เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๘ ส.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ถ้าธรรมะนะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนจะปรินิพพานไง

“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ความประมาทเลินเล่อกับชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้ทำ แล้วถ้าฝั่งตรงข้ามก็คือสติปัญญา

ถ้ามีสติ สติมันมาจากไหน สติซื้อเอาใช่ไหม สั่งมาออนไลน์เลย ซื้อสติร้อยเปอร์เซ็นต์

สติมันต้องค่อยๆ ฝึกฝนขึ้นมา เราพลั้งเผลอ เราทำสิ่งใดผิดพลาด พยายามฝึกฝน แก้ตัวๆ ฝึกขึ้นมา สติปัญญามันต้องฝึกขึ้นมาทั้งนั้นแหละ เวลาฝึกขึ้นมาแล้ว ครูบาอาจารย์ของเรานะ เป็นมหาสติเลย มหาสตินะ โอ้โฮ! มันเท่าทันหมดนะ แล้วถ้าเป็นสติอัตโนมัติขึ้นมา

สติ สติคือแก้กิเลสไม่ได้ แต่ไม่มีสติเป็นพื้นฐาน การฝึกหัดปัญญามันจะเกิดมาจากไหน

การฝึกหัดปัญญามันก็เกิดขึ้นมา จิตสงบเป็นสัมมาสมาธิด้วยสติของตน แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ปัญญาจะเกิดเองไม่ได้

หลวงตาพระมหาบัวยืนยันตลอด ปัญญาเกิดเองนั่นปัญญากิเลสทั้งนั้น ปัญญาจะเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้นเราต้องฝึกหัดขึ้นมา ถ้าไม่ฝึกหัดขึ้นมา ฤๅษีชีไพรได้สมาธิไหม ฌานสมาบัติได้สมาธิไหม ได้เหมือนกันแต่มันเป็นมิจฉาไง มันไปเอาฌานสมาบัตินั้นเป็นฐานเพื่ออภิญญา เพื่อความรู้ของโลกไง

พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา

ไอ้เราก็ว่าไอ้ฌานโลกีย์ ไอ้ฌานสมาบัติ ก็สมาธิอันเดียวกัน มันอันเดียวกันจากจิตดวงเดียวกัน จิตดวงเดียวกันที่มันทำฌานสมาบัติ มันทำฌานโลกีย์ มันส่งออกทั้งนั้นน่ะ มันส่งออกด้วยอะไร มันส่งออกด้วยบุญและบาปของหัวใจดวงนั้น

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เราวางให้หมด เราเกิดกับโลก เราเกิดมานะ เกิดมากับโลกนี่แหละ แต่เราเกิดมากับโลกแล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เลือกสิ เลือกอะไรที่มันถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ให้กระแสสังคมชักจูงไป กระแสสังคม กระแสของศรัทธาไง

ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีศรัทธา พระพุทธศาสนาอยู่ได้อย่างไร

ศาสนาทุกศาสนาเกิดจากศรัทธาความเชื่อทั้งนั้น เกิดจากความเชื่อๆ ศรัทธาคือความเชื่อ แต่เวลามีศรัทธามีความเชื่อแล้ว เราก็มาฝึกหัดของเรา ฝึกหัดตัวของเรา ใครจะพูดอย่างไร ใครจะชักจูงอย่างไร มันเรื่องของเขา เรื่องของเขาเพราะอะไร

โลกมันมหัศจรรย์ โลกมันจับต้องได้ไง แต่สุขทุกข์จับต้องได้ไหม นี่ไง เวลาทุกข์ ทุกข์ในหัวใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส มันตรอมใจอยู่นั่นน่ะ แต่พระพุทธศาสนาสอนเขาที่นั่นเลย

เวลามันรื่นเริงอาจหาญมาจากภายใน ภายในๆ ก็ภายในหัวใจของตนนั่นไง ถ้าหัวใจของคนที่ดีงาม มันไม่คิดชั่ว

ไอ้นี่ แหม! หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเลยนะ เผลอ กูฆ่าเลยนะ แทงข้างหลัง จะแซงหน้า อย่างนั้นหรือเป็นธรรม

ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา เราฝึกหัดสติของเรา ไอ้ที่มันคิดขึ้นมา มันเป็นขึ้นมา นั่นน่ะซาตาน มารร้ายทั้งนั้นน่ะ ถ้าสติปัญญายับยั้งไว้ได้ ถ้ายับยั้ง ไม่เบียดเบียนตน แล้วจะไปเบียดเบียนใครล่ะ

ถ้ามันไม่เบียดเบียนตน ไม่คิดชั่วในใจ มันจะไปทำอะไรล่ะ ไอ้ที่มันเป็น มันเป็นเพราะมันคิดชั่วในหัวใจมันก่อนใช่ไหม แล้วเก็บละเมียดละไมไว้ภายในนะ ไม่มีใครรู้ความคิดเรา ข้างนอกแจ่มใสเชียว ข้างในจะหักจะล้างเขานั่นน่ะ นั่นมันเป็นประโยชน์กับใครล่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตวโลก เขามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าหัวหน้าที่ดีงามไม่ชักนำเขาไปทางที่เสียหาย หัวหน้าที่ดีงามควรชักนำให้เขาให้พัฒนาขึ้น ให้จิตใจที่ดีงามมากขึ้น ถ้าดีงามมากขึ้น มันอยู่ที่ไหนมันก็มีความสุขของมัน

ถ้ามีความสุขของมัน เราฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนา ต้องฝึกหัดๆๆ ปัญญาเกิดเอง ปัญญากิเลสทั้งนั้น ปัญญาที่ฝึกหัดๆ เห็นไหม จิตสงบแล้วให้เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย

ต้องพิจารณากายหรือไม่ ต้องพิจารณากายหรือไม่

พิจารณากายต่อจิตถ้ามันสงบแล้วมันจะเป็นวิปัสสนา พิจารณากายโดยเราพิจารณา มันจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

เราคิดได้โดยทางการแพทย์ เราคิดได้ทางวิทยาศาสตร์ ว่าร่างกายของคนต้องเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา เวลาคนตายๆ อยู่ในโลงศพ มันเน่ามันเหม็นทั้งนั้นน่ะ

หลวงตาพระมหาบัวท่านนิพพาน เรานั่งอยู่ในห้องนั้น เวลาหลวงตาท่านสิ้นลมนะ หมอบอกเลยนะ จะทำอะไรรีบๆ ทำนะ เพราะเดี๋ยวมันทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะพอนิพพานแล้วร่างกายมันยังอ่อนไง เดี๋ยวมันก็แข็ง

หมอนี่เขารู้หมดน่ะ ตายมากี่ชั่วโมง ตายมากี่เวลา ตายมา ตายแล้วอาการมันฟ้องหมดเลย นี่วิทยาศาสตร์ นี่พิจารณากาย ถ้าพิจารณากาย กายนอกไง กายใน พิจารณาทางการแพทย์ พิจารณาให้มันสลดหดหู่ไง

ไม่ใช่ทางการแพทย์จะเป็นแพทย์พาณิชย์ไง พิจารณาเพื่อจะเรียกร้องค่ารักษาให้มากขึ้นๆ ไง ไอ้นั่นแม้แต่พิจารณาอย่างนั้นมันยังเป็นโลกกับธรรมเลย ถ้าเป็นธรรมๆ มันสังเวชนะ มันหดสั้นเข้ามาๆ มันสังเวชเพราะอะไร เพราะไอ้ผู้ที่พิจารณาอยู่นี่มันต้องเป็นอย่างนี้ มันมีใครเหนือใครไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สอุปาทิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสตั้งแต่วันวิสาขบูชา อีก ๔๕ ปี นั่นล่ะพระอรหันต์ ไม่มีกิเลสในหัวใจเลย เวลาพระอรหันต์ไม่มีกิเลสในหัวใจ มันจะคิดเอาเล็กเอาน้อย คิดตอด คิดเอาเปรียบคนอื่น มีไหม เป็นไปได้ไหม ถ้าข้างในมันเป็นธรรมน่ะ

