เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒o ก.ย. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ฟังธรรมเพื่อหัวใจของตน ฟังธรรมๆ ตอกย้ำธรรมะให้เข้าไปสู่จิตใจของตน ฟังแล้วฟังเล่า ฟังซ้ำฟังซากก็เพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้มันดื้อมันด้าน หัวใจดวงนี้ไม่มีใครคุ้มครองดูแลมัน

เรามีอำนาจวาสนา เรานับถือพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนก็เลยคิดว่าเป็นเราไง ความจริงไม่ใช่ ร่างกายนี้ทิ้งไว้ให้สัปเหร่อ หัวใจของเราต่างหาก ถ้าหัวใจของเราต่างหากนะ ตอกย้ำๆ ตอกย้ำคุณงามความดี ตอกย้ำให้มันทำความเป็นจริงในหัวใจของตน

เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไง อนัตตา อนิจจัง ความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เห็นไหม ฝนตกหนักๆ ทางภาคเหนือน้ำท่วมแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาน้ำหลากขึ้นมา อารมณ์มันรุนแรงขึ้นมา

นี่ก็เหมือนกัน ในหัวใจของตัวเอง สิ่งใดที่มันจะเป็นความเป็นจริงเป็นจัง แต่ว่าถ้ามันเป็นความยึดมั่นถือมั่นไง เป็นกิเลส นั่นอัตตา เวลาอย่างนั้นน่ะผลักไสให้มันไป มันไม่ไปไง

อัตตา อนัตตาไง

อัตตาๆ คือยึดมั่นในตัวตนของตน ยึดมั่นในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในตนของตน อัตตาตัวตนนั้นมันยิ่งใหญ่นัก

อนัตตาๆ สิ่งที่ปรารถนาขึ้นมาไม่เคยได้สักอย่าง มันไม่มีใครประสบความสำเร็จในชีวิตของเราเลย เวลาจะประสบความสำเร็จก็ประสบความสำเร็จแต่ความเคียดแค้น ความผูกอาฆาต

อัตตาและอนัตตาไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน สอนให้รู้จักความเสียสละ ความเสียสละ ของเรามี ของเราเก็บสะสมไว้มากมายมหาศาล มันไม่ใช้ประโยชน์กับใคร เราใช้ประโยชน์เท่าที่จำเป็นแล้ว สิ่งนั้นให้คนอื่นที่เขาขาดแคลนได้ใช้ประโยชน์ของเขา ให้เสียสละทานของตน ถ้าเสียสละทานของตน จิตใจมันจะเป็นสาธารณะ จิตใจมันจะยอมรับความเห็นแตกต่างขึ้นมาได้

ถ้ายอมรับความเห็นแตกต่างขึ้นมาได้นะ ที่ว่าอัตตาๆ ที่มันยึดมั่นถือมั่นทิฏฐิมานะที่อาฆาตแค้นนั่นน่ะ

อาฆาตแค้น สิ่งนั้นน่ะมันเป็นอดีตไปแล้ว ถ้าไม่มีสิ่งใดกระทบ เราจะไปอาฆาตแค้นใคร สิ่งที่อาฆาตแค้นนั้นน่ะมันเป็นอดีตไป มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ไอ้ทิฏฐิมานะ ไอ้ความเห็นผิดอันนั้นน่ะมันยึดมั่นถือมั่นของมันนั่นแหละ

ถ้ามันมีอำนาจวาสนา มันปล่อยวางได้ มันเบาบางลง มันก็อยู่ของมันอย่างนั้นน่ะ แต่ทิฏฐิมานะที่จะไปยึดมั่นถือมั่น ที่ให้มันทุกข์มันยากขึ้นมาในหัวใจของตนมันเบาบางลงถ้ามันปล่อย

ถ้าปล่อยวันไหนนะ โฮ้! ยอดเยี่ยมเลย

แล้วเก็บไว้ทำไม ยึดมั่นถือมั่นไว้ทำไม แล้วอยากประพฤติปฏิบัติธรรมให้เห็นพระไตรลักษณ์ เห็นอนัตตา

มันเปลี่ยนแปลงตลอดทุกวันน่ะ เวลาภัยแล้ง มันแล้งจนไม่มีสิ่งใด ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จนต้องตาย ร้อนตายๆ ยุโรปคราวนี้คลื่นความร้อนเป็นหมื่น ตายเป็นหมื่น เพราะเขาเคยอยู่สภาพอากาศอย่างนั้น เวลาความร้อนอย่างนั้นมาเขาทนไม่ได้

