เทศน์เช้า วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจของเรานะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อการดำรงชีวิต มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องแบ่งหน้าที่การงานกันทำ
พระธุดงค์ๆ เวลาธุดงค์ไปในป่าองค์เดียว บิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ถ้าเจอที่ไหน ถ้ามีกระต๊อบห้องหอ เราได้บิณฑบาตเลี้ยงชีพ
ไปทำไม
ไปฝึกฝน ไปเอาหัวใจของตน
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ เห็นไหม นี่ไง เวลาทางโลกๆ มันเป็นเรื่องร่างกาย เรื่องของสังคม เรื่องของสิ่งมีชีวิต ธรรมะสอนถึงหัวใจไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกที่ทุกข์ที่ยากอยู่นี่ แล้วทุกข์ยากขึ้นมา ตะเกียกตะกายหาทางออกกันอยู่นี่ หาทางออกก็หาทางออกด้วยความสุข ความสบายการดำรงชีวิตเท่านั้น เพราะชีวิตนี้คนเขาไม่เชื่อว่ามีภพมีชาติไง ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด สิ้นชีวิตนี้ไปก็จบ แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่
ไม่ใช่เพราะบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อดีตชาติตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระเวสสันดรมา อนาคตกาลถ้าไม่สำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องจุตูปปาตญาณ จะต้องเกิดไปในอนาคตกาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชำระล้างกิเลสในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเข้าใจเรื่องของกายกับใจ เรื่องของมนุษย์ เรื่องของวัฏฏะ
เรื่องของวัฏฏะๆ เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง มีอำนาจวาสนาขนาดไหน เราก็ทำบุญทำกุศลของเราเพื่อความสงบร่มเย็นในชีวิตของตน เพื่อความดำรงชีวิตให้เจริญงอกงามต่อไปข้างหน้า แต่การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เอาในปัจจุบันนี้ไง
ถ้าเอาในปัจจุบันนี้ นั่งลง ทำสมาธิ เจียนอยู่เจียนตายๆ ทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะจิตที่เป็นนามธรรมๆ จะไปตะครุบมันที่ไหน คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็ตะครุบแต่เงาของมัน ตะครุบแต่อารมณ์ความรู้สึกของตนไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อนุปุพพิกถา เริ่มต้นให้เขาเสียสละทานของเขาก่อน ถ้าเขาเสียสละทานของเขานะ การเสียสละทานของเขาได้ เขาต้องมีสติมีปัญญาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของของเขาได้ เขาถึงเห็นคุณค่าของการเสียสละไง
เสียสละเพื่อใคร
เสียสละเพื่อสังคม เพื่อมนุษย์ที่ได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขไง เขาจะได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข สถานที่สงบสงัด เราเองจะได้นั่งลงฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาไง
อนุปุพพิกถา ให้เสียสละทาน ทำทานแล้วนะ ถ้าผลของมัน ถ้าเราไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติของเรา ผลของมัน ได้เกิดบนสวรรค์ เกิดบนสวรรค์แล้วให้เขาถือเนกขัมมะ ให้ถือเนกขัมมะคือว่าให้เขามีศีลมีธรรมของเขาขึ้นมา จิตใจเขามีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนาแล้ว
เชื่อในพระพุทธศาสนาคือเชื่ออะไร
คือเชื่อพุทธะ คือเชื่อว่าเรามีหัวใจ เรามีจิตของเรา
