เขียนงาน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๕๐. เรื่อง “ทำไมต้องบริกรรม”
กราบเท้าหลวงพ่อ หลวงพ่อคะ เวลาเราปฏิบัติ เราเฝ้าดูลมหายใจอย่างเดียวโดยไม่บริกรรม เราก็คอยตามรู้ลมเข้า รู้ลมออก รู้ว่าลมหายใจร้อนเย็น สติเราคอยดูตลอด แต่ไม่บริกรรมได้ไหม เพราะหลวงพ่อจะบอกว่าอย่าทิ้งคำบริกรรม อย่าทิ้งผู้รู้
ลูกก็รู้อยู่ ดูอยู่นี่ไง แต่ถ้าบริกรรมแล้วมันเหนื่อย แม้จะต้องบริกรรมด้วย ตามดูลมหายใจด้วย เอาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรือคะ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากเจ้าค่ะ
ตอบ : อันนี้พูดถึงว่าคำถาม ทำไมต้องมีคำบริกรรม
คำว่า “คำบริกรรมๆ” มันเป็นข้อเท็จจริงนะ มันเป็นข้อเท็จจริงไง มันเป็นข้อเท็จจริงว่า ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมา
เราจะพูดคำหนึ่งก็หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น สองคำก็หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เพราะอะไร
เพราะท่านเป็นของจริง
เวลาในพระพุทธศาสนา เวลาจะเอ่ยถึง ต้องเอ่ยถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา ท่านประพฤติปฏิบัติมาท่านรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของท่านมา ท่านถึงวางธรรมและวินัยนี้ไว้ วางธรรมและวินัยนี้ไว้ แล้วมันก็มีเจริญรุ่งเรืองแล้วก็เสื่อมโทรมไปเป็นธรรมดา
กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง
กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันเจริญขึ้นมาในใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงของท่าน แล้วท่านได้ผลของท่านจริงๆ
พอได้ผลของท่านจริงๆ คำว่า “ได้จริงๆ” มันต้องตรงข้ามกับความจอมปลอม จริงไหม ความจริงมันตรงข้ามกับความเท็จ
แล้วเวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไป โดยธรรมชาติของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราเป็นปุถุชนคนหนา เวลาปฏิบัติไปมันเท็จทั้งนั้นน่ะ มันเท็จโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเรา แต่เราไม่รู้
พอเราไม่รู้ อาการที่มันมีความสงบ อาการที่มันพอใจ เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ เด็กได้ของเล่นใหม่มันก็พอใจตามแต่ที่มันได้ของเล่นใหม่ พอได้ของเล่นของมัน มันก็พอใจ พอมันชินชามันก็เบื่อ นี่มันของเล่น มันไม่ใช่ของจริง
แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำตามจริงของท่าน เพราะท่านทำตามจริงของท่าน ท่านได้เผชิญกับของเล่น กิเลสมันป้อนให้ กิเลสมันยื่นให้ กิเลสมันหลอกลวง ท่านได้ผ่านการหลอกลวง ผ่านการขุดหลุมพราง ผ่านการที่กิเลสมันปั่นหัวมาเต็มที่แล้ว
พอเต็มที่แล้ว เวลาเอาจริง เอาจริงที่ไหน
เอาจริง เวลามันเจริญแล้วเสื่อมๆ
แล้วมันจริงเพราะอะไร
มันจริงเพราะมีคำบริกรรมไง มันจริงเพราะเราทำจริงไง พอเราทำจริง มันเป็นจริงไง ถ้ามันเป็นจริง เห็นไหม
คนที่ไม่มีวุฒิภาวะมันก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นของเล่น อะไรเป็นของจริง อะไรที่สะดวก อะไรที่มันพอใจ มันก็ว่าอันนั้นถูกต้อง อันนั้นเป็นความจริง แล้วเวลามันเสื่อมไปแล้วก็หลุดมือของมันไป แล้วก็แก้ไขไม่ได้ แก้ไขไม่ถูก
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำของท่านจริง เวลาเหตุผลมันไม่สมเหตุสมผล มันเสื่อมหมดเลย มันเสื่อม มันเสื่อมเพราะอะไร เวลาถ้ามันดีขึ้นมา มันดีขึ้นเพราะอะไร
