ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ระงับเวร

๑๗ เม.ย. ๒๕๖๕

ระงับเวร

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๖๔. เรื่อง “บุญกุศล”

๑. ผมขอถามความหมายของคำว่า “สติวินัย”

๒. วันผมนั่งฟังเทศน์เช้าที่วัดหลวงพ่อ ระหว่างที่ฟังได้สักพัก ผมก็นึกถึงน้องสาวที่เสียชีวิตไปแล้ว แล้วอุทิศบุญที่มาทำให้เขา ผมได้เห็นมือหนึ่งพุ่งขึ้นมาแตะที่บาตรพระ แล้วก็หายไป ผมอยากถาม เขามารับบุญใช่หรือไม่ครับ

ขอบพระคุณมาก

ตอบ : นี่คำถามเนาะ ๒ คำถาม

๑. ผมขอถามความหมายคำว่า “สติวินัยๆ”

สติวินัยนี้เป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์ สติวินัยๆ มันเป็นผู้มีสติ สติสัมปชัญญะ ถ้าสติวินัยมันถึงว่า หมายถึงว่าผู้ที่ มันเป็นศัพท์ในพระพุทธศาสนา ศัพท์ในพระพุทธศาสนา เวลาผู้ที่สมบูรณ์แบบแล้ว เขาเรียกสติวินัย สติวินัยคือพ้นจากความผิดตามอาบัติทั้งสิ้น

สติวินัยๆ มันมีอยู่ในปาติโมกข์ไง สมฺมุขาวินโย ทาตพฺโพ สติวินโย ทาตพฺโพ อมูฬฺหวินโย ทาตพฺโพ มันบุคคล ๗ ประเภทที่ไม่เป็นอาบัติไง คือเหมือนกับพ้นกฎหมาย กฎหมายยกเว้นพวกนี้หมด ยกเว้นพวกนี้เพราะอะไร เพราะเขาสมบูรณ์แบบในตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว สติวินัยๆ ไง

สติวินัย ในวงการพระเขาเรียกว่าผู้ที่มีสติวินัย แต่ในสมัยพุทธกาลเขาสวดนะ ผู้นี้เป็นผู้ที่มีสติวินัย หมายถึงว่าพระอรหันต์ ว่าอย่างนั้นเลย ฉะนั้น พอสวดเป็นสติวินัยขึ้นมา เพราะคนที่ไม่มีวุฒิภาวะคอยไปจับผิดๆ ไง พอไปจับผิดขึ้นมามันจะเป็นบาปกรรมไง ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นอาบัตินะ เป็นกรรม เป็นกรรมหนัก ติเตียนพระอริยเจ้า

ทีนี้ติเตียนพระอริยเจ้า เราไม่รู้นี่ เราไม่รู้ วุฒิภาวะเราไม่ถึง แล้วมันจะเป็นบาปเป็นกรรมตรงไหนล่ะ

เป็นบาปเป็นกรรมว่า ท่านเป็นผู้ที่ไม่แบบว่าโต้ตอบตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว แล้วเราไปเพ่งโทษไง เราไปเพ่งโทษ ถ้าเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้ เราไม่ได้เพ่งโทษ คำว่า “เพ่งโทษ” มันต้องหาเหตุหาผลไง มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น นั่นแหละกรรม เวรกรรมมันเกิดตรงนั้นน่ะ

ฉะนั้น ในสมัยพุทธกาล ถ้าเป็นสติวินัย เขาจะมีพิธีสวด สวดยกขึ้นให้เป็นสติวินัย แต่ในสมัยปัจจุบันนี้มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ที่การจะยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีการยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ท่านเป็นจริง ท่านเป็นสติวินัยในสมบูรณ์แบบในตัวของท่าน สมบูรณ์ในตัวของท่าน นี่เขาเรียกว่าสติวินัย

แล้วใครจะเพ่งโทษ ใครจะติเตียน มันก็กรรมของสัตว์ มันกรรมของสัตว์

แต่สมัยนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงชีพอยู่ไง ถ้าเป็นสติวินัยให้สวดยกขึ้นว่า ผู้นี้เป็นผู้ที่มีสติวินัยสมบูรณ์ ไม่ให้ใครไปกล่าวโจมตี กล่าวเพ่งโทษท่าน เพราะมันจะเป็นกรรมของผู้กระทำนั้นต่างหาก

นี่พูดถึงท่านทำให้เป็นสิ่งที่ดีงามไง ไม่ให้ใครเป็นบาปเป็นกรรมแก่บุคคลคนนั้น นี่พูดถึงว่าสติวินัย

ขอถามความหมายคำว่า “สติวินัย” จบ

๒. วันที่ไปฟังเทศน์เช้าที่วัด ระหว่างที่ฟังเทศน์หลวงพ่อ ผมคิดถึงน้องสาวที่เสียชีวิตไป เพราะมาทำบุญให้เขา ผมได้เห็นมือมือหนึ่งพุ่งไปแตะที่บาตรพระ

ถ้าเขาได้เห็นๆ มันเป็นอุปาทานก็ได้ มันเป็นสิ่งใดก็ได้ มันเป็นบุญกุศลของบุคคลคนนั้นก็ได้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา เวลาเทพารักษ์ เทพารักษ์ที่คุ้มครองดูแลนั่นน่ะ เขาคุ้มครองดูแลของเขา นั่นเป็นสิ่งที่เป็นของขลัง เป็นผู้คุ้มครองรักษา

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบพระธรรมๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ มันมีพระสงฆ์ พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัยของเรา ถ้าเป็นที่พึ่งอาศัยของเรา เห็นไหม