ถ้าข้างในเป็นธรรม เห็นไหม แต่เวลาพ่อแม่เอ็ดลูก สั่งสอนลูก ลูกโกรธไหม โกรธ แต่เวลาสั่งสอน พ่อแม่สอนเพราะอะไร ก็เพราะอยากให้ลูกได้ดีไง แล้วลูกมันโกรธไหม โกรธ แต่ถ้าพอระลึกได้ พ่อแม่รักเรา พ่อแม่คุ้มครองดูแลเรา

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่ให้ชีวิตนี้มา

ใช่ เวลาพ่อแม่โกรธ อารมณ์พลุ่งพล่านก็มีบ้าง ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องลิ้นกับฟัน เป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้นน่ะ ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจของเรา ถ้าฟังธรรมเพื่อหัวใจของเราแล้ว ภาคปฏิบัติไง ภาคปฏิบัติๆ ก็ปฏิบัติเพื่อหัวใจดวงนี้ไง

เวลาเห็นงาน โอ้โฮ! แหยงเลย

ไอ้งานน่ะทำเพื่อความสงบระงับอันนี้ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา กิริยาก้าวไป ก้าวเพื่อความสงบไง

ถ้าไม่มีการกระทำเลย เห็นไหม คนออกกำลังกายตอนเช้า เขาออกกำลังแล้วทำไมร่างกายเขาแข็งแรงล่ะ

ไอ้นี่นอนเฉยๆ คิดชั่ว แล้วบอกบรรลุธรรม

แต่มันบริกรรมมันเหนื่อย มันยาก บริกรรมนะ มันเหนื่อยมันยาก มันเครียด แต่ฝึกหัดทำไป ฝึกหัดทำไปๆ แล้วมันจะสมดุลพอดีของมัน

มันจะสมดุลพอดีของมันเพราะเหตุใด

กรรมฐาน ๔๐ ห้อง นี่ไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุอย่างนี้ เหตุที่โลกเขาไม่ได้ทำกัน เหตุนี้เหตุของธรรม บริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ บริกรรมของเราไป แต่ข้างในเป็นซาตาน ซาตานมันจะยอมได้อย่างไร ซาตานมันก็บิดมันก็พลิ้วไง มันถึงได้เครียด แต่ด้วยความเพียรของเรา ด้วยสติของเรา ด้วยการกระทำของเรา ด้วยคำบริกรรมของเรา บริกรรมบ่อยครั้งเข้าๆ เหตุไง ตักน้ำใส่ตุ่ม น้ำมันต้องเต็มเข้าสักวัน

น้ำหยดลงหิน น้ำน่ะ หยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน แล้วหัวใจเราล่ะ บริกรรมทุกวันๆๆ มึงจะหน้าด้านใช่ไหม ซาตานไหนมันก็หน้าด้าน แต่หน้าด้านขนาดไหนมันก็สู้ธรรมไม่ได้ สู้ความเพียรชอบไม่ได้ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเรา เราพยายามทำของเราๆ

เวลามันสมดุลพอดี ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุสมดุลพอดีต้องเป็นสมาธิ เหตุสมดุลพอดีมันต้องสงบระงับเข้ามาด้วยสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ละเมอเพ้อพก ละเมอเพ้อพกไป นั่นน่ะคำว่า หลง” หลงคือติด ติดคือติดอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วไม่มีใครแก้ออกมา มันก็ติดอย่างนั้นน่ะ เสียเวลาไปทั้งวัน เสียเวลาไปทั้งชีวิต แล้วมันก็ติดว่าอันนั้นเป็นธรรมๆ ติดอยู่แค่นั้นน่ะ

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามพยายามลากมันออกมา ลากมันออกมา ลากหัวใจออกมาจากติดตรงนั้นน่ะ ติดที่เอ็งเคย โอ้โฮ! สบาย โอ้โฮ! โล่งหมดเลย

สบายตอนไหน สบายอะไร ติดอยู่นั่นน่ะ ได้แค่นี้ แล้วติดแค่นี้ แล้วลึกไปเรื่อยๆ ลึกไปเรื่อยๆ ติดจนแก้ไม่ได้ นี่ไง มันก็เป็นพวกหัวตอไง

