เทศน์เช้า วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นความร่มเย็นเป็นสุขนะ กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟเผารุนแรงมาก เผาจนเสียสติ เวลาคนตามสามแยกสี่แยก เขาก็มีจิตเหมือนเรานั่นแหละ แต่เขาไม่มีสติควบคุมได้ไง แล้วเขาทำของเขานะ ถ้ามองทางโลก เรามองแบบปกติ เป็นคนจิตปกติไง เขามีความสุขอะไรของเขา เขายิ้มแย้มของเขาทั้งวันน่ะ แต่นั่นขาดสติไง แต่ขาดสติแต่จิตมันยังมีอยู่ มีชีวิตอยู่ ดำรงชีวิตของเขาโดยที่ไม่มีความละอายอะไรทั้งสิ้น
ไอ้เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง อย่าให้กิเลสมันแผดเผาให้จนสติมันขาด แล้วเวลาฟื้นฟูๆ ก็ให้กำหนดพุทโธ ตั้งสติไว้ ก็ฟื้นฟูสติขึ้นมา ถ้าฟื้นฟูสติขึ้นมา มันก็กลับมาเป็นปกติสุข
แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา วันพระๆ ไง วันพระ วันโกน เราฟังธรรม เราศึกษาพระพุทธศาสนาจนมีความเข้าใจทั้งนั้นน่ะ จนเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นผู้ถกธรรมะได้แจ่มแจ้ง แต่ทำความสงบของใจตัวเองไม่ได้ จะหาความสุขมาจากไหน
ความสุขของเรา เวลาเขาพูด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ ไม่ต้องไปเชื่อเขา เขาก็อุปมาอุปไมยให้เราฟังว่า โอ๋ย! มันจะมีความสุขอย่างนั้น จะมีความสุขอย่างนั้นนะ
ไอ้เราพอมันเผอเรอ มันเพ้อเจ้อ มันก็ว่าเป็นความสุขไง เพราะคนมันไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น แต่คนมันเคยรู้เคยเห็นนะ ไอ้เพ้อเจ้อเพ้อฝันนั่นเรื่องหนึ่งนะ
เวลาจิตเป็นปกติสุขขึ้นมาเพราะอะไร
เพราะเรามีสติควบคุมมันได้หมด
ดูปืนสิ ปืนเวลาเขายิง คนที่มีสติสัมปชัญญะเขายิงแม่นมากเลย ไอ้เรามือไม้สั่นเลย จับปืนยกขึ้นไม่ได้เลย แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับกิเลสในหัวใจของตน นี่มันเป็นเรื่องไร้สาระ พอเรื่องไร้สาระ เราไปเชื่อเรื่องไร้สาระอย่างนั้นกันไง เวลาเชื่อความจริง ฟังไม่ได้
พุทโธๆ คำว่า “พุทโธนะ” คนโบราณตกใจเขาพุทโธๆ เพราะอะไร ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด
แต่เราเกิดมาไม่ทันไง ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วไง แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ในเทศนาว่าการของท่านนะ ท่านเกิดเป็นจักรพรรดิแล้วจักรพรรดิเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า
ไอ้เราก็เหมือนกัน ไอ้ที่นั่งอยู่นี่ มันไม่มีต้นไม่มีปลายไง ถ้าไม่มีต้นไม่มีปลาย มันยาวไกลมาจากไหน ถ้ามันยาวไกลมาจากไหน มันอยู่ที่บุญและบาปของแต่ละบุคคล
เวลาบุญและบาปของแต่ละบุคคล คนที่มีบุญมีกุศลเวลาเขาเกิด เขาเกิดมาเขามีความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตของเขา แต่หัวใจของเขาไม่อุดมสมบูรณ์ไปอย่างนั้นหรอก ถ้าอุดมสมบูรณ์อย่างนั้น เขาจะไม่มีความทุกข์ ทุกอย่างพร้อมเพรียงหมดเลย แต่หัวใจมันเต้นโครมๆ นะ แล้วมันคิดถึงว่าคนอื่นมีความสุข มันมีความทุกข์อยู่คนเดียวนั่นแหละ ไอ้หัวใจนี้สำคัญที่สุด