สิ่งที่เราทำบุญกุศล อุทิศส่วนกุศลให้เขา คำว่า “อุทิศส่วนกุศลให้เขา” คือหัวใจของเราไง หัวใจผู้ที่กระทำ สายบุญสายกรรม ถ้าเป็นสายเลือดเดียวกัน เวลาอุทิศส่วนกุศลต่างๆ มันถึงกัน นี่ไง สิ่งที่ว่าเรามีเวรมีกรรมต่อสัตว์ไง

ฉะนั้น เวลาว่าเห็นมือไปแตะที่บาตร

ไอ้นี่มันเป็นความเห็นของเรา มันเป็นการยืนยันให้เราได้มีบุญกุศล มีความสุขใจของเรา

แต่บอกว่ามันจะเป็นอย่างนั้นๆ

พระพุทธศาสนาไม่ให้ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ให้ถือนอกพระพุทธศาสนา ให้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย ไอ้สิ่งที่รู้ที่เห็นขึ้นมามันเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล มันไม่เหมือนกัน จะเอาสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้

บรรทัดฐานของเราก็พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งที่เรารู้เราเห็น เราทำบุญกุศล เราระลึกถึง เห็นไหม การอุทิศส่วนกุศลคือเจาะจง เรานึกขึ้นมาในใจของเรา จะเจาะจงนาย ก. นาย ข. นาย ง. อุทิศะ เจาะจงผู้นั้นๆๆ แล้ว สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายได้รับทั้งสิ้น บุญกุศลนี้แผ่กระจายไปทั้งหมด ถ้าเป็นบุญกุศลของเรา

เขาบอกว่า โอ้โฮ! โลภมากมากเลย ทำอะไรได้บุญกุศลมากขนาดนั้นเลยหรือ ถ้าบุญกุศลมากขนาดนั้น เราก็ต้อง แหม! มีความสุขสมบูรณ์แบบ นี่ขี้ทุกข์เลย

บุญกุศลส่วนบุญกุศล มันเป็นนามธรรม ความรู้สึกไง เรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องของความรู้สึกไม่มีขอบเขต อุทิศมากน้อยขนาดไหนมันก็สมบูรณ์แบบอยู่ของมันอย่างนั้น

แต่เพราะกิเลสของตน ความตระหนี่ถี่เหนียวของตน ความเห็นผิดของตน ไม่ยอมให้ใครเลยไง ทั้งๆ ที่ความรู้สึกอันนี้มันมีคุณค่า มันอุทิศส่วนกุศลให้ใครก็ได้

ดูสิ เวลาให้ธรรมเป็นทานๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยากเปิดหูเปิดตาพวกเราด้วย ไอ้พวกมืดๆ บอดๆ ให้มันหูตาสว่างเสียที อุทิศให้ พยายามให้เปิดหูเปิดตาเราขึ้นมา นี่เป็นความปรารถนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์นะ

ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า ไอ้นั่นมันคืออะไร สิ่งที่ว่าเห็นมือมา

มันเป็นความเห็นของตน ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์นะ มันเป็นแสง เป็นแสง เป็นเงา มันมองเห็นเป็นภาพอย่างนี้ อันนั้นยกไว้ เพราะกรณีนี้มันเป็นบุญเป็นกุศล เป็นจริตนิสัยของแต่ละบุคคลเอามาเป็นมาตรฐาน เราไม่เอามาเป็นบรรทัดฐาน

เราเป็นชาวพุทธ เรานับถือพระพุทธศาสนา เราบรรทัดฐานของชาวพุทธ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แก้วสารพัดนึก แก้วสารพัดนึก นึกได้มาก นึกได้น้อย นึกได้สูงได้ส่ง ได้ต่ำต้อยขนาดไหน มันก็อยู่ที่วาสนาของจิตดวงนั้น

ถ้าจิตดวงนั้นมีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย แก้วสารพัดนึก แก้วสารพัดนึกนะ มันนึกถึงได้ถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ไง สติวินัยๆ มีสติสมบูรณ์แบบ

แต่คนตาไม่ถึงมันไม่รู้หรอก สติอะไร สติอย่างนั้นหรือ อ้าว! สติก็รู้เท่าทัน มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา รู้เท่าทันการดำริ ความรู้สึกนึกคิดในใจพร้อมหมดเลย สติวินัย จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๕. เรื่อง “ไม่มีเพื่อนไปวัดทำบุญ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ อยากกราบเรียนหลวงพ่อดังนี้ค่ะ

สมัยก่อนดิฉันไปวัดไปปฏิบัติธรรม มีเพื่อนไปด้วยกันมากมาย แต่พอได้มีโอกาสศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ทางสายวัดป่า เลยเริ่มพิจารณาว่าคำสอนที่เคยได้รับรู้มาไม่ตรงกัน ตัวเองน่าจะไปผิดทาง เลยค่อยๆ แยกตัวออกจากหมู่คณะ ตั้งแต่นั้นมา การไปวัดไปฟังธรรมก็พยายามไปคนเดียวมาตลอด แต่บางครั้งก็รู้สึกเสียใจที่ไม่มีเพื่อนไปทำบุญด้วยกัน เพราะวัดที่อยากไป วัดที่สงบอยู่ไกลบ้าน ตอนนี้จะไปได้แค่ใส่บาตรวัดในกรุงเทพฯ เพื่อนที่อยู่ก็ชอบไปเที่ยวมากกว่าไปทำบุญ หาคนไปเป็นเพื่อนก็ยากค่ะ

อยากเรียนถามหลวงพ่อดังนี้

เราควรวางใจหรือปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างไรดีคะ บางครั้งก็นึกน้อยใจว่าทำไมเราถึงหาคนไปทำบุญกับเราได้ยากมาก เรามีกรรมอะไรหรือเปล่าคะถึงได้เป็นแบบนี้ เพราะชีวิตค่อนข้างโดดเดี่ยวค่ะ ไม่มีลูก ไม่มีสามี เห็นเวลาคนมาวัดด้วยกันหลายคน รู้สึกดีกับเขา

