มนุษย์
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๔๒. เรื่อง “สงสัยอาการที่เกิด”
เรียนขอโอกาสหลวงพ่อ กระผมบวชเพิ่งลาสิกขามา ในช่วงระหว่างที่บิณฑบาตได้มองดูที่ข้าวในบาตรที่ญาติโยมใส่บาตรลงในบาตร อยู่ๆ ก็เห็นภาพอวัยวะในท้อง แล้วมองดูข้าวในบาตร เกิดสงสัยว่า ทำไมเอาของเหล่านี้มาใส่บาตร มาเลี้ยงพวกที่อยู่ข้างในนี้หรือ ทำไมไม่ใส่อะไรที่เลี้ยงจิตบ้าง แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเอง แล้วก็คิดได้ว่า บาปไหมที่คิดแบบนี้ โยมอุตส่าห์มาใส่บาตรทำบุญ แล้วหลังจากนั้นก็มีความรู้สึกเบื่อขึ้นมา ไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะอะไรครับ
ตอบ : นี่พระบวชใหม่นะ เวลาพระบวชใหม่ๆ มันมีบุญมีกุศลไง แล้วเวลาออกบิณฑบาต ถ้าบิณฑบาตถ้าใจเป็นธรรมๆ นะ เขาขวนขวาย เราอยู่กับครูบาอาจารย์มานะ ถ้าครูบาอาจารย์เป็นธรรม หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตา ท่านประหยัดมาก ท่านบอกว่า
เวลาท่านคุยกับเราไง เพราะเวลาท่านเดินตรวจวัด เราจะเป็นคนเดินตามก้นท่านไป เพราะท่านทำอะไรไม่สะดวก ท่านจะชี้ให้เราเก็บๆ
เวลาไปเห็นพระที่ฟุ่มเฟือยไง สิ่งใดที่ใช้ไม่ประหยัด บอกว่า ชาวบ้านเขาหามาเขาทุกข์ยากขนาดไหน สิ่งที่เขาหามาๆ เขามีใจเป็นบุญกุศล เขาเสียสละมา แล้วพระที่เขาให้มาเป็นปัจจัยเครื่องอาศัย มาฟุ่มเฟือย โอ๋ย! ท่านติท่านเตียนมากนะ
นี่พูดถึงว่าเวลาพระบวชใหม่ เวลาจะได้สิ่งใดมามันก็ไม่สมความปรารถนาทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาพระบวชใหม่ พระบวชใหม่ สิ่งที่ทนได้ยากที่สุดคือคำสั่งสอน คำสั่งสอนนี่ เพราะเราเป็นฆราวาส สิ่งที่ฆราวาสเขาส่งเสริมมาก ประชาธิปไตยๆ มันต้องมีสิทธิเสรีภาพ มันต้องเท่าเทียมกันน่ะ แล้วมาบวชเป็นพระใหม่ทำอะไรก็ผิด ผิดหมดนะ
ฆราวาสธรรม ความเคยชินของความเป็นมนุษย์ พอมาบวชเป็นพระนี่ผิดหมดเลย ยืนกินก็ผิด ยืนไม่ได้ จะทำอะไรต้อง เขาเรียกสมณสารูป
มันผิดอะไรล่ะ เราเคยชิน เราเคยทำ แต่พอบวชเป็นพระ ถ้าทำอย่างนั้นผิดหมดเลย อาบัติทุกกฏ ทุกกฏ ทุกกฏ แล้วความเคยชินไง ความเคยชินที่เราต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต เราต้องดำรงชีวิตแบบใหม่หมดเลย แล้วทีนี้มันเผลอ พอเผลอ คนนู้นก็ติ คนนี้ก็ติ
สิ่งที่เป็นข้าศึกกับภิกษุบวชใหม่คือทนคำสอนได้ยาก ใครศึกษานักธรรมตรีจะเห็นเลย เป็นการศึกษาในนักธรรมตรี การบวชเป็นพระใหม่ไง การบวชเป็นพระ สิ่งที่เป็นข้าศึกของพระบวชใหม่คือทนคำสอน คือทนคำติ คำบอก คำกล่าวไม่ไหว ไม่ไหว ไม่ไหว