ของเรา เราอยู่ในซีกโลก สิ่งที่อากาศซีกโลกมันร้อน แต่มันเป็นร้อนชื้น ไม่ใช่ร้อนแห้ง ร้อนชื้นๆ ในอากาศมันยังพอทนได้นะ ไอ้ร้อนแห้ง อึดอัดขัดข้อง ตายหมดเลย แต่แล้วมันก็มีความเปลี่ยนแปลงตลอด นี่มันเป็นยุคเป็นคราว เห็นไหม

ฉะนั้น การเสียสละทานของเราๆ เวลาคนตกทุกข์ได้ยาก เราได้เสียสละของเราเพื่อประโยชน์สุขกับเขาบ้าง เวลาเราตกทุกข์ได้ยากขึ้นมา เวลาเกิดภัยพิบัติต่างๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ไง คนที่เขามีคนจุนเจือ คนช่วยเหลือเจือจานขึ้นมา ถ้ามันเป็นคนจริง เพราะอะไร

เพราะเงินซื้ออะไรไม่ได้ ปัจจัย ๔ มันเป็นของมันโดยข้อเท็จจริงของมัน เรามีเงินมีทองมากมายมหาศาล ซื้ออะไรไม่ได้ ทองคำก็กินไม่ได้ เพชรก็กินไม่ได้ ไม่มีอะไรกินได้เลย ตายไปกับเพชรกับทองนั่นน่ะ แล้วตายไปด้วยความอาฆาตแค้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาสอน “สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง”

มันเป็นอนิจจังของมัน แต่ที่เราเป็นอนิจจัง ศึกษาธรรมะแล้วฝึกหัดปฏิบัติของเรา สิ่งที่เป็นอนิจจัง สภาวะแวดล้อมมันเป็นไปตามมนุษย์ทำทั้งนั้นน่ะ แต่จิตใจของเรา เราขยันหมั่นเพียรของเรา เราปกป้องคุ้มครองดินแดนของเราที่เราดูแลของเราได้ ไอ้เรื่องพ้นจากความรับผิดชอบของเรามันเป็นกรรมของสัตว์

ถ้าเขาเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เขามีอำนาจวาสนา เขาได้ศึกษาค้นคว้าขึ้นมา ถ้าเขามีความเห็นแบบเรา นี่คบบัณฑิต

คบมิตรๆ คบมิตรที่มีทัศนคติคล้ายๆ กัน ไม่ต้องทุกข์ร้อนมาก ถ้ามันสุดโต่งเลย สุดโต่ง มึงก็บ้าของมึงไป เราไม่บ้าไปกับเขา เพราะอะไร เพราะว่าความสุดโต่ง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้แล้วนะ “เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ”

ไอ้สุดโต่งทั้งสองข้างเลยล่ะ ไอ้ที่ติดสุข ไอ้ที่ติดลาภสักการระนั่นก็เรื่องหนึ่ง ไอ้ที่อัตตกิลมถานุโยค ทรมานกาย ทุกข์ลำบากเปล่าก็เรื่องหนึ่ง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา สายกลางตั้งแต่สังคม สังคมถ้ามันเป็นทางสายกลาง มันเชื่อมโยงให้เข้ามาหากันได้ ถ้ามันเชื่อมโยงเข้ามาหากันได้ สังคมสงบสุข สมณะชีพราหมณ์มีโอกาสปฏิบัติ สังคมสงบสุข บ้านเราก็สงบสุข สังคมสงบสุข เรามีโอกาสทำสัมมาอาชีวะของเรา

แล้วถ้ามีวาสนาพัฒนาเข้าไป เวลามงคล ๓๘ ประการไง เกิดในประเทศอันสมควรไง เกิดในถิ่นที่ดี เกิดในถิ่นที่เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตไง

ถ้ามันสุดโต่งๆ มันก็เป็น เวลาภัยแล้ง เวลาฝนตกหนัก ฝนตกแช่ มันเกิดเป็นครั้งเป็นคราวไง เวลามันสุดโต่ง มันหลุดไป เออ! คิดได้ไหม เวลาถ้าคิดได้ มันก็ปรับตัวเราไง ปรับตัว ปรับตัวที่ไหน

ไม่เบียดเบียนตนและไม่เบียดเบียนคนอื่น

เบียดเบียนตนๆ ปรับตรงที่มันเบียดเบียนตน ถ้าไม่มีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา มันจะทำอย่างนั้นออกมาได้อย่างไร เบียดเบียนตนแล้วก็เบียดเบียนคนอื่นไง ถ้ามันปรับตัวมันเองนะ มันก็ไม่เบียดเบียนตัวมันเองไง

