เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒ ส.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เราเป็นสาวกสาวกะ ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินได้ฟังแล้วเอาไปเป็นเข็มทิศดำเนินชีวิตของตน ดำเนินชีวิตของตน ถ้ามันกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหน มันตกอยู่ที่ในหัวใจของตน สังคมจะยอมรับไม่ยอมรับ มันเรื่องของเขา แต่เราทำของเราได้ด้วยสติด้วยปัญญาของตน

ถ้าด้วยสติด้วยปัญญาของตนนะ เราควบคุมตัวเองได้ เราไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใครทั้งสิ้น เราจะสร้างแต่คุณงามความดีในหัวใจของตน ถ้าสร้างคุณงามความดีในหัวใจของตนนะ แต่คนเรามันมีอวิชชา มีความไม่รู้ มีพญามาร มีความกดขี่ของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราต้องต่อสู้กับความรู้สึกนึกคิดในหัวใจของตน ถ้าเรามีสติมีปัญญา เราแยกเราแยะของเราเองได้ แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาของตน มันเป็นบุญเป็นกุศล เราอิ่มอกหัวใจของตน

เวลาพระปฏิบัติมาอยู่ในป่าในเขาของท่านองค์เดียว ท่านอยู่สบายๆ ของท่านไง แต่ถ้าเราไปอยู่ มันจำเจแล้ว มันชินชาแล้ว มันทุกข์มันยาก แล้วมันจะเปรียบเทียบไง ทำไมเราต้องมาทุกข์ขนาดนี้ ทำไมเขามีความสุข

เขา เขาคือใคร ไอ้ที่ว่าเขามีความสุขๆ ความสุขจริงหรือ

ความจริงมันเจือด้วยอามิสไง เราอาบเหงื่อต่างน้ำแสวงหาเพื่อดำรงชีวิตของตนด้วยปัจจัย ๔ ถ้าเป็นบุญเป็นกุศลของมัน มันก็มีอำนาจวาสนาของมัน มีอำนาจวาสนาคือมันประสบความสำเร็จในการกระทำของตน ประสบความสำเร็จอันนั้น มันเป็นว่าจังหวะและโอกาสของตน

แต่เวลาคนเรามันตกทุกข์ได้ยาก ตกทุกข์ได้ยาก ตกทุกข์ได้ยาก เวลามีปัญหาสิ่งใดๆ ขึ้นมา ถ้ามีสติปัญญาเท่านั้นแหละ มันควบคุมตัวเองได้ แล้วมันมีสติปัญญาแก้ไขวิกฤติในชีวิตของตนได้

แล้วถ้ามีวาสนาของตัวนะ คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ร่างกายนี้มีคนรักษาดูแลทั้งนั้นน่ะ นี้เวลากรรมฐานเขาสอนไง เหมือนโลงศพ โลงศพเขาต้องมีวาดสีสันให้มันดูสดสวยงดงาม มันคลุมของมันอย่างนั้นไง นั่นมันเป็นโลง แต่ข้างในมีซากศพไง

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเปรียบเทียบๆ เป็นอสุภะ เป็นสุภะ มันเป็นอุปมาอุปไมยของความรู้สึกของตน มันไม่เป็นความจริงหรอก นี่มันเป็นอุปมาอุปไมยไง

แต่เป็นความจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพิจารณาของท่าน มันจนเป็นอสุภะ จนมันละลายไป มันหายไป แล้วเหลืออะไร เหลือผู้รู้ เหลือสติปัญญาที่แจ่มแจ้ง มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วเราก็มาลุ่มหลงๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ นี่กาย

หัวใจๆ ถ้าทำความสงบของหัวใจของตัวเองได้ ถ้าทำความสงบของหัวใจของตัวเองได้ เวลาพิจารณาไปแล้วมันจะเข้าสู่สุภะ อสุภะนี่ไง แต่ถ้ามันเข้าสู่ความสงบตัวเองไม่ได้ไง มันก็อุปมาอุปไมยอยู่อย่างนั้นแหละ แต่อุปมาอุปไมย ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันก็ยังมีอำนาจเหนือกิเลสในใจของตัวนะ แค่อุปมาอุปไมยเท่านั้นแหละ แค่อุปมาอุปไมย มันคุยแล้ว โอ้โฮ! คุยฟุ้งซ่านไปทั่วว่ามันเป็นธรรมๆ

