ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หาปัญญา

๑o เม.ย. ๒๕๖๕

หาปัญญา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๖๐. เรื่อง “เดินปัญญา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ขอโอกาสสอบถามเรื่องการภาวนาค่ะ

โยมเดินจงกรมและกล้ามเนื้อขาฉีก ครูบาอาจารย์บอกว่าอย่ากินยา เลยไม่ได้กินยาค่ะ ปวดทรมานมาก พยายามเดินปัญญาอบรมสมาธิ แยกเวทนาออกจากจิต จนวันที่ ๓ ปวดมาก น้ำตาไหล เลยอดทนนั่งสมาธิ ปรากฏนิมิตเป็นรูปคนแบบย่อส่วน สักพักถูกไฟเผาเป็นธาตุต่างๆ และธาตุรวมตัวเป็นคนใหม่ และโดนไฟเผาอีก แตกเป็นธาตุ อีกสักพักธาตุก็รวมเป็นรูปคนอีก วนไปจนจิตเข้าสู่สมาธิ แยกเวทนาออกจากจิต

หลังจากเหตุการณ์นี้ เวลาเวทนาและเจอเวทนา จิตจะไม่แยกเวทนาด้วยกำลังของสมาธิแบบเดิม แต่จะดูเวทนาแบบตรงๆ ดูการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป (จิตไปดูเอง) ไม่ทราบว่าการพิจารณาแบบนี้ถูกไหมคะ เพราะโยมยังไม่สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาค่ะ ขอบพระคุณมาก

ตอบ : คำถามๆ นะ คำถามพูดถึงเวทนามันเกิดขึ้น ถ้าเวทนามันเกิดขึ้น เวทนามันเกิดขึ้นมันเป็นสัจจะ เป็นข้อเท็จจริงแบบวิทยาศาสตร์ แบบปุถุชน

เวทนาก็คือเวทนาไง เวลามีสติๆ ถ้ามีสติปั๊บ มันจะหยุดยั้งความคิดได้ เวลาสติเท่าทันกับความคิด ความคิดที่เป็นโทษมันจะหยุด หยุดคิด แล้วมันหยุดคิด มันปล่อยแล้วจิตมันก็เป็นการปล่อยวาง ว่าจะเป็นสมาธิๆ ยังไม่เป็นสมาธิ

ถ้าเป็นสมาธิมันต้องมีการกระทำ มีนวกรรม มีบริกรรมพุทโธๆๆ ถ้าเป็นสมาธิมันต้องมีพลังงานที่ส่งให้เป็นสมาธิ

ทีนี้เวลามันเข้าใจแล้วมันปล่อยวางๆ เวลาคำว่า “ปล่อยวาง” เป็นสมาธิไหม

มันปล่อยวาง ปล่อยวางด้วยปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญามันเท่าทันไง ถ้าปัญญามันเท่าทัน นั่นก็เป็นเรื่องการเท่าทันเวทนา

ฉะนั้น เวลาภาวนาๆ อย่างเช่นที่ว่านี่ เวลาเป็นปกติ เขาว่ากล้ามเนื้อขาฉีก ครูบาอาจารย์บอกว่าไม่ให้กินยาๆ

แต่ถ้าเป็นเรา เราบอกว่าให้กินๆๆ การกินยา การรักษาเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไม่วิตกวิจารณ์จนเกินกว่าเหตุไง

แต่ถ้ามันเป็นการรักษา เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมๆ เวลาสิ่งใดถ้าเกิดขึ้น ท่านไม่รักษา ไม่ดูแลมัน แต่ท่านดูแลจิต ถ้าจิตถ้ามันเหนือแล้ว มันก็เหนือไง

แต่นี่เขาบอกว่า เวลาเขากล้ามเนื้อขาฉีก ครูบาอาจารย์เขาบอกไม่ให้กินยา

เวลามาที่วัดเรานี่นะ เวลาหน้าแล้ง แดดมันกล้า เราบอกว่า ไอ้ครีมทากันแดด เราถือว่ามันเป็นยา

บางคนมา ศีล ๘ ศีล ๘ ไม่กล้าทำอะไรเลยนะ แล้วก็ปล่อย

เพราะเราอยู่บ้านใช่ไหม เราไม่เคยเจอแสงแดด พอมาเจอแสงแดดเข้าตกกระ

เราบอกว่า สิ่งที่ว่าไอ้ครีมกันแดดๆ เราถือว่ามันเป็นยา ทาได้ นี่มันเป็นการป้องกันไง เราไม่ต้องวิตกวิจารณ์จนเกินไป

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลากล้ามเนื้อขาฉีก ไม่ให้กินยาๆ

ถ้าเป็นเรา ให้กิน กินยา เพราะมันมีอยู่ ปัจจัย ๔ ยามันเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เราไม่วิตกวิจารณ์จนเกินไป

พระกรรมฐาน หลวงตาท่านพูดประจำ มดกัดก็จะไปโรงพยาบาล จามฟิดๆ ก็จะไปโรงพยาบาล ไอ้นี่ก็อ่อนแอจนเกินไป

แต่ถ้ามันกล้ามเนื้อขาฉีก มันเจ็บปวด เราก็กินยา เพราะมันมียาไง ยากินแล้วมันไม่ต้องเจ็บปวดนัก เราก็ภาวนาของเราต่อเนื่องไป

แต่ที่เขาบอกว่าไม่กินยาเลย แล้วภาวนา นั่งทน นั่งทนจนเกิดเป็นนิมิต เห็นเป็นร่างกายของเราย่อส่วน พอย่อส่วนขึ้นมา มันถูกไฟเผา ถูกต่างๆ ขึ้นมา

ไอ้นี่มันเป็นโดยส้มหล่น คำว่า “ส้มหล่น” เขาเรียกว่าธรรมะมันเกิด สัจธรรมมันเกิด สัจธรรมข้อเท็จจริงมันเกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะโดยอำนาจวาสนาบารมีของเรา ถ้าอำนาจวาสนาบารมีของเราก็ดู เราพิจารณา พิจารณาโดยมีสติสัมปชัญญะ แล้วมันก็เป็นบุญกุศลไง

๑. เป็นบุญกุศล

๒. เป็นการประพฤติปฏิบัติของเรา

พอมันเป็นร่างกายขึ้นมา แล้วมันก็ย่อยสลายไป แล้วก็เป็นขึ้นมาใหม่ มันก็ย่อยสลายไป

นี่มันเป็นข้อเท็จจริง เพราะเราคิดไม่ได้อย่างนี้หรอก เราไม่เคยคิดได้ว่าเราจะเห็นอย่างนี้ จะเป็นแบบนี้ นี่มันเกิดขึ้นเอง พอมันเกิดขึ้นเอง เกิดขึ้นจากอะไร