แต่ถ้าเราบวชมาแล้วมันจะมีบุญนะ มีบุญ คิดว่าจะทำไม่ได้ นี่จะทำไม่ได้ พอทำได้แล้วมันอิ่มบุญ มันมีความสุขมาก นี่พูดถึงพระบวชใหม่ไง
ทีนี้พระบวชใหม่ถ้ามีบุญมีกุศลนะ ออกไปบิณฑบาต ออกไปบิณฑบาตมันเห็นชาวบ้าน เห็นสิ่งใด นั่นน่ะเทศน์กัณฑ์หนึ่งนะ
ชาวบ้านที่เขาขวนขวายมา เขากระหืดกระหอบมานี่ ทำไมเขาต้องกระหืดกระหอบมา เพราะเขาก็เป็นคน เราก็เป็นคน แต่เราเป็นคน เรามาบวชพระต่างหาก เราบวชเป็นพระ เราเป็นศากยบุตรไง
เวลาพระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เขาเป็นคนเหมือนกัน เขาเป็นอุบาสก อุบาสิกา เราเป็นภิกษุ เราเป็นพระ เราจะดำรงชีวิตอย่างนั้นไม่ได้
ภิกษุบวชใหม่ คำว่า “พระ” คือการห้ามดำรงชีวิตแบบฆราวาส ฆราวาสเขาทำอะไร พระโดยวินัยนะ ห้ามซื้อ ห้ามขาย ห้ามต่อรองราคาสินค้า ห้ามหมดเลยนะพระไตรปิฎกนี่ พระทำไม่ได้
ฉะนั้น เราจะพูดบ่อย เวลาในสมัยปัจจุบันนี้พระทำไร่ไถนา พระทำกิจกรรมนะ โอ๋ย! สังคมเขาชื่นชม เราเห็นแล้วเศร้า เศร้ามาก เพราะอะไร เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของพระ
หน้าที่ของพระคือเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ให้เกิดมรรคเกิดผลขึ้นมาในหัวใจของพระ
วินัยก็ห้ามอยู่แล้ว แต่มันเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรมที่ไหลลงไป ฉะนั้น สิ่งนี้ พระทำอาหารให้สุกเองไม่ได้ เว้นไว้แต่บิณฑบาตกลับมาแล้วอุ่นได้
ฉะนั้น ในสมัยพุทธกาล เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเกิดภัยพิบัติไง แล้วพราหมณ์นิมนต์ไว้แล้วลืมใส่บาตร พอลืมใส่บาตร มารดลใจ ก็จะให้เกิดภัยพิบัติในคณะสงฆ์
พระโมคคัลลานะเดือดร้อนมาก จะพาพระไปบิณฑบาตที่นู่น พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตทั้งสิ้น แล้วพอบิณฑบาต ชาวบ้านเขาอัตคัดขาดแคลน เกิดภัยแล้งไง แล้วพราหมณ์ที่เขาปกครอง คือผู้ปกครองแว่นแคว้นเขาก็ลืมเพราะมารดลใจ
เพราะต้องทดสอบพระภิกษุไง
พระอานนท์ไปบิณฑบาตมา พ่อค้าม้าต่าง เขาค้าม้าต่างมา เขามีข้าวกล้องมาด้วย เขาให้ข้าวกล้อง กินข้าววันละ ๑ ทะนาน เขาให้พระองค์ละ ๑ ทะนาน
พระอานนท์ได้รับอาหารนั้นมา ข้าวกล้องน่ะ ทีนี้ม้ากินอย่างนั้น พระเอามาแล้วหุงไม่ได้ พระอานนท์นะ ใช้ที่บดยาบดข้าวให้เป็นผง แล้วเอาน้ำพรมๆ ถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าฉันอย่างนั้นน่ะ ๓ เดือนจนออกพรรษา พอออกพรรษาขึ้นมา พราหมณ์ที่นิมนต์ไว้เพิ่งนึกได้ มาขอขมาพระพุทธเจ้า ขอขมาแล้วขอขมาอีกไง