มันก็เป็นธรรมจริงๆ แล้วมันเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันไม่เป็นธรรมของเราไง มันไม่เป็นธรรมของเราตรงไหน

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา เวลามันทำความสงบของใจเข้ามาแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันถอดมันถอนขึ้นมา มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโกคือรู้จำเพาะหัวใจของตน มันรู้ขึ้นมา

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดประจำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกไว้ให้สันทิฏฐิโก รู้จริงเห็นจริงโดยเฉพาะตัวของตน รู้จริงเห็นจริงแล้ว แล้วภาษาเรามันไม่เถียงเขา เถียงเขาไม่ไหว มันอุปมาอุปไมยทั้งนั้น แล้วจะเอาความจริงไปแก้ไขการอุปมาอุปไมยอย่างนั้นไม่ได้

อุปมาอุปไมยก็จินตมยปัญญาไง จินตนาการของตัวเองไปเป็นความอุปมาอุปไมย แต่มันก็มีผลไง มันมีผล มันยับยั้งชั่งใจของตัวเองได้ มันมีผลคือว่าเราปฏิบัติได้ แต่อุปมาอุปไมย เดี๋ยวมันก็อุปมาอุปไมยใหม่ไง พออุปมาอุปไมยใหม่ มันก็เตลิดเปิดเปิงไปไง เพราะมันไม่มีสิ่งใดเป็นขอบเขตไง

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ารั้วรอบขอบชิดเราพัง ดูสิ น้ำป่ามันมา มันซัดเอาบ้านพังไปหมดน่ะ บ้านพังไปเขาก็ซ่อมแซม รัฐบาลก็ไปช่วยเหลือ

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลากิเลสมันทะลุทะลวง ทะลุศีลของตนน่ะ มโนกรรมๆ ความรู้สึกนึกคิดมันไม่มีโทษ โทษภัยตามกฎหมาย ความรู้สึกนึกคิดไม่มี แต่ความรู้สึกนึกคิดย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ ย้ำคิดย้ำทำ แต่ละภพแต่ละชาติที่ทำเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ แล้วเราคิดขึ้นมา มันคิดตามนั้นแหละ มันคิดตามข้อมูลเดิมที่มันสะสมไว้ในหัวใจแต่ละบุคคลๆ คนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน คิดแตกต่างกัน คิดหนักเบาก็แตกต่างกัน เพราะอะไร เพราะมันเป็นจริตเป็นนิสัย

เวลาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติๆ ท่านหาตรงนี้แหละ หาดูที่มีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนา เขาจะหนักแน่นของเขา แล้วไม่ให้ใครชักจูง แต่ถ้าคนอ่อนไหว ไม่ต้องให้ใครมาชักจูงนะ มันลอยไปกับเขาเลย เป็นฝุ่นผงที่จะลอยตามเขาไป เป็นกระแส แต่ถ้าเป็นธรรมๆ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอน ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลคือความปกติของตน แล้วปกติแล้วมันต้องไปตื่นเต้นอะไรกับเขา ไอ้นั่นมันกระแสสังคม กระต่ายตื่นตูม แล้วพอจับประเด็นได้ก็เป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มี อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา ไม่มีพวกเขาพวกเรา มันมีพวกแต่บริษัท ๔ ไง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แล้วภิกษุ ภิกษุณีที่ดีงาม มันไม่สร้างกลุ่มก้อนใดๆ ขึ้นมาทั้งสิ้น

หลวงปู่มั่น เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามันมีศีลดีงาม จะทำความสงบของใจได้ดีงาม ถ้าศีลถูกต้องชอบธรรม เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะชัดเจนแจ่มแจ้งของมัน ถ้ามันทุศีล มันผิดศีล ศีลมันด่างมันพร้อย มันเริ่มเรรวนแล้ว