จิตที่เป็นนามธรรม จิตที่เป็นนามธรรม เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดไปแล้ว รูปกับนามๆ ถึงจะเป็นนามธรรมมันก็เป็นรูปขึ้นมา มันจับต้องของมันได้เลย จับต้องของมันด้วยสติด้วยปัญญาของตนไง ถ้าจับต้องด้วยสติด้วยปัญญาของตน นี่ให้เขาถือเนกขัมมะ แล้วก็ให้เขาฝึกหัดปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาตรงนั้นน่ะ ปรารถนาคือรื้อหัวใจของสัตว์โลก รื้อหัวใจของสัตว์โลกคือรื้อหัวใจที่มันทุกข์มันยากไง อย่าให้มันทุกข์ ให้มันมีความสุขความสงบของมัน แล้วฝึกหัดให้มันมีสติปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนนี่ล่ะคือตน ตนคือหัวใจของตน ตนคือความรู้สึกอันนั้นน่ะ แล้วความรู้สึกอันนั้นน่ะ ที่มันทุกข์มันยากนั่นน่ะ มันทุกข์มันยากเพราะอะไร เพราะเราเข้าไม่ถึงมันไง พอเราเข้าไม่ถึงมัน มันต้องมีสติมีปัญญาฝึกหัดทำความสงบเข้ามาจนเข้าถึงตน
แต่มันเข้าถึงตนไม่ได้ มันก็เข้าแต่ที่เงาไง เงาคืออารมณ์ความรู้สึกไง คือความรู้สึกนึกคิดนี้ไง ความรู้สึกนึกคิดนี้มันก็เป็นจริตนิสัยของแต่ละบุคคล
ดูเด็กๆ เด็กๆ มันเกิดมามีพ่อมีแม่ของมัน มันต้องอยู่กับพ่ออยู่กับแม่ของมัน มันอ้อนๆ มันอ้อนพ่อแม่ของมัน เอาแต่อารมณ์ความรู้สึกของมัน ถ้าเด็กที่มันมีอำนาจวาสนาของมัน มันจะเตือนว่า อย่าไปอ้อนพ่ออ้อนแม่จนเกินไป อย่าไปบีบไปคั้นคนอื่นจนเกินไป เราแสวงหาของตนเองขึ้นมาได้
มันเห็นจริตเห็นนิสัยทั้งนั้นน่ะ พ่อแม่ถึงเป็นพระอรหันต์ของลูกไง ให้ชีวิตนี้มา แล้วเราก็ได้อบรมบ่มเพาะของเราขึ้นมา เราเห็นของเราขึ้นมาไง
ตอนนี้เขาจะออกกฎหมายนะ เด็กแว้นๆ ถ้าเด็กมันทำผิด ต้องจับพ่อแม่มันด้วย จิตวิทยาเขาดูเลย ดูเด็ก พ่อแม่เป็นอย่างนี้ ถ้าพ่อแม่อบรมมาดี ลูกมันก็จะดีของมันอย่างนี้
เขาดูเด็ก เขารู้ ดูนิสัยพ่อแม่เลย นี่ไง นี่จิตวิทยา แล้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่ะ
เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เจียนอยู่เจียนตายขึ้นมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเราเองมาทั้งนั้น เราทำของเราเองมาทั้งนั้น แล้วเรามีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนา มันเห็นคุณค่าไง ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลนี้มีคุณค่ามาก เขาไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวพ้นไป เขาพยายามสงวนรักษาของเขา รักษาด้วยทั้งชีวิตนะ
ดูพระไตรปิฎกสิ พระโพธิสัตว์แต่ละองค์เวลาเขาเคร่งในศีลของเขา เขาเสียสละชีวิตทั้งนั้นน่ะ เพื่อไม่ให้ศีลของเขาด่างเขาพร้อย เขารักษาของเขามาอย่างนั้น ถ้าเขารักษาของเขามาอย่างนั้น เวลามาเกิดเป็นชาตินี้ อารมณ์ความรู้สึกอันนั้นน่ะ มันพันธุกรรมของจิตๆ
เธอย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ แต่ละภพแต่ละชาติ นี่ไง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างสมบุญญาธิการมา กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการไง
พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไง เวลาไปออกบวช ด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์ ไปบวชกับสัญชัยไง มันไม่ใช่แล้ว กลับมาหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นั่นน่ะอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวามาแล้ว อบรมบ่มเพาะจนเป็นพระอรหันต์ไง ตั้งเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา
พระเขาติเตียนไง ทำไมไม่ตั้งพระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรกของโลกไง
แต่วาสนาของท่าน ท่านมีอำนาจวาสนาของท่านอย่างนั้น ท่านต้องการความสงบของท่านอย่างนั้น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะท่านสร้างอำนาจวาสนาของท่านมา สร้างมา ทำมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำมาทั้งนั้น ที่นึก ที่คิด ที่ทำนั่นน่ะ มันของเก่าทั้งนั้นน่ะ แล้วเรามีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหนล่ะ
ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ทางโลกนี่ไง ปกครองกันด้วยกฎหมาย สังคม แต่ถ้าเป็นทางธรรมไง ปกติของใจ ใจปกติหรือไม่ ใจดิ้นรนหรือไม่ ในหัวใจโครมๆ ดิ้นรนอยู่นั่นน่ะ แต่ถ้าเป็นธรรมไง ใจสงบร่มเย็น สงบร่มเย็นเพราะอะไร