นี่เวลาเกิดวิกฤติในพระพุทธศาสนา เห็นไหม แม้แต่ข้าวจะหุงยังไม่ได้เลย ต้องใช้บดให้เป็นผง เป็นผงแล้วเอาน้ำพรมๆ ถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าฉันอย่างนั้นนะ นี่ภิกษุ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาธรรมและวินัยมันขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้ไปจนเลยเถิดไปหมดแล้ว คำว่า “เลยเถิด” มันเรื่องของเขา แต่ผู้ที่ปรารถนาดี ผู้ที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฎกแล้ว พระไตรปิฎกก็สอนไว้อย่างหนึ่ง แล้วเราอยู่ในวงการสงฆ์ สงฆ์ประพฤติปฏิบัติตัวไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วเราทำอย่างไรล่ะ
เราก็ขวนขวายของเรา เราก็หาครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าครูบาอาจารย์ของเราที่ดีงามท่านอบรมบ่มเพาะนะ
หลวงตาพระมหาบัวท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านบอกท่านเป็นมหา คำว่า “มหา” คือศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้เป็นมหาใช่ไหม แล้วเราหาครูบาอาจารย์ต้องครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมใช่ไหม พอครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไรไง
แล้วท่านก็ประสบโดยตรง ก็เห็นอยู่แล้ว แล้วเสร็จแล้วก็ยังเก็บไว้ในใจนะ ไปเปิดพระไตรปิฎก เพียะ! เพียะ! มันก็ลงน่ะสิ แล้วเวลาเราสงสัยสิ่งใด ถามปัญหาท่าน ท่านก็ตอบได้หมดน่ะสิ พอตอบได้หมดขึ้นมาแล้ว เวลาตอบได้ก็ เอ๊ะ! มันฟลุกหรือเปล่า หรือมันตอบโดยทฤษฎีหรือเปล่า แต่เวลาเราปฏิบัติแล้วมันถึงจะรู้ เราจะเป็นอย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไร
ฉะนั้น เวลาคำถาม กระผมบวชเพิ่งลาสิกขามา เวลาไปบิณฑบาตไง พอบิณฑบาตไป ถ้ามันเป็นบุญเป็นกุศลนะ บิณฑบาต เขาบอกว่า เอาเหมือนกับอวัยวะ คือเอาพวกไส้ พวกตับอะไรมาใส่บาตร
เพราะเขาใส่บาตรเขาก็ใส่อาหารเขาปกตินั่นแหละ แต่เวลาธรรมมันเกิดนะ คนที่เห็นมันเห็นไปอย่างนั้นไง มันเห็นอาหารสิ่งที่ใส่ในบาตรมานี่เป็นเหมือนอวัยวะร่างกายภายในมาใส่ในบาตรเรา
โอ้โฮ! ถ้าเป็นเรา เราก็ตื่นนะ เราก็ตกใจเหมือนกันน่ะ อ้าวเฮ้ย! เขาใส่บาตรมาทำไมเป็นเลือดสดๆ ล่ะ ทำไมมันเป็นก้อนเนื้อ อู้! อู้!