เกิดขึ้นจากการทนความเจ็บปวดนี่ไง การทนความเจ็บปวด ขันติธรรม ขันติๆ

การนั่งสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ถ้าเราทำต่อเนื่องไป มันก็เป็นขันติอันหนึ่ง

ไอ้นี่เวลาเวทนามันเจ็บปวดๆ เพราะเรารู้ เรารู้เพราะอะไร เพราะกล้ามเนื้อขามันฉีก มันเจ็บมันปวด มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริง เราต่อสู้กับความเจ็บปวดนั้น มันก็เลยไม่ได้ไปคิดเรื่องอื่นเลยนะ ไม่ได้ไปวอแวกับเรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องสิ่งต่างๆ เลย เราไม่มีกล้ามเนื้อขาฉีกมามันก็คิดไปทั่วแล้ว เพราะมันธรรมชาติ ผู้รู้ ธรรมชาติที่มันจะคิด

ทีนี้พอมันอยู่ เวทนาๆ ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา นี่ธรรมเกิดๆ สิ่งที่รู้ที่เห็น ที่รู้เห็นขึ้นมา จนนั่งสมาธิได้ จนมันผ่านเวทนาได้ ผ่านเวทนาได้ แล้วเริ่มต่อไป คำถามต่อไป

หลังจากนั้น เวลาเวทนามันเกิด เจอเวทนา จิตจะไม่แยกเวทนาโดยกำลังสมาธิแบบเดิม แต่จะดูเวทนาแบบตรงๆ

ดูเวทนาแบบตรงๆ เพราะเราไปสู้กับเวทนา แล้วเราวุฒิภาวะหัวใจมันฉลาดขึ้น ถ้ามันจะดูเวทนาแบบตรงๆ พอไปดูเวทนา มันจะเจ็บปวดเป็นสองเท่าสามเท่าไง

แต่ถ้ามีสัมมาสมาธิ มีสัมมาสมาธิ เวลาไปจับเวทนาได้ มันมีเครื่องมือจับ มันก็ไม่เจ็บปวดเป็นสองเท่าสามเท่า มันเจ็บปวดอยู่ เราก็พิจารณาของเราไป

แต่ถ้ามันเคยพิจารณาเวทนา ผ่านเวทนาไปแล้ว มันเข้าใจ จิตมันเคยเป็นอย่างนั้น มันก็เข้าไปพิจารณาเวทนาโดยตรงๆ โดยที่ไม่กลัวมันไง มันก็ฝึกหัดของเราไป

การพิจารณาเวทนาก็เป็นเวทนานะ แล้วถ้ามันฉลาดขึ้น มันดีขึ้น เวลามันเห็นกายก็ได้ เห็นเวทนาก็ได้ เห็นจิตก็ได้ เห็นธรรมก็ได้ เห็นอะไรก็ได้ หมายความว่า มันเป็นปัจจุบัน นี่คือการฝึกหัดใช้ปัญญา

การฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันจะรู้ได้ ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันเกิดปัญญาขึ้น โอ้โฮ! มันคมกล้า มันพิจารณามันทะลุปรุโปร่ง แหม! มันโล่งโถงไปหมดเลย

แต่ถ้ามันเป็นปุถุชน เป็นคนหนา คือเราก็ลังเลในตัวของเรา เวลาปัญญามันเกิดขึ้น ปัญญาก็ ๕๐–๕๐ ไง มันก็ลังเลของมัน แล้วพิจารณาไปจะใช่หรือไม่ใช่ มันก็สงสัยอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้น เวลาคนใช้ปัญญา ใช้ปัญญาโดยกำปั้นทุบดิน ใช้ปัญญาโดยว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาๆ ก็ใช้ปัญญาตะบี้ตะบันไป มันทำให้ถูลู่ถูกังไง

ถ้าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน เพราะการทำความสงบของใจ ศีล สมาธิ ปัญญา

การทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำให้เรามีกำลัง ทำให้เราทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เราไม่ถูลู่ถูกังจับผิดจับถูก

แต่เราตะบี้ตะบันไป มันจับผิดจับถูก แล้วทำสิ่งใดไปก็โดยใช้กำลัง โดยทุ่มเทเต็มที่ แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ สุดท้ายแล้วมันท้อแท้

แต่ถ้าเราไม่ต้องหวังสิ่งใดเลย เราไม่ต้องว่ามันจะมีปัญญา มันจะฟาดฟันกิเลสอะไร วางไว้ก่อน ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้ว แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าปัญญามันเกิดขึ้นจากสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน

อย่างที่โยมเป็น อย่างที่โยม ไอ้นี่การเป็นนี้มันเป็นแบบธรรมะเกิดด้วยนะ เพราะอะไร เพราะทนต่อเวทนา ทนต่อเวทนา เพราะเวทนามันเจ็บมันปวดไง พอมันทนต่อเวทนา ทนต่อเวทนา เพราะจิตเราจดจ่ออยู่กับเวทนา

แต่เวลามันเกิดนิมิต เกิดเห็นเป็นภาพ เป็นบุคคลย่อส่วน โดนไฟเผาแตกเป็นธาตุต่างๆ

นี่ปัญญามันก้าวเดินต่อเนื่องแล้ว นี่คือปัญญาล้วนๆ เลย นี่ธรรมล้วนๆ เลย ที่มันเป็นไป เพราะมันไม่ใช่เวทนาใช่ไหม เพราะเราจดจ่ออยู่กับเวทนาไง แต่เวลามันเกิด มันเกิดเป็นเห็นกาย แล้วภาพกายนี้มันเคลื่อนไปโดยมีสติสัมปชัญญะ

เพราะมันย่อส่วน ขยายส่วน มันโดนไฟเผา มันแตกเป็นธาตุ

นี่มันเห็นของมัน จิตมันรู้ของมัน จิตมันสงบของมัน เวลาเวทนาออกจากจิต จิตออกจากเวทนา เพราะเวทนาไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่เวทนา

นี่เวลามันเห็นจริงไง นี่เห็นจริง เห็นจริงในภาคปฏิบัติ นี่การฝึกหัด สิ่งนี้เป็นธรรมโอสถ

เริ่มต้นจากการที่เราเพ่งเวทนาๆ นี่แหละ ไอ้นี่เป็นการฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญารอบหนึ่ง

ฉะนั้น หลังจากนั้น เราจะไม่ทนกับเวทนา เราจะเข้าไปเผชิญกันตามความจริง

นั้นคือกระบวนท่า คือวิธีการ

แต่เดิมเรากำหนดพุทโธ เราพิจารณาเวทนาต่างๆ ด้วยสมาธิ ด้วยความแบบว่ามันวิตก ความที่มันแหยง ที่ไม่กล้าจับต้อง แต่เวลามันผ่านไปแล้ว มันพิจารณา มันผ่านไปหนหนึ่ง คือว่ามันพิจารณาเวทนาจนเห็นของมัน จนจิตมันเห็นเวทนาไม่ใช่จิต

