เทศน์บนศาลา

กิเลสมีเขา

๒๖ ก.ย. ๒๕๖๙

กิเลสมีเขา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมนะ ธรรมะภาคปฏิบัติ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง ใจดวงนั้นได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนหัวใจเป็นธรรมๆ มันต้องผ่านตัณหาความทะยานอยาก ชำระล้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ล้มลุกคลุกคลานมาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติมา ท่านถึงเห็นคุณค่า เห็นคุณค่า เก็บเล็กผสมน้อย ไม่มองข้ามสิ่งที่มันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจของตน

ถ้ามันจะเป็นประโยชน์กับหัวใจของตน มันมีศีลมีธรรมไง ศีล สมาธิ ปัญญา การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันไม่มีทางอื่นหรอก ทางอื่นๆ เป็นทางของกิเลสทั้งนั้นน่ะ

ทางของกิเลส กิเลสมันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วก็คิดว่าตัวเองประพฤติปฏิบัติแล้วจะได้คุณสมบัติตามธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เขาไม่ได้คิดเลยว่าเขามีกิเลสคือความไม่รู้

อวิชชาความไม่รู้เป็นผู้บงการ ไอ้ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลงใหลได้ปลื้มกับกิเลสในหัวใจของตน คิดว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ เพราะอะไร เพราะไปสมรู้ร่วมคิดไง กิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมา มันหลอกมันลวงขึ้นมา แล้วหัวใจของตนไม่มีสติปัญญาเท่าทันมันไง ล้มลุกคลุกคลานให้เขาเหยียบย่ำทำลาย ยังคิดว่านั่นเป็นธรรมๆ อยู่นะ

แต่ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ท่านรู้ท่านเห็นของท่าน ท่านรู้ท่านเห็นของท่านขึ้นมาว่า ถ้ายังตั้งใจของตนเองขึ้นมาไม่ได้ มันจะเป็นการปฏิบัติธรรมไปไหน

นี่หัวใจของตนก็หาไม่เจอ หาไม่ได้ อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น อารมณ์ความรู้สึกอันนั้นเพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ไง

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่มันรับรู้ของมันได้ รับรู้ของมันได้ก็รับรู้ของมันแบบโลกนี่ไง ดูสิ เราปุถุชนคนหนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ก็อยากรู้อยากเห็นไปกับเขา เวลาอารมณ์ความรู้สึกของตนจินตนาการไปมันก็ไปรู้ไปเห็นอย่างนั้น มันก็เข้าใจว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ตัวเองมีความรู้ ตัวเองจะมีคุณธรรม ไม่รู้นั่นน่ะกิเลสมันหลอก

สิ่งที่ฤๅษีชีไพรในสมัยพุทธกาลเขาก็ระลึกอดีตชาติของเขาได้ เขากำหนดอนาคตของเขาได้ แล้วเขาเป็นอะไรล่ะ เขาก็เป็นฤๅษีชีไพรไง เป็นนักพรตนอกพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฝึกฝนค้นคว้ากับเขามาหมดแล้ว แต่ฝึกฝนค้นคว้ามาขนาดไหนแล้วมันไม่ใช่ทาง มันไม่ใช่ทางไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองไง สิ่งที่รู้ที่เห็นเป็นความจริงนะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณเป็นความจริงๆ แต่ความจริงอันนั้นแก้กิเลสได้หรือไม่ได้ ถ้าแก้กิเลสได้ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เอาเรื่องนี้มาสั่งสอนล่ะ ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเอาทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง มัคโค ทางอันเอก เอกตรงไหน เอกตรงที่มันทำถูกต้องชอบธรรมไง

แต่ของเรา เรามีอวิชชา เราทำถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ จินตนาการของตัวเองไป ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองทะยานอยากของตัวเองไป แล้วก็อ้างอิงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปู้ยี่ปู้ยำมาให้เป็นธรรมๆ แล้วพฤติกรรมของตนเองเหลวแหลก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นหลักเป็นเกณฑ์ของใครไม่ได้เลย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนสิ้นกิเลสทั้งสิ้น พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

ไอ้นี่มีความรู้ความเห็นในพระพุทธศาสนา แต่มากอบโกยเอาแต่เรื่องโลกๆ นี่ไง เรื่องโลกๆ เอาโลกเป็นใหญ่ไง ธรรมเป็นอย่างนั้นหรือ ธรรมเป็นอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ ธรรมเป็นอย่างนั้นไปมันก็เป็นธรรมของโลก

เป็นธรรมของโลก เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม วางพระศาสนานี้ไว้ คำว่า “วางพระพุทธศาสนานี้ไว้” เทศนาว่าการขึ้นมา พระอานนท์จดจำมาได้ทั้งนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไง “ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเธอ” สิ่งที่ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางพระพุทธศาสนานี้ไว้กับโลก

แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรกหรือ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ที่ ๔ ในภัทรกัป พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ อนาคต พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันก็หมุนเวียนของมันไปไง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธก็เอามาเป็นอาวุธทำร้ายตัวเองไง ถ้าเป็นทางโลกๆ ก็เป็นเรื่องของทางโลกไง

ทางโลกเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เราก็พยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้หัวใจเราเป็นธรรมไง

ทางโลกเขาเวลามีครอบครัวขึ้นมา มีลูกมีเต้าก็อยากให้มีครอบครัว ถ้ามีครอบครัวขึ้นมาเป็นคู่ครองของตน คู่ครองของตน ถ้าคู่ครองที่มีศีลมีธรรมมันก็เป็นคู่ครองที่ดีงาม คู่ครองที่นอกใจมันสวมเขา มันสวมเขาให้สามีและภรรยา มันสวมเขาๆ สวมเขาแล้วมันได้สิ่งใดขึ้นมาน่ะ ก็มีความทุกข์ความยากไง แล้วมันก็ทุศีลไง มันก็อยู่กับโลกนี้ไง

นี่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจะเอาข้อเท็จจริงของเราไง เวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็เป็นธรรม กิเลสในหัวใจของตนมันก็เป็นกิเลส กิเลสกับธรรมไง กิเลสมันจะสวมเขา กิเลสมันสวมเขาให้นักปฏิบัตินะ ถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนา ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วกิเลสก็สวมเขาอ้างว่าเป็นธรรมะ ไอ้นู่นก็เป็นธรรม ไอ้นี่ก็เป็นธรรม

ธรรมของกิเลส ไม่ใช่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมะในภาคปฏิบัติ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นการทรงจำธรรมวินัย นั้นภาคปริยัติ ภาคปริยัติศึกษามาเป็นความดีงามหรือไม่ ดีงามแน่นอน เพราะอะไร เพราะสมัยพุทธกาล มุขปาฐะทรงจำกันมา แล้วท่องจำกันมา มาถึง ๒๐๐ ปีแล้วถึงได้เริ่มต้นมาจดจารึกกันมา แล้วจดจารึกกันมา สิ่งที่จดจารึกกันมาก็เป็นภาษาบาลี

ทีนี้ในปัจจุบันนี้โลกเจริญขึ้น การศึกษาค้นคว้าขึ้นมาก็แปลจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทย ภาษาไทยมันก็แล้วแต่คนจะตีความของเขาไป แม้แต่ภาษาบาลี ภาษาบาลีไม่คลาดเคลื่อน แต่คนตีความๆ มันคลาดเคลื่อน

แล้วนี่เหมือนกัน เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจะเอาข้อเท็จจริงในหัวใจของตน มีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ก็พยายามศึกษาค้นคว้าในภาคทฤษฎีนี้มา แล้วก็ตีความของตนๆ กิเลสมันก็สวมเขาๆ ถ้าถูกใจก็ว่าเป็นธรรม ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ใช่ วุฒิภาวะมีมากน้อยขนาดไหนไง ปฏิบัติได้ระดับไหนขึ้นมาก็ว่ามีความสามารถ เป็นธรรมๆ

ฤๅษีชีไพรเขาปฏิบัติมาก่อนแล้ว

ในปัจจุบันนี้โลกเจริญๆ มีการศึกษา มีภาคทฤษฎี เวลาถ้าเป็นธรรม เขาก็มาวิเคราะห์วิจัยกัน วิเคราะห์วิจัยกันก็เอาไม่อยู่หรอก สิ่งที่มันเป็นหรือไม่เป็นก็คิดเข้าข้างตัวเองให้กิเลสมันสวมเขาว่านั่นเป็นธรรมๆ ว่าเป็นธรรมโดยกิเลสน่ะ

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ แล้ว รสของธรรมชนะรสทั้งปวง ศึกษาค้นคว้ามาถ้าใจเป็นธรรมนะ ศึกษาแล้วมันก็ยอมรับ แล้วศึกษาค้นคว้าจะให้มันเป็นจริงขึ้นมา ฉะนั้น เวลาศึกษาค้นคว้าให้เป็นจริงขึ้นมา ปริยัติ ปฏิบัติ