กราบขอความเห็นจากหลวงพ่อด้วยค่ะ

ตอบ : เวลาเป็นพระๆ นะ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านชื่นชมไง เวลาพระออกธุดงค์ไปองค์เดียวเหมือนนอแรด แรดมันมีนอเดียวนะ วัวมีสองเขา กวางมีสองเขา แต่แรดมันมีนอเดียว ไปแบบนอแรดอันดับหนึ่ง ไปแบบสองคนเริ่มมีภาระรับผิดชอบแล้ว แล้วถ้าไปมากคนเป็นภาระรุงรังไปทั้งสิ้น

นี่พูดถึงการไปวัดๆ ไง

เวลาครูบาอาจารย์ท่านออกประพฤติปฏิบัติ ให้ไปองค์เดียวๆ แต่ส่วนใหญ่ถ้าไปกันสององค์ สามองค์ ก็ไปแยกกันข้างหน้า ถ้าอยู่คนเดียวแล้วประพฤติปฏิบัติ ถ้าจะประพฤติปฏิบัติ

เวลาเกิดมาเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เวลาตาย ต่างคนต่างตาย เวลาจะบรรลุธรรมก็บรรลุคนเดียว ไม่บรรลุที ๕ องค์ ๑๐ องค์ เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม คนที่มีอำนาจวาสนาไง

ฉะนั้น ไปคนเดียวๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันพอใจในการไปคนเดียวของเราต่างหาก เพราะความพอใจการไปคนเดียวของเรา เพราะเราได้พิจารณาความถูกต้องชอบธรรมแล้ว แล้วเราจะไปคนเดียวอย่างนี้

ถ้ามันจะไปหลายคนๆ เขาจะไปทางซ้าย เขาจะไปทางขวา เขาจะไป เหมือนคำถามไง

แต่เดิมไปทำบุญ เพื่อนฝูงมากมายมหาศาล เวลาไปแล้วไปศึกษา ไปทำบุญที่วัดป่า วัดป่า พอเริ่มพิจารณาว่าคำสอนที่เคยได้รับรู้มาไม่ตรงกัน ก็เลยพิจารณา ค่อยๆ แยกตัวออกมา ค่อยๆ แยกตัวออกมา

คำว่า “ค่อยๆ แยกตัวออกมา” นี่ทำถูกต้องไง สิ่งที่มันไม่ชอบธรรม กาลามสูตรๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้เลย มนุษย์เกิดมา ถ้ามีความเชื่อความศรัทธา ความเชื่อนี้เป็นอริยทรัพย์ เพราะความเชื่อดึงให้เรามาศึกษาค้นคว้า แต่พอศึกษาค้นคว้าไปแล้ว กาลามสูตรๆ ไม่ให้เชื่อๆ นี่ไง ไม่ให้เชื่อๆ แล้วพอไม่ให้เชื่อ เราก็พิจารณา

เราเป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเป็นลูกศิษย์ ที่เราประพฤติปฏิบัติตามข้อเท็จจริงไง เวลาเกิดก็เกิดมาคนเดียว เวลาตรัสรู้ก็ตรัสรู้คนเดียว เวลาจะบรรลุธรรมก็บรรลุธรรมคนเดียว เวลาเราจะเลือก เราจะคัด เราจะแยกของเรา เราก็เลือกของเราคนเดียว

สิ่งที่เราชอบใจ สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม เราพิจารณาของเราด้วยวุฒิภาวะของเรา แล้วสิ่งที่มันไม่ถูกต้องชอบธรรม แล้วเขาชักชวนกันไป นี่กระแสสังคมไง แห่กันไปก็แห่กันมาไง แห่ล่าพระอรหันต์ไง แล้วไม่รู้ว่าหันไหนไง หันควักกระเป๋าทั้งนั้นน่ะ

พระอรหันต์ที่เป็นจริงเป็นจัง เขาไม่ต้องการอะไรเลย เขาไม่ต้องการ เช้าบิณฑบาตเลี้ยงชีพเท่านั้นน่ะ แล้วสิ่งที่ว่า จิตใจที่สูงส่งกว่าชักนำ ชักนำสิ่งที่ดีกว่า

พระสารีบุตรไปเห็นพระอัสสชิบิณฑบาต พระอรหันต์เดินบิณฑบาต เวลาคนที่รู้ที่เห็นมันยังศรัทธา ยังเคารพนบนอบเลย เพราะมันเป็นคุณธรรมในหัวใจนั้นไง

พระอรหันต์เขาไม่ต้องการเงินในกระเป๋าใครหรอก เขาไม่ต้องการ เขาต้องการความถูกต้องชอบธรรม เพราะอะไร เพราะความถูกต้องชอบธรรม นี่ไง มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมนั้นมันพัฒนาให้จิตใจนั้นเจริญก้าวหน้า

ถ้าจิตใจเจริญก้าวหน้า เราไปวัดป่า เราศึกษา เราค้นคว้ามา มันก็ถูกต้องอยู่แล้ว เพราะอะไร เพราะเราแยกตัวออกมา ถ้าไม่แยกตัวออกมา เราจะไปยอมจำนนกับกระแสอย่างนั้นใช่ไหม เราจะไปยอมกับความที่เราเห็นว่ามันไม่ถูกต้องชอบธรรมใช่ไหม มันไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่ชอบธรรมล่ะ

ที่ไหนชอบธรรม เราก็ไปที่ชอบธรรมของเรา แล้วไปที่ชอบธรรมของเรา เหลือเราคนเดียว ไม่มีใครมาเลย

อ้าว! มันก็ถูกต้องชอบธรรมไง

หลวงตาสอนนะ ขนโคกับเขาโค ขนโคแม่งมีทั้งตัว เขามีอยู่สองเขา แล้วนอแรดมีนอเดียว ขนโคกับเขาโค ในโลกนี้คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก

มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลไง พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะจะไปชวนสัญชัยมาหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นู่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ โอ้โฮ! ลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะเลย

สัญชัยบอกว่า ถามพระสารีบุตรกลับไง โลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก

คนโง่มาก

คนโง่มันหลอกง่ายๆ ไง ไอ้คนฉลาดมันหลอกยาก เอ็งจะไปอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอ็งก็ไปเถอะ ข้าไม่ไป ข้าจะหลอกคนโง่อยู่นี่

นี่ก็เหมือนกัน เราคนเดียว เราจะโง่ไปกับเขาหรือ ถ้ามันไม่มี ไม่มีก็กรรมของสัตว์ไง

พ่อแม่คนเดียวมีลูกหลายๆ คน ก็อยากให้ลูกฉลาดทั้งหมด แล้วคนที่มันไม่ฉลาดเท่าคนอื่น เราทำอย่างไร เราจะเอาปัญญายัดใส่สมองมันไหม แล้วมันยอมรับไหม เพราะอะไร เพราะสติปัญญามันเกิดมาจากจิตดวงนั้น คนโง่ คนฉลาด มันมาจากจิตของเขา มันมีพันธุกรรมของมัน มันมีเวรมีกรรมของมัน แล้วเราจะให้มีทัศนคติเหมือนเรา

ไปวัดที่ชอบใจไง ไปวัดที่ถูกต้องไง แล้ววัดไหนล่ะ

วัด วัดที่หัวใจเรานี่ เราพิจารณาของเรานี่ แล้วถ้าจะไปคนเดียว เราก็ภูมิใจของเรา

ไอ้ที่ว่ามันเหงา มันเห็นคนมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วเราอนุโมทนาไปกับเขา

คอยดูนะ เดี๋ยวมันเหลือคนเดียว ไอ้ที่ว่าเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั่นน่ะ

ถ้ามันค้นหาความจริงขึ้นมา มันเป็นเรื่องยากไง มันเป็นเรื่องยาก ทัศนคติของคนที่จะให้มันเห็นตรงกัน เห็นได้ยาก แม้แต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเวลาท่านสอนนะ ท่านสอนเฉพาะบุคคลเลย หลวงปู่อ่อน ท่านให้บริกรรมคำยาวๆ เลย เพราะถ้าสั้นๆ แล้วมันตกภวังค์หมดน่ะ ท่านสอนเฉพาะๆ เฉพาะบุคคลเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรู้ถึงจริตนิสัยของคน ท่านรู้ถึงเวรกรรมของสัตว์ ท่านสอนเฉพาะเจาะจงลงไปที่ใจของสัตว์เลยว่ามันแก้อย่างไร เป็นอย่างไร ทำอย่างไร ให้มันตื่นตัวขึ้นมาเท่ากับใจดวงนั้นไง แล้วมันหาได้ยาก กว่าจะเฟ้น กว่าจะคัดหาแต่ละบุคคลๆ มันหาได้ยาก แล้วเราเป็นคนคนหนึ่งไง

มันจะย้อนกลับมา ย้อนกลับมาว่า เขาบอกว่าเขาน้อยใจ มันน้อยใจนะ เขาทำบุญก็ไปกันเยอะแยะเลย ไอ้เราไปคนเดียวๆ

ไปคนเดียวเพราะเราเลือกอย่างนี้ไง ถ้าเราไม่เลือก เราแขวนอุดมการณ์ของเราซะ เราไปกับเขาได้ ที่ไหนก็ได้ ไปได้หมดล่ะ เยอะแยะไปหมดเลย

คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก

คนโง่ไง ไปไหนสาธุๆ เจริญพร อู้ฮู! ชอบ ไปที่ชอบๆ เวลาเขาไปที่ชอบๆ แต่เราไม่ชอบ แต่เราอยากให้เขามาเหมือนเรา

วุฒิภาวะ เขาคิดได้อย่างเราไหม เขาคิดได้อย่างเราแล้วเขามีขันติธรรมอดทนได้ไหม

สมัยหลวงปู่มั่นนะ ครูบาอาจารย์ท่านเล่ามา เพราะเราก็เกิดไม่ทัน เราเกิดไม่ทันหลวงปู่มั่นหรอก หลวงปู่มั่นนิพพานไป ๒ ปีแล้วเราถึงเกิด แต่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังแล้วชอบ

คนจะไปทำบุญกับหลวงปู่มั่นนะ ต้องจ้างเกวียนไป ต้องจ้างลูกหาบหาบไป จะทำบุญลำบากแสนเข็ญขนาดนั้นน่ะ แล้วทำไมต้องไปล่ะ ก็ใจมันเรียกร้องไง

หลวงปู่มั่น ทางเดินไม่มีนะ ต้องซื้อคันนาเขา ซื้อนาเขา แล้วเกวียนมันย่ำนาข้าวเขาไป ไปเพื่อจะไปทำกับหลวงปู่มั่น นี่เวลาคนเขาเลือกไง เขาเลือกของเขาอย่างนั้นไง

แต่คนที่เขาไม่เลือก กระแสสังคมเยอะแยะไปหมด แล้วถ้ากระแสสังคมเยอะแยะไปหมดนะ นั่นเรื่องอย่างนั้นมันเป็นเรื่องวุฒิภาวะ เป็นเรื่องเวรเรื่องกรรม เรื่องจิตใจที่สูง จิตใจที่ต่ำ

เพราะคำถามก็บอกอยู่แล้ว เวลาไปทำบุญที่วัดป่า พอเริ่มพิจารณาคำสอนของที่ได้รับรู้มามันไม่ตรงกัน ก็ค่อยๆ แยกตัวออกมา

