เทศน์เช้า วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมๆ วันนี้วันพระนะ วันพระ ชาวพุทธเราไปวัดไปวาจำศีลฟังธรรม โลกมันเจริญขึ้นไง เดี๋ยวนี้ศีลธรรมเข้าถึงห้องนอน เราอยู่บ้านก็ได้ ที่ไหนมันก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
สมัยพุทธกาลนะ มุขปาฐะฟังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนนะ มันซาบซึ้ง มันมีคุณธรรมในหัวใจของตน ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจของตน สภาวะแวดล้อมต่างๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ
เป็นเรื่องธรรมชาติขึ้นมา สภาวะแวดล้อมขึ้นมา ที่มันทรุดโทรมเสื่อมทรามไปเพราะใคร มนุษย์ทั้งนั้นน่ะ มนุษย์เป็นคนทำ แล้วมนุษย์ก็มาเรียกร้องเอาความเป็นธรรม มนุษย์ก็มาเรียกร้องเอาความสมดุล มนุษย์ก็มาเรียกร้องไง
แต่ถ้าเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในมนุษย์มันมีกิเลสกับธรรม กิเลสๆ คืออวิชชา คือพญามาร คือความไม่รู้ แล้วจะเอาแต่ความพอใจของตน ถ้าเป็นธรรมๆ ไง เราเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นคนเป็นอริยทรัพย์ เพราะมีหัวใจ มีกายกับใจๆ หัวใจอันนั้นสำคัญมาก สำคัญเพราะคนคิดได้ร้อยแปดพันเก้า
มหาราชคิดคุ้มครองโลก คิดเพื่อความเป็นธรรม ทรราชมันเอารัดเอาเปรียบ โลกทั้งใบก็ไม่พอที่มันจะครอบครอง มันจะเอาโลก ๕ ใบ แล้วมันก็ครอบครองไม่ได้ ไม่ได้หรอก ไม่ได้เพราะมันมีอำนาจวาสนาไง
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราไง สามโลกธาตุ ไม่ใช่โลกเดียวนะ กามภพ รูปภพ อรูปภพเลยล่ะ เพราะอะไร เพราะหัวใจของสัตว์โลก จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดสามโลกธาตุ หัวใจอันนั้นน่ะสำคัญนัก สำคัญนักเพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา อาสวักขยญาณคือมรรค ๘ คือทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทำลายพญามาร ทำลายกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของท่าน มันมีวิมุตติสุขๆ
วิมุตติสุขที่ไหน ก็ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วเทศนาว่าการขึ้นมาได้พระอรหันต์ ได้สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง ที่เราเป็นสาวกสาวกะ เราเป็นชาวพุทธ ได้ยินได้ฟังขึ้นมานี่ แล้วเรามีสติมีปัญญาขึ้นมา สติปัญญานั้นคือธรรม
ธรรมเพื่ออะไร
ธรรมเพื่อมายับยั้งกิเลสในหัวใจของตน มันลดทอนความทุกข์ความยาก ความลำบากในหัวใจของตน แต่ร่างกายก็เรื่องธรรมดา เพราะคนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิตทั้งนั้นน่ะ เหมือนกัน แต่หัวใจของคนมันแตกต่างกัน หัวใจของคนยิ่งใหญ่มหาศาลแตกต่างกัน หัวใจของคนทุกข์คนยาก คนเหมือนกัน มันอ้อนวอน มันเรียกร้อง มันต้องการความช่วยเหลือไง แล้วไม่มีใครช่วยเหลือมันไง
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เรื่องบุญเรื่องกุศล เรื่องทำคุณงามความดีของเรา เราคบบัณฑิต คบสังคมที่ดีงาม สัปปายะ ๔ เพื่อฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง แต่เวลาถึงที่สุดแล้วถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนี่นะ ชาวพุทธๆ เรา ผู้ที่นับถือลัทธิศาสนาต่างๆ เขาทำสมาธิๆ ทำเพื่อความสงบของใจของตน