นี่เวลาธรรมมันเกิด เขาก็ตกใจมาก ตกใจจนคิดขึ้นมาเองว่า ทำไมเขาเอาเรื่องอย่างนี้มาใส่บาตรพระ
เห็นไหม มันมีพวกไม่ฉันเนื้อสัตว์ๆ ไง เขาก็ติเตียนพระนี่ไง ไอ้พวกฉันเนื้อเวลาฉันเสร็จแล้วก็แผ่เมตตา มันจะได้เมตตาอย่างไร นี่เขาพูดไง แล้วเขาไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่ฉันเนื้อสัตว์
เวลาเอ็งปลูกผักขึ้นมา แมลงมันตายมากกว่าสัตว์อีก
มันปฏิเสธเรื่องอย่างนี้ มันปฏิเสธ มันเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ไง
ฉะนั้น เวลาคำถามไง เขาบอกว่า ทำไมเอาของสิ่งนี้มาใส่บาตร เอาพวกนี้มาใส่บาตร ทำไมไม่เอาสิ่งที่เลี้ยงจิตมาใส่บาตร
เห็นไหม ทำไมไม่เอามรรคเอาผลมาใส่บาตร ทำไมไม่เอาศีล เอาสมาธิ ปัญญามาใส่บาตร ทำไมเอาเนื้อสดๆ มาใส่บาตร นี่มันคิดขึ้นมา นี่มันคืออะไร
นี่คำถามเขามา เขาบวชแล้ว แล้วเขาสึกไปแล้ว แล้วนี่คำถามถามมาว่าอย่างนี้มันคืออะไร
มันคือบุญกุศลของผู้ที่เห็น มันเป็นบุญกุศลของผู้ถาม เพราะธรรมดาเขาใส่บาตรมาก็เป็นอาหารที่เขาปรุงสุกหมดแล้วแหละ แต่เวลามันเกิดภาพนิมิตขึ้นมามันเห็นอย่างนั้น แล้วเห็นเฉพาะตนนะ
อย่างนี้ถ้าเป็นทางโลกนะ เขาบอกว่าต้องไปหาหมอ ต้องไปเช็กสุขภาพว่าทำไมถึงเห็นอย่างนี้
บุญและบาปนะ ความเข้าใจผิดๆ ขนาดคนพูดดีๆ เรายังเข้าใจผิดได้เลย
ไอ้นี่เขาใส่มามันก็เป็นอาหารนั่นแหละ ทำไมเราเห็นสภาพเป็นแบบนี้
ถ้าเห็นสภาพเป็นแบบนี้ เพราะใจมันเห็นมันเป็นอย่างนั้นไง ถ้าใจเห็นเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นธรรมสังเวช สิ่งนี้มันเป็นธรรมสังเวชมาเตือนผู้ที่เห็นนั้นน่ะ ให้ผู้ที่เห็นได้สำนึก ได้คิด ได้มีสติปัญญาขึ้นมาไง แต่ถ้าผู้ที่เห็นนั้นน่ะขาดสตินะ ตกใจ มีปัญหาไปเลยล่ะ แต่ผู้ที่มีสติปัญญานะ สติปัญญามันสูงหรือต่ำ ถ้าสติปัญญามันสูง มันจะเห็นเลย
เวลากรรมนิมิตๆ เวลาคนใกล้ตาย มีคนมาถามบ่อย เวลาใกล้ตายมันจะรู้เห็น รู้เห็นอย่างนั้นน่ะ เขาเรียกกรรมนิมิต กรรมนิมิตคือการกระทำ กรรมบาป กรรมดี มันนิมิต
ถ้ามันกรรมดีนิมิต มันจะเห็นภาพที่ดีงามไง เห็นว่า โอ้โฮ! มันจะมีความสุข ความสงบไปข้างหน้า แต่ถ้ามันเป็นบาปนะ โอ้โฮ! เห็นเป็นพวกยมบาลอย่างนี้
เวลาเห็นจะถามเลย เวลาคนมาถามปัญหา ตัวใหญ่ไหม นุ่งผ้าสีอะไร ถ้าเป็นตัวดำๆ ใหญ่ๆ นุ่งผ้าสีแดงนั่นน่ะ นั่นน่ะใกล้แล้วล่ะ มาบอกเวลาแล้ว เวลาเอ็งใกล้จบแล้ว ไม่เท่าไรก็ต้องจบชีวิตไป นี่เวลากรรมนิมิตไง
ฉะนั้น ไอ้สิ่งนั้นเป็นกรรมนิมิต แต่นี่บอกว่าเป็นพระ แล้วเห็นในบาตรมันเป็นอย่างนั้น