ปริยัติๆ เวลาศึกษาค้นคว้า เขามีคณะกรรมการของเขา เขาตรวจสอบของเขาว่ามีความรู้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ว่าเข้าใจธรรมโดยความเป็นจริงหรือไม่ แต่ความเข้าใจมันก็เป็นขณะที่สติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์แบบ เวลาสติมันอ่อนแอ เวลามันหลงใหลได้ปลื้ม มันก็จะเอาแต่ความพอใจของตนเท่านั้นน่ะ

มี ผู้ที่บวชเรียนมาแล้วเป็นมหา มหาก็รู้จักธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้นน่ะ เวลาสึกหาลาเพศมาเมาหัวราน้ำเลย เวลาเป็นพระเป็นเจ้าก็มีศีลมีธรรม เวลาสึกออกมาแล้วหัวราน้ำ เล่นการพนันขันต่อ ใช้ชีวิตอีลุ่ยฉุยแฉก ไม่เห็นมีร่องมีรอยอะไรเลย

ฉะนั้น พูดถึงนักปฏิบัติๆ นักปฏิบัติเราก็จะปฏิบัติตามความเป็นจริงของเราขึ้นมาให้ได้ ถ้าปฏิบัติขึ้นมาจริงให้ได้ นั่นเขาก็เป็นฆราวาส ถ้ามีอำนาจวาสนาก็มาบวชพระๆ เพราะอะไร เพราะมีศีล ๒๒๗

ครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาทางฆราวาส ศีล ๕ ศีล ๘ คำว่า “ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐” แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติ คนที่ปฏิบัติไปไม่ได้ ว่าเราเป็นคฤหัสถ์จะปฏิบัติได้หรือไม่ได้

พระเจ้าสุทโธทนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดจนเป็นพระอรหันต์ สิ่งที่ในสมัยพุทธกาลก็ยืนยันว่าคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้ถ้าทำความเป็นจริง แต่ถ้าทำความเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอนาคตังสญาณ ท่านรู้ของท่าน ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านควบคุมดูแลของท่าน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเราว่ามีศีลๆ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ถ้ามีศีลแล้วจะปฏิบัติธรรม จะมีดวงตาเห็นธรรมได้หรือไม่

ได้ แต่ได้ขึ้นมาแล้ว แต่เวลาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เวลาจิตใจมันอ่อนแอ มันรั้วรอบขอบชิดมันไม่เข้มแข็งขึ้นมา มันไหลไปกรูดๆ แล้วเวลาปฏิบัติไปกิเลสมันสวมเขาให้ “เป็นอย่างนั้นๆ บรรลุธรรมอย่างนั้น”

ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม มันก็เป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา เห็นไหม

จนปฏิบัติในปัจจุบันนี้ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านอบรมบ่มเพาะขึ้นมา

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์

เวลาพระอรหันต์ที่ดีงามขึ้นมา ทุกคนก็ชื่นชมบูชาทั้งนั้นน่ะ ก็เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ปฏิบัติขึ้นมาก็มีผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในทางโลก ในทางกิเลส กิเลสมันสวมเขา สวมว่าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา ก็ตั้งเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นสำนักปฏิบัติ สำนักปฏิบัติโดยทั่วไป ฆราวาสสอนธรรมๆ ฆราวาสสอนธรรมเพราะอะไร มันไม่มีอวดอุตตริมนุสธรรมไง จะพูดอะไรก็ได้ จะทำอย่างไรก็ได้ แล้วถ้ามีคนเชื่อถือศรัทธาขึ้นมา โอ้โฮ! เป็นกระแสสังคมที่ โอ้โฮ! เชิดชูบูชา

แต่ถ้าเป็นพระนะ วิปัสสนาธุระ ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรมท่านมีของท่าน ถ้าพูดออกนอกลู่นอกทางนั่นน่ะอวดอุตตริมนุสธรรม ขาดจากความเป็นพระ

แล้วมันโต้แย้งก็กระมิดกระเมี้ยนว่า เราไม่ได้พูดเอง ลูกศิษย์ลูกหาเขาฟังผิดไป

แต่ในทางโลก นี่ไง ถ้ากิเลสมันสวมเขาไง กิเลสมันสวมเขาขึ้นมาก็ถือว่าตนศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ นี่ไง มันไม่ใช่ศีล ๒๒๗ มันไม่มีปาราชิก ๔

แต่เวลามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาศีล ๒๒๗ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าศีลมันสะอาดบริสุทธิ์ ศีลมันดีงามขึ้นมา การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ถูกต้องชอบธรรมขึ้นมา

การฝึกหัดทำความสงบของใจเข้ามาๆ มันสงบจริงหรือเปล่า

อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ แล้วอารมณ์รู้จักอารมณ์ตัวเองอีกต่างหาก ถ้าทำสมาธิ สมาธิมันก็เป็นมิจฉา มิจฉา นี่ศีลมันไม่พอๆ

ครูบาอาจารย์เราพูดมามากมาย ศีลมันอีลุ่ยฉุยแฉก ถ้าปฏิบัติไปเป็นสมาธิได้หรือไม่ ถ้าเป็นก็เป็นมิจฉา เป็นหัวตอ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ศีลมีความสำคัญมาก

แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันสงบสุขหรือไม่ ถ้ามันเป็นบุญนะ มีบุญขึ้นมามันก็ถูกต้องชอบธรรมของมัน แล้วถ้ามันเป็นบาปล่ะ เป็นอกุศลล่ะ ในหัวใจของคนมากมายมหาศาล เวลาจะทำความสงบของใจเข้ามา โอ๋ย! มันดีดมันดิ้นมันพลิกมันแพลงทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม หนึ่ง ท่านทำเป็นตัวอย่างก่อน จะสอนเขาๆ ตัวเองต้องทำให้ได้ก่อน แล้วพอทำให้ได้แล้วมันรู้หมด กิเลสมันกะล่อนปลิ้นปล้อนขนาดไหน แล้วมันจะสวมเขา มันจะทับถมใจของตนมากน้อยขนาดไหน เขาถึงมีศีลเป็นรั้วกั้น รั้วรอบขอบชิด ถ้ามีศีลเป็นรั้วรอบขอบชิด

เวลาเรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราเป็นนักปฏิบัติ ถ้าเราจะปฏิบัติขึ้นมา ถ้าศีลเราไม่พอ เรายังพอปฏิบัติของเราได้ ถ้าเราบวชพระ บวชเป็นนักรบมีศีล ๒๒๗ มันน่าจะภาวนาดีขึ้น แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามที่ส่งเสริมขึ้นมา เขาก็พยายามฝึกหัดปฏิบัติให้มันชัดเจนของมันขึ้นมา ถ้ามันชัดเจนขึ้นมา ถ้ามันมีความสงบสุขเข้ามา มันเป็นข้อเท็จจริงของมันเข้ามา มันเป็นสัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา

แล้วจะฝึกหัดอย่างไร

แต่ถ้ามันเป็นกิเลสมันสวมเขา มันจะทำอะไรมันก็เป็นธรรม เพราะเป็นความคิดไง มันเป็นอารมณ์ไง แล้วถ้าอารมณ์มันดีนะ มันก็มีความปกติสุขของเขา

ดูที่สำนักปฏิบัติต่างๆ เวลาหลักการมันเปลี่ยนไปได้ตามความพอใจของอารมณ์ ตามความพอใจของเราจะเอาใจใคร ถ้าเอาใจใครก็ โอ๋ย! มีบุญมีกุศลมาร่วมกัน ปฏิบัติมาร่วมกัน ปฏิบัติแล้วมันจะดีงามขึ้นมา

ไอ้คนโดนกินลูกยอเข้าไปมันก็ลอยเชียว เชื่อ แล้วถึงที่สุดแล้ว เป็นข่าวมาตลอด มีข่าวมาตลอด แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมีข่าวอะไร ความดีๆ ไม่มีใครพูดถึงเลย สิ่งที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของท่าน เพราะอะไร เพราะท่านเป็นเศรษฐีธรรมไง เศรษฐีธรรมมันขาดแคลนอะไร เศรษฐีธรรมมันต้องพึ่งพาอาศัยกระแสสังคม กระแสโลกด้วยหรือ

โลกามิส เรื่องโลกเป็นธุรกิจทั้งนั้น แล้วเข้ามาแล้ว มันถึงที่สุดแล้วก็ผลประโยชน์ กิเลสมันสวมเขา มาฝึกหัดปฏิบัติธรรม อยากได้ประโยชน์ อยากมีกระแส อยากให้คนชื่นชม

เฮ้ย! มึงบ้าหรือป่าววะ ก็เราอยู่กับโลกเราก็เห็นแล้ว มันวุ่นวาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่เดือดร้อนหนอ เราจะหาความสงบสุข ไปวัดไปวาไปฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นความปกติสุขนั่นบุญของตน

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ ทรัพย์ทางโลก ใครทุกคนก็แสวงหาขึ้นมาเพื่อดำรงชีวิต แล้วแสวงหาเพื่อดำรงชีวิตขึ้นมา โลกเขาก็ก้มหัวให้ถ้าเป็นเศรษฐีโลก โลกทั้งหมดคารวะเงินทอง คารวะอำนาจของเขา