นี่ก็เหมือนกัน เริ่มต้นขึ้นมา เราเกิดมากับโลกียะ เรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เรื่องบุญและบาป ใครมีอำนาจวาสนาเกิดขึ้นมานะ มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ไปทั้งสิ้น เขาสว่างมา แล้วถ้าเขามีสติปัญญาของเขานะ เขาทำของเขาต่อเนื่องไป เขาต้องสว่างไป
ไอ้เรามืดมา แล้วก็มืดไป มืดบอด บอดในหัวใจของตัวเองไง ไม่มีสิ่งใดเป็นธรรมๆ ทั้งนั้น ถ้าเป็นธรรมต้องพอใจ ถ้าพอใจเป็นธรรม ถ้าไม่พอใจไม่เป็นธรรมทั้งนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นธรรมไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเรามีสติ เรามีสตินะ มีสติแล้วฝึกหัดทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา สิ่งที่เราทำกันน่ะ ในทั้งโลกทั้งหมด วิธีการประพฤติปฏิบัติทั้งหมด ผลของมันคือสมาธิทั้งหมด ปัญญาไม่มี ที่คิดค้น ที่ศึกษากันนั่นน่ะ นั่นคือปัญญาอบรมสมาธิไง ปัญญาคือหาเหตุหาผลให้จิตสงบเข้ามาไง ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้วไง จิตสงบแล้ว ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เริ่มต้นจากตรงนี้ นั่นแหละคือตัวตน แต่มันเป็นมิจฉา ลัทธิศาสนาต่างๆ เขาทำไปแล้ว โอ๋ย! เป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รู้ผู้เห็น มีอภิญญา มีความยิ่งใหญ่ ตายหมดเลย ตายในภพชาตินี้ไง
แต่ถ้าใครมีอำนาจวาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสอน จิตสงบแล้ว อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันจะเห็นกิเลส เห็นกิเลสเพราะอะไร
เห็นกิเลสเพราะจิตเป็นสัมมาสมาธิ กิเลสมันสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลง จิตมันสงบระงับเข้ามาไง ถ้าจิตมันรู้มันเห็นของมันโดยสัจจะโดยความจริงขึ้นมานะ มันขนพองสยองเกล้า
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศนาว่าการมาตลอดว่า
“การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส เป็นงานที่สำคัญที่สุด”
การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส รู้จักกิเลสแล้ว นั่นน่ะเริ่มต้นมัคโค ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาตามข้อเท็จจริง
แต่ของเราเป็นเรื่องโลกๆ ไง จินตนาการไง ศึกษาไง กาย เวทนา จิต ธรรม ใครจะไม่รู้ ศึกษาแล้วรู้ทั้งนั้นน่ะ แต่รู้แบบโลกๆ ไง โลกๆ คืออะไร โลกๆ คือมีสมุทัย โลกๆ คือมีกิเลส คือความเห็น ความพอใจของตน แล้วก็จินตนาการสร้างภาพ ยิ่งใหญ่ ตายหมดน่ะ ทั้งที่เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แต่ตายแบบโลก ตายแบบบุญและบาป ไม่เข้าสู่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา พ้นจากบุญและบาป บุญก็ไม่เกี่ยว บาปก็ไม่เกี่ยว
บุญและบาปมันให้ผลมาเป็นการดำรงชีวิต ให้ผลมาเป็นทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิดของคนนี่แหละ พันธุกรรมของจิตนี่แหละ มันได้ตบได้แต่งของมันมาด้วยบุญและบาป
ถ้าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนาดีงาม พันธุกรรมของจิตเขาดีงามไง เขาคิดแต่เรื่องที่ดีงาม เขาคิด พระโพธิสัตว์ๆ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระโพธิสัตว์ทำแต่ความดีงาม เสียสละชีวิตเพื่อสังคม เสียสละชีวิตนะ