นี่มันก็เป็นนิมิต เป็นกรรมนิมิต เป็นสิ่งที่เป็นบุญกุศลขึ้นมาจะให้เราได้คิดได้ แต่เรากลับคิดไม่ได้ไง เราอยากให้เขาใส่สิ่งที่เลี้ยงหัวใจ
เลี้ยงหัวใจ เอ็งก็ต้องฝึกขึ้นมาเองไง เวลาเลี้ยงหัวใจ เราก็ต้องขยัน เราต้องมีสติ สิ่งที่ศึกษามาเป็นภาคปริยัติเป็นทฤษฎี ธรรมและวินัยเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้ทางให้ ชี้ทางให้เราศึกษาแล้วเราก็จะพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสมบัติของเรา
ถ้ามันเป็นสมบัติของเรานะ ถ้ามันรู้แจ้งนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน จิตคนที่มีบุญมีกุศลมันก็เป็นเรื่องเป็นอย่างนี้
“สงสัยอาการที่เกิดขึ้น”
เกิดขึ้นมันเห็นเฉพาะตน เฉพาะคนที่เห็น ถ้าเห็นสภาพแบบนี้แล้ว กรรมนิมิต แล้วมันจะให้เราได้มีสติมีปัญญาอย่างไร แต่เราก็มีสติปัญญาได้แค่นี้ แต่ก็ยังดี ดีที่ว่าเราไม่ถึงกับตกอกตกใจ เราไม่ถึงกับทำให้เสียกิริยาไปไง
เราเก็บไว้ สิ่งที่เห็นก็เห็น เดี๋ยวเดียวมันก็หายไป หายไปก็กลับมาเป็นเรื่องปกติไง
แล้วเวลาปัญญาเราเกิดไง ทำไมไม่ใส่สิ่งที่เลี้ยงหัวใจ
สิ่งที่เลี้ยงหัวใจ เอ็งต้องหาเอง เอ็งต้องพยายามฝึกหัดขึ้นมาไง สติ สมาธิ ปัญญา นี่สิ่งที่เลี้ยงหัวใจ แล้วถ้าฝึกหัดขึ้นมามันก็เป็นชาวพุทธที่แท้จริงไง ชาวพุทธที่แท้จริงที่ฝึกหัดภาวนาของตน จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๔๓. เรื่อง “ขวานกับด้าม”
ขอโอกาสหลวงพ่อ ขณะที่ขี่มอเตอร์ไซด์ ฉุกคิดเรื่องขวานที่ไม่มีด้าม ซึ่งนำไปใช้ย่อมไม่มีพลัง (ตามเพลงที่เคยได้ยินได้ฟังมา) ถ้าจะเอามาเปรียบกับสมาธิและปัญญา หัวขวานและด้ามขวาน สิ่งไหนคือสมาธิ สิ่งไหนคือปัญญา
คิดได้ความว่า ด้ามขวานคือสมาธิ เพราะเป็นหลักให้กับปัญญา หัวขวานคือปัญญาไว้ใช้ประโยชน์ คิดได้อย่างนี้ก็มีปีติน้ำตาไหล
คำถาม
๑. ลักษณะแบบนี้คล้ายๆ กับที่เขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่ครับ
๒. ขณะที่เกิดปีติอยู่ ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ครับ หากเป็นขณะที่นั่งภาวนา ควรทำอย่างไรต่อไปครับ ควรจะกลับไปทำสมาธิ พุทโธๆ หรือจะรอพิจารณาต่อไปได้ครับ
ตอบ : นี่คำถามไง คำถามๆ เวลาธรรมมันเกิด เวลาคนเราโดยปีติ เวลาความโกรธ เวลาทุกข์ยากมันเกิด เครียด ชีวิตนี้ทุกข์ยากมาก แต่คนที่มีบุญมีกุศลนะ ฝึกหัดภาวนาของเรา ฝึกหัดตั้งสติของเรา เวลาธรรมมันเกิด เห็นไหม
อยู่ๆ ขี่มอเตอร์ไซด์อยู่มันก็คิดขึ้นมาไง ขวานกับด้าม อันไหนสำคัญกว่ากัน แล้วก็คิดไปนะ สมาธิก็คือด้ามขวาน ขวานก็ต้องเป็นปัญญา
ถ้าปัญญาอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้เกิดขึ้นมา