แต่เราก็อยู่กับเขามา แล้วธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาสอนพระๆ นั่นน่ะ เงินทองเป็นอสรพิษ มันกัดหัวใจของคน แล้วดูคนทางโลกสิ ฆ่าแกงกันก็เรื่องคดโกงทรัพย์สมบัตินั่นแหละ อยากยิ่งใหญ่ อยากมีอำนาจ หลงผิดกันไป แสวงหามาโดยทางทุจริต แล้วก็ติดคุกติดตะรางกัน มานั่งร้องห่มร้องให้กัน เราก็เห็นนะ เราถึงได้ละทางโลกมา ละทางโลกมา มาอยู่วัดอยู่วา มาฝึกหัดปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของใจ

ถ้าบวชเป็นพระๆ เป็นนักรบๆ ปัจจัยเครื่องอาศัยมันขาดแคลนตรงไหน

มันขาดแคลนก็ความเพียรเอ็งนั่นแหละ ถ้ามีความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะขึ้นมา เราเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ไง เราเป็นนักรบไง เรามีโอกาสที่จะชำระล้างกิเลสในหัวใจของเราไง

แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้กิเลสมันสวมเขาใช่ไหม ไอ้นู่นก็เป็นธรรม ไอ้นี่ก็เป็นธรรม

เฮ้ย! ธรรมอะไรของเอ็งวะ กะล่อนปลิ้นปล้อนอยู่อย่างนั้นน่ะ มันเป็นธรรมตรงไหน มันทุศีล มันไม่มีศีล มันเป็นมิจฉา ออกนอกลู่นอกทางไปทั้งนั้นน่ะ แล้วกิเลสก็สวมเขา เป็นธรรมๆ โลกก็อ่อนแอ อ่อนแอลงทุกวันๆ เห็นอย่างนั้นแล้วเชื่อถือศรัทธา

เชื่อถือศรัทธาเพราะอะไร

เพราะอารมณ์เราก็สร้างได้ เพราะเขาพูด เราก็เข้าใจได้ แล้วทำอย่างนี้เราก็ทำได้

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านว่าพวกนี้พวกไร้สาระ ไร้สาระแล้วให้เขาไปกองจมอยู่กับโลกเขา อย่าให้เข้ามาวุ่นวายในวงปฏิบัติ วงปฏิบัติมันจะอ่อนแอกันไป มันจะมักง่าย แล้วมักง่ายแล้วอยากได้ มักง่ายแล้วสิ่งนั้นทำไม่ได้ แล้วเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค อวดตัวว่ายิ่งใหญ่ อวดตัวว่าเคร่งในศีลในธรรม

ไร้สาระทั้งนั้นน่ะ

เรามีศีลมีธรรม เราจะไปอวดใคร ถ้าเราจะอวด เราก็จะอวดกิเลสในใจกูนี่แหละ เวลากิเลสมันนอกลู่นอกทาง มันทำอีลุ่ยฉุยแฉก เรามีรั้วขอบชิด เราจะกางกั้นไว้ เราไม่ยอมไปกับมันเพราะเรามีสัจจะ เรามีอำนาจ

เราเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาศึกษาค้นคว้ามาในตำรับตำรา ทางสังคมเขาอบรมบ่มเพาะมาเป็นประเพณีวัฒนธรรม เราเห็นประเพณีวัฒนธรรม ทำอะไรเพื่อบุญกุศลทั้งนั้นน่ะ ทำอะไรเพื่อความดีงามทั้งนั้นน่ะ แต่มันแข่งขันแย่งชิงซับซ้อนอยู่ในนั้นน่ะ มันเห็นไหม

แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เขาเพื่อละเพื่อวาง นี่ปฏิบัติมาจะแสวงหาความยิ่งใหญ่ มันยิ่งใหญ่ตรงไหน กิเลสมันหลอกทั้งนั้นน่ะ กิเลสมันสวมเขาเอา ธรรมะในหัวใจของคนแห้งผาก มันก็เร่าร้อนไง

แต่ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรมนะ เริ่มต้นมีรั้วรอบขอบชิด มีศีล มีสัจจะมีความจริง แล้วจะทำให้ศีลคุ้มครองเรา กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมจะหอมทวนลม เราจะสร้างคุณงามความดีของเรา เราไม่แยแสกับสังคมใดๆ ทั้งสิ้น สังคมโลกมันเป็นใหญ่ได้อย่างไร มันต้องธรรมเป็นใหญ่

แล้วธรรมมึงอยู่ไหน มึงกะล่อนอยู่นั่นน่ะ มันมีธรรมตรงไหน แล้วจะปฏิบัติธรรมด้วยความกะล่อนอย่างนั้นใช่ไหม ปฏิบัติธรรมด้วยความกะล่อน กิเลสมันสวมเขา มันว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม

แต่เราเป็นมนุษย์ เรามีกายกับใจ เรามีสติปัญญา ถ้ากะล่อนนั่นน่ะมันทุศีล มันเป็นศีลอย่างไร แต่ถ้าเป็นศีลมันซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตจากภายนอก แล้วถ้ามีสัจจะความจริงขึ้นมา มันจะซื่อสัตย์สุจริตจากภายใน

ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ถ้าเรามีสัจจะความจริง คนมีความกตัญญูกตเวทีจากพ่อจากแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ให้ชีวิตนี้มา เราต้องเคารพพ่อแม่ของเรา

แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมา เราจะเคารพหัวใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้ามันมีศีลมีธรรม พุทธะมันจะสว่างไสวของมันขึ้นมา

ไอ้กะล่อนปลิ้นปล้อนนั่นน่ะ มันเป็นเมฆหมอกปกคลุมให้พุทธะของเราเจริญงอกงามขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันทุศีล ศีลที่รั้วรอบขอบชิด มันทำลายรั้วรอบขอบชิดออกไปแล้ว แล้วมันก็เตลิดเปิดเปิงไปแต่กิเลสที่มันจะสุมไฟในหัวใจของตัว นี่ไง การฝึกหัดปฏิบัติไง กิเลสมันสวมเขา ว่าเขาของตัวที่จะไปขวิดคนนู้น ขวิดคนนี้ ว่านี่เป็นสมบัติที่ดีงาม

เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่นไง ถ้ามันไม่เบียดเบียนตนแล้ว มันจะไปเบียดเบียนผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าไม่มีเบียดเบียนตน มันก็ต้องมีรั้วรอบขอบชิดของเรา ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ใช่ไหม แล้วทำความสงบของใจให้ได้ ทำเป็นหรือเปล่า กิเลสสวมเขาว่าเป็นธรรมๆ ที่ว่าเป็นธรรมๆ มันทำใจมันสงบจริงหรือเปล่า

ถ้าใจมันสงบจริง ศีล สมาธิ ถ้าใจมันไม่สงบจริงมันก็เป็นมิจฉาไง มิจฉาเพราะศีลมันทุศีลขึ้นมาไง แล้วมันจะเกิดปัญญาอะไรล่ะ มันก็เกิดธรรมปฏิรูป ธรรมะคิดเองเออเองเป็นเองนั่นน่ะ

ธรรมะคิดเองเออเองเป็นเอง เวลามันคิด เวลามันหลงมันใหล มันก็ได้ปลื้มของมันนะ เวลาความคิดนั้นมันผ่านไป มันเสื่อมไป ถ้ามีอำนาจวาสนา มันมีสติมีปัญญา มันจะเทียบเคียงได้ว่าอารมณ์อย่างนี้เราก็เคยเป็น อารมณ์อย่างนี้เราก็เคยมี แล้วมัน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาไง มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันมีอะไรสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันล่ะ

แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ เราพยายามฝึกหัดของเรา มีคำบริกรรมของเรา อย่าขี้เกียจ จะพุทโธก็พุทโธๆๆ พุทโธหาย ไอ้พุทโธหายเพราะมันขี้เกียจ แล้วพุทโธหาย หายแล้วได้อะไรขึ้นมา หายแล้วจิตมันเจริญขึ้นมาบ้างหรือไม่ แล้วก็จะคิดถึงพุทโธหายอยู่นั่นตลอดเวลา

พุทโธหายคืออารมณ์ว่าง อารมณ์ที่มันไม่ได้ทำอะไรเลยไง แต่ถ้าเรามีคำบริกรรม มันรู้อยู่แล้ว คำบริกรรมขึ้นมาน่ะ โอ๋ย! มันเคร่งมันเครียด มันทุกข์มันยาก มันลำบากมันลำบน

ก็มีคำบริกรรมไง จิตไม่ทำงาน จิตไม่มีการบริหารจัดการ จิตมันจะสงบสุขได้อย่างไร จิตมันจะสงบได้อย่างไร มันไม่เคยทำอะไรเลย มันจะได้อะไรขึ้นมา กิเลสมันสวมเขา มันมืดบอด แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็นความเป็นจริงขึ้นมานั้นมันก็เพราะธรรมของกิเลส ธรรมของกิเลสคือมันว่าง ว่างอย่างนี้คือบรรลุธรรม บรรลุธรรมอะไรเข้าก็สิ้นกิเลส