สพฺเพ สตฺตา มันเรื่องของเขา เขาสร้างอำนาจวาสนาของเขามาอย่างนั้น เขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นนะ ถ้าเขามีวาสนา เขาจะเห็นโทษในความคิดของเขา เห็นโทษความคิดของเขาเพราะอะไร เพราะมันจะทำเวรทำกรรมต่อไปข้างหน้าไง
แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาของเขานะ เขาจะมีสติปัญญาเท่าทันเขา เขาจะหักห้ามของเขา เขาจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เพราะอะไร เพราะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของเขามีอำนาจวาสนาของเขามา เขาจะเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเขา ถ้าเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเขา พุทโธๆ เขาไม่ไปคิดตามตะครุบเงา
พุทโธๆ ก็เป็นเงาอันหนึ่ง เงาที่เราระลึกถึงพุทธานุสติ ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกวินาทีไง คบมิตรที่ยอดเยี่ยม คบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างอื่นไม่มี อย่างอื่นก็อารมณ์ความรู้สึก จินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า เตลิดเปิดเปิงไปไม่มีที่สิ้นสุดเลย นั่นน่ะเขาว่าเขายอดเยี่ยม นั่นน่ะเงาทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เรามีอำนาจวาสนาของเรานะ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราจะไม่ไปให้กระแสสังคม กระแสโลกชักจูงเราไป ถ้าไม่ให้กระแสโลกชักจูงเราไป เราก็ต้องเท่าทันหัวใจของตนเองด้วย
ถ้าเท่าทันหัวใจของตัวเองด้วยนะ เวลามันสุขสงบเข้ามานะ โอ้โฮ! ยอดเยี่ยม ของจริงอยู่ที่นี่ แล้วพูดให้ใครฟังล่ะ พูดให้คนอื่นฟังเขาจะบอกว่า เฮ้ย! มึงจะบ้าหรือ มึงนั่งอยู่เฉยๆ มึงเดินจงกรม มึงดูหัวใจของมึง มึงจะมีความสุขได้อย่างไร กูนี่สิเว้ยพร้อมทุกอย่าง ทุกอย่างมีพร้อม แล้วมีความสุขมาก
เดี๋ยวมันก็ร้องไห้ เพราะมันต้องพลัดพราก เดี๋ยวมันก็จะร้องไห้ มันจะร้องไห้เพราะอะไร ร้องไห้เพราะมันต้องพลัดพราก มันต้องกระทบกับความทุกข์นั้น มันถึงจะ อ๋อ!
มันเป็นไปไม่ได้หรอก นั่นเป็นสังคมทางโลก เพราะอะไร สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดคงที่ทั้งสิ้น ของของใครอาศัยชั่วคราวทั้งนั้น คนที่ฉลาดอาศัยมันเท่านั้นเอง อาศัยมันเพื่อสร้างอำนาจวาสนา สร้างหัวใจของตนขึ้นมา
ถ้าสร้างหัวใจของตนขึ้นมานะ ไม่มีสิ่งนั้น เราก็อยู่ได้ ไอ้ที่ต้องอาศัยมัน ไม่มีสิ่งนั้นอยู่ไม่ได้ ต้องอาศัยสิ่งนั้น ต้องเกาะเกี่ยวสิ่งนั้น ยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้น พลัดพราก มันต้องพลัดพราก มันต้องเป็นทุกข์อยู่แล้ว ยังไปยึดมั่นถือมั่น ไปทุกข์อีกซ้ำสอง แล้วไปยึดมั่นถือมั่น เวลามันชำรุดเสียหาย ทุกข์อีก ทุกข์เจียนตาย
ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อนอยู่นั่นน่ะ มันว่ามันมีความสุขไง ยังอวดอีกนะ ทุกอย่างเพียบพร้อมไปหมดเลย มีความสุขทั้งนั้นน่ะ ไอ้ลูกศิษย์กรรมฐานขี้ทุกข์ขี้ยาก ที่สุขสบายมันก็ไม่ไป มันมาอยู่โคนต้นไม้ อยู่เรือนว่าง แล้วมาทำความเพียร
มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเขา อุตสาหะของเขาหาหัวใจนะ
เราเดินจงกรม เวลาคนมาติมาเตียน มันเหมือนคนบ้า เดินหาอะไรนั่นน่ะ
เขาหาหัวใจไง เห็นไหม มูเซอๆ ที่ว่าหลวงปู่มั่นบอกพุทโธเราหาย ท่านเดินของท่าน ท่านพระอรหันต์ ท่านหายตรงไหน ท่านสมบูรณ์แบบของท่านน่ะ
เวลามูเซอเขามา
“หลวงปู่ หาอะไร”
“หาพุทโธ”
“ทำไมล่ะ”
“พุทโธเราหาย”
“แล้วถ้าช่วยหาได้ไหม”
“ได้ๆๆ ยิ่งช่วยหายิ่งดีใหญ่เลย เพราะเดี๋ยวได้เจอพุทโธแล้วเราจะได้ไปจากชุมชนนี้”
พอเขาไปช่วยหา เขาหาของเขาเจอจริงๆ โอ้โฮ!