ถ้าตัวมันเองมันดิ้นพล่านๆๆ เราก็มีสติมีปัญญา มีคุณธรรม มีสติปัญญาถากถางมัน ยับยั้งมัน ว่าสิ่งนี้มันไม่สมควร มันไม่ดีงามไง

ทางสองส่วนไม่ควรเสพๆ แล้วไม่ควรเสพ มันมานอนแช่อยู่นั่น มันไม่ใช่เสพ มันนอนแช่อยู่นั่นน่ะ แล้วก็ขวางโลกไง ประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ

เสรีภาพมันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้นน่ะ ชีวิตนี้จริงตามสมมุติ สมมุติบัญญัติทั้งนั้นน่ะ แล้วผู้บริหารจัดการให้มันขับเคลื่อนไปโดยความสงบสุขให้ได้

ไอ้นี่เรารู้เราเห็นทางวิชาการ ทางโลก บริหารได้ จัดการได้หมดเลย แต่จัดการความคิดตัวไม่ได้ ทำความสงบในใจของตัวไม่ได้

ถ้าทำความสงบในใจของตัวนะ บุคคลคนหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ สอนสามโลกธาตุ ในสังคมไทยๆ พระพุทธศาสนาที่ขับเคลื่อนมา ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านมา แล้วภาษาเรานะ ทางโลกท่านไม่ได้อะไรเลย ท่านมีแต่ให้ แต่ในทางธรรม ทางธรรมในหัวใจ เศรษฐีธรรม

เพราะเอ็งไม่ต้องเอาอะไรไปให้ท่าน ท่านทำของท่านสมบูรณ์แบบในใจของท่านแล้ว สิ่งที่ไปให้ส่วนเกินทั้งนั้น ส่วนเกินเป็นภาระหน้าที่ต้องบริหารจัดการ เพราะท่านมีคุณธรรมในใจ เพราะท่านมีคุณธรรมในใจแล้วนะ ท่านไม่เอารัดเอาเปรียบใครทั้งสิ้น

แล้วไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ธรรมและวินัย ศาสดา ผู้ที่มีคุณธรรมในหัวใจเขาเคารพศาสดาเขา เขาเคารพธรรมและวินัยเขา ธรรมวินัยบัญญัติไว้หมด ห้ามสะสม ห้ามเจ๊าะแจ๊ะ ห้ามฉอเลาะ ห้ามออเซาะ ห้ามทั้งนั้น แต่เพราะคุณธรรมในหัวใจของท่านไง ชาวพุทธถึงเข้าไปหาท่านไง แล้วท่านก็หมดเลย

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก เวลาท่านอบรมบ่มเพาะ ท่านสอนพระไงว่า พระที่อยู่ในหัวใจของท่านมีอยู่ ๒ รูป รูปหนึ่งคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เพราะท่านเป็นเลขาหน้าห้อง ของอะไรได้มา ท่านเป็นเลขา ท่านเป็นคนรับ ท่านแจกๆ แจกจนไม่มีจะใช้ แล้วก็มาเจอหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นนะ สิ่งใดได้มา ให้พระผู้น้อยก่อน เพราะพระผู้น้อยไม่มีอำนาจวาสนา โยมเขามองข้าม หัวหน้าไม่สำคัญ หัวหน้าเมื่อไหร่ก็ได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ้ามันขาดแคลนไง แจกพระผู้น้อยก่อน

เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่นเอง บอกว่า แล้วของท่านอาจารย์มันก็ขาดแคลน

ขาดแคลนไม่เป็นไร ให้คนที่มีอำนาจวาสนาน้อยก่อน แล้วมันจะขาดแคลน ถ้ามันมีบุญกุศล มันเป็นไปเอง

แล้วก็เป็นไปเองจริงๆ ถึงเวลาแล้วโยมนุ่นๆ ให้คนแบกเข้าไป ผ้าเป็นม้วนๆ เลย มันก็ตัดแจก ตัดแบ่งกัน เพราะอะไร เพราะคนที่มีธรรมในหัวใจท่านเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยมันบังคับไว้แล้ว แล้วบอกเคารพครูบาอาจารย์ เคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีลุ่ยฉุยแฉก ร้อยแปดพันเก้า

เคารพกิเลส กิเลสมันว่าของกูๆ ทั้งนั้นน่ะ ไปให้พวกนั้นก่อนไม่ได้นะ ตาขวางเลยล่ะ ต้องให้ผู้มีอำนาจก่อน แล้วผู้มีอำนาจ อำนาจอะไร อำนาจกิเลส