กิเลสทั้งนั้น

กิเลสนะ อุปกิเลส เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาสิ สิ่งที่เราทำคุณงามความดีขึ้นมา ถ้ามันปล่อยสิ่งที่หยาบเข้ามา มันก็ละเอียดเข้ามา เวลาปล่อยสิ่งที่เป็นความหยาบเข้ามาเป็นความละเอียด เห็นไหม ความว่าง โอภาส สว่างไสว อุปกิเลส กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ภาคปริยัติ เทียบเคียงได้เลย นั่นแหละมันชื่อกิเลส ความว่าง โอภาส สว่างไสว มันเป็นชื่อของอุปกิเลส ๑๖ แล้วเราปฏิบัติแล้วเวลาพูดนะ “ว่างหมดเลย สว่างไสวเลย” นั่นน่ะกิเลสมันสวมเขา เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป

ถ้ามันมีที่มาที่ไป กำหนดพุทโธๆ คำบริกรรม บริกรรมจนมันอย่างหยาบ มันอย่างกลาง อย่างละเอียด ละเอียดเข้าไป ละเอียดจนจิตมันสงบระงับ ถ้าละเอียด จิตมันเริ่มมีกำลังของมันขึ้นมาแล้วแหละ แล้วถ้าไปรู้ไปเห็นสิ่งใดล่ะ ถ้ามันไปเห็นแสง เห็นแสง ใครเป็นคนเห็น ก็จิตเป็นผู้เห็น ก็ถามมันสิคืออะไร มันหยุดหมดล่ะ สว่างก็คือสว่าง มันเกี่ยวอะไรกับธรรมะล่ะ

ธรรมะ สิ่งที่ว่าจิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าปัญญามันเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันเริ่มขับเคลื่อนไป จักรมันจะเคลื่อน ปัญญามันจะเคลื่อนในหัวใจของตน มันเห็นแตกต่างทั้งนั้นน่ะ

ไอ้ที่ว่าบรรลุธรรมๆ มันเป็นสัญญาอารมณ์ที่มันคิดเองเออเอง คิดข้างเดียวไง เวลากิเลสมันสวมเขา มันสวมเขาอย่างนี้ มันเจริญเติบโตงอกงามขึ้นมาอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่มันเป็น มันก็เป็นบุญและบาป

คนมีอำนาจวาสนา ถ้ามีบุญกุศลของตัวของตนนะ ก็รักษาหัวใจของตนได้ สิ่งที่คิด สิ่งที่เป็น สิ่งที่คิด สิ่งที่พิจารณานั้นน่ะมันเป็นปัญญาโลกๆ ไง ถ้าเป็นปัญญาโลกๆ ถ้ามีสติมีปัญญา ครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ถ้าเราฝึกหัดคำบริกรรม บริกรรมแล้วมันเครียด บริกรรมแล้วมันทุกข์มันยาก บริกรรมแล้วมันไม่ชอบ บริกรรมทำไม่ได้ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคทฤษฎี สอบขึ้นมาเอานักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เรียนบาลีๆ ก็จาก ๑ ประโยคจนจบ ๙ ประโยค นั่นน่ะการศึกษาค้นคว้าอย่างนั้นใช้สมองจำ ใช้การวิเคราะห์วิจัยจากการศึกษา แบบการศึกษาทางโลกเขาก็ศึกษากันอย่างนั้นนั่นแหละ นั่นมันเป็นปัญญาของโลกไง

แล้วถ้าเรามีสติปัญญา สิ่งที่เราศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราก็ตรึกในสิ่งนั้น เราไม่ปล่อยให้กิเลสมันครอบงำหัวใจของตน คิดทะเยอทะยานตามกิเลสที่มันจะขับเคลื่อนไป ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมามันก็เทียบเคียงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าสิ่งที่เป็นอดีตเป็นอนาคตมันแก้กิเลสไม่ได้ ต้องเป็นปัจจุบันธรรม

ปัจจุบัน สิ่งที่ความรู้สึกนึกคิดมันก็คิดอดีตอนาคตนั่นแหละ แต่ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน มันก็เริ่มเห็นความเข้าใจผิด ความเข้าใจผิดว่า ถ้าเราคิดอย่างนั้นมันจะเป็นประโยชน์อะไรกับเราบ้าง มันคิดแล้วดีใจเสียใจกับความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้นน่ะ ถ้ามีปัญญาเท่าทันมัน มันก็จะเริ่มหยุดคิดไง

หยุดคิดเพราะความคิด คิดมาเพื่อเผาลนตัวเองไง ถ้ามันมีสติปัญญาเท่าทันมัน มันก็เห็นนะ แล้วมันก็เศร้า มันก็สมเพช แล้วถ้าเท่าทันมัน มันก็หยุด หยุดมันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง เขาเรียกว่าปัญญาทางโลกๆ นี่เขาเรียกโลกียปัญญา ปัญญาของโลก เกิดจากสัญชาตญาณ เกิดจากความรู้สึกนึกคิดทั้งนั้น ถ้าเราทำความสงบของใจของเราขึ้นมาได้บ้าง ความสงบใจของเราได้ขึ้นมามันจะมีความปกติสุข

จากเดิมคนเราตั้งแต่เกิด คิดไม่เคยหยุด นอนก็ฝัน ถ้าเป็นสมาธิมันหยุด คนเราหยุดเครื่องยนต์ของตนเองได้ มันพักเครื่องของมันได้ สิ่งที่มันต้องติดเครื่องอยู่ตลอดเวลาของมัน จะตื่นจะหลับ เหมือนกันทั้งนั้น เวลาฝันไปก็เป็นจริตเป็นนิสัย ถ้าคนไม่ฝันเลย มันก็พร้อมที่จะตื่น พร้อมที่จะคิดอยู่ตลอดเวลา มันไม่ดับเครื่อง เว้นไว้แต่หลับลึก เออ! มันมีพอได้พักสดชื่น

แล้วทำสมาธิล่ะ ทำสมาธิ นั่งอยู่นะ มีสติรับรู้อยู่ตลอดเวลานะ มันเด่นของมันขึ้นมาน่ะ นั่นน่ะหยุดคิด สัมมาสมาธิ สมาธิก็คือสมาธิไง จิตเป็นอย่างไรๆ นั่นน่ะเห็นจิตของตน รู้จักเห็นจิตของตน แต่ไม่รู้จัก ไม่รู้จักเพราะอะไร ไม่รู้จักเพราะคนทำอย่างนี้แล้วจะถามว่านี่คืออะไร อ้าว! นี่คือมันหยุดคิดไง หยุดคิดแล้วทำอย่างไรต่อ เดี๋ยวมันก็คิดต่อ คิดโลกหรือคิดธรรมล่ะ

คิดโลกก็คิดแบบโลกๆ คิดมีความทุกข์ความยากอยู่นี่ไง คิดก็คิดว่าอยากปฏิบัติ อยากจะบรรลุธรรม อยากจะมีคุณธรรม อยากทั้งนั้นน่ะ นี่คิดไง แล้วถ้ามีสติปัญญา ก็คิดอย่างนี้ก็คิดเผาลนตัวเองไง คิดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสอนพระโมคคัลลานะไง พระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบัน ฟังเทศน์พระสารีบุตรขึ้นมา ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีเหตุมีผลของมัน เท่าทันเหตุ ดับที่เหตุ เออ! บรรลุธรรมหมดเลย ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ บวชให้ด้วย แล้วอบรมบ่มเพาะด้วย นั่งสัปหงกโงกง่วง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ให้ตรึกในธรรม ให้มันตื่นขึ้นมา ให้เอาน้ำลูบหน้า ให้แหงนดูดาว แล้วถ้ามันง่วงก็นอนซะ ตื่นแล้วค่อยมาปฏิบัติ

ที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เนสัชชิก เนสัชชิกไม่นอนๆ ไม่นอนๆ ขึ้นมา เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์ยากขนาดไหน ขนาดมันทุกข์มันยากขึ้นมาเหมือนกับจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่เวลามันสงบลงได้ มันชนะได้ ว่างหมดเลย ถ้ามันได้พักเครื่องจริงไง

ไอ้นี่มันไม่ได้พักเครื่องจริง ดันทุรังอยู่อย่างนั้นน่ะ ดันทุรังไปมันก็กิเลสมันสวมเขาไง ดันทุรังแล้วว่ารู้ ว่าเห็น ว่าเป็น ตามแต่กิเลสมันสวมเขาให้ กิเลสมันปลิ้นปล้อนให้ แล้วยังเวลาสวมเขาได้เขา ๒ เขาอีกนะ เที่ยวขวิดเขาน่ะ ไอ้นู่นไม่ใช่ ไอ้นี่ไม่ใช่ ของฉันถูกต้องชอบธรรม กิเลสมันสวมเขา

ถ้าเป็นธรรมๆ เราฝึกหัดปฏิบัติธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมนั้นต่างหากถึงการปฏิบัติธรรมมันจะถูกต้องชอบธรรม ถ้าถูกต้องชอบธรรม