ถ้าหัวใจสำคัญที่สุด เห็นไหม เวลาเราพูด หัวใจสำคัญที่สุด ก็ไม่ต้องกินข้าวสิ ไม่ต้องมีปัจจัย ๔ ให้หัวใจมันอยู่ได้
ไอ้นี่มันก็พูดประชดประชันจนเกินไป
เพราะธรรมชาติ เวลาคนเกิดมามีกายกับใจ ร่างกายนี้มันก็ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิต แต่ปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิต มีใครยิ่งใหญ่เท่าองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็มีบริขาร ๘ แต่ท่านหาด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นหัวหน้าไง หาทรัพย์สินเพื่อกู้ชาติ เป็นหมื่นๆ ล้านน่ะ
หมื่นๆ ล้านมันเรื่องภายนอก มันเรื่องของสังคม มันเรื่องของการกู้ชาติ แต่ท่านก็มีปัจจัย ๔ มีบริขาร ๘ อยู่เหมือนเดิม สมบัติของท่านก็แค่บริขาร ๘ เท่านั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะจิตใจท่านเป็นธรรมไง ถ้าเป็นธรรมแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้วก็ช่วยผู้อื่น เห็นไหม
หลวงปู่มั่นๆ เวลาท่านเทศนาว่าการ สร้างธรรมทายาทๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก
หลวงปู่มั่น จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไรทั้งนั้นน่ะ
นี่เหมือนกัน หลวงตาพระมหาบัวท่านสร้างของท่านมา แล้วท่านทำประโยชน์กับชาติด้วย แล้วเราล่ะ ถ้ามีเป็นหมื่นๆ ล้าน แต่ทุกข์เกือบตาย ของท่านนะ ไม่ใช่สมบัติของท่าน เป็นสมบัติของศรัทธาไทย
คนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เขาทำมาหากินของเขา เขามีทรัพย์สินที่เกินความจำเป็นในชีวิตเขา เขาก็เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อการกู้ชาติ มันเป็นสมบัติของศรัทธาไทยเขา แต่ไม่มีผู้นำ ใครจะทำ เราอยู่อย่างนี้ เราจะเอาเงินเข้าคงคลัง ไม่มีสิทธิ์ครับ กฎหมายไม่อนุญาตครับ เวลาทำขึ้นไป ใครจะทำ
ไอ้คนทำๆ ต้องมีอำนาจวาสนา แล้วอำนาจวาสนาที่ทำขึ้นมา เห็นไหม ช่วยตัวเองได้แล้ว ช่วยผู้อื่นด้วย ช่วยชาติด้วย กู้ชาติด้วย
ของเราช่วยตัวเองได้หรือยัง ว่างๆ ว่างๆ มิจฉาทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเป็นความจริง ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าจะเป็นความจริง พื้นฐานศีลมันทำให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาสมาธิถูกต้องชอบธรรม ทุศีลๆ ไอ้ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไอ้นู่นก็ได้ ไอ้นี่ก็ได้ มิจฉาทั้งนั้น เวลาเรา ถ้ากินอิ่มนอนอุ่นแล้วเราไปตากอากาศ อู๋ย! สบายๆ
แค่นั้นน่ะหรือ สมาธิเป็นอย่างนั้นน่ะหรือ
สมาธิ จิตมันต้องเป็นอิสระขึ้นมา เพราะมันเป็นความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ตรงไหน มหัศจรรย์ที่ว่าเราล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่ กิเลสมันขี่หัวอยู่นี่ มันล้มลุกคลุกคลานอยู่ มันทุกข์มันยากอยู่นี่ แล้วเวลากิเลส เราจะใช้คำว่า “กิเลสมันเผลอ” เลยนะ ไอ้พุทโธๆ จนกิเลสมันเผลอ คือกิเลสมันปล่อยวาง คือกิเลสมันสงบตัวลง