พระโพธิสัตว์ในพระไตรปิฎก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นกระต่ายป่า ไปเห็นนายพรานเขาหลงทางอยู่ในป่า เขาสุมกองไฟไว้เพื่อความอบอุ่น แล้วเขาไม่มีอาหารไง พระโพธิสัตว์นั้นกระโดดเข้ากองไฟ
กระต่ายนะ มันคิดได้ คิดเป็นด้วยนะ เสียสละชีวิตนั้นเลยนะ เพื่อให้สองชีวิตนั้นดำรงต่อไป โดดเข้ากองไฟเลย นี่ไง พระโพธิสัตว์ๆ เขาเสียสละนะ เสียสละเพื่อใคร
ไม่ใช่เพื่อมึง เพื่อหัวใจของกระต่ายน้อยนั้น สิ่งที่เพื่อบุญกุศลได้ส่งเสริมบุญบารมีของท่าน
นี่ก็เหมือนกัน ไปวัดไปวาทำบุญกุศลเพื่อใคร ก็เพื่อหัวใจดวงนี้ไง หัวใจดวงนี้ได้เสียสละ ได้ทำคุณงามความดีของมัน เพราะหัวใจดวงนี้ ความคิดดีหรือชั่ว เจตนาคิดที่ดีงาม มันเกิดที่จิตไง
นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทำบุญกุศลฝังดินไว้ๆ ไง เราหาเงินมาได้บาทหนึ่ง เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่สลึงหนึ่ง เลี้ยงครอบครัวสลึงหนึ่ง ทำธุรกิจสลึงหนึ่ง อีกสลึงหนึ่งฝังดินไว้ ฝังดินไว้คือฝังภวาสวะ ฝังภพ
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมีภพมีชาติ มีที่มาที่ไป มีเหตุมีผลทั้งนั้น เราฝังดินของเราไว้ ฝังดินไว้ๆ จนมันฉลาด มันฉลาด มันฟังเทศน์เป็นนะ มันฟังแล้วมันเข้าใจ แต่ถ้ามันโง่ มันก็ฟังของมันนั่นแหละ จะเอาทรัพย์ที่ไม่ควรได้ ทรัพย์ที่เป็นของโลกว่าจะเป็นของตนๆ
เราไม่พลัดพรากจากเขา เขาก็ต้องพลัดพรากจากเรา ใช้จ่ายใช้สอย เขาพลัดพรากจากเราไปทั้งนั้นน่ะ ถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องพลัดพรากจากเขา แล้วเขาก็จะเป็นสมบัติสาธารณะ สมบัติโลกอยู่อย่างนี้ นั่นน่ะหาสมบัติทางโลก แล้วก็ยังยึดมั่นถือมั่นของตนนะ ผู้ที่ฉลาดเสียสละทาน เราสละออก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบชีวิตเราเหมือนบ้าน แล้วโดนไฟไหม้อยู่ ธาตุไฟเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา ใครขนทรัพย์สินออกจากบ้านเรือนนั้น จะเป็นทรัพย์สินของตน ใครสะสมไว้ในบ้านเรือนนั้น มันจะเผาผลาญไปหมดกับโลกนี้ นี่เรื่องบุญและบาป
เสียสละๆ เพื่อขนออกไปๆ ถ้าขนออกไปได้มากได้น้อยมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของตน อำนาจวาสนามากน้อยของตนก็เป็นบุญและบาป เป็นบุญและบาปนะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง เวลาเกิดแล้วทรัพย์สมบัติมีอุดมสมบูรณ์ของตน เวลาทรัพย์ขาดแคลนขึ้นมา นี่เป็นการหล่อเลี้ยงชีวิตให้แต่ละภพแต่ละชาติของตนเองไปไง
ถ้ามีสติปัญญา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ นั่นน่ะสมบัติบ้า บ้ารักษา บ้าดูแลอย่างนั้นน่ะ นี่ไง ถ้ามันเสียสละสิ่งต่างๆ รักษาหัวใจของตนไว้ แต่มันรักษาหัวใจของตนไม่ได้เพราะอะไร เพราะกิเลสในใจของตนไง มันยึดถือมั่นถือมั่น มันจะยึดครองทั้งนั้นน่ะ แล้วไม่ได้ครองอะไรเลย
แต่ถ้า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จิตสงบระงับแล้วนะ มันจะมีความสงบสุขของมัน ถ้ามีความสงบสุขของมัน ต้องเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ
ไอ้ที่ทำๆ ถ้าไม่เป็นสมาธิเลย ก็เป็นสมาธิหัวตอ ข่มขี่ของตนเองไว้ แล้วถ้ามันเป็น มันก็เป็นมิจฉาซะ มิจฉาเพราะอะไร มิจฉาเพราะโง่ โง่เพราะอะไร เพราะสำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ สำคัญตนว่าเป็นผู้วิเศษ ทำอะไรก็ได้ทั้งหมดเลย