อ๋อ! มันดีขึ้นเพราะมันมีคำบริกรรม มันดีขึ้นเพราะท่านทำจริง มีสติคุ้มครองดูแลจริง เวลามันเป็นจริง เออ! มันแตกต่างกับของเล่นน่ะ นี่มันเป็นความจริงไง นี่เวลาท่านประพฤติปฏิบัติมา เห็นไหม
หลวงพ่อย้ำว่า อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ
ไอ้นี่เราก็สืบค้นมา เราก็ฟังที่หลวงตาท่านเล่าของท่านให้ฟัง
เวลาหลวงปู่มั่นท่านนิพพาน ท่านเป็นผู้อุปัฏฐากอยู่ มันล้มลุกคลุกคลาน ท่านบอกเลย หลวงปู่มั่นท่านก็เพียบแปล้ด้วยธาตุขันธ์ของท่าน หลวงตาพระมหาบัวท่านก็เพียบแปล้ไปในหัวใจของท่าน เพราะท่านกำลังพิจารณาอสุภะอยู่
คนเพียบแปล้ไปคนละอย่าง เพียบแปล้ทางร่างกายคือจะสิ้นอายุขัย เพียบแปล้ทางกิเลสที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วจะเอาชนะเอาพ่ายแพ้มัน แล้วคนที่คุ้มครองดูแลจะไปไหน แล้วท่านก็มานิพพานจากไป
ลองดูสิ ถ้าเราปฏิบัติกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วครูบาอาจารย์เรามาสิ้นชีวิตไปต่อหน้า เราจะคิดอย่างไร
ท่านไปนั่งปลายเท้า ๒–๓ ชั่วโมง แล้วก็ทบทวนคำสอนของท่านทั้งหมด ทบทวนๆ สรุป เพราะว่าท่านได้ฟัง ท่านเหมือนพระอานนท์
พระอานนท์นะ เวลาอยู่กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะเทศน์ที่ใด พระอานนท์ก็ได้ยินตลอด หลวงปู่มั่นท่านจะเทศนาว่าการกับใคร ท่านก็เป็นผู้อุปัฏฐาก ท่านก็นั่งฟังอยู่ ท่านก็มาทบทวนๆ ทบทวนสิ่งต่างๆ แล้วเวลาทบทวน เวลาใครมาแล้วท่านแก้ไข แก้จิตๆ ไปไง
อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ จะไม่เสีย
อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ แล้วมันจะไม่เสีย
ไอ้สิ่งที่ในการประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี่ในวงกรรมฐาน ในวงพระปฏิบัติเรานี่ ที่มันเสียหายเพราะมันทิ้งผู้รู้ มันทิ้งพุทโธ กำหนดเอาว่างๆ กำหนดเอาตามความพอใจ ไปหามุกร้อยแปดพันเก้า ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ปฏิบัติสั้น ปฏิบัติลัด ปฏิบัติอะไร
เอ็งเอาอะไรเป็นการค้ำประกันว่าเอ็งสอนอย่างนั้นแล้วมันถูก เพราะอะไร เพราะเอ็งก็ผิดไง เพราะเอ็งผิด เอ็งถึงไม่มีหลักการไง
ถ้าคนที่ถูก หลวงปู่มั่นท่านถูกเพราะอะไร นี่มันมีเหตุและมีผล ถ้าเหตุมันสมบูรณ์ เหตุมันดี จิตก็สงบ ถ้าวันไหนมันปล่อยปละละเลย วันนั้นมันก็เสื่อมหมด คนเขาทดสอบมาพอแรงแล้ว
ฉะนั้น อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงท่านให้ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าประพฤติปฏิบัติอย่างนี้แล้ว คนเรามันจะไม่เหลวไหล มันจะไม่ผิดพลาดไป ถ้าผิดพลาดไป มันก็มีหลักเกณฑ์ของมันใช่ไหม
เวลาหลวงตาท่านบอกว่าท่านจิตเสื่อมๆ ไปหาหลวงปู่มั่นนี่ไง
มหา มหานะ จิตของคนมันเหมือนเด็กๆ เด็กๆ มันต้องการอาหาร อาหาร อาหาร กำหนดพุทโธ กำหนดผู้รู้ นี่อาหาร จิตมันจะเสื่อมไปไหน
ครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาเป็นนะ ไอ้เรื่องจิตเสื่อมๆ จิตเสื่อมจากสัมมาสมาธินั่นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหลงในกิเลสอีกเรื่องหนึ่ง
เวลาหลงในกิเลสมันจะบอกว่าบรรลุธรรมแล้ว ได้ธรรมแล้ว มันหลอกไปเรื่อย ไอ้นั่นกิเลสหลอก กิเลสหลอกเป็นเรื่องหนึ่งนะ กิเลสหลอกมันเหตุ เหตุที่มันพลิกมันแพลงจนเอ็งหัวปั่นเลยล่ะ
แต่ถ้าไอ้พุทโธๆ มันจะทำความสงบของใจ มันจะให้กิเลสสงบตัวลง มันขี้เกียจขี้คร้าน แล้วมันเอาตามความพอใจของตน นี้มันเป็นความพอใจของตน