เรารู้ ทุกคนฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันผิดทั้งนั้นน่ะ ผิดเพราะอะไร ผิดเพราะมีกิเลส ผิดเพราะมีอวิชชา ผิดเพราะมีความไม่รู้ ทั้งๆ ที่เจตนาดี หวังดีนี่แหละที่จะทำคุณงามความดีขึ้นมานี่แหละ แต่พอทำไปแล้วกิเลสมันปลิ้นมันปล้อนอยู่อย่างนั้นน่ะ

ถ้ามันปลิ้นมันปล้อนอยู่อย่างนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นอันหนึ่ง แต่ความเข้าใจของเรา กิเลสมันพลิกมันแพลงในหัวใจของเรา นั่นเป็นอีกอันหนึ่ง เวลากิเลสมันจุดไฟนะ มันสุมไฟ มันยิ่งคิดเตลิดเปิดเปิงไปหมดเลย ฉะนั้น ถ้าจะคิดเตลิดเปิดเปิงไป ครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ บริกรรมซะ หรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิให้มันหยุดก่อน

ถ้ามันหยุดก่อน เห็นไหม คนที่หิวที่กระหายอารมณ์ที่มันผ่านมามันจับหมดน่ะ มันขวนขวาย มันจะเอาจริงทั้งนั้นน่ะ สิ่งที่มันหิวมันโหยเพราะมันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง จิตนี้มันเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนา แล้วคนที่จะบริหารจัดการจิตของตัวเองก็ไม่มีความสามารถพอ ถ้าไม่มีความสามารถพอ มันก็ไหล ไหลไปตามนั้น แล้วถ้าเป็นนักปฏิบัติ ก็ฉันว่าฉันปฏิบัติแล้วไง เวลาพูดธรรมะ พูดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันผิดตรงไหน

มันไม่ผิด แต่มันพูดออกมาจากความจำ มันไม่ได้พูดมาจากข้อเท็จจริง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ข้อเท็จจริงมันอยู่ที่ไหนล่ะ ข้อเท็จจริงมันอยู่ที่จิตดวงนั้น ถ้าจิตดวงนั้นถ้ามันอีลุ่ยฉุยแฉกอยู่ของมันนะ มันก็เตลิดเปิดเปิงสร้างเวรสร้างกรรมของมันตลอดไป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ในพระพุทธศาสนา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ให้เชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม กรรมคือการกระทำ แล้วชีวิตเรา เราก็มีการกระทำมามากมายมหาศาล การกระทำมา เห็นไหม ชีวิตหนึ่ง คนเกิดมาชาติหนึ่งใช้ชีวิตของเราหนึ่งภพหนึ่งชาติ ได้ทำอะไรมาบ้าง แล้วจิตดวงนี้เวียนวายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย มันได้สร้างสมอะไรของมันมาบ้าง

เพราะเราได้สร้างคุณงามความดีของเราขึ้นมาไง เราถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์นี่ไง แต่เป็นอริยทรัพย์ชั่วอายุขัยของเรานี้ แล้วถ้าชั่วอายุขัยของเรานี้ทำดีหรือทำชั่วล่ะ

ทำดี เห็นไหม ชาวพุทธๆ เราไง เชื่อธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เสียสละทาน สร้างคุณงามความดีเพื่อภพชาติที่เกิดต่อเนื่อง เกิดต่อไปข้างหน้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ต้องยากจนเกินไป

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่าถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำภาวนามยปัญญาขึ้นได้หนหนึ่ง เห็นไหม ถ้าเรามานั่งภาวนา เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเข้าสู่หัวใจของตน มันเป็นบุญเป็นกุศลมากมายมหาศาล ฝึกหัดปฏิบัติของเรา ภพชาติมันจะสั้นเข้า ถึงจะไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ เราก็พยายามทำให้เป็นจริตเป็นนิสัยในหัวใจของตน

ถ้าเราเป็นจริตเป็นนิสัยในหัวใจของตน เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราฟังธรรม เราเห็นสังคมวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธไง เราก็อยากฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ มันเป็นความชอบ มันเป็นความชอบฝังใจของตนมา แต่ความชอบมันก็เป็นอำนาจวาสนาเท่านั้น สิ่งที่อำนาจวาสนาขึ้นมา แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ล่ะ

ถ้ามันไม่เป็นข้อเท็จจริง เราก็จะฝึกหัดปฏิบัติของเราให้ภพชาติมันสั้นเข้า จะทำให้มันมั่นคงของเราขึ้นมา มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน เราจะทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรานะ

เวลาเราระลึกถึงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างความดีทุกชาติๆๆ คิดได้แต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้นน่ะ แล้วมาฝึกหัดปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ออกจากราชวังไปฝึกหัดปฏิบัติ ๖ ปี คิดแต่เรื่องดีๆ เรื่องดีๆ แต่มันไม่มีใครสอน มันไม่มีใครบอก แต่เพราะวาสนา ก็คิดว่าจะต้องศึกษาค้นคว้ากับนักปฏิบัติทั้งหลาย เพราะเขาได้ทำมาก่อนไง สุดท้ายแล้วก็วาสนานั่นแหละ มันไม่มีหนทางแล้วล่ะ ไปศึกษาค้นคว้ามากับใครมันไม่ใช่ทางๆ ฉะนั้น บัดนี้เราจะฝึกหัดปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง

นั่นเพราะอำนาจวาสนาไง เริ่มต้นตั้งแต่บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณนั่นน่ะ ไปรู้ไปเห็น ไม่ใช่ ดึงกลับ ไม่ใช่ ดึงกลับ มันพิสูจน์ถึงว่าจิตมันมีกำลังของมัน เห็นไหม ตั้งแต่กำหนดอานาปานสติ กิเลสมันสงบตัวลง มันเป็นข้อเท็จจริงที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันได้สร้างสมบุญญาธิการมา ตั้งแต่อดีตชาติก็พระเวสสันดรไปไง ทศชาติไง ไปตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไง แล้วก่อนหน้านั้นไง ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเทศนาว่าการ ธรรมและวินัย ท่านบอกว่าท่านเคยตกนรก เคยตกนรกก่อนหน้าที่จะสร้างคุณงามความดี คำว่า “ท่านก็เคยตกนรก” นั่นมันยาวไกลขนาดไหน สิ่งที่สร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนั้นนะ

เวลาจุตูปปาตญาณ มันไปอนาคตอีกล่ะ อดีตอนาคตไง มันถึงเป็นการพิสูจน์ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดึงกลับๆ

คำว่า “ดึงกลับ” เราปฏิบัติ เวลาว่าพุทโธหาย เอ็งมีสติหรือเปล่า เอ็งรู้อะไรบ้างหรือเปล่า

ขนาดว่ากำหนดอานาปานสติจนจิตสงบระงับ ระลึกอดีตชาติไป มันยังไม่ใช่ทาง ไปอนาคตมันก็ไม่ใช่ทาง แล้วดึงกลับ

เราเคยดึงกันบ้างไหม เราเคยมีสติปัญญาควบคุมใจเราบ้างหรือไม่ ใจที่มันจะเข้ามาเป็นปกติสุข มันไปรู้ไปเห็นสิ่งใด เรามีสติปัญญาควบคุมดูแลหรือเปล่า

เวลาเราเริ่มฝึกหัด อาการของจิต อาการของใจที่ของแต่ละบุคคลมันมากมายมหาศาล มีแต่บุญและบาป ถ้าบุญ มันฝึกหัดไปมันก็มีความสงบบ้าง มีหลักฐานในหัวใจของตนบ้าง ถ้าเป็นบาป ภาวนาแล้วทุกข์แล้วยาก ภาวนาไม่ได้ ภาวนามันมีปัญหาไปหมดน่ะ

มันจะมีปัญหามากน้อยขนาดไหนมันก็เรื่องอำนาจวาสนาของตัวเราเอง เราได้ทำบุญทำบาปมาของเราเอง แต่ในปัจจุบันนี้เรามีอำนาจวาสนา เราถึงจะมาฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ฝึกหัดเพื่อข้อเท็จจริงหรือฝึกหัดเพื่อให้กิเลสมันสวมเขาล่ะ ไม่มีวาสนา กิเลสมันสวมเขาหมด เพราะอารมณ์ความรู้สึกที่มันรู้มันเห็นไง

ครูบาอาจารย์ของเราที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมา ท่านก็รู้ก็เห็น จิตมันจะเป็นอย่างไร จิตมันจะพิสดารขนาดไหน ทำไมใครจะไม่รู้ แต่รู้แล้วเชื่ออย่างนั้นหรือ

รู้แล้ววาง เราต้องการความสงบสุขเท่านั้น

สิ่งที่รู้ที่เห็นมันแถมากเกินไปไง พอจิตมันมีอาการก็เห็นนิมิต เห็นนู่นเห็นนี่ เห็นนั่นน่ะคือจิตมันส่งออก จิตส่งออกมันไปรับรู้ต่างๆ พลังงานมันส่งออกไปแล้ว ก็เหมือนเราใช้กำลังไปแล้ว มันก็อยู่อย่างนั้นน่ะ