แล้วเวลาเราพิจารณา เพราะมันคนทำเป็นไง คนภาวนาที่มันมีเหตุมีผลของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป มันจะมีรูปแบบ มันจะมีการกระทำตามข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงนั้นน่ะ ข้อเท็จจริงนั้นเกิดจากความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากตำรา ไม่ใช่เกิดจากครูบาอาจารย์อบรมบ่มเพาะ ใครสั่งสอนมา มันเกิดจากการกระทำของเรา นี่ปัจจัตตัง

ฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญาไป ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญาไป ถ้ามันเป็นตามข้อเท็จจริงนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนั้น มันเป็นความสงสัยไง

เพราะโยมยังไม่ได้สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา

ไอ้นี่มันเป็นชื่อ ไอ้ที่เห็นๆ นั่นน่ะ ที่เวลาจิตมันเห็นกายนั่นน่ะ นั่นน่ะยกขึ้นสู่วิปัสสนาโดยข้อเท็จจริง โดยข้อเท็จจริงไง

เวลาธรรมมันเกิด เวลาธรรมเกิดๆ พอธรรมเกิด แต่มันมีสติมีปัญญาเพราะอะไร เพราะเวลาเรานั่งอดทน นั่งสู้กับเวทนา ความนั่งนั้นจิตมันสงบ พอจิตสงบขึ้นมา ไอ้ที่ว่ามันต้องแบบว่าอย่างนี้มันเป็นการศึกษา จะต้องสอบ จะต้องผ่าน ต้องใบประกาศนียบัตร พอได้ใบประกาศนียบัตรแล้วเราถึงจะมีสิทธิหน้าที่อย่างนั้น แต่นี่เวลาภาวนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นข้อสงสัยไง

จิตมันไปดูเอง คำถามนะ จิตมันไปดูเอง ไม่ทราบการพิจารณาแบบนี้ถูกหรือไม่ เพราะโยมยังไม่สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา

อันนี้มันเป็นชื่อ เป็นชื่อ เป็นระดับของสมาธิ

สมถกรรมฐาน คือทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พอใจสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาๆ

ไอ้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา เวลาที่เรารู้เราเห็นนั่นแหละ เวลาเราเห็นกาย ที่มันย่อส่วนขยายส่วน นั่นแหละ นั่นแหละการฝึกหัด นั่นแหละที่มันเป็น ถ้ามันเป็นแล้ว ไอ้ที่ว่าเรามีความชำนาญแล้ว ถ้ามีความชำนาญนะ ถ้าทำความสงบ มันก็ทำความสงบไง ถ้าทำความสงบแล้วก็ปล่อย ปล่อย จิตมันก็เข้าสู่ปัญญา ปัญญาคือว่ามันใช้ความคิด ความคิดจากสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน มันก็จะเห็นแบบที่โยมเห็นตามข้อเท็จจริง อันนั้นมันไม่มีตัวมีตนเข้าไปเกี่ยวข้องนะ

ไอ้ที่ว่าเห็นย่อส่วน เห็นกายย่อส่วน เห็นกายโดนไฟเผา เห็นไฟ พอไฟเผาแล้วมันแตกเป็นธาตุ

นั่นน่ะ นั่นกระบวนการมันเดินไปอย่างนั้น นั่นน่ะ ถ้าบอกว่านั่นล่ะวิปัสสนา

แล้วที่บอกว่า โยมยังไม่สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา

แล้วใครเป็นคนอนุญาตล่ะ แล้วใครเป็นคนห้ามล่ะ ใครเป็นคนห้ามว่าจิตระดับนี้ต้องเป็นอย่างนี้ จิตระดับนี้เป็นอย่างนี้ ใครเป็นคนห้ามล่ะ

ไอ้นั่นมันข้างนอก แต่ข้างในใจเรามันเป็น

นี่เวลามันเป็น เป็นที่โยมเป็นนั่นน่ะ เราใช้คำว่า “ส้มหล่น” ส้มหล่นคือว่ามันเป็นโดยข้อเท็จจริงของมัน มันเป็นขณะนั้น แล้วถ้ามันเป็นขณะนั้น ถ้ามันเป็นจริง นั่นน่ะจริงตามข้อเท็จจริง นี่ภาคปฏิบัติ เดินหาปัญญาๆ หาปัญญา ปัญญาเป็นความจริง

แล้วเวลาหลังจากนั้นๆ ในเมื่อคนมันผ่านงานมาแล้ว คนผ่านงานแล้ว มันรู้งานแล้ว มันก็ทำงานตามความเป็นจริงไง

ถ้าทำตามความเป็นจริงแล้ว ไอ้ที่ว่ายังไม่เป็นสัมมาสมาธิ ยังไม่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ

ก็มันเป็นแล้ว มันเป็นของมันแล้ว ถ้ามันเป็นของมันแล้ว เป็นของมันแล้ว เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นการยืนยันกับใจดวงนั้น ใจดวงนั้นเวลามันเป็นจริง มันเป็นจริงอย่างนั้นน่ะ

ไอ้ชื่อๆ ที่ว่าสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาๆ นั้นเป็นทฤษฎี เป็นวิธีการที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นย้ำว่าระบบขั้นตอนมันจะเป็นแบบนั้น แต่ขณะที่ใจเราเป็นๆ ที่มันเห็นๆ นั่นน่ะเป็นข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริง ความรู้มันแตกต่างกัน แล้วใครเป็นคนห้ามล่ะ

นี่ไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ผู้ที่ปฏิบัติจะรู้ชอบด้วยตนเอง

นี้ถ้าเราจะเดิน เราก็ฝึกหัดของเราต่อเนื่องไป ถ้าปัญญามันไม่ก้าวเดิน เราก็กลับมาพุทโธ กลับมาปัญญาอบรมสมาธิ

สรรพสิ่งในโลกนี้ที่มันจะเกิดขึ้นหรือปัญญาที่จะเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นบนสัมมาสมาธิ มันเกิดขึ้นบนจิต เพราะจิตเป็นสมาธิ สมาธิเป็นจิต เวลามันเป็น สมาธิไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นสมาธิ จิตเป็นจิต

จิตคือธาตุรู้ของเรา ธาตุรู้นี้บริกรรมจนมันเป็นสมาธิ สมาธิกับจิตมันเป็นอันเดียวกัน เพราะจิตมันเป็นสมาธิ เวลาจิตมันเสื่อม จิตเสื่อม สมาธิมันหายไป จิตมันก็ยังอยู่ จิตไม่ใช่เป็นสมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่จิต แต่เวลาจิตมันเป็นสมาธิ สมาธิกับจิตเป็นอันเดียวกัน มันถึงเป็นสมาธิ