เหมือนเราไง เวลาโกรธ เวลาเครียด อู้ฮู! ทุกข์ยากไปหมดเลย เวลามันสุขสงบลง เห็นไหม มันสงบตัวลง แต่ไม่ได้ไปทำอะไรมันเลย แต่ถ้าไม่มีตรงนี้ จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะอะไร ทำไม่ได้เพราะมันมีสมุทัยเจือปนมา มันมีตัณหาความทะยานอยาก ใครไม่อยากบ้าง จนอภิธรรมเขาบอกเลยนะ ไอ้คนที่มีความอยากๆ ภาวนาไม่ได้
แต่เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นศากยบุตร ท่านเชิดชูพระพุทธศาสนา ท่านบอกว่า ไอ้ความอยากอย่างนั้นมันเป็นมรรค เป็นความอยากในทางดีงาม ถ้าความอยากในทางดีงาม คนไม่มีความอยากเลย ไม่มีความดีงาม ไม่มีเป้าหมายเลย อธิษฐานบารมีมันมาจากไหน
แล้วคนเกิดมาบอกว่าจะไม่มีความอยากเลย ก็รอพระอรหันต์ปฏิบัติใช่ไหม
พระอรหันต์ไม่ต้องปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรับรองแล้ว แต่ไอ้ที่ปฏิบัติๆ ก็ไอ้ขี้ทุกข์ขี้ยาก ไอ้ปุถุชนคนหนานี่ ไอ้กิเลสครอบงำในหัวใจนี่ แล้วบอกว่าห้ามมีความอยาก แล้วค่อยมาภาวนา
ไม่ใช่ ความอยากสงบตัวลง คนที่ภาวนาเป็นนะ เวลาจิตสงบแล้ว โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์มาก แล้วมันจะฝังใจ แล้วจะเอาอย่างนั้นอีก ครั้งที่ ๒ ทำได้ยากมาก กิเลสมันจะพลิกมันจะแพลงของมัน
แต่เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านสอนไง ชำนาญในวสี เราจะทำอะไรก็แล้วแต่นะ เราวางหมด เราทำแต่เฉพาะเหตุการณ์ พุทโธๆๆ มันต้องมีคำบริกรรมของมัน แล้วพอมันชำนาญ มันสมดุล มันพอดีของมัน เหตุมันสมควร สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน
ไอ้สมาธิเสื่อมๆ เพราะอะไร
เพราะมันอยากได้สมาธิ แต่มันไม่สร้างเหตุในการเป็นสมาธิ
ไอ้ครูบาอาจารย์ของเราชำนาญในวสี คือชำนาญในการทำสมาธิ แล้วสมาธิมันจะไปไหน การชำนาญในการทำสมาธิ ชำนาญในการทำสมาธิ ชำนาญในวสี
ชำนาญอย่างไร
ชำนาญก็อย่างเรานี่แหละ ขี้ทุกข์ขี้ยาก เกือบเป็นเกือบตาย ศึกษาเท่าไร อบรมบ่มเพาะมาเท่าไร กิเลสมันร้ายกาจกว่านั้น ไอ้ที่ว่าเป็นสัญญาๆ ไอ้ที่ว่าเป็นโทษๆ ใครไม่เคยได้ยินได้ฟังบ้าง
หลวงปู่มั่นท่านย้ำแล้วย้ำอีกอีกน่ะ แล้วเราก็ศึกษามา เราก็กลัว เราก็พยายามจะทำของเรา แล้วเป็นไหมล่ะ เพราะอะไร
เพราะไอ้ตัวพลิกแพลง ไอ้สมุทัย ไอ้กิเลสในใจของตนนั่นน่ะ เราไม่เท่าทันมัน เราคิด เราคิดมันอยู่ข้างนอก ไอ้ข้างในมันหลอกมันลวง มันถึงทำได้ยาก จนต้องมาสำนึกเองรู้เอง อ๋อ! อ๋อ! แล้วก็ เออ! เราไม่อยากแล้ว
ไอ้ที่เคยได้ สาธุ นั่นเคยได้สัมผัส แต่ตรงนั้นเราไม่ต้องการมัน เราต้องการปัจจุบันนี้ เราก็พุทโธๆ ของเราไป ถ้ามันสมดุลพอดี มันเป็น นี่เหตุไง ถ้ามันรักษาเหตุ มันทำเหตุให้เป็น สมาธิมันจะไปไหนวะ สมาธิไม่เคยอยู่กับเรา เพราะเหตุมันสมดุลไง เรามีเงินอยู่ในกระเป๋าล้านหนึ่ง มันก็อยู่ล้านอยู่อย่างนี้
นี่เหมือนกัน ถ้ามันมีเหตุของมัน เหตุมันสมดุลพอดีของมัน ไอ้สมาธิมันจะไปไหนวะ
นี่ทำสมาธิไม่เป็น พอทำสมาธิได้แล้ว นี่ไง วันนี้วันพระ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วทำอย่างไรต่อ แค่นั้นน่ะ