ควรที่จะสะสม ควรที่จะมีสติยับยั้งไว้ ถ้ามันสงบ เราไม่ไปรู้ เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดึงกลับๆ มีสติปัญญาได้ควบคุมดูแลหรือไม่ มันรั้งไว้ก็ได้ มันจะปล่อยให้ออกไปรู้สงสัยสิ่งใดก็จะรู้ให้ชัดเจนก็ได้

แล้วออกไปแล้วไปไหนล่ะ ไปตะครุบเงาไง ตะครุบเงามันใช้พลังงานไป มันก็ทุกข์ก็ยากของมันไปไง เวลามันเสื่อมหมดแล้วจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ เห็นทางจงกรมนี่แหยงเลย

แต่ครูบาอาจารย์ของเราไม่เป็นอย่างนั้น ผิดพลาดไปแล้ว เราเริ่มต้นใหม่

ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สิ่งที่คนที่ผิดไปแล้วสำนึกได้ นั้นเป็นคุณงามความดีของเขา เราก็เหมือนกัน สิ่งใดที่มันผิดมันพลาดไปแล้วเราระลึกได้ ระลึกได้แล้วเราเริ่มต้นใหม่ ทำคุณงามความดีใหม่ เพราะมันยังไม่สายเกินไปไง

แต่ถ้ามันเตลิดเปิดเปิงไปนะ ให้กิเลสมันสวมเขาอย่างนั้น มันไม่เป็นประโยชน์กับใคร มันเป็นโทษกับตัวเอง เพราะอะไร เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ มิจฉา มิจฉาอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นมิจฉา มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เรามีสติปัญญาเท่าทันเราแล้ว เราเห็นโทษของมัน เราเห็นโทษกับความคิดเราเอง เราเห็นโทษกับจิตดวงนี้ จิตดวงนี้มันน่าสงสาร น่าสมเพช แล้วมันไม่มีสติ มันไม่มีสติไม่มีปัญญาคุ้มครองดูแล เราบวชแล้ว เราเป็นนักปฏิบัติแล้ว เราถึงแสวงหาครูบาอาจารย์

เราฝึกหัดปฏิบัติมันเป็นการฝึกหัดปฏิบัติโดยกำหนด โดยประสบการณ์จิตของเราเอง ถ้ามันกำหนดโดยประสบการณ์ โดยความรู้ความเห็นของเราเอง มันถูกต้องหรือมันชอบธรรมหรือไม่ ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม เราก็ที่แสวงหาครูบาอาจารย์ ก็ทดสอบกับครูบาอาจารย์ของเรา

ครูบาอาจารย์ สมาธิคืออะไร สมาธิมันเป็นอย่างไร แล้วสมาธิเป็นอย่างไรแล้ว ถ้าเป็นสมาธิจริง มีความสุขไหม มี ถ้ามีความสุขแล้ว แล้วทำอย่างไรต่อ เวลาทำอย่างไรต่อ ก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาให้เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ยกขึ้นสู่วิปัสสนา เราจะยกอย่างไร ยกขึ้นมา ยกของขึ้นหรือ ดึงของให้ต่ำหรือ

ยกขึ้น ระลึกขึ้น

เวลาฝึกหัดปฏิบัติใหม่ไง วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ อารมณ์ของสมาธิ วิตก ถ้าไม่กำหนดพุท ไม่กำหนดโธ มันจะยกขึ้นจากใจได้หรือไม่ เราไม่นึกอะไรเลยก็ไม่มีอะไรเลยนะ ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อนะ เราจะมีคำบริกรรม เราระลึกนึกขึ้นมา เราจะนึก นึกนี่วิตก วิจารก็พุทโธๆ ถ้ามันเกิดปีติ มันมีความปกติสุขของมัน

เราปีตินี่ยิ่งใหญ่นัก ปีติมันวัดค่าหัวใจของคนว่ามีบุญและบาปมากน้อยขนาดไหน เวลามันปีตี หลวงปู่มั่นเวลาจิตสงบ โอ้โฮ! ไปทั่วจักรวาล วัฏฏะไปหมดล่ะ แล้วต้องรั้งไว้ ต้องเริ่มต้นให้ควบคุมให้เป็นสัมมาสมาธิปกติสุขให้ได้

ปีติ สุข ถ้ามันมีปีติ มีความรู้ความเห็น มันก็มีความสุขของมัน ถ้าปีติไปเห็นถึงบาปกรรมของตน ไปเห็นถึงเวรกรรมของตน มันสลดสังเวช ปีติทุกข์หรือ ปีติต้องสุข สุขแล้วเอกัคคตารมณ์ นี่อารมณ์ของสมาธิ

อารมณ์ของสมาธิ สมาธิถ้ามันเป็นสมาธิโดยข้อเท็จจริงของมัน นี่คือเหตุ เหตุในการบริกรรม เหตุการกระทำ จิตมันจะพัฒนาสูงต่ำขนาดไหน ถ้ามันเป็นความจริงนะ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ จิตตั้งมั่น จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จิตเป็นหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างไร ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง

แล้วสมาธิมีกำลังแล้ว ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง คำว่า “น้อมไปสติปัฏฐาน ๔” เพราะคนเราเกิดมามีกายกับใจ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็กายกับใจของตน ร่างกายเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่ร่างกายของตน ร่างกายเพื่อความสงบสุขในใจของตน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์คือรื้อหัวใจของสัตว์โลก เรานักปฏิบัติๆ นักปฏิบัติที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เราก็จะดูแลหัวใจของตนไง ใจของตนที่น่าเวทนา ที่ธรรมสังเวช สังเวชเพราะว่าไม่มีใครคุ้มครองดูแลมัน แล้วคนที่คุ้มครองดูแลมันก็คือตัวของมันไง ไม่ให้กิเลสมันสวมเขาไง อ้างว่ารู้ธรรม บรรลุธรรม ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มันน่าสมเพช แล้วเวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมานะ ก็ฝึกหัดปฏิบัติแบบโลกๆ โลกๆ เพราะอะไร

เพราะคนเกิดมามีความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิดเกิดจากจิต แต่ตัวเองไม่เคยสงบระงับเข้ามาจนถึงตัวจิตของตน ถ้าจิตมันจะสงบสุข มันก็จะเข้ามาเป็นปกติในจิตของตน ถ้าเป็นความปกติในหัวใจของตน มหัศจรรย์แล้ว แล้วติดหมด

ครูบาอาจารย์ท่านว่า มันจะมาตายอยู่บนสมาธินี้เหรอ

แล้วมันจะตายอยู่บนสมาธิเพราะอะไร เพราะสมาธิมันเจริญแล้วเสื่อม พอเสื่อมแล้วมันเป็นสัญญา สัญญาว่าจิตมันเคยสงบสุข มันจะสงบสุขอยู่กับเราไง มันเลยทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีพลัง ไม่มีกำลังไง ไม่มีกำลัง ไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าคนเขาสงบสุขแล้วนะ น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เพราะจะพิจารณากายกับใจ

คนเกิดมานะ มันอ้างว่ามันมีเมตตา มันรักคนโน้น มันรักคนนี้ จริงๆ คือรักตัวมันเอง เบียดเบียนตนแล้วเบียดเบียนผู้อื่นไง ถ้าไม่มีตน มันจะไปเบียดเบียนใคร ถ้าไม่มีตน มันจะไปรักใคร ถ้าไม่มีตน มันจะไปยุ่งเหยิงอะไรกับใคร แต่เวลามันพูด มันโทษคนอื่นหมดเลย เวลามันสงบสุขเข้ามามันเป็นตัวของมันไง

ถ้าเป็นตัวของมัน มันมีทิฏฐิมานะ แล้วเวลาถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ กิเลสมันสวมเขา สำคัญตนว่าปฏิบัติธรรม สำคัญตนว่าบรรลุธรรม สำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ สำคัญ สำคัญตนไปหมดเลย เบียดเบียนตน แล้วก็ชี้โทษคนอื่นอีกแล้ว

แต่ถ้ามันสงบสุขของมันเข้ามา ใจมันสงบสุข แล้วมีสติมีปัญญา ไม่ปล่อยปละละเลย คุ้มครองดูแลให้เข้าสู่ความสงบ แล้วเข้าสู่ความสงบ มันมีความปกติสุขใช่ไหม แล้วจะทำอย่างไรต่อ

ถ้าทำอย่างไรต่อ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีคำบริกรรม มันมีสติปัญญาเป็นปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิมันจะอยู่กับเรา ถ้าเจริญแล้ว ถ้ามันมีแล้ว มันต้องเสื่อมไปแน่นอน คือมันต้องคลายออก พลังงานที่เราจะสะสมให้มันเสถียร ให้มันมั่นคงเข้ามา ชำนาญในวสี ในการฝึกหัดปฏิบัติ

ฉะนั้น เวลาจะให้จิตมันสงบ พอสงบแล้วมันพิจารณากายนอก กายนอกคือพิจารณากายทั่วๆ ไป อย่างที่เราจะทำความสงบ เราพิจารณากาย พิจารณาดู นั่นมันเรื่องภายนอก ภายนอกคือโลก ภายนอกคือสังคม ภายนอกคือหมู่คณะ

ภายใน พอจิตสงบแล้วให้น้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ภายใน ภายในคือในจิตของตน