คำถาม “ลักษณะนี้คล้ายๆ กับที่เขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่ครับ”
คล้ายๆ คำว่า “คล้ายๆ” เพราะถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เรามีสติมีปัญญา เราจะใช้ปัญญาไล่มันตลอดเวลา แล้วถ้าปัญญามันเกิดขึ้น นี่มันคล้ายๆ หรือมันเป็น
เพราะธรรมมันผุดไง นี่ธรรมเกิดๆ เวลาเกิดเป็นสัจธรรม เกิดเป็นความรู้สึกนึกคิด มันจะเกิดขึ้นมา พอเกิดขึ้นมามันจะมีอารมณ์ มันจะมีความสุข มันจะมีสิ่งใดมาเตือนชีวิตของเรา นี่ธรรมเกิด
ฉะนั้นบอกว่า ลักษณะคล้ายๆ ปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่
ใช่ ถ้ามันใช่ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือเป็นประโยชน์กับเราไง เป็นประโยชน์กับเรา สิ่งที่เราคิดดี คิดโดยเป็นหลักการกับชีวิตไง คิดเป็นหลักการ หมายความว่า ถ้าเป็นสมาธิก็คือด้ามขวาน ถ้าเป็นปัญญาก็คือหัวขวาน แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นมา เราก็ฝึกหัดขึ้นมาให้เกิดกับตัวของเรา
ถ้ามันฝึกหัดขึ้นมากับตัวของเรา ขณะที่มันคิดขึ้นมาอย่างนี้มันยังเป็นประโยชน์เลย ยังมีความสุข ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวิต แล้วถ้าเราคิดอย่างนี้ต่อเนื่องไปมันจะเกิดเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาเลยนะ มันจะเป็นปัญญาเข้ามา ปัญญาที่จะไปขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลสก่อน
ถ้าปัญญาอย่างนี้ ปัญญาเกิดจากความ จะบอกว่าเลื่อนลอย มันไม่เลื่อนลอยหรอก เกิดจากจิตนี่แหละ แต่มันเป็นสามัญสำนึก มันเป็นโลกียะ มันเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นความรู้สึกนึกคิด แต่ถ้ามันเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา มันต้องทำความสงบของใจเข้ามาก่อน สงบใจแล้วมันจะไปรู้จักกิเลส เห็นกิเลสขึ้นมา แล้วจับกิเลสได้ สมาธิจับ คือด้านขวานจับ ขวานฟันขาดเลย เวลามันขาด นี่กิเลสมันตาย ขณะจิตที่มันมี
ไอ้ที่เป็นๆ อยู่มันไม่มี มันเลื่อนลอยอย่างนี้ เหมือนๆ กัน เหมือนๆ กัน เราถึงใช้คำว่า “ทรงเจ้าเข้าผี” ไง เวลาคนทรงเจ้ามันไปเอามาจากไหนล่ะ จิตวิญญาณที่ไหนจะมาสิงเราล่ะ
จิตวิญญาณมันมีอยู่ทั่วไป แต่ไอ้นี่กิเลสในใจมันสิงอยู่กับเราแล้ว เวลาทำสิ่งใดก็เกิดขึ้นมาอย่างนี้ไง ไอ้พวกภาวนาก็แค่นี้ ทำสมาธิไม่เป็น เพราะอะไร เพราะว่าเหมือนเข้าผีทรงเจ้า มันไม่ได้สงบเข้ามา
เพราะสมาธิมันวางผีวางเจ้าเป็นตัวมันครับ เป็นพุทโธครับ เป็นผู้รู้ครับ ไม่ใช่การเข้าทรงและทรงเจ้า