ทำอะไร แล้วกิเลสเห็นหรือยัง เพราะอะไร
เพราะการขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสเป็นงานสำคัญอีกงานหนึ่งในแวดวงพระกรรมฐาน ทำหัวใจได้ ทำทุกอย่างได้ แต่ไม่รู้เหตุรู้ผล ไม่มีต้นที่มาที่ไป มันจะเป็นมัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
มันมีของมันอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว ไอ้ดีและชั่วนั่นน่ะ ไอ้อภิญญา ไอ้ที่รู้ ไอ้ผู้วิเศษนั่นน่ะ ผู้วิเศษก็เห็นตายอยู่นั่นน่ะ ผู้วิเศษก็มาเกิดอีกแล้ว ใครจะวิเศษ ไม่มีวิเศษ ไม่มีต่ำต้อย ไม่มีสิ่งใด พันธุกรรมของจิต เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติ ธรรมของโลก ธรรมของวัฏฏะ มันหมุนเวียนของมันอยู่อย่างนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ฉลาด สร้างบุญสร้างกุศล
ไอ้ตรงนี้สำคัญ ไอ้สร้างบุญสร้างกุศล เพราะครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว สัจจะนี่ที่หนึ่ง พูดคำไหนคำนั้น แล้วคำเดียว ไปต้องไป อยู่ต้องอยู่ ทำต้องทำ นี่ไง มีสัจจะ
สัจจะนี้สำคัญมาก เพราะสัจจะนี้จะสร้างสมให้มีกำลังใจ สัจจะนี้เป็นหลักชัยที่จะทำให้เรามุมานะดำเนินการต่อไป
เราไม่มีสัจจะเลย เหมือนวุ้น ไม่มีตัวไม่มีตน ไหลไปเรื่อย อันไหนเป็นธรรมก็เป็นธรรมด้วย อันไหนเป็นกิเลสก็เป็นกิเลสด้วย ไปกับเขาทั้งนั้น คิดว่าตัวเองฉลาดไง คิดว่าตัวเองทำเพื่อตนเองไง มันถึงไม่มีสัจจะ
มีสัจจะๆ ตั้งความจริงของเราแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์จะเกิดขึ้นมาได้เพราะสมมุติสงฆ์ ๔ องค์ร่วมกันขึ้นมา ศึกษาค้นคว้าขึ้นมาด้วยกัน ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเวลามีดวงตาเห็นธรรม นี่อริยสงฆ์ สงฆ์อย่างนั้นเป็นสงฆ์ที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ถ้าสงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ก็ต้องศึกษาค้นคว้าขึ้นมาเพื่อพัฒนาให้หัวใจมันดีงามขึ้นมา
เราเป็นมนุษย์ เราจะพัฒนาชีวิตของเราให้งอกงาม ให้ดีงามของเราขึ้นมา เราจะพัฒนาหัวใจของเราให้มีหน่อของพุทธะ ให้มีหัวใจของเราที่ดีงามขึ้นมา
เราปฏิบัติของเรา เราเรียกร้องแสวงหาสภาวะแวดล้อมที่ดี แต่เวลาจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีผลกรรม สภาคกรรม เกิดกับใคร เกิดร่วมกับใคร เกิดในยุคใด
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง กึ่งกลางพระพุทธศาสนาจะเจริญ เจริญอีกหนหนึ่ง มันมีรัฐบุรุษ มันมีบุคคลเอกบุรษที่สร้างสมบุญญาธิการมา มาร่วมกันมาเกิดเป็นภพเป็นชาติสืบเนื่องต่อกันมา
เวลากึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้เองว่าท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แต่ด้วยเวลาท่านเกิดมาแล้ว เกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีธรรมและวินัยอยู่แล้ว ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติในภพชาตินี้ ถ้าเราสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ไป มันก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ถ้าเราปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ เราต้องสร้างคุณงามความดีไปอีกมากมายมหาศาลในอนาคตกาล แล้วถ้าได้พยากรณ์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดแล้ว เราก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เราต้องเกิดตายๆๆๆ ไปอีกมหาศาลไง นี่ท่านคิดของท่านอย่างนี้ เอกบุรุษ