อำนาจโดยธรรมนี่ชุ่มชื่น สังคมปกติสุข แล้วอำนาจโดยธรรมนะ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว แต่ก่อนนั้นท่านให้คนให้ใต้ดิน ไม่ให้ใครรู้ ท่านไม่ให้ใครเสียศักดิ์ศรี เพียงแต่โครงการช่วยชาติฯ เท่านั้นท่านถึงประกาศออกมา เพราะมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันปกปิดไม่ได้

แต่ถ้ามันปกปิดได้นะ เพราะอะไร กิเลสเอ็งยังฆ่ามาแล้ว ไอ้อยากจะให้คนนับหน้าถือตา อยากให้คนเห็นความดีของเรา เฮ้ย! มึงบ้าแล้วหรือน่ะ แสดงว่าธรรมเอ็งไม่จริง ถ้าธรรมเอ็งจริง มันมหัศจรรย์ในใจดวงนั้นแล้ว สิ่งนั้นมันมีคุณค่าสูงส่งกว่าที่สังคมยกย่องบูชา บุคคลที่มีอำนาจวาสนาไง ทำให้เจือจานมาจนซึมเข้าไปในแผ่นดินไทย ความสงบสุข เห็นไหม

เดี๋ยวนี้ไปไหนมีพระป่าๆๆ

พระป่ามาจากไหน พระป่ามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก เอตทัคคะในการถือธุดงควัตรคือพระกัสสปะ แล้วฝ่ายที่มีสติมีปัญญาก็พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ มีเอตทัคคะคือความถนัดแต่ละองค์แตกต่างกันไป

นี่เหมือนกัน เวลาสังคมไทยไง สังคมไทยนับถือพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธศาสนาตามตำรับตำราไง แล้วพระพุทธศาสนาตามประเพณีวัฒนธรรมไง แล้วพระพุทธศาสนามีสูงมีต่ำ มียศมีชั้นกันไปไง

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่เอาอะไรเลย เขาตั้งให้เป็นพระครูที่วัดเจดีย์หลวงไง

“พระครู พระครูอยู่ที่นี่นะ พระมั่นๆ จะเข้าป่าแล้วล่ะ”

ไม่สนใจ พระครูๆ มาแบกไว้ใช่ไหม เวลาท่านเข้าป่าเข้าเขาไป จนไปถึงที่สุดแห่งทุกข์นั่นไง เวลากลับมาอีกรอบหนึ่งไง กำลังไม่พอ กำลังไม่พอ ไม่พูดอีกแล้ว

แต่ก่อนนั้นมีสติมีปัญญา เป็นครูบาอาจารย์เขา อบรมบ่มเพาะเขา แต่กำลังไม่พอ มันไม่สุดไง ใจมันไม่สุดเพราะมันมีความสงสัยอยู่ในหัวใจของตนไง ในหัวใจของตน คนที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ก็ไม่รู้ไปกับใครไง แต่บุคคลคนนั้น อย่าไปอบรมบ่มเพาะเขา อบรมบ่มเพาะตัวของตนสิ้นสุดแห่งทุกข์หรือยัง

ถ้าสิ้นสุดแห่งทุกข์ เวลาถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ เวลาแก้ไขเขา “อ้าว! ว่ามา มีอะไร ว่ามา” มันเป็นการยืนยันในพระพุทธศาสนาไง ให้พระพุทธศาสนามั่นคงขึ้นมาไง

พระป่าๆ พระป่าเขาอยู่ในทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนา คำว่า “พระป่า” คือความเป็นสัปปายะเท่านั้น เป็นสัปปายะขึ้นมาให้มันมีความาสงบสงัดขึ้นมาไง

สงบสงัดขึ้นมา พระป่าต้องเข้าป่า เข้าป่าถ้ามันเข้าอยู่ในป่าแล้วมันมหัศจรรย์ ชนกลุ่มน้อยเขาอยู่ในป่าทั้งนั้นน่ะ เสือสางช้างม้าอยู่ในป่าทั้งนั้นน่ะ มันก็อยู่ในป่าทั้งชีวิตเลย มันอยู่ในป่าด้วยความเป็นสัตว์ป่า

พระป่า พระเหมือนกัน แต่อาศัยชัยภูมิอย่างนั้นเพื่อค้นคว้าหาหัวใจของตนด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะเข้าไป เข้าป่าไป เข้าป่าเพื่อต้องการสัปปายะ ต้องการสถานที่ สภาพแวดล้อมขึ้นมา เพราะมันขาดแคลน มันต้องเผชิญกับสัจจะความจริง

ใครมีวาสนาๆ ไง หลวงปู่ชอบไง หลงป่าๆ เทวดามาใส่บาตร ถ้าเทวดาไม่ใส่บาตรก็อดตายอยู่ในป่านั่นน่ะ