พอเป็นสมาธิปั๊บ พอมาฝึกหัดใช้ปัญญา มันก็จะเป็นระบบมันไปอย่างนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกิดมรรคไง นี่ไง สิ่งที่ว่าเวลามรรค ๘ มันเกิด มันเกิดบนหัวใจไง มันไม่ได้เกิดที่สมองไง มันเกิดที่มันเป็น มันเป็นแบบนี้

ไอ้นี่ถึงบอกว่าส้มหล่น เพราะส้มหล่น เพราะเขายังจะเอาชื่ออยู่ไง

ก็ของโยมยังไม่เป็นสัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วทำไมมันเป็นแบบนี้

ที่มันเป็นแบบนี้มันเป็นตามข้อเท็จจริง ไอ้ที่ยังไม่เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ยกขึ้นสู่วิปัสสนา คือยังไม่มีใครให้ใบประกาศไง ยังไม่มีใครอนุญาตให้ทำไง แต่ใจมันทำไปแล้ว ทำแล้วมันรู้แล้ว เป็นจริงแล้ว นี่คือการเดินหาปัญญา จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๑. เรื่อง “พระอรหันต์แล้วเป็นบ้า ไม่มีสติ ได้หรือไม่คะ”

เป็นบ้าแล้วเป็นพระอรหันต์ คือนางปฏาจาราเถรี แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจะเป็นบ้า ไม่มีสติ เป็นไปได้ไหมคะ

ตอบ : นางปฏาจาราๆ เวลาที่ว่าเป็นลูกเศรษฐี แล้วหนีตามคนใช้ในบ้านไป ไปมีบุตรคนแรก จะกลับมาคลอดที่บ้านก็มาไม่ทัน คนที่สองก็กลับมาไม่ทัน สุดท้ายสามีตามมา พอสามีตามมา สามีหาฟืนจะมาจุดไฟเพื่อความอบอุ่น ฟ้าผ่าตาย

เวลาจะไปหาพ่อ เอาลูกชายคนเล็กไปไว้ฝั่งนู้นก่อน แล้วกลับมารับลูกชาย เพราะมันเกิดน้ำหลากมา นกมันจะมาเอาลูกคนเล็ก ก็ไล่นก ไอ้ลูกคนโตก็คิดว่าแม่เรียก ลงไปในน้ำ นกนั้นก็คาบเด็กนั้นไปเลย เสียไปหมด จะกลับไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ พ่อแม่ก็ตายหมด จนเป็นบ้า สติแตกเลย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ไง เข้าไปในหมู่แสดงธรรมนั้น

“ปฏาจารา เธอเป็นอะไร”

สติฟื้นเลย ชีวิตมันทุกข์ยากมาก ทุกข์ยากมาก ขอบวชเป็นภิกษุณี พิจารณาเทียนเล่มหนึ่ง มันเผาตัวเทียนเอง เป็นพระอรหันต์เลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกชื่อ สติฟื้นมาเลย กลับมาเลย

เป็นบ้าแล้วเป็นพระอรหันต์ คือนางปฏาจารา แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นบ้า มีไหม

เป็นไปไม่ได้ เว้นไว้แต่มันไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริงไง มันไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริง เพราะเวลาปฏิบัติๆ ไป เวลาผู้ที่หลุดไป หลุดไปก็มี ก็เห็นๆ อยู่

เป็นบ้าแล้วมาเป็นพระอรหันต์ มี ในพระไตรปิฎกก็มี เป็นบ้าแล้วพยายามเอาฟื้นมา

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นบ้า เป็นไปไม่ได้

แค่โสดาบันมันก็จบแล้ว เพราะมันสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ สัมมาสติ ถ้ามีสติ มีสมาธิ มันจะเป็นบ้าไปได้อย่างไร

ไอ้ที่เป็นบ้าๆ เพราะจิตมันหลุด พอจิตมันหลุด มันจะเป็นอะไร มันเป็นอะไรไม่ได้เลย มันเป็นอะไรไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันไม่มีมรรคมีผลอยู่ในหัวใจนั้นเลย มันถึงเป็นแบบนั้น ถ้ามันมีมรรคมีผลอยู่ มันจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร

คำว่า “มรรคผล” นะ อกุปปธรรมๆ จิตมันสมบูรณ์แบบ คำว่า “สมบูรณ์แบบ” มันจะเผลอ มันจะนึกอะไรไม่ถึง มันเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น มันเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น มันเป็นอะไรไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นพระอรหันต์ไปแล้วมันเป็นบ้า เป็นไปไม่ได้ ไม่มี ไม่มีหรอก มันเป็นไปไม่ได้ เว้นไว้แต่อรหันต์ปลอม

อรหันต์ปลอมเพราะกิเลสมันครอบงำหัวใจนั้นอยู่แล้ว แล้วตัวเองหลงว่าเป็นพระอรหันต์ไง พอมันลุ่มมันหลงไป มันก็หลุดไป มันก็จบไง มันไม่มี

เพราะคำถามไง เป็นพระอรหันต์แล้วเป็นบ้า ไม่มีสติได้หรือไม่

ไม่ได้ เพราะอกุปปธรรม สติอัตโนมัตินะ สติสมบูรณ์แบบในพระอรหันต์ เพียงแต่ว่าท่านไม่ควักไม่ล้วงออกมาแสดง ออกมาโชว์เท่านั้นน่ะ เพราะว่าปัจจัตตัง รู้จำเพาะตน รู้จำเพาะในจิตของพระอรหันต์นั้น แล้วพระอรหันต์กับพระอรหันต์คุยกัน จบ พระอรหันต์มองผู้ที่ปฏิบัติ มันจะเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นพระอรหันต์ ดูออกหมดน่ะ เพราะอะไร

เพราะว่าบุคคล ๔ คู่ ทาน ศีล ภาวนา บุคคล ๔ คู่ มันมีมาตรฐานของมัน ถ้ามีมาตรฐานของมัน โสดาบันเป็นอย่างไร สกิทาคามีเป็นอย่างไร อนาคามีเป็นอย่างไร พระอรหันต์เป็นอย่างไร แล้วมันก็จบ พระอรหันต์มองทีเดียวก็รู้ ผู้รู้เขามี เขามองออกหมดน่ะ เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาไม่พูด ไม่พูดเพราะอะไร เพราะมันหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อไง

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วมันสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง พระอรหันต์ไม่มีมารยา ไม่มีสาไถย พูดถึงเด็กมันไร้เดียงสานะ ดูแล้วน่ารักมาก พระอรหันต์ก็เป็นแบบนั้นน่ะ แต่ไม่เหมือนเด็กไร้เดียงสา เพราะเด็กไร้เดียงสา เพราะความไร้เดียงสานั้นมันจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นความไร้เดียงสา แต่พระอรหันต์ไร้เดียงสาด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ แต่สติสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบแบบไร้เดียงสา สมบูรณ์แบบ