“พุทโธตุ๊ไม่หาย พุทโธตุ๊สว่างไสว พุทโธตุ๊มหัศจรรย์ พวกข้าพเจ้าโง่เขลาเบาปัญญาต่างหาก มาช่วยตุ๊หาพุทโธ แล้วเจอพุทโธของตัวเองขึ้นมาน่ะ”
โอ้โฮ! มันเปรียบถึงว่าโง่เขลาเบาปัญญาแค่ไหนไง ไปเห็นเขาเดินจงกรม โอ้โฮ! แสวงหาอะไร ทำไมมาแสวงหาสิ่งที่ไม่มี ของเขาเพียบพร้อมไปทั้งหมด
พุทโธเราหาย
หายด้วยสมมุติ สมมุติมันหายอยู่แล้ว แต่ตัวจริงมันไม่หาย ตัวจริงน่ะ แต่เรามันโง่มันเซ่อ หาตะครุบแต่เงา หาความจริงไม่เจอ หาความจริงไม่ได้ พอหาความจริงเจอ หาความจริงได้ ไอ้นี่มันอาการทั้งนั้น แล้วอาการอย่างนี้มันขบเหลี่ยมกัน มันบิดเบือนกัน มันทำลายกัน
เบียดเบียนตนแล้วเบียดเบียนผู้อื่นไง ถ้าจิตมันไม่เบียดเบียนตน มันจะไปเบียดเบียนใครได้ ถ้าจิตมันมีความสงบสุข มันจะไปแหย่รังแตนที่ไหน เพราะจิตมันเบียดมันเบียนตนน่ะ มันถึงไปแหย่เขา ไปทำลายเขา
เบียดเบียนตนแล้วเบียดเบียนผู้อื่น
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เบียดเบียนใคร แล้วที่สำคัญคือต้องพยายามแก้ไขตนให้ได้ก่อน ถ้าแก้ไขตนได้ มันไม่เบียดเบียนตน แล้วสังเวชนะ ทุกคนเป็นอย่างนี้ แล้วเราเคยทุกข์มาขนาดนี้ แล้วเราเอาหัวใจของเราได้ขนาดนี้ แล้วถ้าคนมันยังภาวนาไม่ได้ มันจะทุกข์ยากขนาดไหน มันสังเวช แต่เปลือกนอกเขา โอ้โฮ! มหัศจรรย์นะ เพียบพร้อมไปทุกๆ อย่างเลย
ไอ้นี่มันเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของโลก ธรรมชาติของวัฏฏะ เพราะเทวดา อินทร์ พรหมเขาดีกว่านี้เยอะแยะเลย เขายังต้องตาย นรกอเวจีเขาทุกข์ยากกว่าเรามากมายมหาศาล เขาก็ต้องพ้นเวรพ้นกรรมขึ้นมาเกิด เพราะมันจะอยู่อย่างนั้นไม่ได้ ผลของวัฏฏะไม่มีสิ่งใดคงที่ตายตัว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงโดยกระแส ผลของวัฏฏะ แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเปลี่ยนแปลงด้วยบุญและบาปของเรา
เราจะเปลี่ยนแปลงด้วยบุญด้วยบาปของเรา ด้วยความเจริญงอกงามขึ้น เจริญงอกงามขึ้น อยู่กับโลกโดยธรรมสังเวช อยู่กับโลก แต่ไม่ยึดโลก ไม่ยึดมั่นโลกให้โลกบีบบี้หัวใจของเรา
อยู่กับโลก ต้องอยู่ เพราะเราเกิดมาเรามีชีวิต สิ่งมีชีวิตจริงตามสมมุติ เราต้องอยู่กับโลก แล้วเป็นฆราวาส ละจากโลกมาบวชพระ ก็ต้องอยู่กับโลก เพราะต้องอาศัยปัจจัย ๔ แต่การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หัวใจผ่องแผ้ว หัวใจนั้นมหัศจรรย์ หัวใจมันบีบบี้สีไฟไง
เวลาจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นโลก ทำลายภวาสวะ ทำลายจิตทั้งหมด
มหายานบอก เจอพระพุทธเจ้าที่ไหน ต้องทำลายพระพุทธเจ้าที่นั่น