แต่ว่าคนที่มีคุณธรรม คนที่จะเป็นประโยชน์กับโลก ผลของวัฏฏะ เทวดา อินทร์ พรหมยังส่งเสริมคุ้มครองดูแล ดูแลไว้ให้เป็นขวัญหูขวัญตาของชาวพุทธ ได้เห็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการอบรมบ่มเพาะคุ้มครองมาจากครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ดีงามขึ้นมา ให้มันซึบซับเข้าไปในหัวใจของชาวพุทธ ชาวพุทธ ถ้าซึมซับเข้าไปแล้ว นั่นน่ะคือพระที่เราเคารพบูชาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์คือพระที่มีคุณธรรมในใจเป็นพระสงฆ์

พระสมมุติสงฆ์อย่างพวกเรานี่ พระป่าๆ พระป่ามันคือข้อวัตรปฏิบัติ พระป่าคือกฎกติกา ไม่ใช่ชื่อว่าพระป่า หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า ป.ปลา สระอา ไม้เอก ไม่สำคัญ สำคัญที่พฤติกรรมที่เราทำ สำคัญที่เราอบรมบ่มเพาะหัวใจของเราได้ไง

ถ้ามันอบรมบ่มเพาะหัวใจของเราได้ไง ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนหัวใจของตนไง แล้วหัวใจของตนเป็นพุทธะไง ผู้เบ่งบานขึ้นมาในพระพุทธศาสนาไง แล้วฝึกหัดปฏิบัติ วิปัสสนาขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เกิดธรรมจักร เกิดจักรในหัวใจของตนไง จักรถ้ามันเคลื่อนแล้ว มันเคลื่อนบดบี้กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนไง

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สันทิฏฐิโก รู้แจ้งเฉพาะตน รู้แจ้งในหัวใจของตน มีคุณธรรมในหัวใจของตน นั่นน่ะสมบัติ นี่อริยทรัพย์ นั่นน่ะสมบัติที่แท้จริงของหัวใจ

สมบัติของโลกๆ สมบัติสาธารณะ มันมีความจำเป็นกับโลก เพราะอะไร โลกเขาสมมุติมันขึ้นมา สมมุติขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยน เพื่อแลกเปลี่ยนกัน เพื่อความสมดุลในเศรษฐกิจ ในต่างๆ ร้อยแปดพันเก้า นั่นเป็นเรื่องของโลก

ถ้าเรื่องของธรรมๆ หัวใจเดียวกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันได้ ขาดแคลนอย่างไรเราอุ้มชูบูชากันได้ แต่ถ้ามันเป็นการเอารัดเอาเปรียบ นั่นก็กรรมของสัตว์ เราไม่เอาสิ่งนั้นเป็นแบบอย่างให้เราได้มีเชิดหน้าชูตาขึ้นมา

เรามีแบบอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เสียสละ เรามีแบบอย่างครูบาอาจารย์ที่ท่านทำคุณงามความดีของท่านขึ้นมา แล้วมันไปนั่งอยู่ในหัวใจที่ดีงามไง หัวใจที่หาที่พึ่งที่อาศัยไง มันมีหลักชัยขึ้นมาไง เพราะเราเป็นชาวพุทธ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย

เราไม่มีที่พึ่งใดๆ ทั้งสิ้น เรามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขุดค้นขึ้นมา พระสงฆ์ๆ พระสงฆ์ที่ดีงามขึ้นมาไง

พระสงฆ์ที่เห็นแก่ตัว พระสงฆ์ที่เอารัดเอาเปรียบ นั่นเขาก็เป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ที่ว่าเขายังดัดแปลงหัวใจของเขาไม่ได้ ถ้าเขาดัดแปลงหัวใจของเขาได้นะ หมด ไม่มีอะไรเหลือ เพื่อความสงบสุขของสังคม เพื่อสังคมสงบสุข สมณะชีพราหมณ์ได้ฝึกหัดปฏิบัติ ไม่ใช่มาเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่มากดขี่ข่มเหง ไม่ใช่มารีดนาทาเร้นจากใครทั้งสิ้น

รีดนาทาเร้นก็รีดนาทาเร้นความไม่พอใจ รีดนาทาเร้นไอ้หัวใจที่มันเลวทรามนั่นน่ะ ให้มันเป็นหัวใจที่ผ่องแผ้วขึ้นมา ผ่องแผ้วขึ้นมาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ให้เกิดสัจจะเกิดความจริงในหัวใจของตน ให้สมกับความเป็นชาวพุทธ เอวัง