศน์ว่า ความโกรธอยู่กับเราตลอด ขนาดพระอนาคามีก็ยังโกรธอยู่ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ถึงจะปล่อยวางได้ทั้งหมดสิ้น”

ไม่ใช่

พระอนาคามีละโกรธได้หมดสิ้น พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ใช่ไหม กามราคะ ปฏิฆะ ถ้ากามราคะ ปฏิฆะถ้ามันขาดไป พระอนาคามี ความโลภ ความโกรธ ความหลง นางตัณหา นางอรดีขาดหมด ถ้าพระอนาคามี ความโกรธเท่าทัน เพียงแต่พระอนาคามียังมีอวิชชา มีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นี่กิเลสของพระอนาคามีไง

พระอนาคามีมีรูปราคะ อรูปราคะ นี่ฌานสมาบัติ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา แต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง พระอนาคามีขาด ไม่โกรธนะ แหย่ก็ไม่โกรธ ไม่โกรธหรอก แต่อยากดัง เพราะมีมานะ อยากดัง อยากเอาชนะ อยากเอาแพ้กัน แต่ไม่ได้โกรธ ความโลภ ความโกรธ ความหลง พระอนาคามีผ่านหมด

ฉะนั้นบอกว่า พระอนาคามียังมีความโกรธอยู่

พระอนาคามีมีความรู้สึก มันมีมานะ ถือเนื้อถือตัว อยากให้เขายอมรับ อยากให้เขาเชิดชูบูชาอย่างนี้ แต่ไอ้เรื่องความโกรธ โกรธนี่มันเป็นเรื่องหยาบเกินไปแล้ว

ฉะนั้น พระอนาคามี ความโลภ ความโกรธ ความหลงต้องขาด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ขาดไปแล้ว มันจะไปโกรธที่ไหนล่ะ

แต่มันเป็นไฟสุมขอนน่ะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นี่สังโยชน์อย่างละเอียดที่ไม่มีใครเห็น แล้วรู้ได้ยาก พระอนาคามียังไม่รู้เลย ถ้ารู้ก็เป็นพระอรหันต์ไง เพราะไม่รู้เลยติดไง นี่พระอนาคามี

ฉะนั้นบอกว่า คำถามเขียนผิดว่า “มีครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า แม้แต่พระอนาคามียังมีความโกรธอยู่ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์เท่านั้นถึงจะวางได้ทั้งหมดทั้งสิ้น”

ถ้าพูดอย่างนี้แล้วมันขาอ่อนหมดเลย แล้วเราทำอะไรไม่ได้เลย

พระอนาคามีท่านละความโกรธได้โดยสมบูรณ์แบบ แต่ไฟสุมขอนในใจของท่าน นั่นล่ะมันเผาลนใจพระอนาคามี

ฉะนั้น สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของพระอนาคามี

แต่ของเราล่ะ

ของเรามันโกรธดิบๆ เลยล่ะ มันโกรธชัดๆ เลย แล้วมันโกรธชัดๆ ขึ้นมามันกระทบกระเทือน เราฝึกหัดภาวนาของเรา

ถ้าโทสจริต โกรธนี่เขาเรียกโทสจริต ถ้าโทสจริตมันธาตุไฟ ถ้าธาตุไฟมันมีสติมีปัญญานะ เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้ ถ้ายังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เราก็มาทบทวนความรู้สึกของเรา ทำไมเราโกรธง่าย มันไม่เป็นประโยชน์กับเรา เราใช้สติปัญญาควบคุมความรู้สึกของเรา นี่ปัญญาอบรมสมาธิ คือทำความพร้อมในใจของเราไว้ ถ้ามีอะไรกระทบแล้ว เออ! มันมาแล้วเว้ย จะสู้กับมันนะ เวลามันโกรธ พยายามยับยั้งไว้เท่าที่เท่าทันมัน ถ้าไม่เท่าทัน ผิดพลาดไป เฮ้อ! แล้วกันไป เอาใหม่ ฝึกหัดของเราๆ ไง ฝึกหัดของเราบ่อยครั้งเข้าจนมันทำของมันเป็นขึ้นมา

เห็นไหม เราละความโกรธโดยอารมณ์ อารมณ์ปุถุชนคนหนามันกระทบแล้วมันโกรธทั้งนั้นน่ะ แต่เรามีปัญญาอบรมสมาธิของเรา เราฝึกหัดของเราด้วยเหตุด้วยผลไง

ปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤติการณ์ในชีวิตได้ แล้วปัญญาอย่างนี้เป็นปัญญาธรรมะ ปัญญาธรรมะ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราตรึกของเรา เราพิจารณาของเรา เราฝึกหัดของเรา เหมือนนักมวยซ้อมตลอดๆ

ไอ้นี่วิกฤติยังไม่เกิดขึ้น เราก็ฝึกหัดของเราตลอด ถ้าฝึกหัดตลอด จิตมันเข้มแข็งเพราะมันได้ฝึกหัดไว้ พอมันไปกระทบกับสิ่งใดแล้ว ถ้าไม่เท่าทันมัน มันก็กรรมของสัตว์ ถ้าเท่าทัน เราได้ฝึกหัดไว้ไง เราได้ฝึกหัดไว้ เราได้กระทำไว้ มันเลยเท่าทันอารมณ์ไง ก็เท่าทันอารมณ์มันก็ละความโกรธอันนี้ได้ไง ฝึกหัดอย่างนี้

เราไม่ต้องไปเข้าใจว่าพระอนาคามีโกรธหรือไม่โกรธ นั้นยังไม่ได้เป็น ถ้าเป็นแล้วจะรู้เลยว่าพระอนาคามีโกรธหรือไม่โกรธ

แต่ตอนนี้โกรธ แล้วโกรธจัดด้วย โกรธจนเรากลัวความคิดเราเองเลยล่ะ

ถ้าเรากลัวความคิดของเราเอง นี่คือความคิด นี่คือสมบัติภายในของเรา แต่ชีวิตปัจจุบันนี้ไง ถ้าคิดจะไปฆ่าเขา คิดจะไปทำลายเขา คุกตะรางไง ถ้าไม่พ้นคุกตะราง เราก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เสียเงินเป็นหมื่นเป็นแสน

แค่ระงับความโกรธ ไม่ต้องเสียเงินเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่ต้องจ้างทนายความ ไม่ต้องไปเป็นความกับใคร อะไรดีกว่ากัน คิดอย่างนี้แล้วความโกรธมันก็ละไป บางไป นั่นน่ะเป็นสมบัติของเรา แล้วทำอย่างนี้ นี่การฝึกหัด นี่พูดถึงว่าความโกรธ

ฉะนั้น ความโกรธมันละได้ยาก แล้วมันเป็นจริตนิสัย โทสจริต โมหจริต โลภจริต มันอยู่ที่จริตนิสัย

ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน มันจุดติดยากติดง่ายแตกต่างกันอย่างไร แล้วมันให้ผลแตกต่างกันอย่างไร จริตนิสัยของคนมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นจริตนิสัย ไอ้เราไอ้พวกเบนซิน ซูเปอร์ด้วย ห้ามจุดไฟบริเวณนี้ ห้ามมีประกายไฟเข้ามาใกล้ พอประกายเข้ามาปุ๊บ ติดเลย ปุ๊บ ลุกทันทีเลย

เราก็ฝึกหัดของเรานี่ไง ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติปกป้องคุ้มครองเรา แล้วถ้าฝึกหัดไปแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ปุถุชนคนหนาทำความสงบของใจได้ง่ายก็เป็นกัลยาณชน มีอำนาจวาสนายกขึ้นเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ก็เป็นโสดาปัตติมรรค ถ้าพิจารณาไปจนถึงที่สุดก็เป็นโสดาปัตติผล ถ้าต่อเนื่องไปมันเป็นสกิทาคามิมรรค มันต้องขุดคุ้ยค้นคว้าแสวงหา ถ้าแสวงหาได้จริง ถ้าปฏิบัติแล้วถึงได้ผล ก็เป็นสกิทาคามิผล อนาคามิมรรค ก็ต้องขุดคุ้ยค้นคว้าแสวงหา ถ้าเป็นอนาคามิผล มันก็เป็น อนาคามิมรรค อนาคามิผล แล้วต้องขุดคุ้ยค้นคว้าก็จะเป็นอรหัตตมรรค อรหัตตมรรคก็เป็นอรหัตตผลไง มรรค ๔ ผล ๔ ในการประพฤติปฏิบัติของเราไง

เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราให้เป็นคุณสมบัติของเรา เอวัง