ค่อยๆ แยกตัว อันนี้เราชื่นชม เราชื่นชม เพราะเราแยกตัวออกมาไง เราไม่เอาทานของเรา เอาความเห็นของเราไปเสียเวลากับเรื่องอย่างนั้นไง แสดงว่าครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนมา เรายังเห็นข้อบกพร่องเลย ฉะนั้น จิตใจของเรามันมีจุดยืนของมัน

แล้วถ้าพูดถึงถ้ามันถูกต้องชอบธรรม เราทำของเราเองก็ได้ ถ้าเราทำ เราพัฒนาของเราขึ้นมาได้ เราถึงไม่ไปยุ่งกับใครไง

ตอนนี้เว้นระยะห่างไง ห้ามยุ่งกับใครเลย โควิด ไปได้มาเต็ม แถมกลับบ้าน แล้วกลับบ้านมาฝากพ่อฝากแม่อีกต่างหาก

เราก็ไม่ไปยุ่งกับเขา

ทีนี้คำถามไง เราควรวางใจหรือปฏิบัติเรื่องนี้อย่างไรดีคะ

เวลาเราพูดด้วยความชื่นชมนะ อย่างพวกเรา อย่างพวกที่นักปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เราพอจะระลึกรู้ตัวอยู่ได้ เรากอดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ด้วยการระลึกพุทโธๆๆ เราคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาจิตสงบระงับเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบไม่มี จิตสงบระงับไง

ครูบาอาจารย์ วัดที่ประพฤติปฏิบัติท่านให้แยกกัน เพราะต้องการความสงบสงัดไง เราต้องการสัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ

อันนี้เราก็หาที่สัปปายะของเรา ถ้ามันมีหมู่ชนหรือบุคคลที่มีวุฒิภาวะ เขาเรียกว่าศีลเสมอกัน คำว่า “ศีลเสมอกัน” มันมีทัศนคติ มันมีมุมมองใกล้เคียงกัน ถ้ามันมีทัศนคติ มุมมองใกล้เคียงกัน เออ! อย่างนี้ไปด้วยกัน เอา

แต่ถ้ามันมีทัศนคติที่ไม่ใกล้เคียงกันน่ะ เราจะไปทำไม มันไปให้ตกต่ำไง จิตใจที่ชอบความสงบสงัด ชอบความวิเวก พอไปแล้ว โอ้โฮ! เปิดเครื่องเสียง เปิดสนุกครึกครื้น เต้นรำกัน เอาอย่างนั้นหรือ อย่างนั้นเราก็ไม่แลกมาด้วยความเป็นอย่างนั้น

นี่พูดถึงว่า เราควรจะวางใจอย่างใด แล้วเราจะควรปฏิบัติอย่างใด

เราก็ปฏิบัติของเรา เรามีพุทโธของเรา เรามีสติสัมปชัญญะของเรา แล้วเราก็มองสังคมสิ

เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด จิตใจที่สูงต่ำแตกต่างกันๆ มันแตกต่างกันอย่างนี้ แล้วเขาจะพัฒนาขึ้นมาให้สูงขึ้นมา เขาจะใช้เวลาเท่าไร ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่ล้าลัง ประเทศที่ยังไม่พัฒนาไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน หัวใจที่พัฒนาแล้วกับหัวใจที่ยังไม่พัฒนาไง หัวใจที่พัฒนาแล้วๆ เราพยายามพัฒนาหัวใจของเราให้เข้มแข็งขึ้นมา แล้วเข้มแข็งขึ้นมานะ เราอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทโธๆๆ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กอดไว้เลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

ในกัลยาณมิตรๆ คบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าปี ในประวัติหลวงปู่มั่นไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนากับหลวงปู่มั่น เวลาหลวงปู่มั่นท่านสิ้นกิเลสไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราสิ้นกิเลส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา มาอนุโมทนากับเราเลย นี่จบเลย เราทำของเราได้

เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร เรามีกรรมอะไรหรือเปล่าคะถึงเป็นแบบนี้

เรามีบุญต่างหาก เรามีกรรมอะไร

ถ้ามีกรรมๆ ก็เหมือนทางโลกไง คนนี้เป็นคนเห็นแก่ตัว คนนี้เป็นคนอคติ ไม่มีใครคบ อันนั้นเรื่องของเวรของกรรม เรื่องของบาปกรรม

อันนี้มันเรื่องของบุญน่ะ เรื่องของบุญ คำว่า “เรื่องของบุญ” เราจับประเด็นที่ว่า

แต่ก่อนศึกษากับครูบาอาจารย์สายวัดป่า แล้วเริ่มพิจารณาคำสอนที่เคยรับรู้มา มันไม่ตรงกันๆ

เราจับประเด็นตรงนี้ไง จับประเด็นว่า เริ่มต้นเราก็ฟังเทศน์มาทั้งนั้นน่ะ แล้วเราจับประเด็นไง เทศน์มันไม่เหมือนกัน มันขัดมันแย้งกัน

มันขัดมันแย้งสิ เพราะอะไร มันจริงหรือเท็จไง แต่ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีขัดไม่มีแย้ง ในบรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนะ อันเดียวกันหมด

เราฟังพระเพื่อนเล่ากันมาไงว่า สมัยในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านเริ่มสนใจในแนวทางประพฤติปฏิบัติ ท่านให้ดอกเตอร์เชาวน์ เพราะดอกเตอร์เชาวน์เล่าให้พระฟัง ดอกเตอร์เชาวน์ก็เป็นองคมนตรี ดอกเตอร์เชาวน์ก็ไปสำรวจ สำรวจล่วงหน้า ไปคุยกับพระองค์นั้นๆๆ แล้วก็ไปเลกเชอร์ให้ในหลวงฟังไง