ฉะนั้น เวลาเฉพาะตัวของท่าน แล้วลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ชิดท่าน หลวงปู่มั่นเข้มข้นมาก แต่เวลาเพื่อสังคม ไอ้พวกนิกายๆ ไก่มันก็มีชื่อ มันก็แค่สมมุติเท่านั้นน่ะ ทำดีก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหมือนกัน

แต่เวลาวงใน เวลาที่ท่านอบรมบ่มเพาะนะ มันต้องเป็นไปตามนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว เราไม่ข้ามล่วงทั้งนั้น ท่านบัญญัติไว้อย่างไรต้องเป็นอย่างนั้น แล้วเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นวงใน เป็นเฉพาะพวกเราทำ ให้เข้มข้น ให้มันข้อเท็จจริง เพราะเวลาปฏิบัติมันจะมีศีล มีสมาธิคุ้มครองดูแลตัว

สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา

แค่ศีล พระปฏิบัตินะ เวลาปฏิบัติ ออกเที่ยวธุดงค์ครั้งแรก พรรษา ๑ มันภาวนาอะไรเป็น แต่มั่นใจศีลของตัวเองมาก เพราะอะไร เพราะไม่ทำผิด อะไรที่รู้แล้วไม่ทำทั้งนั้น แล้วพรรษาแรกอ่านบุพพสิกขา โอ้โฮ! มันลึกลับซับซ้อนขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วเวลาทำอย่างนั้นแล้วไปองค์เดียว

แล้วเวลาธรรมวินัยไง ต้องได้ ๕ พรรษา ต้องพ้นนิสัยถึงธุดงค์ได้ มันหมดไฟแล้วล่ะ

เวลาดูในบุพพสิกขาไง ภิกษุไปองค์เดียว ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แล้วถ้าภาวนาแล้วมันเป็นผล เป็นคุณประโยชน์นะ นั่นน่ะอยู่ตรงนั้น แล้วเวลาถ้ามันเป็นอาบัติ ไม่มีผู้ที่ปลงอาบัติ ก็ทำเครื่องหมายไว้ในใจว่าเราเป็นอาบัติอะไรบ้าง เราผิดอะไรไง แล้วหมายไว้ ถ้าเจอพระภิกษุเมื่อไหร่จะปลงอาบัติทันที เห็นไหม มันพ้นจากวิตกกังวลไง วิตกกังวล ระแวง ระแวงแล้วภาวนานี่

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ท่านพยายาม ใช่ คนเราจริตนิสัยมันแตกต่างกัน แต่ข้อวัตรปฏิบัตินะ มันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไป

เวลาอยู่กับหลวงตาท่านสอนประจำ ธรรมและวินัยก็เหมือนร่างกายของเรานี่แหละ ร่างกายของเราถ้ามันเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา มันกระเทือนไปทั้งตัวทั้งนั้นน่ะ หมู่สงฆ์ สงฆ์ก็คือเหมือนร่างกายเดียวกัน ฉะนั้น เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติมันต้องไปแนวทางเดียวกัน

คำว่า แนวทางเดียวกัน” เห็นไหม หลวงปู่มั่น บ่ายโมงถึงจะมีเสียงก๊อกแก๊กขึ้นมาได้บ้าง นอกนั้นไม่ได้ เพราะอะไร เพราะคนอื่นเขาภาวนา คนอื่นเขาต้องการความสงบสุข เราน่ะอวด จะทำคุณงามความดี จะซ่อมแซมทะนุถนอม มันไปกระเทือนคนอื่นเขา ฉะนั้น ไม่ได้

มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เวลาจะทำสิ่งใดต้องบ่ายโมงขึ้นมาแล้ว จะซ่อม จะทำอะไรให้บอกกล่าวกัน แล้วผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมันก็พยายาม มันไม่ต้องระแวง ไม่ต้องสงสัย เช่น แหม! เวลานั่งไปแล้วนะ โอ้โฮ! จิตมันสงบนะ โอ้โฮ! เสียงประโคมปี่พาทย์ดังไปหมด