อย่างเรา เราจะมีสติเราก็ต้องตั้งมั่น ต้องระวังตัว แต่พระอรหันต์มีสติสมบูรณ์แบบ แต่มันเหมือนธรรมดา มันไม่มีมารยา ไม่มีสาไถย ไม่มีอะไรเลยนะ แต่สติสมบูรณ์แบบ เหมือนกับความไร้เดียงสา แต่ความไร้เดียงสาของเด็ก มันไร้เดียงสา เพราะความไร้เดียงสามันไม่รู้ตัวมันน่ะ ธรรมชาติของความไร้เดียงสา แต่นี้ธรรมชาติของพระอรหันต์เหมือนไร้เดียงสา สติสมบูรณ์ สมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นเป็นพระอรหันต์ไม่ได้

ฉะนั้นว่า พระอรหันต์แล้วเป็นบ้า ไม่มีสติ เป็นไปได้ไหมคะ

ถ้าเป็นพระอรหันต์จริงๆ นะ เป็นไปไม่ได้หรอก พระอรหันต์จริงๆ นะ อยู่องค์เดียวสุขสมบูรณ์แบบในใจของตน เพราะมันไม่มีอะไรมีค่าไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีหรอก ในวัฏฏะนี้ไม่มี

ฉะนั้นว่า พระอรหันต์เป็นบ้า ไม่มีสติ เป็นไปได้ไหมคะ

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่ไอ้ที่เป็นไปๆ คือมันอรหันต์ปลอม มันปลอมมาตั้งแต่ต้น แต่อยากแสดงว่าเป็นพระอรหันต์ มันก็เลยหันไปสู่ความบ้าบอ นั่นจอมปลอม ไร้สาระ ไม่ต้องไปพูดถึง เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่มี

แต่ถ้ามันสิ่งที่มันมีนะ มันมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา สาธุนะ แล้วมันมีคุณค่าเลอค่ามากกว่าวัฏฏะ มากกว่าสิ่งที่มีค่าในโลกนี้ สิ่งที่มีค่าในโลกนี้มันไม่มีค่าเท่ากับความเป็นพระอรหันต์ในใจของท่าน ท่านอยู่โดยความสุขสมบูรณ์ในตัวของท่าน สาธุ จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๒. เรื่อง “เวทนาก่อนตาย”

ถ้าเราเจอเวทนาก่อนตาย เราควรจะไปรบที่สมาธิ หรือควรจะดูมันดีคะ

ตอบ : เรายังไม่ทันตายไง เรายังไม่ทันตายเลย เรายังไม่ถึงเวลาตาย เราก็เตรียมตัวอยากจะตายไง ไปวิตกวิจารณ์ไง

เพราะว่าถ้ามีบุญกุศลนะ เวลามันตาย มันจะหมดอายุขัยไป หลับไปเฉยๆ ไม่มีเวทนา ไม่รู้ตัวว่าตายหรือไม่ตาย แต่มันตายไปแล้วด้วย ถ้าตายแบบนั้นสมบูรณ์แบบ ทำไมจะต้องไปเจอเวทนาล่ะ

คนที่หมดอายุขัยนอนหลับไปเลย มี คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย อันนั้นก็กรรมของสัตว์ เวลาถ้ากรรมของสัตว์นะ เรามีสติมีปัญญา เราก็พยายามฝึกหัดสติของเรา เท่าทันกับความรู้สึกนึกคิดของเรา เวทนามันเกิดกับเรา เกิดกับเราเพราะกรรมของสัตว์ไง กรรมของสัตว์ เพราะสัตว์มันเป็นสิ่งใด มันก็เป็นตามนั้นไง

ฉะนั้น ถ้าจะเจอเวทนา เราเป็นชาวพุทธไง ก่อนตาย ถ้าเจอเวทนาก่อนตาย เราจะควรไปรบที่สมาธิ

ที่สมาธิ เขาเรียกนักหลบ มันไม่ใช่ไปรบที่สมาธิ คือเข้าสมาธิเพื่อหลบเวทนาต่างหาก ถ้ามันไม่เข้าสมาธิ มันก็ไปรับรู้ที่เวทนานั้นไง

ฉะนั้น เวลานักปฏิบัติ เรานั่งภาวนาใหม่ๆ กันนี่ ทุกคนถ้ามีปัญหาๆ ก็เวลามันเผชิญกับเวทนานี่ไง ถ้าเผชิญกับเวทนา ถ้ามันขาดสติ มันก็บอกว่า เมื่อไหร่จะหายเสียที แล้วเมื่อไหร่มันจะเบาบางเสียที เวทนาจะเป็นสองเท่าสามเท่าเข้าไป เพราะอะไร เพราะมันไปเขี่ย มันไปเขี่ยให้ความรู้สึกนั้นไปวิตกกังวลอยู่กับเวทนาไง เวทนามันเป็นเวทนาของมันอยู่วันยังค่ำ

แต่ถ้าจิตมันฉลาด พุทโธๆๆ พุทโธก็เอาความรู้สึกทั้งหมดไม่ไปรับรู้ที่เวทนา มารับรู้ที่คำบริกรรม พุทโธๆๆ จนพุทโธมันสงบตัวลง พุทโธกับจิตมันเป็นกลมกลืนกัน มันก็ไม่รับรู้เวทนาไง เวทนามันก็เป็นเวทนาสักแต่ว่านั่นไป ไม่มีความรู้สึก แต่ความรู้สึกเราจะมาเด่นอยู่ที่พุทโธๆๆ ไง พุทโธจนมันเป็นสมาธิ

คำถามถึงว่า เราควรจะไปรบที่สมาธิ

เราควรที่จะไปรบที่สมาธิ คือว่าเราจะหลบจากเวทนานั้นมาอยู่ที่สมาธิ เราควรจะไปรบที่สมาธิ คือหลบจากเวทนามาที่สมาธิ ไม่ใช่ว่าไปรบที่สมาธิ คือจะไปทำสมาธิ แต่สมาธิมันจะทำได้ยาก เพราะเวทนามันจะกวน เพราะเราต้องพุทโธๆๆ ถ้าพุทโธชัดๆ มันอยู่กับพุทโธ มันก็เป็นหนึ่งใช่ไหม

แต่นี่เราก็พุทโธๆ แต่มันก็ยังรับรู้เวทนา มันก็ยังแหยง มันยังพยายามคอยรับรู้เวทนา มันก็เวทนา แลบไปเวทนา มาที่พุทโธ พุทโธก็เวทนา มันก็เลยกลายเป็นความรับรู้สองทาง สมาธิมันก็ไม่เป็น เวทนาก็ครึ่งๆ กลางๆ ไง แต่พุทโธๆ จนจิตมันสงบนะ มันก็เป็นสมาธิหมด เวทนาก็ดับ

ไอ้นี่พูดถึงว่าเวลาเราจะหลบจากเวทนาไง

แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วนะ จิตสงบแล้ว เวทนายิ้มๆ เลยนะ เพราะเวทนามันไม่ใช่จิต จิตก็คือจิต เวทนาเกิดจากจิต