พระกรรมฐาน เวลาแนวทางการประพฤติปฏิบัติอาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่เวลาถ้าเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะเป็นอันเดียวกันหมดเลย

จริตนิสัย ความชอบแต่ละองค์แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ถึงที่สุดแล้วคำสอนเป็นอันเดียวกัน

ดอกเตอร์เชาวน์ไปสืบสภาพเพื่อไปรายงานในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านก็เริ่มสนใจไปศึกษาธรรมะกับครูบาอาจารย์ที่เป็นพระกรรมฐาน

เห็นไหม ถ้ามันเป็นธรรมนะ มันไม่มีขัดไม่มีแย้งเลย มันขัดแย้งกันได้อย่างไร เพราะมันเป็นอริยสัจ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันมีหนึ่งเดียว มีหนึ่งเดียวเท่านั้นในพระพุทธศาสนา

แล้วเราเอง เราไม่ใช่คนมั่งมีศรีสุขขนาดไหน เราก็ทำด้วยบุญกุศลด้วยตัวของเราเอง แล้วเราพิจารณาของเราเองด้วยสติด้วยปัญญาของเราไง

เคยไปฟังครูบาอาจารย์สายวัดป่า แล้วมาเริ่มพิจารณาว่าคำสอนที่รับรู้มามันไม่ตรงกัน

เราก็คัดเราก็แยกสิ อะไรตรง อะไรไม่ตรง

หลวงตาพระมหาบัวท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่น ก็ทุกคนเข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์อยู่แล้ว เวลาท่านทำสิ่งใด หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นมหานะ ท่านยังจับประเด็น แล้วไปเปิดพระไตรปิฎก เพียะๆๆ

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เขาไม่เชื่อข่าวลือ ไม่เชื่อตามๆ กันมา ไม่เชื่อเพราะเขาเล่าว่า ไม่เชื่อเพราะว่าเขาบอกว่ามันเป็นจริง ไม่เชื่อ กาลามสูตร

แล้วพอไปทำวัตรๆ ก็เหลือคนเดียวเลย เหลือคนเดียวก็บอกว่า อ้าว! หน่อของพุทธะ เราจะเหลือคนเดียวก็ให้เหลือเถอะ อย่าให้เราท้อแท้ อย่าให้เราคิดว่ามันจะไม่เป็นประโยชน์กับเรา

มันต้องเป็นประโยชน์กับเรา

คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก เราจะเป็นขนโคหรือเราจะเป็นเขาโค ถ้าเราเสียสละความเป็นเขาโค เราก็ทำตัวให้เป็นขนโค แล้วไปตามกระแสเขาก็จบไง แล้วโลกเขาเป็นอย่างนี้ไง แล้วที่มันจะพัฒนาขึ้นมาให้มีบุญมีกุศลล่ะ

นั่นเราพิจารณาของเรา แล้วตั้งสติของเรา เราต้องภาคภูมิใจ เราไม่ใช่น้อยใจว่าเหลือคนเดียว เราต้องภาคภูมิใจว่า เรามีสติปัญญาที่จะคัดเลือกและแยกแยะได้ แล้วเราพยายามจะประพฤติปฏิบัติให้ขึ้นมาเป็นความจริงของเราให้ได้ ถ้าเป็นจริงของเราได้ ทำถูกต้องชอบธรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ การประพฤติปฏิบัติมันต้องมีแนวทางที่ชอบธรรม แนวทางที่ถูกต้อง

แล้วถ้าเราปฏิบัติแนวทางที่กิเลสชอบ สุมหัวกัน คุยเล่นสนุกครึกครื้น ไปไหนเป็นหมู่เป็นคณะเต็มรถอัดแน่นกันไปเลย เฮกันไปก็เฮกันมา

ถูกต้องหรือ ถูกต้องหรือ

เราก็คิดได้ เราก็เลือกได้

ฉะนั้น เราเอาความถูกต้อง สิ่งที่มันไม่ถูกต้อง เรายกไว้ แขวนไว้ แล้วมันเป็นกรรมของสัตว์ เพราะมันเหลือเราคนเดียว เหลือคนเดียว เราก็ทำของเราคนเดียวเนาะ จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๖. เรื่อง “กราบขอวิธีเลิกความเคียดแค้นและผูกใจเจ็บ”

ตอบ : อันนี้เขาพูดมานะ เขียนมา ๓–๔ หน้า มันเป็นเรื่องผลกระทบกระทั่งกันในครอบครัว แล้วเป็นคำถามไง

คำถามที่ ๑. เราจะให้อภัยอโหสิกรรมคนที่ทำร้ายเราอย่างมากมายเป็นเวลานาน ทำให้เจ็บแค้นโกรธเกลียดฝังใจจนอยากแช่งให้เขาตายได้อย่างไรคะ จะใช้วิธีการอย่างใดถึงจะปรับจิตของเราได้

๒. จากนี้หนูควรปฏิบัติต่อตัวเขาอย่างไร ตอนนี้หนูไม่ได้พูดคุย ยกเว้นมีเรื่องสำคัญค่ะ หนูเคยฟังธรรมมาบ้างเล็กน้อย สมองเข้าใจว่า คนเราไม่ควรผูกอาฆาต ควรให้อภัย ไม่ต่อเวรต่อกรรม เพราะมีแต่การทำให้เราทุกข์เอง แต่ใจมันไม่ตอบสนองค่ะ ยังวนเวียนคิดแต่สิ่งที่เขาทำกับเขา แค้นจนอยากจะทำร้าย แช่งให้เกิดสิ่งที่แย่ๆ

นี่คือคำถามเนาะ

ฉะนั้น สิ่งที่ว่ามันเป็นปัญหาในครอบครัว ถ้าเป็นปัญหาในครอบครัว ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเราเกิดมาแล้วเรามีสติสัมปชัญญะ เราได้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มันก็เข้าคำถามที่ ๑. ไง