นี่พูดถึงว่าทำไมต้องบริกรรม
มันเหมือนคนเขียนหนังสือ ถ้าเราเขียนหนังสือ มันก็จะได้งาน แล้วเสร็จงาน ถ้ามันปากกาถืออยู่แล้วมันไม่เขียน ถ้าไม่เขียน แล้วถ้ามันนั่งอยู่นานๆ มันเมื่อย มันก็วางปากกานั้นซะ ถ้ามันไม่มีคำบริกรรมคือมันไม่เขียน มันไม่ทำ นวกรรมของจิตมันไม่มี
เศร้านะ เราพูดทุกวัน เพราะหลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาท่านนั่งคุยกัน เราเป็นบุคคลที่ ๓ นั่งอยู่ตรงนั้น
หลวงปู่เจี๊ยะท่านถามเอง ทำไมเดี๋ยวนี้พระมันสัพเพเหระเหลวแหลกไปหมดเลย
หลวงตาท่านพูดเอง “สมาธิมันยังทำไม่เป็นเลย แล้วมันจะภาวนาได้อย่างไร”
ไอ้พวกเราก็บอกว่า สมาธิมันเป็นหินทับหญ้า สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
ไม่มีสมาธินะ ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธินี่เป็นตัวแยกระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ
โลกียะ โลกียะก็คิดเอาเอง วิทยาศาสตร์นี่ไง จินตนาการไป จินตมยปัญญา จินไปเถอะ จินตนาการไปเถอะ เพราะอะไร เพราะจินตนาการได้ตลอดเวลา อะไรก็ได้
แต่ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าสมาธิเสื่อมนะ จบ คนภาวนาเป็นจะรู้ทันที ถ้าสมาธิมันเบาลง เสื่อมนะ มันใช้ปัญญาไปไม่ได้ไง มันเป็นสัญญา สัญญาคือโลก สัญญาคือความจำ
พอเป็นสัญญา ในวงกรรมฐานนะ สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดคือสัญญา คือความจำได้หมายรู้
นี่ไง เวลาหลวงปู่มั่น เห็นไหม “มหาๆ สิ่งที่มหาเรียนมาแล้วมันเป็นทฤษฎี มันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเสริฐมาก เลอค่ามาก เลอค่ากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เราไปจำมา มหา ถ้ามหาจะประพฤติปฏิบัตินะ ทฤษฎีที่เรียนมาใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้อย่าให้มันออกมา ถ้ามันออกมา มันจะเตะมันจะถีบกัน”
นี่ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว
ถ้ามันออกมามันก็เทียบเคียงหมดไง รู้โจทย์หมดไง รู้แล้วทั้งนั้น แล้วทำไปนะ ล้มลุกคลุกคลานนั่นน่ะ ถ้ามีวาสนามันก็จะได้จริงขึ้นมา แต่กว่าจะได้จริงขึ้นมามันก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน เพราะกิเลสมันไปเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลอกเรา มาบังเงาไง ว่าเรารู้ไปก่อนไง มันทุกข์ไหม
คนที่เป็นนะ ให้ใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจไว้ด้วยนะ อย่าให้มันออกมา แล้วประพฤติปฏิบัติไปตามความเป็นจริง แล้วถ้ามันเป็นจริงนะ ทฤษฎีนั้นกับความจริงในใจเราเป็นอันเดียวกันเลย อันเดียวกันเลย
แล้วมหาท่านก็ปฏิบัติอย่างนั้น แล้วเป็นจริงอย่างนั้น ท่านก็บอกเลย เออ! มันเป็นจริงๆ
แต่ก่อนที่จะเป็นจริง เราตอนนี้ ก่อนที่จะเป็นจริง เราเป็นปุถุชน เราจะฝึกหัดปฏิบัติ จากปุถุชน กัลยาณชน กัลยาณชนคือทำสมาธิได้เป็น ทำได้ง่ายขึ้น
ปุถุชนคนหนากระเสือกกระสนล้มลุกคลุกคลานเกือบเป็นเกือบตาย ถ้าเป็นกัลยาณชนนะ มันเห็นรูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร มีสติปัญญาเท่าทันมันก็วางๆๆ มันฝึกหัดได้เพราะมันเห็นโทษ
แต่นี่เราไม่รู้อะไรเป็นคุณเป็นโทษ คนที่ไม่เป็นเหมือนเด็กทำงานไม่เป็นน่ะ มันสะเปะสะปะ มันจับต้นชนปลายไม่ถูกหรอก