เขาซ่อมกุฏิอยู่ เขาตอกตะปูอยู่

นี่มันแตกต่างกัน เห็นไหม แต่ถ้ามันสงบสุขแล้วมันจบ เวลามีเสียงสิ่งใดมากระทบนะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร

ถ้าเป็นบ่วงของมารนะ เวลาเรานั่งไปแล้ว เสียงกุ๊กเสียงกั๊ก มันรำคาญไปหมดน่ะ เป็นพวงดอกไม้ก็ โอ้โฮ! ท่านกำลังเจริญงอกงาม ท่านกำลังนั่งหลับอยู่นี่ กำลังเจริญงอกงาม

มันเป็นทั้งบ่วง บ่วงคือรัด ทำให้มันทุกข์มันยาก พวงดอกไม้ก็เยินยอห่อหมกให้เราหลงผิดไง

ไอ้ความรู้ความเห็นเรานี่แหละ ถ้ารู้เห็นสิ่งใดให้พุทโธไว้ชัดๆ สิ่งนั้นมันเกิดจากอะไร แล้วถ้ามันวางหมด วางหมดมันจะเข้ามาตัวมันเอง เวลาเข้าตัวมันเอง ชัดเจน มีสติสัมปชัญญะชัดเจน รู้ตัวทั้งสิ้น แต่ทำต่อไปข้างหน้าอย่างไร ได้ไม่ได้อย่างไรนั่นอีกเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งๆ เพราะอะไร

เพราะคนฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะเรามีอวิชชา มีพญามาร แต่ด้วยอำนาจวาสนาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาไง

พยายามจับหัวใจของตนให้ได้

ถ้าพยายามจับหัวใจของตนให้ได้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เวลาจิตมันสงบแล้วมันต้องเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา เพราะอะไร เพราะเราเข็นครกขึ้นภูเขา เราเต็มที่ของเรา เราอดนอน ผ่อนอาหาร

เริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ นะ นี่ไง หลวงตาท่านสอนไง การปฏิบัติยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นนี่ อะไรเป็นสมาธิ อะไรไม่เป็นสมาธิ อะไรเป็นจิต อะไรเป็นอารมณ์ อะไรที่เป็นแล้ว แล้วมันรู้ได้อย่างไร มันถึงเป็นสัพเพเหระ มันถึงไม่มีใครปฏิบัติแล้วเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาสักคนหนึ่ง

เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ตรวจสอบเลยล่ะ ถ้ามันเป็นจริงๆ เป็นจริงขึ้นมาทำไมไม่ทำให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา คำว่า เจริญงอกงามขึ้นมา” คือว่าชำนาญในวสี

ชาวสวนที่เขาทำสวน สวนผักของเขา เขาปลูก ๗ วันเก็บ ๑๕ วันเก็บ ๔๕ วันเก็บ แล้วก็ปลูกวนเวียนอย่างนั้นน่ะ ผักหญ้าเขาเคยขาดไหม เพราะอะไร

เขาชำนาญในการเลือกเมล็ด ชำนาญในการปลูกรดน้ำพรวนดิน ดูแลรักษา พืชผักเขามีขายทั้งปีทั้งชาติ

ทำสมาธิ เหตุให้มันเป็นสงบ สงบอย่างไร

ก่อนหน้านั้นเจียนตาย ทำอยู่อย่างนั้นน่ะเจียนตาย ได้แค่อุปมาอุปไมยอยู่อย่างนั้นน่ะ ไอ้ที่เป็นๆ มันแค่อุปมาอุปไมย มันไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง เอ๊อะ! จะไม่พูดอย่างนั้นเลย

แล้วที่เราเป็นความจริงเพราะอะไร

เพราะเราก็อุปมาอุปไมยมาก่อนทั้งนั้นน่ะ อุปมาอุปไมยคือความรู้สึกนึกคิดเรานี่ไง มันก็เริ่มต้นจากตรงนี้แหละ ถ้าไม่เริ่มต้นจากความรู้สึกนึกคิด มันจะเข้าไปสู่ใจของตัวได้อย่างไร