พุทโธคือพุทธะ พุทโธคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทโธแสวงหาขึ้นไปจนถึงจิตเดิมแท้ เห็นความสว่างไสว เห็นภวาสวะ เห็นภพ ภพที่มันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นนามธรรม แล้วทำลายภวาสวะ ทำลายภพ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้น เป็นผู้ทำลาย ทำลายด้วยมรรคญาณ ทำลายด้วยสัจจะความจริงในหัวใจของตน ทำลายด้วยความฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง แล้วมันจะเหลืออะไรล่ะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าเหมือนหางจิ้งจก เวลามันขาดจากตัวมัน ดิ้นแป๊บๆๆ หางจิ้งจกที่มันขาดจากตัวจิ้งจกน่ะ มันมีอะไรล่ะ มันยังดิ้นของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันขาดไปแล้ว แต่มันยังดิ้นของมันอยู่ไง
นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันพ้นไปแล้ว มันพ้นอย่างไร ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนพ้น
พ้นจากมนุษย์ พ้นจากจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่มืดบอดนี่ ฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ พ้นจากโลกนี้ไป พ้นจากวัฏฏะนี้ไป ท่านถึงได้อบรมบ่มเพาะไง สร้างธรรมทายาทขึ้นมาให้เป็นหนทางของชาวพุทธที่จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ให้มีเส้นทาง หนทางมัคโค ทางตามความเป็นจริง ทางโดยธรรม ไม่ได้ทางโลก ทางหาผลประโยชน์ ทางกว้างขึ้นมาให้เป็นบริษัทบริวารของตน ไม่ใช่
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่ให้พระอยู่ข้างเคียงเลย ท่านไม่ต้องการพะรุงพะรังล้อมหน้าล้อมหลังเลย ท่านอยู่ของท่านด้วยวิหารธรรม แล้วสัทธิวิหาริกผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ ผู้เฒ่าจะแก้ไข เพราะผู้เฒ่าทุกข์ยากมามาก ผู้เฒ่าไม่มีใครแก้ไข ทุกข์ยากตะเกียกตะกายจนผู้เฒ่าพ้นจากทุกข์
ไอ้เราจ้อยๆๆ กันอยู่นี่ ทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน
เห็นไหม น้ำท่วมนั่นน่ะ น้ำตาไหลพราก วิ่งเต้นหาปัจจัยเพื่อดำรงชีวิต หาข้าวมาใส่ปาก ไม่ใส่ก็ไม่ได้ มันจะเป็นมันจะตาย ไม่ใส่ก็ไม่ได้ มันหิว มันทุกข์มันยากขนาดไหน ดูเขาสิ มองโลก แล้วก็มองตัวของเรา
เราจะเอาหัวใจของตน จะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้ได้ แล้วฝึกหัดขึ้นมาให้ได้ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ เข้าฌานสมบัติ ๗ วัน ๘ วัน สบาย ไม่ต้องอยู่ไม่ต้องกิน ไม่มีสิ่งใดเลย สงบสุขในหัวใจของตน
แต่โลกก็เป็นโลก อยู่กับโลกต้องเป็นโลก แต่เป็นโลกโดยธรรม อย่าไปแบกเขา เห็นแล้วสังเวช เห็นแล้วย้อนกลับมาเตือนเรา แล้วฝึกหัดเราให้ฉลาดขึ้น ให้มีสติมีปัญญา ให้หัวใจไม่ทุกข์ยากจนเกินไป เอวัง