เมื่อกี้พูดถึงสมาธิไม่ใช่จิต แต่ถ้าจิตเป็นสมาธิ มันเป็นอันเดียวกัน แต่สมาธิไม่ใช่จิต เพราะอะไร เพราะสมาธิเสื่อม จิตมันก็ยังอยู่ สมาธิเสื่อม คือมันเสื่อมไปจากจิต แต่จิตก็ต้องสมบูรณ์แบบ จิตก็ยังขี้ทุกข์ขี้ยากอยู่อย่างนั้นไง

แต่ถ้ามันพุทโธๆๆ จนจิตเป็นสมาธิ สมาธิกับจิตเป็นอันเดียวกัน สมาธิไม่ใช่จิต แต่จิตนี้ทำให้สมาธิเกิดขึ้น คือทำให้จิตเป็นสมาธิ จิตไม่วอกแวกวอแวไปเรื่องอื่น จิตเป็นสมาธิกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน

นี่ถึงว่า ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เวลามันเสื่อม มันถอยออกมา มันรับรู้ รับรู้มาก รับรู้น้อย แล้วถ้าสมาธิมันเสื่อมหมดเลย จิตนี้ดิ้นรนมาก ทุกข์ยากมาก

นี่ก็เหมือนกัน เราจะไปรบ รบที่เวทนาหรือรบที่สมาธิ

เวทนาก็ไม่ใช่จิต ถ้าเวทนามันเป็นจิต จิตนี้มันรู้มาตลอดเวลา แต่เวลาจะตาย เวทนามันเกิด เห็นไหม มันก็ไม่ใช่จิต แต่เพราะว่าเวทนามันเกิดแล้วเราเสวยเต็มที่ไง เราไปรับรู้มันเต็มที่ไง เวทนากับเราก็เป็นอันเดียวกัน

แต่ถ้าเวลาพุทโธๆ จะไปรบสมาธิ

ทำไมเป็นสมาธิแล้ว จิตเป็นสมาธิ เวทนาก็ดับ

แล้วถ้ามันเป็นปัญญาๆ ปัญญาถ้ามันเชี่ยวชาญ เหมือนคำถามที่ ๑. นั้น คำถามที่ ๑. นั้น เวลาเวทนาเขาเกิด แล้วเขากำหนดของเขาจนจิตมันสงบได้ จิตมันไปเห็นเป็นนิมิตต่างๆ มันก็ต่างจากเวทนา เพราะไปเห็นกาย พอเห็นกาย มันเกิดปัญญาขึ้นไป ปัญญามันพิจารณาของมันไป มันปล่อยวางหมดเลย เพราะจิตไม่ใช่เวทนา เวทนาไม่ใช่จิต เหมือนกัน

อันนี้ก็เหมือนกัน แต่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจิตนี้มันมีคุณภาพ หมายความว่า มันภาวนาเป็นหรือภาวนาไม่เป็น ถ้าภาวนาเป็นนะ มันรับรู้ มันรับรู้นะ

นางวิสาขาเป็นพระโสดาบัน เป็นพระโสดาบันนะ มีหลานคนหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่เลี้ยงพระ เป็นตัวแทนทำบุญ แล้ววันนั้นตายไป เป็นคนที่รับผิดชอบงานไง นางวิสาขาทุกข์มาก เพราะว่าเป็นมือไม้ที่ทำงาน ร้องไห้ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามนางวิสาขา “วิสาขา ร้องไห้ทำไม”

“ร้องไห้เพราะหลานตาย”

“แล้วถ้าชาวนครราชคฤห์เป็นหลานของเธอ แล้วเขาตายทุกวันเลย เธอไม่ต้องร้องไห้ไปทุกวันเลยหรือ”

นางวิสาขาฟื้นเลยนะ เงียบ จบเลย เพราะมันเรื่องธรรมดา แต่เผลอได้ นี่เวทนา พอพระพุทธเจ้าเตือน จบเลยนะ กลับมาเป็นเรื่องข้อเท็จจริง คนมันเกิดมันก็ตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เผลอ เผลอคิดไป นี่พระโสดาบันไง แต่พระพุทธเจ้าเตือน จบเลย

นี่เหมือนกัน เวลาถ้าเราภาวนาของเราได้ ปฏิบัติมันเตือนของเราขึ้นมา มันเป็นความจริงขึ้นมา มันก็จบเหมือนกัน คำว่า “จบ” นะ

ฉะนั้น เราจะบอกว่า ถ้าเราเจอเวทนาก่อนตาย เราจะควรไปรบที่สมาธิหรือควรดูที่มันดีคะ

ถ้าคนไม่มีกำลัง ไม่มีสติปัญญา เราก็พุทโธๆๆ มันเป็นกำปั้นทุบดิน เพราะทำความสงบของใจเพื่อหลบเวทนานั้น แต่ถ้ามันเข้าสมาธิก็ไม่ได้ มันเข้าสมาธิ เพราะเวทนามันมากวน เข้าสมาธิได้ยาก เราก็ต้องใช้สติใช้ปัญญาใคร่ครวญว่า เวทนามันเกิดขึ้นเพราะเกิดจากบาดแผล เกิดจากความเจ็บไข้ได้ป่วย มันเกิดจากอะไรล่ะ ถ้ามันเกิดจากอะไร แล้วเราไปรับรู้ เราไปแบกรับภาระ มันก็เป็นเรื่องเป็นทุกข์เป็นยาก

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา นั่นเป็นทฤษฎี ที่เราประพฤติปฏิบัติ เราจะต่อสู้ เราตามข้อเท็จจริง เพราะมันเป็นธรรมโอสถเพื่อรักษาหัวใจของเรา

ถ้ามันธรรมโอสถรักษาหัวใจ ถ้ามันเข้าใจตามความเป็นจริง เวทนามันก็ดับ จิตมันก็เด่น เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา เวทนามันก็ไม่ใช่จิต แต่เพราะความวิตกกังวล เพราะความเจ็บปวด เพราะความต่างๆ เวทนามันก็เด่น

นี่พูดถึงว่า คำถามนะ ถ้าเราเจอเวทนาก่อนตาย ถ้าเราบอก ถ้าถึงตอนนั้นเราค่อยฝึก

เราฝึกหัดตอนนี้ เราประพฤติปฏิบัติตอนนี้ เวลาเราเข้าสงคราม เวลามันเกิดเหตุการณ์นั้น คุณธรรมในหัวใจเราเอามาใช้สอยเพื่อเหตุนี้