เกิดยุคใด ภพใด กับใคร ร่วมกับใคร
เรามีหูมีตาไหม เราฉลาดไหม ถ้าเราฉลาด เราเลือก เราค้นคว้าเองสิ ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว ในวงการภิกษุสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ที่ดีงามก็มี ภิกษุสงฆ์ที่จิตใจอ่อนแอ ทำแต่กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนก็มี
ในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว ในวงพระปฏิบัติก็เหมือนกัน หลวงปู่มั่นท่านพยากรณ์ไว้กับหลวงตาพระมหาบัวไง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังๆ ไง
สิ่งที่เขาจะเอาแต่หัวใจของเขาก็มี ผู้ที่เดินตามก็มี แต่น้อย
แต่น้อยก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์
หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์เพราะอะไร เพราะผู้ที่มาฝึกหัดปฏิบัติเขามีสัจจะมีความจริงของเขา เขาพยายามทำคุณงามความดีของเขา เขาสะสมหัวใจของเขาให้มีพัฒนาการของเขาขึ้นมา แล้วเขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นี่ไง ถ้าหัวใจเขาเป็นอริยสงฆ์ จิตใจเขาเป็นคุณงามความดี จะทำความชั่วไม่ได้ เขาจะมีคุณงามความดีประจำหัวใจของเขา นี่ไง มันพัฒนาขึ้นมา เห็นไหม
ชีวิตของเรา เราเกิดแต่ละภพแต่ละชาติ เราจะมาพัฒนาชีวิตของเราให้ดีงาม ฝังดินไว้ๆ ฝังหัวใจดวงนี้ไว้ไง ภพชาติๆ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างสมคุณงามความดีขึ้นมา แล้วทัศนคติ เขาไม่ต้องให้ใครมาสอน มันคิดแต่ใฝ่ดี คุณงามความดีในใจของมัน มันขาดอย่างเดียว ขาดการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันยาก
ทำคุณงามความดีอะไรก็ทำมาได้ทั้งนั้น ให้นั่งเฉยๆ ทำคุณงามความดี นั่งสมาธิ นั่งเฉยๆ ทำคุณงามความดีไง สิ่งที่ดีที่สุดไง เวลาถึงที่สุดแล้วจิตมันสงบ มันระงับลง เราจะเห็นหัวใจของตน
คนเกิดมามีกายกับใจๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจดวงนั้น ไม่ใช่รื้อร่างกายนั้นตลอดไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง
“อานนท์ เราเอาสมบัติเราไปเท่านั้น”
แล้วพระอานนท์ถามว่า “แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ร่างกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำอย่างไร”
“เธอไม่ต้องขวนขวาย เขาจะจัดการของเขาเอง”
ให้ทำแบบว่าเผาศพจักรพรรดิ เขาทำของเขาเอง ซากศพก็ทิ้งไว้ให้ประชาชนได้เผา ได้เป็นพระบรมสารีริกธาตุ
ของเราล่ะ
วันพระ วันโกน ศึกษาค้นคว้าหาคุณงามความดีของเรา ไปวัดไปวาจำศีลฟังธรรม ฝึกหัดหัวใจของตน แล้วผลกระทบมันจะมากมาย มากมายเพราะกิเลสในใจของตนไม่พอใจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พอใจทุกๆ อย่าง ทำความสงบของใจก็ไม่ได้ โทษเขาไปทั้งนั้น ไม่เคยโทษกิเลสในใจของตัวเลย ไม่เคยโทษกิเลสที่มันย่ำยีในใจของตนเลย กิเลสมันเลยหัวเราะเยาะ
มีทิฏฐิมานะ บุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่ กิเลสมันยิ้มเลยนะ ไอ้นี่บ้าแล้ว มันกำลังบ้า แล้วมันจะเป็นขี้ข้ากิเลสตลอดไป เอวัง