แต่ถ้าคนเป็นแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นแล้ว ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ ที่เราพูดทุกวันเพราะเราเสียดาย ข้อวัตรปฏิบัติที่ทุกคนเห็นว่ามันไม่มีค่า ที่มันไร้ค่า เป็นงานกรรมกรนี่
ไอ้นั่นมันกรรมกรทำ ไอ้เราพระทำ พระทำเพราะพระต้องการหาใจของตน พระต้องเหงื่อไหลไคลย้อย พระทำมันเกิดจากจิต พระทำคือจิตดวงนั้นเป็นคนทำ
ถ้าจิตมันไม่มีเจตนา มันไม่ใฝ่กระทำ มันทำไหม แล้วถ้าเวลามันทำขึ้นมา พอมันทำมันก็เหนื่อยใช่ไหม พอมันเหนื่อย มันเหนื่อยอยู่ ท่านบอกว่าถึงเป็นเครื่องอยู่ของใจ เพราะมันเหนื่อยมันก็อยู่ตรงงานนี่ไง ถ้ามึงไม่มีงานนี้มันก็ส่งออกไง มันก็คิดไปไกลไง
โธ่! มันมีค่ามากเลยถ้าคนเห็นคุณค่าของมัน
แต่คนมองข้าม อยากจะลอยฟ้ามาไง มันไม่มีอยู่จริง
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีการประพฤติปฏิบัติ ต้องตามความจริงขึ้นมา
นี่พูดถึงว่า ทำไมถึงต้องมีคำบริกรรม
ทีนี้ทำไมต้องมีคำบริกรรม คำบริกรรมหมายความว่าให้จิตมันทำงาน
หลวงตาท่านบอกเลย มันภาวนาไม่เป็นเพราะมันขาดคำบริกรรม
มันขาดคำบริกรรมคือมันไม่ยอมเขียนหนังสือ จับปากกาแต่มันไม่เขียน
เอ็งก็เขียนไปสิ เขียนผิดเขียนถูกก็เรื่องหนึ่งนะ เขียนงานจนงานสำเร็จก็อีกเรื่องหนึ่งนะ
เอ็งก็บริกรรมไปสิ มันมีคำบริกรรม ถ้ามีคำบริกรรม มันเหนื่อยไง
เวลาคนไปวัดไปวา ผู้ที่มาอยู่วัดอยู่วาจะมาประพฤติปฏิบัติ เราก็ตั้งใจของเรา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เริ่มต้นภาษาเรานะ ไม่เป็นหรอก สะเปะสะปะไปก็บูชาพระพุทธเจ้า เดินจงกรมให้เป็นจริตเป็นนิสัย ฝึกหัดให้เราทำให้ได้เป็น
คนฝึกหัดเป็นเหมือนคนทำครัว คนทำอาหารเป็นแล้วไม่หวั่นไหวในการทำอาหารเลย คนทำไม่เป็นมันต้องไปเปิดตำรานะ แล้วก็ชั่งตวงวัดเลยนะ ใส่เท่าไร ใส่เท่าไร แล้วเป็นไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามันเป็นแล้วจบ
เหมือนกัน เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา ก็เหมือนเข้าครัวฝึกหัดทำอาหารนี่ ถ้ามันทำเป็นขึ้นมา เราก็ทำอาหารเป็น แล้วคนทำเป็นแล้วกลัวอะไร ไม่กลัวอะไร คนเป็นนะ
เราฝึกหัดใจให้เราเป็น
ฉะนั้น ฝึกหัด เวลาฝึกหัด เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาก็ฝึกหัดให้มันเป็นขึ้นมา
ไอ้ที่มันไม่เป็นอยู่นี่ แล้วพอไม่เป็นแล้วมันเป็นสังคมแล้ว สุมหัวกันแล้วก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นน่ะ ของใครผิด ของใครถูก
กิริยา กิริยาคือวิธีการปฏิบัติ เราไปถกกันว่าใครนั่งสวย ใครนั่งไม่สวย ใครเดินสวย ใครเดินไม่สวย มันแค่กิริยา ทำพอเป็นพิธี แล้วก็มานั่งเถียงกันว่าใครเดินสวย เอ็งจะประกวดนางงามหรือ มาเดินจงกรมนะเว้ย ไม่ใช่ประกวดนางงาม
เดินอะไรก็ได้ถ้าจิตมันสงบ เดินอะไรก็ได้ที่มันดีงาม เราก็ฝึกหัดของเรา เราฝึกหัดเพื่อหัวใจของเรา มันต้องมีงานทำ
มันเป็นความคิดอย่างเดียวเท่านั้นน่ะชาวพุทธนี่ เวลาแก่เฒ่าแล้วจะไปวัดไปวา
ไปทำไม
ไปพักผ่อน
เฮ้ย! ไปปฏิบัติสิ
คนมาบวชพระ อยากบวชพระมากเลย ๓ เดือนจะได้ไปพักผ่อน
เขาคิดว่าบวชแล้วจะสบายไง
หลวงตาถึงบอกเลย คนยังไม่เคยภาวนานะ อย่าบอกว่าทุกข์ยากเพราะทำงาน งานการชำระล้างกิเลสมันเป็นงานแลกด้วยความตาย แลกด้วยชีวิต งานอะไรก็ทำกันแค่เป็นอาชีพ งานปฏิบัตินี่ทุ่มทั้งชีวิตนะ เอาชีวิตแลกมาทั้งนั้นน่ะ มันจะมีงานอะไรจะต้องทุ่มเทเท่ากับงานปฏิบัติ
แล้วพอเราเป็นชาวพุทธ ไปบวช ๓ เดือนจะไปนอน จะไปพักผ่อน
หา?