แต่ถ้าเราเจอเวทนาก่อนตาย ถ้าเรื่องมันยังมาไม่ถึง เราไม่ต้องวิตกวิจารณ์ เพราะอะไร เพราะเราอาจจะไม่ได้เจอมันก็ได้ เราอาจจะนอนหลับไปเลยก็ได้ ถ้าเรามีบุญกุศล ถ้ามันจะเกิดอะไรเป็นตามความเป็นจริง เราก็ค่อยพิจารณาตอนที่มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั้น นั่นจะเป็นประโยชน์กับเรา จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๓. เรื่อง “ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา เห็นได้ดังนั้น จิตจะพ้นสมมุติ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ การพิจารณา ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เพราะมีขันธ์ เราจึงเข้าไปยึด สัญญาเก่า เวทนาเก่า วิญญาณเก่าที่เรายึดมัน ทำให้เรายึดมั่นและพาเราไปเกิด พากรรมเก่าติดเรามา การละได้ซึ่งขันธ์ว่าเป็นเรา วิญญาณนั้นไม่ใช่เรา สังขารนั้นไม่ใช่เรา สัญญาอารมณ์ต่างๆ ไม่ใช่เรา เวทนาหรือรูปนี้เกิดดับ ไม่ใช่เรา หากพิจารณาดังนี้ได้ ความยึดมั่นว่าเป็นของเราหมดไป เหลือแค่จิตที่เกิดดับ ก็ไม่ใช่เรา เหลือสิ่งที่เหนือสมมุติคือการหลุดพ้น

การพิจารณาแบบนี้อาศัยจิตเป็นสมาธิ จิตระงับอยู่กับสมาธิ เป็นอารมณ์พิจารณาคลายความยึดมั่นออกไปไปเรื่อยๆ ทำเช่นนี้ถูกต้องไหมครับ

ตอบ : ถ้าทำเช่นนี้ถูกต้องไหมครับ ทำเช่นนี้ มันทำเช่นนี้ถูกต้องไหมครับ ทำเช่นนี้ด้วยอะไรล่ะ

ถ้าทำเช่นนี้ๆ ถ้าเป็นนักปฏิบัตินะ ถ้าเป็นนักปฏิบัติเขาต้องมีสติ เขาต้องมีสมาธิ เขาต้องมีสติปัญญาของเขา เขาถึงทำอย่างนี้ได้ด้วยสัจจะด้วยความจริงในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

แต่ถ้ามันไม่เป็นความจริงๆ มันบอกว่า ถ้าจิตมันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะพ้นจากสมมุติ

ไอ้นี่มันสมมุติทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันสมมุติ เพราะมันสัญญาเก่า วิญญาณเก่า

คำว่าเก่า ว่าใหม่ นี่อดีตอนาคตนะ แต่ถ้าเขาเห็น เขาเห็นปัจจุบัน ถ้าเห็น ปัจจุบันเลย

ของเก่า ของเก่าคือสัญญา

วิญญาณเก่า เวทนาเก่า ทุกอย่างเป็นของเก่า แล้วทำให้ยึดมั่นถือมั่น

ไม่ใช่

ไอ้ขันธ์ ๕ ส่วนขันธ์ ๕ ไอ้ความยึดมั่นถือมั่นมันคือกิเลส กิเลสตัณหาความทะยานอยากของคนน่ะ รูปอันวิจิตร รูปอันวิจิตร สมบัติอันวิจิตร สิ่งที่มีคุณค่าอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส หญิงกับชายก็ไม่ใช่กิเลส หญิงคือหญิง ชายคือชาย คือความต้องการของคนต่างหากมันคือกิเลส

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน มันจะวิญญาณเก่า วิญญาณใหม่ มันเป็นอะไร ขันธ์มันก็เป็นขันธ์ ไอ้ความปรารถนาในใจต่างหาก ไอ้กิเลสในใจต่างหาก

ไอ้นั่นมันเป็นสมมุติๆ ไอ้นี่ก็สมมุติ เราก็ซ้อนสมมุติขึ้นมาไง แล้วก็สมมุติความรู้สึกเราขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ถ้าเราไม่สมมุติขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เราจะไปบอกว่าอันนั้นวิญญาณเก่า อันนั้นวิญญาณใหม่ วิญญาณอะไร

ไอ้นี่พูดถึงในภาคปฏิบัติไง แม้แต่คำถามมันตั้งมา มันก็บอกถึงความรู้สึกจากภายในแล้ว

ถ้ามันเห็น มันเห็นปัจจุบัน เห็นปัจจุบันนะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความจริง เห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วเห็นอย่างไร

การปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเป็นการปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ นั่นคือการศึกษา นั่นทฤษฎีทั้งนั้น ทฤษฎีขึ้นมา เราถึงบอกว่ามันเป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอม ปลอมเพราะอะไร ปลอมเพราะมันสัญญาอารมณ์

ถ้าความจริงๆ คำถามที่ ๑. เขาเวทนา เขาปวดแข้งปวดขา กล้ามเนื้อเขาฉีก เขาก็ทนกับเวทนาๆ เวลามันเกิด มันเกิดกาย มันไม่เกิดที่เวทนา ถ้ามันเป็นปัจจุบันไง มันเป็นข้อเท็จจริงไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันเห็นสัญญา สัญญาเป็นอย่างไร

ครูบาอาจารย์ของเรานะ วิถีแห่งจิต จิตเป็นจิต ขันธ์เป็นขันธ์ เวลาความคิดจะเกิดขึ้น มันเสวย นี่ไง จิตเห็นอาการของจิต อาการที่มันเคลื่อน มันเป็นไป อาการที่มันเคลื่อน ถ้ามันรู้เท่าทันเป็นปัจจุบันนะ นั่นน่ะวิปัสสนาจะเกิดตรงนั้น

แต่นี่คำว่า “ของเก่าๆ” ของเก่าคือสัญญา วิญญาณเก่า เพราะมีวิญญาณเก่า ทำให้ยึดมั่น

ไม่ใช่ วิญญาณก็คือวิญญาณ ความยึดมั่นคือกิเลส ความยึดมั่นว่าตัวกู ของกู นี่คือกิเลสทั้งนั้น ไอ้ตัวกูๆ นั่นแหละกิเลสทั้งกูหมดเลย ไอ้ที่ไม่ใช่กูนั่นยิ่งกิเลสใหญ่เลย เพราะมันยิ่งปฏิเสธไง มันพยายามจะทำให้มันสะอาดไง แต่มันไม่สะอาดหรอก ถ้ามันสะอาด มันไม่มีตัวกู คำว่า “ตัวกู ของกู” กูก็จบแล้ว นั่นน่ะคือภวาสวะ นั่นคือภพ

ถ้ามันเป็นจริงนะ มันจับต้อง มันวิปัสสนา มันจะละเอียดไปกว่านี้ นี่พูดถึงว่าถ้ามันเป็นจริงนะ

ถ้าบอกว่า มันเป็นของเก่า ไปยึดมั่นถือมั่น มันถึงพาเราไปเกิด

เราจะไปสมมุติตัวกิเลส เหมือนตอนนี้พวกสิ่งที่โควิดไม่มียารักษา พยายามจะหายารักษากันอยู่

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน พอถึงเวลาแล้ว มันไม่ใช่ตัวเรา มันพาเราไปเกิด

หา?