แล้วในทางภาคทฤษฎีในปริยัติไง สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แล้วใครไปศึกษามีความรู้อย่างนี้ขึ้นมานะ แล้วก็มาเหยียดมาหยามกันไง สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมถะห้ามทำ ทำไม่ได้
อ้าว! ก็พวกเราไม่ต้องทำงาน จะมีใช้มีสอยตลอดชีวิต มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีงานทำ จะเอาอะไรมาเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย
นี่ก็เหมือนกัน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
ไม่มีสมาธิก็ไม่มีทุน ไม่มีสมาธิ กิเลสมันก็ครอบงำ ทำอะไรไปกิเลสมันแบ่งปันทั้งนั้นน่ะ เพราะอวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต ความคิด ความเคลื่อนไหวออกมาจากจิตทั้งนั้น ออกมาจากจิต มันก็ออกมาพร้อมกิเลสทั้งนั้น
แล้วเวลาทำสมาธิๆ กิเลสมันสงบตัวลงใช่ไหม แล้วเวลาถ้าสมาธิมันเสื่อมล่ะ นี่กิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วกิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ ความรู้สึกนึกคิด หนังสือเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ ตัวอักษรมันไม่หายไปไหนหรอก ปริยัติจำเอาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ปฏิภาณของตน ความเป็นจริงของตนอยู่ไหน
ถ้ามันเป็นจริงมาแล้ว เห็นไหม คนมันเป็นไง ว่ายน้ำเป็น ลงน้ำเมื่อไหร่ก็ว่ายน้ำได้ ว่ายน้ำไม่เป็น ลงน้ำ จมน้ำตายหมด
นี่เหมือนกัน ทำสมาธิได้ กิเลสมันสงบตัวลง มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจดวงนี้ นี่ไง วิธีการไง วิธีการ มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ถ้าพระพุทธศาสนา ไปวัดไปวา ทำบุญทำกุศล บุญและบาป เวลาเป็นสมาธิ พ้นจากบุญและบาป เป็นสมาธิชั่วคราวๆ ก็อยู่วังวนของกิเลสเหมือนเดิม
เวลามัคโค ทางอันเอก เวลามันพิจารณาของมันด้วยวิปัสสนา วิปัสสนาด้วยธรรมจักร จักรที่มันเกิดขึ้นจากไหน
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการไง วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ธรรมจักรเวลามันเคลื่อนมันหมุน เฮ้ย! เอ็งไม่รู้อะไรกันเลยหรือวะ แล้วเอ็งรู้ธรรม มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่มันก็จำขี้ปากครูบาอาจารย์มาพูดต่อนั่นแหละ
นี่ไง เวลาหลวงปู่หลุยท่านพูดไง ไอ้ความทุกข์ความยาก ความคิดเรา เวลาเราขากเสลดไป มันไม่ตกที่แผ่นดิน แล้วเวลามันคิดซ้ำ มันก็เท่ากับเอ็งเอาลิ้นไปเลียกินเสลดเอ็งนั่นแหละ
มันทำให้เราสยดสยองไง สยดสยอง รังเกียจไอ้กิเลสไง
แล้วเวลามันคิดขึ้นมา เคยสยดสยองไหม อารมณ์ชั่ววูบมันไปหมดแหละ ถ้ามีสติ เห็นไหม มีสติมันเท่าทันไง มันเท่าทัน ความคิดมันเจือไปด้วยเสลด ความสกปรกโสโครก เชื้อโรคทั้งนั้นน่ะ แล้วเอ็งไปคิดทำไม
ถ้ามีสติมีปัญญา ครูบาอาจารย์เวลาท่านพิจารณาของท่าน มันเห็นแล้วมันสยดสยอง ไอ้ของเราก็เหมือนกัน เวลาถ้ามันคิดแต่ทางชั่ว มันสยดสยอง แต่มันคิดบวกนะ คิดในทางดีไง โอ้! คนมีความอยาก ภาวนาไม่ได้