คิดผิด
นี่ก็เหมือนกัน เวลาไปวัดไปวาจะไปพักผ่อน
จะไปพักผ่อนก็ไปโอเรียนเต็ลสิ ไปโรงแรมน่ะ โอ้โฮ! คนบริการเต็มที่เลย
ไอ้นี่เราจะไปปฏิบัติต่างหาก ทีนี้เราจะไปปฏิบัติ เราถึงต้องศึกษา ต้องค้นคว้า แล้วมีการกระทำของเรา นี่พูดถึงนักปฏิบัตินะ เราทำงาน งานของจิต เวลาทำงานเราทุกข์ไหม แล้วนี่ทำงานที่จะไม่ตาย
เวลาตาย หลวงปู่มั่นท่านหมดอายุขัยของท่าน ท่านทิ้งธาตุขันธ์ของท่าน แต่หัวใจแวววาว มีอะไรตาย เวลาเป็นจริง กิเลสตายแล้วมันเหนืออะไร โอ๋ย! มันชัดเจนของมันน่ะ
นี่พูดถึง งานอย่างนี้มันเป็นงานที่เลอค่า ฉะนั้น พอเลอค่าขึ้นมา มันต้องทุ่มเทกันเต็มที่
แต่มันมีพระส่วนหนึ่งไง พูดภาษาเราเลย ภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่เป็นมันไม่มีหลักเกณฑ์ ถ้าภาวนาเป็นมันพูดพ้นจากหลักเกณฑ์อันนั้นไม่ได้
ครูบาอาจารย์ที่ท่านฟังเทศน์ๆ ท่านฟังเทศน์ตรงนี้ ตรงที่ศีล สมาธิ ปัญญา มันเดินถูกต้องหรือไม่ ถ้ามันไม่เดินถูกต้อง ผิด ทีนี้พอมันผิดขึ้นมา
นี่ไง ทำไมถึงต้องบริกรรม
จะไปพักผ่อน นอนหลับตื่นขึ้นมาก็เป็นพระอรหันต์ มันมีที่ไหน มันไม่มี
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันไม่มีเหตุไม่มีผล มันจะรู้จักกิเลสไม่ได้
กิเลสนะ คนเรานะ สิ่งที่ทุกข์ยากที่สุดคือกิเลสในใจของตนเท่านั้น กิเลสของคนอื่นไม่เกี่ยวอะไรกับเรา กิเลสของสังคมก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา สิ่งที่มันทุกข์มันยากอยู่ทุกวันนี้เพราะกิเลสของเราทั้งสิ้น แล้วกิเลสของเรา เราเท่านั้นที่จะต้องรู้จักมัน เราเท่านั้นที่จะต้องเห็นหน้ามัน เราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่กำจัดมัน
กิเลสของเราที่มันลึกซึ้ง ที่เราไม่รู้อยู่นี่ พระพุทธเจ้าก็กำจัดให้เราไม่ได้ ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ก็กำจัดให้เราไม่ได้ ท่านคอยชี้คอยแนะ คอยชี้ขุมทรัพย์ คอยบอกวิธีการให้เราเข้าไปรู้จักกิเลสในใจของตน
สิ่งที่เป็นโทษกับเราทุกคนคือกิเลสในใจของคนคนนั้น ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย เรื่องอื่นไม่มี มีแต่เรื่องในใจของตน
แต่คำถามไง ทำไมถึงต้องบริกรรม
บริกรรมก็เป็นคำฝากฝังมาจากหลวงปู่มั่น ฝากฝัง ถ้าว่าฝากฝังก็ไม่ถูก เป็นคำเตือน หลวงปู่มั่นเตือนหลวงตาไว้ ให้หลวงตา ถ้าไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธ ไม่ผิดพลาด
ถ้าทิ้งผู้รู้ ทิ้งพุทโธ ผิดพลาด ผิดพลาดเพราะอะไร ผิดพลาดเพราะว่าเงื่อนไขกิเลสมันป้อนให้ว่าเป็นจริงๆ แล้วทีนี้ไอ้คนที่ไม่เป็น มันเสนอเงื่อนไขที่ผิดๆ หมดเลย
เงื่อนไขที่ถูกต้อง ความจริงที่ถูกต้อง กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำไมเอ็งไม่บอก สมาธิเอ็งเกิดจากอะไร เอ็งทำงานอะไรมาเอ็งถึงได้ผลตอบแทนนั้น
เอ็งไม่บอกอะไรเลย กำหนดเฉยๆ เป็นสมาธิ นั่งเฉยๆ สมาธิมีอยู่โดยดั้งเดิม ธรรมะมีอยู่แล้ว เดินไปชนมันเอง
หา? อย่างนี้ต้องมีพระพุทธเจ้าด้วยหรือ ต้องมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมาค้นคว้าขนาดนั้นเชียวหรือ
ฉะนั้น มันไม่จริงไง นี่บอกว่าเพราะมันไม่เป็น มันถึงเสนอแนวทางที่ให้ชาวพุทธหลงทางไปหมดเลย แต่เราจะเอาแนวทางที่ถูกต้อง มันก็ทุกข์ มันก็ลำบาก
แต่ลำบากอย่างไรมันเป็นอำนาจวาสนา ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญในใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านถึงชำระล้างกิเลสแล้ว ท่านถึงจะเอาข้อเท็จจริงมาอบรมบ่มเพาะสอนเรา ฉะนั้น ถ้าสอนเรา เรายึดหลักการอย่างนี้