เราเป็นคนนะ เป็นมนุษย์ ร่างกายมันเน่าเปื่อย มีจิตใจ ไม่ใช่ตอไม้ สมาธิหัวตอนั่นน่ะ แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็จินตนาการไปเลย บรรลุธรรม ๕ ชั้น ๑๐ ชั้นนู่นน่ะ เป็นเรื่องไร้สาระถ้าไม่มีวาสนา

เรามีวาสนาของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราทำคุณงามความดีของเราไง

วัดปฏิบัติ เกิดได้ยากนะ ถ้าเกิดแล้วมันเป็นวัดตลาด วัดต้องมีคนส่งเสริม มีคนค้ำชู มีคนบูชา ไอ้พระนั่นก็ โอ้โฮ! เขาศรัทธาเรา เราเป็นเทวดา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ บิณฑบาตเลี้ยงชีพจนวันสุดท้าย วัดสุดท้ายจะไปปรินิพพานไง ไปบิณฑบาตอาหารของนายจุนทะ นี่ไง แล้วจะฉัน บอกพระเณรทั้งหลายว่าไม่ให้ฉัน แล้วให้ถวายเราองค์เดียว แล้วเอาไปลงคลองไป เพราะมันย่อยได้ยาก

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปปรินิพพาน อาหารมื้อสุดท้ายของนายจุนทะ

อาหารจากฆราวาส จากเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นเทพบุตร เป็นพระโพธิสัตว์ เขาเห็นแล้วรูปงาม สวยงามเหมือนเทวดาเลย เขาคิดว่าเป็นเทวดา เขาจะมาแก้บนของเขา เขามาถวายมื้อแรก

ฉันอาหารของนางสุชาดา เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน

เราฉันอาหารของนายจุนทะ เราถึงซึ่งขันธนิพพาน

สอุปาทิเสสนิพพานไง นี่ไง เราฉันอาหารของนางวิสาขา เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน กิเลสตายไปไง เวลาเราฉันอาหารของนายจุนทะมื้อสุดท้าย เวลาเราถึงซึ่งอนุปาทิเสสนิพพาน ทิ้งเศษส่วน ทิ้งหมดเลย

นี่อาหารในพระพุทธศาสนา ผู้ที่ทำบุญกุศลที่มหัศจรรย์มีสองคราว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดไว้ในพระไตรปิฎก

ครั้งหนึ่งเราฉันอาหารของนางสุชาดา เราถึงซึ่งกิเลสนิพพาน มื้อสุดท้ายฉันอาหารของนายจุนทะ

ฉะนั้น เวลาถ้าเป็นทางโลก ฉันอาหารของนายจุนทะแล้วเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เขาจะโทษนายจุนทะไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปกป้องไว้เลยไง เดี๋ยวเขาจะโทษนายจุนทะว่าเพราะฉันอาหารของนายจุนทะแล้วมันถึงเกิดโรคภัยไข้เจ็บ มันถึงได้นิพพาน

ไม่ใช่ อาหารมื้อสุดท้ายในวัฏฏะนี้ ฉันอาหารของนางสุชาดากับของนายจุนทะ บุญสองคราวในพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ คือยิ่งใหญ่เพราะฉันอาหารของนางสุชาดากับของนายจุนทะ สองมื้อ เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา

เราทำของเรา ทั้งนางสุชาดา นายจุนทะ เขาไม่รู้เรื่องอะไรของเขาหรอก แต่เขาทำด้วยศรัทธาของเขา ด้วยบุญกุศลของเขา เราก็มีศรัทธาของเรา เราทำแล้ว นั้นเป็นบุญเป็นกุศล ถ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก

เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ฝึกหัดทำสติ ฝึกหัดให้มันเกิดขึ้น เดี๋ยวสมาธิตามมา แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ปัญญาจะฝึกหัดให้มันเกิดขึ้น จะเป็นธรรมจักรดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ เอวัง