จิตเป็นอย่างไรๆ

จิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตมันสงบระงับแล้ว ถ้ามันไม่น้อมไป หรือถ้ามันไม่เห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วจะพิจารณาอะไร ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วปัญญามันจะเกิดอย่างไร

เวลาปัญญามันจะเกิดนะ คนที่ภาวนาไม่เป็น นั่งสมาธิเดี๋ยวปัญญามันจะเกิดเอง

นั่นน่ะแสดงว่าฟุ้งซ่านมาตลอด นั่นล่ะกิเลสมันสวมเขา สวมเขาให้ว่าความคิดที่คิดแบบโลกนั่นน่ะคือภาวนามยปัญญา ปัญญาอย่างนั้นมันเป็นปัญญาของผู้เรียน ป. ๑ ถึง ป. ๙ เขาใช้ปัญญาศึกษาค้นคว้า เขาพิจารณาของเขา นั่นปัญญาอย่างนั้นปัญญาศึกษาค้นคว้า มันเป็นเรื่องโลก มันเป็นเรื่องเกิดจากสมอง เกิดจากการศึกษาค้นคว้าเป็นสุตมยปัญญา ปัญญาคือการศึกษาเล่าเรียน

จินตมยปัญญาก็ปัญญาที่จินตนาการ ปัญญาที่เราควบคุมดูแล ถ้ามันเป็นปัญญาอบรมสมาธิมันจะสงบเข้ามา สงบเข้ามาแล้ว ถ้าจิตมันสงบ จิตมันมีกำลังของมัน ไม่ให้กิเลสมันสวมเขาว่าบรรลุธรรม ติดสมาธิไง สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ

มันก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วไม่ใช่แก้ไม่ได้อย่างเดียวนะ มันเจริญแล้วเสื่อมด้วย ฤๅษีชีไพรเขาได้สมาบัติ ๘ เขาเหาะเหินเดินฟ้าได้ แต่เวลามันเสื่อมแล้วจบ มันจะเป็นอีกมันก็ต้องเริ่มต้นใหม่

ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ฌาน ๔ รูปฌาน อรูปฌาน ทำอย่างไร ถ้ามันเป็นจริงไง เป็นจริงมันก็เป็นฌาน ฌานสมาบัติไง ฌานสมาบัติก็อภิญญาไง นี่ไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณไงไง มันรู้มันเห็นแล้วได้อะไรขึ้นมา

มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางพระพุทธศาสนาไง

ทางสายกลางพระพุทธศาสนา จิตสงบระงับหรือไม่ ถ้าจิตสงบระงับแล้ว พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน น้อมไป ถ้ามีอำนาจวาสนามันจะรู้มันจะเห็นของมันโดยข้อเท็จจริง ถ้าน้อมไป มันมหัศจรรย์ มหัศจรรย์เพราะอะไร

เพราะธรรมชาติของคน สัญญาอารมณ์ สังคมเขามีความเข้าใจกันอย่างนั้น เราก็มีความเข้าใจอย่างนั้น เรามีความเข้าใจทางภาคทฤษฎี เรามีความเข้าใจธรรมะทั้งนั้นน่ะ แต่พอจิตสงบแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ อ้าว! มันคนละเรื่องเลย

สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา เวลามันเกิด ถ้ามันยกขึ้น การก้าวเดินไป รู้เห็นแล้วทำอย่างไรต่อ แล้วเวลาทำทำด้วยอะไร

ทำด้วยมรรค เวลามันเคลื่อน เวลาปัญญามันเคลื่อนเป็นธรรมจักรขึ้นมา โอ๋ย! มันเห็นหมดน่ะ นี่มันจะเข้าสู่ภาวนามยปัญญา มันจะเข้าสู่โลกุตตรธรรม มันจะเข้าสู่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปศึกษาเล่าเรียนกับเขามา มันไม่ใช่หนทาง ไปศึกษากับใครมา ค้นคว้ามา ไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ ขึ้นมา สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เขาศึกษา ก็เป็นหมดน่ะ แต่เวลาอาสวักขยญาณ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เวลาบุพเพนิวาสานุสติญาณก็ดึงกลับ จุตูปปาตญาณก็ดึงกลับ แล้วเวลามัคโค เวลาหนทาง เวลาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมโดยชอบ เวลามันชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เห็นไหม

เวลาชำระล้างกิเลส ผู้ที่ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ถ้ามีอำนาจวาสนา พรึบ! กิเลสขาดหมด พญามารๆ คร่ำครวญร้องไห้ไง

“เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป”

พ้น พ้นอยู่แล้ว เพราะอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เราได้หักลงแล้ว เวลาความโลภ ความโกรธ ความหลงที่จะมาแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ เป็นไปไม่ได้

แต่ในการฝึกหัดปฏิบัติของเรา สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังไง บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ คู่ที่ ๔ มันก็ไปจบลงตรงอวิชชา จบลงพญามารนั้น เรือนยอดของเรือน ๓ หลังต้องหักลง

ถ้าหัก หักอย่างไร

ในวงกรรมฐานนะ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านตรวจสอบของท่าน เพราะอะไร เพราะต้องสร้างธรรมทายาท กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญขึ้นอีกหนหนึ่ง เจริญตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ท่านปฏิบัติของท่านเป็นผู้บุกเบิก แล้วประจักษ์พยานล่ะ พยานที่ฝึกหัดปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม นี่ไง สิ่งที่รู้ที่เห็น พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพยานได้ แล้วเวลาเทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน เทศอนัตตลักขณสูตรขึ้นมา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาทั้งสิ้น ไปได้ยสะอีก ๕๕

๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของท่าน แล้วใครจะเป็นพยาน เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมาได้หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ ก็ฝึกมาเอง เป็นคนปั้นมาเอง ทำไมท่านจะไม่รู้ มันรู้อยู่ นั่นเป็นประจักษ์พยานต่อกัน แล้วเป็นสัจจะเป็นความจริงด้วยเคารพบูชา กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามา” เวลาหลวงตาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง “เราก็มีของเรา”

สิ่งที่รู้ที่เห็นนี่ไง เวลากิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมาไง ตัวเองก็มีอำนาจวาสนาขึ้นมา เพราะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จนหลวงตาพระมหาบัวท่านก็สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ไปเหมือนกัน แต่กว่าที่ท่านจะขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นจะแก้ไขของท่านมาแต่ละวรรคแต่ละตอน เหมือนกัน

ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไม่มีกิเลสหรือ ไม่มีใครคอยปัดแข้งปัดขาในการฝึกหัดปฏิบัติหรือ เยอะแยะ โดยข้อเท็จจริงเลย พญามารๆ มันครอบคลุมหัวใจของสัตว์โลก

เวลามองสังคมสิ ทำไมคนนี้คิดอย่างนั้น ทำไมคนนี้คิดอย่างนี้ มันร้อยแปดพันเก้า นั่นก็วาสนาของเขา เห็นแล้วมันธรรมสังเวชไง สังเวชในจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วยังลุ่มหลงอยู่กับกิเลสตัณหาความทะยานอยากอย่างนั้น

เราต่างหากมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราจะประพฤติปฏิบัติให้เป็นตบะธรรมแผดเผาทำลายล้างสิ่งที่เป็นอวิชชาๆ ในหัวใจของตน

บุคคลคู่ที่ ๑ สังโยชน์ ๓ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขาดไปจากหัวใจดั่งแขนขาด เห็นหรือเปล่า เห็นอย่างนั้นหรือไม่ ดั่งแขนขาดแล้วคุณสมบัติล่ะ คุณสมบัติของพระโสดาบันเป็นอย่างไร คุณสมบัติของพระสกิทาคามี คุณสมบัติของพระอนาคามี คุณสมบัติของพระอรหันต์เป็นอย่างไร มันไม่มีใช่ไหม ถ้าไม่มี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจะตรวจสอบลูกศิษย์ของท่านได้อย่างไร

เวลามาท่านรู้เลยอยู่ขั้นไหน มีอำนาจวาสนาอะไร จะประพฤติปฏิบัติได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ท่านไล่ออกหมดล่ะ ท่านไม่ให้อยู่ ที่ให้อยู่ๆ เพราะพยายามจะปั้น จะสร้างธรรมทายาท จะสร้างผู้ที่ยืนยันธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้ามันยืนยันๆ ยืนยันในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น

เวลามืดเวลาบอดทุกคนรู้ได้ เวลามันเป็นจริงไม่รู้ไม่เห็นพูดอะไร ไม่รู้ไม่เห็นจะเอาพยานหลักฐานมาจากไหน แต่ถ้ารู้ถ้าเห็นนะ กิเลสมันสวมเขา รู้โดยกิเลสไง ก็พูดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผิดตรงไหน ก็พูดเหมือนกัน ก็ลูกศิษย์องค์สมเด็จพระสัมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน

ใช่ พูดเหมือนกัน แต่พูดโดยปาก หลวงปู่มั่นต้องการให้พูดจากใจ พูดโดยปากมันเอาสมองจำ มันเป็นสัญญา มันเป็นการจำได้หมายรู้