อ้าว! เราก็อยาก เราก็อยากภาวนาของเรา ถ้าอยากภาวนา ความดี ทำดีเพื่อหยุด ทำดีเพื่อดี ไอ้เราทำความดีแล้วให้พกไปด้วย พกความดีมาเลยนะ รู้จักไหมว่าฉันนี่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นชาวพุทธ เป็นนักปฏิบัติ
มันพกความดีมันมาแล้วนะ มันเหน็บเอาความดีมันจะไปวัดกับคนอื่นแล้ว
เราทำความดีเพื่อดีของเรา ทำไมต้องเหน็บความดี แบกความดีไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนทั่วโลกทั่วสงสาร มึงจะบ้าหรือ ความดีบ้าๆ อย่างนั้นน่ะนะ ติดดี
อ้าว! ก็คนดีไง จะสร้างบารมีธรรมไง
เราทำพอประมาณ ถ้าเขาขาดแคลน เขาต้องการ เราก็บอกเขา ถ้าเขาไม่ต้องการเรา จนเขาเบื่อ เขารำคาญไง
เราปฏิบัติใหม่ๆ ไอ้คนนั้นจะมาคุย คนนี้จะมาคุย
เดินจงกรม อย่ามายุ่ง ไม่คลุกคลีกับใครทั้งนั้น ไอ้การคลุกคลี นั่นน่ะดินพอกหางหมูแล้ว กิเลสมันจะเกิดแล้ว กิเลสมันจะเกิดเพราะอะไร
ถ้าคุยแล้วนะ มาคุยบ่อยๆ เอ๊ะ! วันนี้ทำไมยังไม่เห็นมาเลย มันติดไง มันอยากจะมีเพื่อนคุย มันอยากจะอวดเขา แล้วอวดเขาได้อะไร สุมหัวกันนั่นน่ะ
สมาธิเป็นหนึ่งนะ ไม่ใช่การสุมหัว สมาธิสุมหัวไม่มี สมาธิมันเป็นหนึ่งในใจของตัว นักปฏิบัติด้วยกันต้องเห็นใจกัน เวลาเราพบหน้ากัน ทักทายกัน นั่นเรื่องหนึ่ง แต่เวลาของเขา อย่าไปกวนเขา เขามา เขาต้องการเวลา นักปฏิบัติ เวลาสำคัญที่สุด
เวลา ๒๔ ชั่วโมง แล้วเวลาปฏิบัตินะ เมื่อไหร่จะ ๕ นาที เมื่อไหร่จะ ๑๐ นาที จุดธูปไว้ดอกหนึ่ง เมื่อไหร่มันจะไหม้หมดสักที เวลาอย่างนั้นน่ะเวลาทุกข์เวลายาก แต่พระปฏิบัติไง นักรบๆ ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงฝึกตลอด กำหนดพุทโธตลอด
บวชใหม่ๆ เป็นอย่างนั้น หลวงปู่มั่นสอนอย่างนั้น ให้พุทโธตลอดวินาที พุทโธตลอดไป
ไอ้เรามาปฏิบัติก็พุทโธตอนมาวัด กลับบ้านไปมันพุทโธ่! ทุกข์ยาก มันไม่ได้หรอก
แต่ถ้าคนเป็นนะ เวลามันรักษาหัวใจของตน ชำนาญในวสี ชำนาญในวิธีการ สำคัญที่วิธีการ แล้วต้องวิธีการที่ถูกต้องด้วย ถ้าวิธีการไม่ถูกต้องมันก็เป็นมิจฉา มิจฉามันก็เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน เพ้อพกนั่นน่ะ ฟังแล้วก็ โอ้โฮ! น่าเบื่อ
แต่ของเราสงบไม่สงบ
หลวงปู่มั่นพูดคำเดียว “จิตเป็นอย่างไร” พอ
พอจิตเป็นอย่างไรแล้ว ถ้าบอกจิตมันดี
“ดีอย่างไรว่ามา”
ท่านสาวหาเหตุเลย
เวลาจิตมันดี จะคิดปล้นเขาอยู่นี่ จะคิดไปรังแกเขา จิตมันดี
ดีแบบระรานเขานี่หรือ ดีแบบระรานเขาก็ดีแบบกิเลสไง กิเลสมันว่าดี ไปทางของกิเลส เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น ถ้าในทางที่ดี เอ็งจิตดีอย่างไร
กำหนดพุทโธ ที่มันทุกข์มันยาก พอตั้งสติให้ได้ พุทโธกับจิตกลมกลืนกัน พุทโธได้ง่ายขึ้น
หลายๆ คนจะบอกว่า มันพุทโธเองเลยนะ มันพุทโธเอง
มันพุทโธเอง มันก็ยังพุทโธอยู่ มันยังมีสมมุติอยู่ มันมีสิ่งผู้รู้ ให้ถูกรู้ มันจะพุทโธเอง เราก็ต้องตั้งสติควบคุมพุทโธเอง เพราะอะไร
เพราะพุทโธเองมันจะพาไปหลับ เพราะเราไม่ได้ควบคุมดูแล ก็มันพุทโธเองไง เราก็ตื่นเต้นไปกับมันน่ะ จบ จบที่ก็ไปตกภวังค์อยู่วันยังค่ำ
ภวังค์นี่สำคัญมาก ภวังค์อย่างหยาบ อย่างละเอียด ภวังค์ร้อยแปดพันเก้า ตกภวังค์หมด