คำถามที่ ๑. เราควรให้อภัยกัน ควรอโหสิกรรมต่อกัน คนที่ทำร้ายเราอย่างมากมายเป็นเวลานาน ทำให้เจ็บแค้นโกรธเกลียดฝังใจจนอยากแช่งให้เขาตายไปอย่างไร จะใช้วิธีการอย่างไรปรับจิตของตัวเองคะ

เวลาจะปรับจิตของตัวเอง เรารู้อยู่แล้วล่ะ หลักธรรมในพระพุทธศาสนา หลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือธรรมโอสถๆ ธรรมโอสถมันจะมาแก้ไขเรื่องเวรเรื่องกรรม เรื่องความชอกช้ำเจ็บช้ำหัวใจนี้ไง

แต่ความชอกช้ำเจ็บช้ำหัวใจ เราก็รู้ ธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ศึกษา ฟังเทศน์ฟังธรรม เราเข้าใจ แต่ธรรมโอสถมันแก้กิเลสเราไม่ได้ มันแก้ความเจ็บช้ำน้ำใจเราไม่ได้ มันไม่ได้เพราะอะไร

นี่ไง มันไม่ได้เพราะเวรกรรมมันสะสมมานานไง กรรมเก่า กรรมใหม่

กรรมเก่า กรรมใหม่ ถ้ากรรมเก่า กรรมใหม่นะ ถ้าเราพูดในชาติปัจจุบันไง ในชาติปัจจุบันมันก็เป็นคนในครอบครัวเรานี่ไง เห็นหน้ากันอยู่อย่างนี้ แต่เวลาเกิด เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน แต่เวรกรรมของแต่ละคนมันมาไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกัน แต่มีสายสัมพันธ์ พันธุกรรมของจิตเกี่ยวพันกับพ่อกับแม่ มันถึงมาเกิดเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าเกิดครอบครัวเดียวกัน สิ่งที่กระทบกระทั่งกันมา นี่กรรมเก่าๆ

ฉะนั้นบอกว่า นั่นกรรมเก่า นี่กรรมปัจจุบัน

ไอ้กรรมเก่าๆ มันฝังลึกในใจเรานี้ไง

มันถึงบอกว่า ให้อภัยก็ไม่ได้ อโหสิกรรมก็ไม่ได้ อยากแช่งชักให้เขาตายเลย ให้เขาตายเลย

ทั้งๆ ที่มันเป็นบาปเป็นกรรมนะเนี่ย

เพราะเขาบอก ถ้ามันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ แล้วพอเข้าใจแล้วมันจะละได้หมด ละได้หมด มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้

นี่เรื่องผลกระทบจากกรรมเก่า กรรมใหม่ เกิดจากวัฏฏะนะ แต่เวลาจะแก้กิเลสๆ มันแก้กิเลสเราเองเลย

เราแก้กิเลส เห็นไหม โทสจริต โมหจริต โลภจริต คนขี้โกรธ คนขี้หลง คนขี้โลภ มันไปคนละเรื่องเลย ไอ้คนขี้โกรธมันก็จะโกรธเขาร่ำไปนะ ใครไม่ยอมรับกูเป็นเจ้าพ่อ ไม่ยอมนะ ไอ้คนที่หลง หลงใหลได้ปลื้มไปทั่ว นี่แก้กิเลสโดยตรง

ฉะนั้น สิ่งที่เวลาบอกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร คำว่า “ไม่จองเวรๆ” ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมโอสถเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันยังไม่เป็นของเรา

ถ้ามันเป็นของเราๆ ศีล สมาธิ ปัญญามันจะเกิดที่นี่ ถ้ามันเกิดที่นี่ขึ้นมา

แค่นี้ แค่จะภาวนาให้จิตสงบยังยากเลย เพราะอะไร เพราะมันผลกระทบมากมาย ถ้าผลกระทบมากมายขึ้นมา เราขันติธรรม เราอดทน สิ่งใดเราก็ยกเว้นไว้ ยกเว้นไว้ ยกเว้นไว้

เพราะกรรมเก่า เวลาเราพิจารณา เราคิดของเราขึ้นมา มันเป็นกรรมปัจจุบัน เราจะแก้กันที่ปัจจุบันนี้

แต่ทำไมคนในครอบครัวทั้งหมดเลย ทำไมมีปัญหาอยู่คนเดียวล่ะ แล้วคนอื่นทำไมมันไม่มีล่ะ พอไม่มี มันผูกอาฆาตกันมาอย่างไรล่ะ ถ้ามันผูกอาฆาตอย่างไร เขาจะรู้หรือไม่รู้ เรื่องของเขา แต่เรารู้

ถ้าเรารู้ขึ้นมา เราก็ตั้งใจของเรานี่ไง เราฝึกหัดของ เราตั้งสติของเรา เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อโหสิกรรมๆ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็แล้วไป แต่เราก็ทำซ้ำทำซากขึ้นมา เพื่ออะไร

เพื่อฟื้นฟูจิตใจไง เพื่อบรรเทาบาดแผลในใจเรานี้ไง เพื่อบรรเทาอันนี้ๆ ถ้ามันระงับได้ มันระงับที่นี่ ถ้ามันระงับไม่ได้ เราใส่ฟืนใส่ไฟเข้าไปต่อเนื่อง แล้วเราก็จิตใจ

เขาบอกว่า เราก็จะระงับไง เพราะไปคำถามไง

เราจะให้อภัย อโหสิกรรมคนที่ทำร้ายเราอย่างมากมาย

คนที่ทำร้ายเรา คนที่ทำร้ายเรา ทำร้ายด้วยอะไรล่ะ เขาทำร้ายด้วยความสะใจของเขา เขาทำด้วยความพอใจของเขา นั่นมันเป็นกรรมของสัตว์ นั่นเป็นกรรมของสัตว์ แล้วทำไมเขาต้องทำร้าย