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านฝึกหัดปฏิบัติไง ท่านไม่บอกเคล็ดใครหรอก ถ้าบอกเคล็ดเท่ากับทำลายลูกศิษย์ของตน มันรู้ก่อนไง มันจำภาพได้หมดล่ะ

ดูสิ ดูพระอานนท์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน

“อานนท์อีก ๓ เดือนข้างหน้าเธอจะเป็นพระอรหันต์ เธออย่าเสียใจไปเลย ผู้ที่อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดมาก็แล้วแต่ ถ้ามาแล้วจะไม่ทำได้มากไปกว่าเธอ เธอได้สร้างอำนาจวาสนาไว้มาก เราปรินิพพานไปแล้ว อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีการปฐมสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์วันนั้น”

จนงานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียบร้อยไปทั้งสิ้น แล้วพระกัสสปะขึ้นมา เห็นพระผู้เฒ่าไง

“ดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วยิ่งดีใหญ่เลย ต่อไปนี้จะได้ไม่มีคนคอยโขกคอยสับ”

พระกัสสปะฟังแล้วมันสะเทือนใจมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพาน มีพระคิดอย่างนี้ มีพระต้องการทำอย่างนี้ ก็เลยประชุมสงฆ์ หาพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์มาทำสังคายนา แล้วจดจำไว้ ท่องบ่นกันมา อย่าให้ใครได้มาติฉินนินทา อย่าให้ใครมาจาบจ้วงธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อานนท์อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีปฐมสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์วันนั้น”

นี่สัญญา พระอานนท์ก็ว่า พรุ่งนี้เขาจะปฐมสังคายนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ในวันนั้นน่ะ

คิดแต่อย่างนั้นน่ะ ส่งไง ส่งยึดมั่นคำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยพูดอะไรผิดทั้งนั้นน่ะ มันส่งไปตรงนั้น แล้วเวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา จนจะหมดเวลาอยู่แล้ว เขาจะปฐมสังคายนาอยู่แล้ว เออ! มันเต็มทีแล้ว วางหมดเลย จะพัก เอนลง นี่ปัจจุบัน เป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจของพระอานนท์ พระอานนท์เป็นพระอรหันต์เลย แต่ก่อนหน้านั้นจิตมันไปเกี่ยว มันส่งออกไปเกี่ยวกับสัญญาความจำ

เวลาพูด พูดจากปาก ครูบาอาจารย์ต้องการพูดจากใจ

แล้วพูดจากใจ ใจมันเป็นอย่างไร ใจมันเป็นอย่างไรก็ต้องผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินั้นตามข้อเท็จจริงในใจของเขา

ถ้าใจของเขาว่างๆ ว่างๆ เวลาพูดไม่มีสติเลยเนาะ ว่างๆ ว่างๆ

แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง จิตจะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ แล้วเป็นอย่างนี้ หยาบ กลาง ละเอียด เคยเป็นอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้เลย ทำไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันร้อนเป็นไฟ เวลาจิตมันเสื่อมนี่ร้อนอย่างกับไฟ แล้วทำอย่างไรล่ะ

ถ้ามีครูบาอาจารย์นะ ท่านจะให้ศีลให้พร ให้กำลังใจ แล้วมีสติมีปัญญาฟื้นฟูมันขึ้นมา ฟื้นฟูก็สติควบคุมด้วยคำบริกรรม การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ปัญญาจะเกิดเองไม่มี ถ้าปัญญาจะเกิดเอง ฤๅษีชีไพรในสมัยพุทธกาลเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว เป็นไปไม่ได้ ปัญญาจะเกิดเองเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันจะเป็น เราต้องฝึกหัด ยกขึ้น

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่พื้นฐานของสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานมันจะเกิดขึ้น

หลวงปู่มั่นท่านว่า จิตเป็นอย่างไร

นั่นน่ะฐานของจิต ฐานคือภวาสวะ ฐานคือภพ ภพที่เป็นนามธรรมยิ่งใหญ่ เพราะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเคยพบ ไม่มีใครเคยพบตัวตนของตน

ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบระงับ สมถกรรมฐาน

สมถกรรมฐาน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ฐานนั้นเดี๋ยวมันก็หายไป ฐานนั้นที่เป็นได้ เป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม เรารู้เราเห็นของเรา แต่เราทำอะไรไม่เป็นไง

พระทำความสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น มันก็แค่นั้น แล้วมันก็เสื่อมไป มันจะอยู่กับจิตใจตลอดไปเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันจะอยู่ตลอดไป ฤๅษีชีไพรได้ฌานสมาบัติ ทำไมมันเสื่อมล่ะ ทำไมไม่อยู่กับใจดวงนั้นตลอดไปล่ะ

กำลัง สมาธิเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต สมาธิเป็นสมาธิ จิตเป็นจิต

แล้วถ้าจิตที่มันเป็นปุถุชนคนหนามันไม่เคยเห็นจิต มันเห็นแต่ความคิดของตัวเองที่หลั่งไหลไปโดยกิเลสมันสวมเขา กิเลสมันอ้างธรรมะขึ้นมาแล้วมันสวมเขาจิตดวงนั้น แล้วมันก็ขับเคลื่อนไป เพราะไม่มีจิตดวงนั้นมันก็ไม่มีพลังงาน ไม่มีจิตดวงนั้นก็ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตดวงนั้นมันจะมีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้อย่างไร ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต แต่จิตมันก็โง่เขลาให้กิเลสมันสวมเขาไง แล้วมีเขา ๒ เขาเที่ยวไปขวิดคนนู้น ขวิดคนนี้ไง

แต่ถ้าทำความสงบใจเข้ามาล่ะ ใจมันสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา น้อมไป ไม่รู้ไม่เห็นก็ขุดคุ้ยค้นคว้า ของมันมี กิเลสมันมีอยู่กลางหัวใจ

กิเลสมันเป็นนามธรรม กิเลส อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต จิตเดิมแท้ ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันสว่างไสว สว่างไสว จิตประภัสสร จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้น จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้กระทำ แต่จิตเดิมแท้ใครเห็น

สมาธิเป็นสมาธิ สมาธิเห็นแสง แสงก็คือแสง แต่ถ้าเข้าไปถึงความสว่างไสว เข้าไปถึงจิตเดิมแท้นั้น ถ้าละเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป ละถึงพระอนาคามี พระอนาคามีก็คาอยู่นั่น ติดอยู่นั่นไง เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้จะเป็นผู้ข้ามพ้น แล้วข้ามพ้นอย่างไร

ข้ามพ้นด้วยปัจจยาการไง เพราะมันมีตัวของมัน มันถึงเป็นของมัน เพราะมันมีของมัน มันถึงมีรูปมีนาม พอมีรูปมีนามก็คิดของมันไป

ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต สมาธิก็ไม่ใช่จิต สมาธิเกิดจากการฝึกหัด เกิดจากการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วเกิดถ้าเป็นปัญญาล่ะ ปัญญาอะไร

ปัญญาโลก ปัญญาโลกก็โลกียปัญญา ปัญญาโลกก็ปัญญาสมอง ปัญญาจากปาก

ถ้าเป็นปัญญาธรรม ปัญญาจากใจล่ะ เกิดปัญญาจากใจก็ปัญญาจักขุญาณไง ใจมันมีญาณทัสสนะ ยถาภูตัง เกิดญาณทัสสนะ เกิดรู้เกิดเห็นไง เวลามันสมดุลของมัน มรรคสามัคคี สมุจเฉทปหาน นิโรธ นิโรธดับหมด ดับกิเลสนะ แต่เหลือจิตใจที่ผ่องแผ้ว กิเลสตายชัดๆ

ไม่ใช่ให้กิเลสมันสวมเขา อ้างไปเรื่อย พูดไปเรื่อย อ้างเล่ห์ พูดข้างเดียวก็เป็นการอ้าง อ้างของกิเลสไง แต่มันเป็นสิทธิเสรีภาพ

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งสิทธิเสรีภาพ เสรีภาพที่เขาต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของเขาเอง ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาในหัวใจของเขาเอง เป็นธรรมทายาท ธรรมทายาทที่เป็นหลักในบริษัท ๔ เป็นหลัก หลักเพราะอะไร เพราะเขามีวิหารธรรม หลักการในพระพุทธศาสนา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

เบิกบานในช่วงชีวิต ถึงที่สุดแล้วต้องทิ้งไปทั้งนั้น เพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริง สัจจะความจริง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ชีวิตนี้เกิดขึ้น ชีวิตนี้ต้องดับไป แต่ชีวิตนี้เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาพระโพธิสัตว์ สร้างคุณงามความดีขึ้นมาเพื่อให้หัวใจดวงนี้มีคุณประโยชน์ขึ้นมา

ทำบุญและทำบาปตกลงที่ใจของตนทั้งสิ้น ประพฤติปฏิบัติมากิเลสมันสวมเขา มันก็เป็นเรื่องของกิเลสทั้งสิ้น ถ้าฝึกหัดปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริงขึ้นมา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งสิ้น เอวัง