การเข้าทรงก็กิเลสมันทับทรงไง มันข่มขี่อยู่อย่างนั้นไง ทรงเจ้าๆ ก็คิดว่ายิ่งใหญ่มาทรงเจ้าเราไง แล้วเราก็ตื่นไปกับอย่างนี้ไง นี่ทำสมาธิไม่เป็น
ถ้าทำสมาธิเป็นมันจะรู้เลย พุทโธยิ่งใหญ่
จะงานไหนก็แล้วแต่นะ ถ้าเป็นศาสนาพุทธต้องนิมนต์พระไปฉัน เราไม่เคยเห็นว่าศาลเจ้าไหนเขากินกันเอง เว้นไว้แต่ดูดบุหรี่มวนใหญ่ๆ กับเหล้าขาวนั่นน่ะ แต่เวลาจะทำบุญต้องนิมนต์พระไปนะ พุทโธไง
ฉะนั้น “๒. ขณะที่เกิดปีติ ไม่สามารถพิจารณาต่อไปได้ หากเป็นขณะที่นั่งภาวนา ทำอย่างไรต่อไปครับ”
เวลาอาการมันเกิด อารมณ์เกิดอารมณ์หนึ่งมันก็ต้องผ่านไป ผ่านไป เราก็ใช้พุทโธต่อเนื่องไป ถ้ามันหยุดคิด
ปัญญาอบรมสมาธิคือคิดจนมันหยุด หยุดแล้วทำอย่างไรต่อ เพราะเดี๋ยวมันจะคิดอีกแล้ว พุทโธต่อเนื่องไป เพราะพุทโธมันไม่ให้โทษกับใคร
ถ้าปล่อยให้มันคิดเอง เดี๋ยวมันคิดเป็นกิเลสก็ได้ แต่ถ้าพุทโธๆ ไป ถ้ามันพุทโธไม่ได้มันจะคิด เพราะกิเลสมันบิด มันบิดไป มันจะบิดไปคิดของมันเอง ก็สติตามไป เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ทำต่อเนื่องไป มันทำต่อเนื่องไป เราก็จะฝึกหัดไปจนเป็นร่องเป็นรอย เป็นความชำนาญของตน จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๔๔. เรื่อง “กรรม”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมอยู่ในศูนย์บำบัดยาเสพติดแห่งหนึ่ง ผมยอมรับว่าเคยเสพกัญชา แต่ผมก็เลิกไปก่อนมาอยู่ที่ศูนย์รอบแรกแล้ว ตอนนี้ผมมาอยู่รอบที่สอง รอบนี้ผมมาอยู่ได้ ๖ ปีกว่าแล้ว ผมเห็นคนกลับบ้านหลายร้อยคนแล้ว ส่วนที่บ้านผมจะให้อยู่ต่ออีก ๒ ปี
ผมทำงานที่ศูนย์เป็นคล้ายๆ ยาม เพราะทุกคนต้องทำงาน ถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษ ส่วนกรรมที่ผมคาดเดาว่าน่าจะเป็นกรรมเดียวกับพระอชาตศัตรู
ผมอยากถามหลวงพ่อว่าเป็นกรรมอะไรครับ ขอบพระคุณหลวงพ่อมาก
ตอบ : โอ้โฮ! ถ้าเป็นกรรมอชาตศัตรูนะ กรรมอชาตศัตรู อชาตศัตรูฆ่าพ่อ ฆ่าพระเจ้าพิมพิสารเชียว แต่ถ้าจะเป็นเวรเป็นกรรมขึ้นมา สิ่งที่ว่าเป็นกรรมเดียวกับอชาตศัตรู
ถ้าเป็นกรรมเดียวกัน ก็ขอให้มันเป็นอดีต ไม่ใช่ชาติปัจจุบันนี้ เพราะชาติปัจจุบันนี้เราเป็นชาวพุทธไง พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกๆ เราจะทำสิ่งนั้นไม่ได้และไม่ควรทำเด็ดขาด แต่คนถ้าเป็นเวรเป็นกรรมที่มันขาดสติไป นั่นเป็นเรื่องหนึ่งนะ
เวลาตอนนี้พวกยาเสพติดๆ หลอนจนฆ่าพ่อฆ่าแม่
ฉะนั้น สิ่งนั้นบอกว่า เวรกรรมที่กระผมเป็นอยู่นี้ ผมคิดว่าเป็นกรรมเดียวกับพระอชาตศัตรู เราคิดว่านะ
วางซะ สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วให้มันผิดพลาดไปแล้ว สิ่งนี้ถ้าเป็นกรรมอันเดียวกัน กรรมอนันตริยกรรมไง ฆ่าพ่อฆ่าแม่ นี้เป็นอนันตริยกรรมคือกรรมหนัก