ฉะนั้น เข้าสู่คำถาม
“หลวงพ่อคะ เวลาปฏิบัติเราเฝ้าดูลมหายใจอย่างเดียวโดยไม่บริกรรม เราก็คอยตามดูลมเข้า ดูลมออก ดูลมหายใจร้อนเย็น สติเราคอยกำกับตลอดไป ไม่บริกรรมได้ไหมคะ”
เวลาผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินะ เวลาครูบาอาจารย์ คนเรามีกายกับใจๆ แล้วใจมันอยู่ไหนล่ะ ใจมันอยู่ไหน ฉะนั้น เวลาถ้าเรากำหนดลมหายใจ มันก็จะเป็นอานาปานสติ ถ้าเราไม่กำหนดลมหายใจ เราก็หายใจเพื่อดำรงชีวิตไง
หลวงปู่ฝั้นท่านพูดไง หลวงปู่ฝั้นท่านมาเทศน์ที่สนามหลวงนะ
พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แล้วชาวกรุงเทพฯ นั่งรถเมล์ไปทำงาน หายใจทิ้งเปล่าๆ หายใจทิ้งเปล่าๆ
เราก็ฟังแล้วก็เฉยๆ นะ แต่ถ้าพูดเป็นวิทยาศาสตร์ เราก็หายใจดำรงชีพไง แต่เราไม่สนใจลม มันก็ไม่เป็นอานาปานสติไง แต่พอจิตมันกำหนดตั้งใจ กำหนดลม พับ! เป็นอานาปานสติทันทีเลย เพราะอะไร เพราะจิตมันกำหนดลม เพราะเราจะหาใจ
จิตคือใจ ใจคือจิต ใจมันกำหนดลมหายใจ มันก็เป็นอานาปานสติ แล้วถ้าเราหายใจอยู่นี่ เราไม่กำหนด เป็นไหม ไม่เห็นมันเป็น นี่ไง ของมันมีอยู่ แต่มันมองข้ามมันไปไง
ฉะนั้น สิ่งที่เวลาครูบาอาจารย์ท่านฝึกหัดนะ ใจมันเป็นอย่างไร พุทโธมันเป็นอย่างไร ทุกคนว้าวุ่นไปหมด ผู้ปฏิบัติใหม่
เขาถึงบอกว่า ให้หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เพราะลมหายใจก็กำหนด มันก็เลื่อนลอย ถ้าบวกพุทโธเข้าไป พุทโธเป็นพุทธานุสติ ท่องไง
เวลาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัตินะ หลวงปู่เจี๊ยะ ครูบาอาจารย์หลายๆ องค์เลย บอกพุทโธไวๆ พุทโธๆๆๆ
พร้อมลมหายใจได้ไหม
ไม่ได้ นั่นคือคำบริกรรม คำบริกรรมมันเร่งได้ มันผ่อนได้ เราจะเร่งให้เร็วก็ได้ พุทโธๆๆ ถ้าวันไหนอารมณ์มันดีหรือถ้าวันไหนสติมันดีนะ พุทโธ พุทโธ ก็ได้ พุทโธมันช้าได้ ไวได้ ทีนี้พอช้าได้ ไวได้ แต่มันก็เป็นคำบริกรรม นี่พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พุทโธๆๆ
แต่เวลากำหนดลม หายใจเข้า หายใจออก ถ้าจิตกำหนดที่ลมเป็นอานาปานสติ
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งสอนไง ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจ ก็พรรณนากันไป ไอ้นี่เวลาสอนไง จะสอนแต่พิธีกรรม แต่ไม่สอนว่าสมาธิเป็นอย่างไร เพราะมันทำสมาธิไม่เป็น ไม่รู้จักสมาธิหรอก คนสอนสมาธิ ไอ้พวกครูสมาธิทำสมาธิไม่เป็นก็เยอะแยะไป ไม่เป็นหรอก ถ้าไม่เป็น หายใจเข้า หายใจออก ก็พรรณนากันไป
แต่ถ้าคนเป็นนะ กำหนดลมหายใจ ถ้าจิตมันละเอียดขึ้น ลมหายใจมันชัดเจนขึ้น เห็นลมหายใจเป็นแสงเลย เห็น โอ้โฮ! ร้อยแปด ลมหายใจละเอียด ลมหายใจเบา ลมหายใจละเอียดจนจิตปล่อยลมหายใจ ปล่อยลมหายใจเป็นอัปปนาสมาธิ มันวางหมดเลย คนเป็นน่ะมันชัดๆ แต่พวกเรามันไม่เป็น
พอมันไม่เป็น เห็นไหม หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เพื่อความชัดเจน ให้เป็นรูปธรรม ให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้
แต่เขาถามว่า สติต้องคอยดูลมหายใจ ไม่บริกรรมได้ไหม
ได้ ได้ เพราะมันไม่ใช่อันเดียวกันอยู่แล้ว พุทโธคือพุทโธ คือพุทธานุสติ ลมหายใจคืออานาปานสติ กรรมฐาน ๔๐ ห้องไง
ทำงานเขียนหนังสือ จะเขียนด้วยปากกา เขียนด้วยดินสอ จะเขียนด้วยอะไรล่ะ จะเขียนด้วยอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่เขียน มันไม่ได้ทำ