ไอ้ความรู้สึกที่อุปมาอุปไมยมันก็เกิดจากจิตทั้งนั้นน่ะ มันส่งออกมาจากจิตไง แล้วถ้าเรามีสติปัญญาเข้าไป มันก็จากอุปมาอุปไมย มันจะเข้าไปสู่จิตของตัวไง ถ้ามันเข้าสู่จิตของตัว เออ! อันนี้ใช่ อันนั้นเป็นโลกๆ เป็นสังคมโลก แล้วโลกเป็นอย่างนั้นหมด เพราะโลกมีกายกับใจ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น แต่พอเป็นความจริงขึ้นมา อ๋อ! มันต่าง มันถึงมีโลกกับธรรมไง

โลกๆ ก็ความรู้สึกนึกคิดเรานี่ไง

เวลาธรรม ศีล สมาธิ ปัญญาไง

ศีล อธิศีลนะ อธิศีลนะ ศีลมันวิรัติเอา ขอเอา วิรัติเอา อธิศีล ศีลมันเป็นปกติไง สติวินัยไง นั่นน่ะศีลสมบูรณ์แบบ ถ้าศีลสมบูรณ์แบบ ศีล สมาธิ ปัญญาไง เพราะมันมีศีล ทำความสงบของใจขึ้นมา มันถึงจะสงบระงับเข้ามาตามข้อเท็จจริง แล้ว เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! อยู่อย่างนั้นน่ะ

แล้วชำนาญในวสี เริ่มต้นทำอย่างไรมันถึงสงบเข้ามาได้ แล้วที่ทำมาก่อนหน้านั้นน่ะ แถไปแถมา เจียนอยู่เจียนตายอยู่นั่นน่ะ ไม่ได้สักที แล้วเวลาได้แล้วก็จับต้นชนปลายไม่ได้

ทำซ้ำ ทำซ้ำขึ้นมา ถ้าทำซ้ำ มันยิ่งหนักหน่วงกว่าเก่า เพราะอะไร เพราะมันเคยได้อย่างนั้น มันฝันน่ะ มันฝัน มันจินตนาการจะเอาอย่างนั้น แล้วไม่ได้หรอก แล้วพอปล่อยวางหมดแล้ว โดยเหตุให้มันสมบูรณ์แบบ เข้าได้อีกแล้ว พอได้แล้ว ชำนาญในการเข้าการออก เหมือนชาวสวนเขาปลูกผักปลูกหญ้า เขาปลูกผัก ถ้ามีดินมีน้ำ เขาทำของเขาได้ตลอด

นี่เหมือนกัน ถ้าเราชำนาญของเราแล้ว เราทำสมาธิเราได้ตลอด แล้วสมาธิ เสื่อมก็เชิญไป มันต้องเสื่อมอยู่แล้วเพราะมันมีหยาบและละเอียด ละเอียดสุด อารมณ์ความรู้สึกของคนแตกต่างกันตลอดเวลา

ฉะนั้น เราคุมของเราได้ๆ แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา ครูบาอาจารย์จะกระหนาบแล้ว สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แต่ถ้าไม่มีสมาธิ มันก็อุปมาอุปไมย เตลิดเปิดเปิงไปทางโลกนั่นแหละ

ถ้าเป็นสมาธิๆ พอจิตมันเป็นไง ถ้าจิตมันเป็น ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเห็นกายไง ถ้าอุปมาอุปไมย เห็นอสุภะๆ นั่นน่ะอุปมาอุปไมยทั้งนั้นน่ะ พอมันเห็นจริง อึ๊ก! มันทิ่มหัวใจ มันทิ่มเข้าไปที่กิเลสที่มันหลอกใจดวงนี้มาตลอดไง

ผลของวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ก็อยูในอารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้มาตลอด แต่พอจิตสงบแล้วมันรู้มันเห็น มันพุ่งเข้าไปเลยนะ เอ๊อะ! การรู้การเห็น สติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง แล้วถ้ามันรู้มันเห็นของมัน มันสะเทือนใจมาก เพราะมันทิ่มเข้าไปที่หัวใจของตัวเลย ทิ่มเข้าไป มึงบ้าบอคอแตกมาไม่รู้จักลืมหูลืมตานี่ไง บัดนี้จิตสงบแล้วถ้ามันรู้มันเห็น มันรู้มันเห็นเพราะอะไร เพราะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก รู้เองเห็นเองโดยใจของตน

แต่ก่อนเราทรงจำธรรมวินัย ศึกษามาอุปมาอุปไมยมันก็มีคุณค่า มันระงับยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกของตนได้ ระงับยับยั้งให้สังคมสงบสุขดีงามขึ้นมา แต่บัดนี้เรารู้เราเห็นในหัวใจของตน ถ้ารู้ถ้าเห็นในหัวใจของตน มันสะเทือนกิเลสทั้งนั้นน่ะ สะเทือนแล้วก็วิปัสสนาไม่เป็นหรอก เพราะเวลาวิปัสสนา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ด้วยวิธีการดับทุกข์ ด้วยมรรค ๘

งาน งานที่มีสติ งานที่ทำสมถะยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันก็เป็นงานอีกประเภทหนึ่ง งานชอบ งานของใคร งานของจิตดวงใด งานทำอะไร งานชอบ สมาธิชอบ ปัญญาชอบ ความชอบธรรม จับแล้วแยกแยะ จักรมันจะเคลื่อน มันจะหมุน ปัญญาจะเกิดแล้ว

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาเกิดจากจิต ปัญญาสันทิฏฐิโกที่รู้เองเห็นเองโดยจิตของตน เราหลับใหล เราหลับใหลอยู่ใต้พญามารมาไม่มีต้นไม่มีปลาย บัดนี้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามแล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ให้เป็นสันทิฏฐิโก

กาลามสูตร อย่าเชื่อๆๆ ห้ามเชื่อทั้งนั้นน่ะ เชื่อก็อุปมาอุปไมยไง เชื่อกิเลส แก้กิเลสไม่ได้ไง ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ต้องปัญญาเท่านั้น

แล้วปัญญาของใคร ปัญญาในพระพุทธศาสนา ปัญญาที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนี้ หรือปัญญาเป็นอุปาทานหมู่ล่ะ ทำอย่างนี้ๆ จะได้อย่างนี้ มันเหมือนกับกำลังภายในเลย เป็นวิชาวิทยายุทธ อริยสัจไม่ใช่

อริยสัจมันอยู่ที่ว่าเวรกรรมของสัตว์ คนที่กรรมหนัก พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าได้ยาก ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ทำไมมันง่ายกับยากต่างกันล่ะ ก็มรรค ๘ เหมือนกัน วิธีการดับทุกข์เหมือนกัน มันถึงไม่มีสูตรสำเร็จไง มันอยู่ที่เวรกรรมของแต่ละบุคคลไง แล้วใครจะเป็นพระอรหันต์ ใครจะสิ้นกิเลสไป เชิญตามสบายเลย แต่กูทุกข์ฉิบหายเลย

เอาของกูนี่ เอาของเราไง เอาของเรา ของคนอื่นอย่างไรช่างหัวมัน แล้วเขาจะมาปั่นหัว เขาจะมายุมาแหย่ อย่าไปสนใจเขา เพราะต้องยืนยันที่สันทิฏฐิโก ที่สุขที่ทุกข์นี้ ที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงในใจดวงนี้

ถ้าใจดวงนี้มันดีงามขึ้นมา เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วไม่เชื่อ ไม่เชื่อกิเลสหรอก ไม่เชื่อใครยกยอปอปั้น ไม่เชื่อใครเคลมเอาผลประโยชน์ ไม่เชื่อทั้งนั้น ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาแล้วมัน เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! นั่นน่ะข้อเท็จจริงในหัวใจของตน เอวัง