ดูแม่น้ำสิ แม่น้ำที่มันโบราณ มันจะมีวังวนของมัน เป็นที่วังวน นั่นน่ะตรงนั้นน่ะสัตว์น้ำเยอะมากเลย
ไอ้จิตก็เหมือนกัน มันไหลไปแล้ว เดี๋ยวมันก็ไปวนน่ะ วนกลับมาแล้วก็หลับอยู่นั่นน่ะ นี่ถ้ามันเป็นจริง มันเห็นแล้วมันสังเวช
ไม่ต้องไปสอนใคร สังเวชที่จิต สติมันจะเพิ่มขึ้น สังเวชที่เรา เราจะดูที่ใจของเรา
เรามานี้ เราจะมาหาพื้นที่ของเรา นาของเรา ใจของเรา สัมมาสมาธิของเรา นี่เป็นอริยทรัพย์ๆ ผู้ใดได้รู้ได้เห็นขึ้นมา มันจะฝังใจดวงนั้นไป แล้วงานอย่างนี้ทำแทนกันไม่ได้ ไม่มีใครทำแทนใคร ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราทั้งนั้นต้องเป็นผู้ทำ แล้วผู้ที่จะทำต้องมีศรัทธา เพราะมีศรัทธามีความเชื่อ ถึงได้มาเร่งความเพียร ความทุกข์ความยาก ความอุตสาหะของตน
คนไม่มีศรัทธาทำได้อย่างไร อดนอน ผ่อนอาหารทั้งวันทั้งคืน เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน ทำได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันมีศรัทธา มีปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกในหัวใจของตน โอ้โฮ! มันโหมมันกระหน่ำเต็มที่ของมันนะ
เข้าพรรษา เรารู้เราเห็นทางโลกสังคม มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เวลากระแสมันเกิดขึ้นก็ฮือฮากันไปรอบหนึ่งๆ แล้วไม่ใช่ปัจจุบันนี้นะ ๒,๐๐๐ กว่าปี ไปอ่านประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสิ พระพุทธศาสนา ศาสนาแห่งสันติภาพ มันดีกว่าลัทธิอื่นนะที่เกิดสงครามศาสนา พระพุทธศาสนาไม่มีสงครามศาสนา มีแต่เป็นเหยื่อ มีแต่ศรัทธาแล้วเป็นเหยื่อให้นักล่ามันพาให้อีลุ่ยฉุยแฉก
แต่ถ้าเป็นความจริง ไปศึกษาพระพุทธศาสนาแต่ละแว่นแคว้นตั้งแต่ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาไง แล้วในปัจจุบันนี้เวลาศึกษาแล้วเราภูมิใจไง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ไม่เคยเบียดเบียนและรังแกใคร แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็ต้องรู้เท่าทันกิเลส ไม่ให้มันเบียดเบียนเรา เบียดเบียนตัวมันเอง เบียดเบียนภวาสวะ เบียดเบียนภพ ทำให้มันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาถ้ามันเป็นไปได้
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพะรพระพุทธศาสนา ให้มีอำนาจวาสนา มีศรัทธาความเชื่อในพุทธะ ในหัวใจของตน แล้วฝึกหัดปฏิบัติค้นคว้าหามันให้ได้ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมก็มหัศจรรย์แล้ว ยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ มรรคมันเคลื่อนมันหมุนแต่ละภพ แต่ละคู่ แต่ละความหมายของมัน มหัศจรรย์
แล้วมหัศจรรย์กับใครวะ
มหัศจรรย์กับตัวเอง มหัศจรรย์ในจิตดวงนี้ มันเป็นสิ่งภายในที่บอกใครได้อย่างไร เว้นไว้แต่ครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ปฏิบัติเหมือนกัน รู้เหมือนกัน เห็นเหมือนกัน ไม่มีขัดไม่มีแย้ง นั่นคือวงการพระปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เอวัง