ถ้าไม่เขียนนะ ไอ้ที่ว่างๆ ว่างๆ อาการทั้งนั้น คือความรู้สึก แล้วความรู้สึกที่มันไม่ได้เกาะด้วยอะไร เดี๋ยวมันก็หายไป นั่งหลับทั้งนั้น ไอ้ที่นั่งๆ เป็นสมาธิๆ บางคนกรนเลยนะ นั่งหลับทั้งนั้น เข้าใจว่าเป็นสมาธิ
ไม่ใช่
สมาธินะ จิตจะเด่นตลอดเวลา เวลาเป็นอัปปนาสมาธิสักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่าปรากฏคือมันไม่รับรู้อะไรเลย ตัวของมันเองเป็นตัวของมันเอง ปรากฏตัวเองไว้ ตัวจิตมันปรากฏ มันแสดงตัวของมันเท่านั้น มันไม่ออกไปสู่อายตนะ การรับรู้ของผิวหนัง การรับรู้ของเสียง รูป รส กลิ่น เสียงดับหมด แต่ตัวมันไม่หายนะ ไม่หาย แต่คำว่า “ปล่อยหมด ว่างหมด ดับหมด” แต่ตัวมันไม่ดับ อัปปนาสมาธิ
ไม่ต้องเข้าถึงตรงนั้นหรอก เข้าถึงได้ยากด้วย แต่แค่อุปจาระ นี่พูดถึงศีล สมาธิ ถ้ามีสมาธิอย่างนี้ จิตมันสงบระงับแล้วมันมีกำลัง มันมีพลัง ถ้ามีพลังแล้วถ้าน้อมไปสติปัฏฐาน ๔ ถ้าเห็นกายนะ เห็นกิเลส เห็นเวทนา เห็นกิเลส เห็นจิต เห็นกิเลส เห็นธรรมจะเห็นกิเลส
แต่มันไม่เห็นน่ะ เพราะมันไม่มีสมาธิ มันไม่มีตัวจิต มันไม่มีการแบ่งแยกระหว่างอายตนะ มันเลยไม่เห็นกิเลส มันเลยไม่รู้จักกิเลส มันถึงไม่รู้จักโลกียะ โลกุตตระไง
อันนี้อธิบายยืดยาว เพราะอะไร เพราะบอกว่า ทำไมต้องบริกรรม
ถ้าบริกรรมไปแล้วมันจะเข้าสู่สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนาคือสติปัญญา คือใช้ปัญญารู้แจ้งแทงกิเลส มันเป็นสมถะกับวิปัสสนา
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าคำบริกรรมๆ สิ่งที่มีคำบริกรรม เพราะบริกรรมให้จิตมันทำงาน แล้วถ้าเป็นสมาธิก็ให้เป็นสมาธิตามความเป็นจริง ถ้ามันเป็นสมาธิไม่ได้หรือล้มลุกคลุกคลาน มันก็อยู่ที่วาสนาของใคร วาสนาของคนมันก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าทำสมาธิอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างนี้ เหมือนกีฬาเลย ต้อง ๒ ชั่วโมง ต้อง ๘ ชั่วโมง
ไม่ใช่
๕ นาทีเป็นสมาธิก็ได้ ๒๐ ชั่วโมงไม่เป็นสมาธิก็ได้ มันอยู่ที่ว่าจิตของคนเป็นหรือไม่เป็น อำนาจวาสนาคนได้หรือไม่ได้ อยู่ที่คน กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา นี่แหละ อยู่ที่มากน้อยขนาดไหน
ฉะนั้น ถ้าไม่มีคำบริกรรมได้ไหม
ถ้าเราภาวนาได้ ได้
หลวงตาท่านพูดบ่อย ไอ้พุทโธๆ พุทโธมาเรื่อยๆ แต่พอเวลาคนชำนาญแล้วนะ อยู่หลังพุทโธ พุทโธจนสงบ กำหนดปั๊บ จบเลย กำหนดแล้วเข้าได้หมด ถ้าคนชำนาญ มันอยู่ที่คนชำนาญหรือคนไม่ชำนาญ
ไอ้ไม่เป็นเลยไม่ต้องไปพูดถึงมัน ไม่เป็นคือไม่เป็นเลย เอาพิธีปฏิบัติ เอาวิธีปฏิบัติมาโฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็สอนกันตรงนี้ เหมือนทฤษฎี นั่งคุยทั้งวันน่ะ แต่ทำอะไรไม่เป็นหรอก
แต่คนที่เป็น ทำให้ชัดๆ แล้วเป็นอย่างไร ใช่ไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ ตั้งต้นใหม่ ล้มก็ขึ้นต้นใหม่ ล้มก็ขึ้นต้น ไม่เป็นไร
ทีนี้หลวงพ่อบอกว่า อย่าทิ้งคำบริกรรม อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ นี่ก็อยู่อยู่นี่ แต่คำบริกรรมด้วยมันเหนื่อยมาก
ก็เหนื่อยสิ ทำงาน นี่ไง คนปฏิบัติมันเหนื่อย มันมีสติมีปัญญาตลอดเวลา มันไม่ได้หลับไง
เวลาคนกำหนดแล้วหลับไปเลย “โอ๋ย! สมาธิวันนี้สุดยอด” มันนั่งหลับทั้งนั้นน่ะ แต่คนที่ปฏิบัติเหนื่อยมาก มันเหนื่อย ถ้ามันไม่ลงสมาธิมันเหนื่อยมาก แต่ถ้ามันลงแล้วจบหมด อาการว่างหมด ดับหมด สุขหมด ถ้ามันเป็นจริงนะ แต่ถ้ามันเป็นจริงมันจะเหนื่อยมาก แล้วเหนื่อยต่อไปก็จะเครียดมาก พอเครียดมาก แบบว่ามันกดดันมาก