มันเห็นจริงๆ อะไรเกิด ตัวตนเป็นอย่างไร

ไอ้มันจะพาเราไปเกิด

โอ๋ย! นี่มันเป็นซีรีส์เลยนะ

ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา เห็นได้ดังนั้น จิตจะพ้นจากสมมุติ

แต่นี่เป็นสมมุติซ้อนสมมุติ เราสมมุติขึ้นมาอีกต่างหาก สมมุติขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเลย แล้วว่าอันนี้เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรม

สมมุติซ้อนสมมุติเลย มันยิ่งซ้อนเข้าไป มันไปเลย เห็นไหม ว่าสังขารก็ไม่ใช่เรา สัญญาก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา เกิดดับไม่ใช่เรา เกิดดับก็ไม่ใช่เรา

นี่พูดถึงว่า เราคุยกันแค่เอกสารนะ คำถามนี้ แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงๆ มันไปความรู้สึกอีกมากมายเลย เอกสาร เอกสารผู้ที่เขียนมา เขียนมามันแค่เรื่องเอกสาร แต่ความรู้สึกของคนมันไปอีกระดับหนึ่ง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า สิ่งที่ทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

ถ้ามันมีสิ่งใดที่มันเป็นข้อที่ว่าน่าสงสัย กลับมาพุทโธอย่างเดียว พุทโธๆๆ แก้ได้ทุกเรื่องเลย ถ้าเราถลำไปแล้ว เราผิดพลาดไปแล้ว เราทำสิ่งใดที่มันไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว กลับมาพุทโธๆ ให้มันกลับมาเป็นสมบูรณ์แบบ กลับมาเป็นสัมมาสมาธิ กลับมาเป็นพื้นฐาน แล้วกลับมาเป็นพื้นฐาน ไอ้สิ่งที่ทำมาๆ จะรู้เลยว่าถูกหรือผิดอย่างไร

แล้วถ้ารู้ว่าถูกหรือผิดอย่างไร สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้าฐานที่ตั้งแห่งการงาน เวลาจิตเห็นอาการของจิต เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ไอ้นี่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปคืออารมณ์ความรู้สึก แล้วเวทนา สุข ทุกข์ ไม่พอใจ สัญญาๆ ไม่มีสัญญา มันเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาไม่ได้ แล้วเวลามันปรุงแต่งๆ สังขารที่ปรุงแต่ง มันเกิดวิญญาณรับรู้ วิญญาณที่รับรู้ขึ้นมา มันถึงเป็นอารมณ์

อารมณ์ที่ไหน

อารมณ์เกิดจากจิต จิตเป็นผู้เสวย เวลามันเกิดปัญญา ปัญญามันจะเกิด เกิดที่จิต ถ้ามันเป็นตามข้อเท็จจริงนะ

ฉะนั้น ไอ้สิ่งที่ถามมานี่ เราเห็นว่ามันห่างไกลมาก ไม่เข้าสู่การปฏิบัติตามความเป็นจริงเลย

เพราะขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา เห็นได้ดังนั้นจิตจะพ้นจากสมมุติ

เวลาปัญญามันแทงทะลุนะ เวลาคนพิจารณาขันธ์ ๕ พิจารณารู้เท่าทันแล้วดับหมด ไม่เห็นบรรลุอะไรเลย ถ้าไม่เห็นบรรลุอะไรนะ มันต้องพิจารณาซ้ำ ในรูปก็มีขันธ์ ๕ ในเวทนาก็มีขันธ์ ๕ ในสังขารก็มีขันธ์ ๕ ในวิญญาณก็มีขันธ์ ๕ ในรูปก็มีขันธ์ ๕

คำว่า “ขันธ์ ๕” ในอารมณ์ความรู้สึกที่มันขันธ์ในขันธ์ เวลามันแยกเข้าไปนะ เวลาถ้ากิเลสมันละเอียด กิเลสที่คนที่มันยึดมั่นถือมั่น มันพิจารณาซ้อนเข้าไปๆ มันแยกเป็นชั้นๆ เข้าไปเลย ถ้ามันเป็นปัญญาตามข้อเท็จจริงนะ แล้วมันจะเห็นตามความเป็นจริงเลย ฉะนั้น ไอ้นั่นตามข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔

แต่ไอ้คำถามนี้ว่ามันเกิดดับๆ แล้ว ถ้ามันพ้นสมมุติ

อันนั้นเป็นสิทธิของคนถาม คนถามมีสิทธิ์ที่จะมีความคิดและมีความรู้เห็นตามที่ตัวเองปฏิบัติ เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกแต่ละบุคคล

แต่ในความเห็นเรา ไม่รับ ในความเห็นเราไม่ใช่แบบนี้ ในความเห็นเรา มันเป็นสิทธิ์ สิทธิ์ของผู้ถามตามเอกสาร สิทธิ์ของผู้ตอบ

สมมุติซ้อนสมมุติ สมมุติของเราขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง แล้วซ้อนสมมุติที่เราศึกษามา เพราะเราศึกษามาจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราไม่ได้ศึกษามาจากความรู้จริง มันเป็นสมมุติซ้อนสมมุติ ฉะนั้น จะไม่พ้นใดๆ เลย มันเป็นการปฏิบัติวนอยู่ในการปฏิบัติของตนอยู่นั้น นั่นเป็นข้อเท็จจริง

ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา เห็นได้ดังนั้นจิตจะพ้นสมมุติ

เราไม่เห็นอย่างนั้น เราเห็นว่า เวลาจิตพิจารณาแล้ว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ทุกข์ดับ ทุกข์ดับ ขณะ ทุกข์ดับนั่นคือขณะจิต ขณะจิตนะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ จากมรรค ๘ จากสัจธรรมความจริง

หัวใจดวงใดไม่มีมรรค หัวใจดวงนั้นไม่มีผล

แล้วถ้าหัวใจดวงใดมีมรรคนะ สติ สมาธิ ปัญญา งานชอบ เพียรชอบ ชัดเจน

ไอ้นี่ไปไหนมา สามวาสองศอก วางหมดแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติอะไรเลย เพราะมันรู้เท่าหมดแล้ว ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันอ้างไปทุกเรื่องเลย อ้างจะเอาประโยชน์กับการปฏิบัติไง เหมือนนักเรียนลอกข้อสอบ ไม่ต้องคิด เฮ้ย! ลอกหน่อย ลอกข้อสอบเขาทั้งนั้น

แล้วนี่ลอกข้อสอบ ลอกพระไตรปิฎก ลอกข้อสอบจากครูบาอาจารย์น่ะ เราไม่เห็นด้วย ถ้าจะเอาความจริงนะ นี้คือการหาปัญญา เอวัง