ตอนนี้ข่าวสาร ลูกฆ่าพ่อ พ่อฆ่าแม่ ฆ่ากันเต็มไปหมดด้วยความหลอนยาเสพติด ด้วยความหลอนจิตผิดปกติ พ่อแม่ตัวเอง ใช้ไม้ ใช้มีดฟัน ใช้มีดฆ่า ใช้มีดทำลาย นั่นมันกรรมอะไรน่ะ กรรมของสัตว์

ไอ้ของเรา เราไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น เราย้อนกลับมานี่ ย้อนกลับมา เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

และไอ้เรื่องกรรมเก่านี่นะ มันกระตุ้นแรงมาก เข้าใกล้นี่ โอ้โฮ! มันรับไม่ได้เลยนะ นี่กรรมเก่า แล้วปัจจุบันนี้เราศึกษาธรรมะด้วย แล้วธรรมโอสถ เราต้องทำอย่างนี้ด้วย มันยิ่งฝืนสองชั้นสามชั้นไง

แต่เราเป็นผู้มีบุญ เพราะเราเกิดในสถานะอย่างนี้ เราถึงมีธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเทียบเคียงกรณีที่เกิดขึ้นไง มันเลยเห็นภาพชัดว่าเราควรจะรักษาดูแลหัวใจของเราอย่างไร แล้วแก้ไขของเราด้วยการหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ด้วยการพัฒนาหัวใจของเราให้เข้มแข็ง พัฒนาหัวใจของเราให้ยอมรับความจริง แล้วเราพยายามรักษาตัวของเรา

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไม่ใส่ฟืนใส่ไฟเข้าไป แล้วเราไม่สร้างเวรต่อเนื่องไป แค่นี้ก็เจ็บพอแล้ว แค่นี้ก็เจ็บพอแล้ว อย่าให้เจ็บชาติต่อๆ ไปอีกเลย เจ็บชาตินี้ให้มันจบกันไป ไม่เอาอีกแล้ว

ไม่เอาด้วยสติด้วยปัญญานะ พอสติปัญญามันขาดพรวด ไปแล้ว ไปล่อกับเขาอีกแล้ว

นี่ผลของการกระทำไง นี่ผลของเวรของกรรม จบ

๒. จากนี้หนูควรปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างไรคะ ตอนนี้หนูไม่อยากพูด ยกเว้นแต่เรื่องสำคัญค่ะ หนูเคยฟังธรรมบ้างเล็กน้อย สมองไม่ให้ผูกอาฆาต ควรให้อภัย ไม่ต่อเวรต่อกรรม หนูควรปฏิบัติตัวอย่างไรคะ

ก็ตั้งสติของเรานี่แหละ ปฏิบัติตัวเป็นเรื่องธรรมดาๆ ทำจนมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปไง ไอ้นี่เราระวัง เราเกร็งนะ พอเกร็งปั๊บ แผลมันเลือดซิบๆ ตลอด แล้วมันโหดร้าย มันทำลายไง แล้วห่างไม่ได้ด้วยนะ มันยังไม่สิ้นเวรสิ้นกรรม มันก็มีเวรมีกรรมกันต่อไปอย่างนี้แหละ

แต่ถ้ามันสิ้นเวรสิ้นกรรมนะ เฮ้อ! เลิกแล้วต่อกันเสียที เลิกแล้วต่อกันเสียที เขาก็ใช้ชีวิตอิสระของเขา เราก็ใช้ชีวิตอิสระของเรา แล้วคนในครอบครัวเดียวกันก็ทำงานร่วมกันต่อเนื่องไป แต่เรื่องความเป็นปมในใจ เป็นปมในหัวใจ มันละได้ มันวางได้ มันเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ เรื่องกรรมของสัตว์

พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมดีและกรรมชั่ว กรรมคือการกระทำ แล้วกรรมที่ได้การกระทำ ทำกันมาไว้ แล้วก็มาพบกันในชาตินี้ เขาจะรู้ไม่รู้ แต่เราเจ็บ ถ้าเขามีเวรมีกรรม เขาก็เจ็บ ต่างคนต่างเจ็บ แล้วเก็บไว้ในหัวใจไง แล้วก็ฟาดฟันกันต่อไป แล้วถ้ามันมีความเข้าใจกันได้ แล้วให้อภัยต่อกันนะ ไอ้เคยพูดที่เหน็บแนม พูดเสียดแทง มันจะพูดคุณครับ คุณ ผม อย่างดีเลย ถ้ามันเลิกได้

เราก็ปรารถนาคุณงามความดีทั้งสิ้น นี่พูดถึง เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไม่จองเวรจองกรรมใครทั้งสิ้น แต่มันมีเวรมีกรรมต่อกัน มันมีผลต่อความรู้สึกไง เห็นหน้าไม่ได้เลยนะ โอ้โฮ! มันเจ็บช้ำ มันมีผลต่อความรู้สึก มันมีผล นั่นน่ะสังโยชน์มันผูกมันมัด

ความเห็นผิดๆ เห็นผิดเพราะกิเลสมันใส่ฟืนใส่ไฟ

ถ้าเห็นถูก เห็นถูกนะ คนเราประกอบไปด้วยธาตุ ๔ เหมือนกัน จิตวิญญาณเหมือนกัน แต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนไม่เหมือนกัน ยิ่งใหญ่และแตกต่างกัน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาระงับ ด้วยความเวรระงับด้วยความไม่จองเวร

เราฝึกหัดของเรา จะมากจะน้อยก็เพื่อหัวใจดวงนี้ อย่าให้มันทุกข์มันยากจนเกินไป ไม่ให้มันทุกข์มันยากจนเกินไปด้วยธรรมโอสถ เอวัง