ฝึกหัดของเรา ค่อยๆ ปฏิบัติของเรา ถ้ามันทำได้ก็คือได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ทำเพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้ามันไม่ได้ทำอะไรเลย มันไม่ทำงาน
เวลาเราฟังหลวงตากับหลวงปู่เจี๊ยะคุยกันมา “แม้แต่สมาธิยังทำกันไม่เป็น สมาธิทำไม่ได้ แล้วมันจะภาวนากันอย่างไร”
แล้วทำไมสมาธิทำไม่ได้ล่ะ
ก็มันไม่มีคำบริกรรมกันน่ะ ก็มันขี้เกียจน่ะ มันจับปากกาแล้วมันไม่เขียนอะไรเลย จนมันนั่งหลับ จนปากกาหลุดจากมือ แล้วมันบอกเป็นสมาธิ
เศร้า
เราเห็นเวลาท่านคุยกัน ท่านวิตกวิจารณ์นะ ครูบาอาจารย์ของเราถ้าเป็นจริง จะส่งต่ออย่างไร เยาวชนต่อไป ผู้รับช่วง เห็นไหม นักบริหาร ประเทศชาติเราจะมอบไว้เยาวชนรุ่นต่อไป เยาวชนรุ่นต่อไปจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ เยาวชนของเราน่ะ
พระปฏิบัตินะ ท่านก็ดูว่าธรรมทายาทของเรามันนั่งหลับกันทั้งนั้นน่ะ แล้วไม่ต้องพุทโธ ไม่ต้องบริกรรม นั่งเฉยๆ เป็นพระอรหันต์หมดเลย เหมือนปลาช่อนโดนทุบหัวนั่นน่ะ ดิ้นพราดๆ ไม่มีศักยภาพของความเป็นพระเลย จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๒. เรื่อง “วิ่งหาโลก”
กราบเท้าหลวงพ่อ ผมเดินจงกรม นั่งภาวนาพุทโธแข่งกับความคิด รู้สึกล้าปวดขา แต่ฝืนใจให้ครบเวลา ใจมันว่าอยากพ้นโลก เราวิ่งหาโลกทำไม จึงใคร่ครวญได้ว่า ความคิดที่ออกจากพุทโธไปเป็นโลกทั้งหมด มีแต่พุทโธที่จะยกจิตให้พ้นไปได้ ถึงจุดนี้ร่างกายตื่นตัว ความเหนื่อยและปวดหายไปหมด จึงอยากทราบว่า
๑. ก่อนหน้านี้กิเลสหลอกให้ปวด หรือความปวดหายไปด้วยสมาธิครับ
๒. ในระหว่างวันมีบท อะยัง โข เม กาโย อาการ ๓๒ ขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นมาทันที จิตก็ลดความคะนองทันที อันนี้ควรทำอย่างไรต่อครับ
ตอบ : เราฝึกหัดปฏิบัติไป เวลามันสมดุลไง เวลาสมดุลมันเท่าทัน พอมันเท่าทัน เห็นไหม อาการที่ว่าอยากพ้นจากโลก แล้ววิ่งหาโลกทำไม
นี่ธรรมมันเกิด
เวลาจิตมันสงบ ถ้าจิตมันเป็นสมาธิ จิตมันมีอะไร มันจะมีของแถม มันจะมีของแถมหมายความว่าใครมีบุญมีบาปอะไรมันจะผุดขึ้น เวลาผุดขึ้น นี่ธรรมผุด ธรรมเกิด ธรรมเกิดไม่ใช่อริยสัจ
อริยสัจมันต้องจิตสงบ แล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเห็นกิเลส แล้วมันใช้วิปัสสนารู้แจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา นั่นอีกสเต็ปหนึ่ง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะเข้าใจ มันจะมีความชำนิชำนาญ
แต่ไม่ต้องไปวัดกับใคร เพราะว่าต้นทุนเดิมของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ต้นทุนเดิมคือกิเลสของคนไม่เท่ากัน ต้นทุนเดิมของคนทุกข์มากทุกข์น้อยแตกต่างกัน มันถึงต้องวิปัสสนาไปจากตรงนั้นน่ะ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ๑. อาการหลอกให้ปวดหรือไม่
อันนั้นมันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้ว อาการหรือไม่อาการมันเกิดขึ้น จะหลอกหรือมันจะไม่หลอกก็เกิดขึ้นจริง
๒. ระหว่างวันมีบทอาการ ๓๒ เกิดขึ้น แล้วมันมีสติปัญญาขึ้น
มันก็เป็นตอนที่น้ำขึ้น น้ำขึ้นทุกอย่างดีหมดน่ะ เดี๋ยวน้ำลงนะ เวลามันน้ำลงแล้ว เวลามันทุกข์มันยาก นั่นแหละ
ฉะนั้น อะไรจะเกิดขึ้น เราต้องมีความเพียรตลอดเวลา ความเพียรของเราดูแลในการประพฤติปฏิบัติของเรา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ปฏิบัติด้วยความถูกต้องชอบธรรม แล้วมันจะเป็นความจริง เอวัง