ฉะนั้น สิ่งที่เราไม่ทำ เพราะนั่นบอกเป็นความคิดไง
คิดว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นกรรมอันเดียวกับอชาตศัตรู
เราจะบอกว่า เราไม่ควรให้มันเป็นหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดนั้น เราไม่ให้เป็นอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมคือกรรมหนัก แต่เราให้เป็นเวรเป็นกรรม เป็นเวรเป็นกรรมที่ว่าเวลากิเลสมันครอบงำหัวใจแล้วเราไม่เท่าทันมัน ให้ผ่านพ้นสิ่งนั้นไป สิ่งใดที่มันผ่านไปแล้วให้มันผ่านไป แล้วเราตั้งสติปัญญาของเรา เราไม่ควรจะขาดสติทำให้มันมากไปกว่านั้น
ฉะนั้น สิ่งที่มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตแล้ว สิ่งที่เป็นอดีต เราแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ ในปัจจุบันนี้เราพยายามทำคุณงามความดีของเรา แล้วสร้างบุญสร้างกุศลของเรา สร้างบุญสร้างกุศลคือมีสติกับตัวเราเอง สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วอย่าไปทำมันอีก แล้วจิตใจต้องเข้มแข็ง ไม่กลับไปหามันอีก แล้วทำคุณงามความดีของเรา
เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์นะ มีคุณค่ามาก แล้วมนุษย์มีหน้าที่แค่นี้ใช่ไหม มนุษย์จะทำความดีได้แค่นี้หรือ มนุษย์ยังทำความดีได้มากมายมหาศาลนะ ถ้ามนุษย์ที่มันคิดได้ แล้วมนุษย์ที่มันสร้างความดี
ฉะนั้น สิ่งที่เราระลึกได้ คิดได้อย่างนี้ มันเป็นการว่าเราเข้าใจเรื่องเวรเรื่องกรรม แล้วมันเป็นเวรเป็นกรรมของเรา แล้วเราพยายามทำคุณงามความดีของเรา
ฉะนั้น คำถามว่า มันเป็นกรรมอันเดียวกันหรือเปล่า
ฉะนั้น เราจะบอกว่า ถ้าเป็นกรรมอันเดียวกัน เป็นอนันตริยกรรม แต่ถ้ามันไม่เป็นอันเดียวกัน เพราะเราก็ไม่รู้ เราก็ไม่เห็น เพราะถามว่ามันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า คือเราไม่ได้ทำ แต่มันเป็นอดีตมาแต่ยาวไกล อันนั้นกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา สิ่งที่ทำมาแล้วเสียใจภายหลัง สิ่งนั้นไม่ดีเลย เราจะไม่ทำสิ่งนั้นอีก
ฉะนั้น ถ้ามันคิดได้ให้มันเป็นธรรมสังเวชเพื่อปลุกปลอบตัวเองให้ตัวเองมุมานะสร้างคุณงามความดี เราเห็นด้วย แล้วจะทำคุณงามความดีของเราต่อเนื่องไป จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๔๕. เรื่อง “การวางจิตในชีวิตประจำวันและขณะปฏิบัติในรูปแบบ”
ขณะทำสมาธิ เมื่อเกิดมีอาการชอบและชัง ท่านให้กระทำอุเบกขาหรือจิตเป็นกลาง เมื่อจิตซื่อๆ เป็นข้อสำคัญการฝึก และในขณะที่ชีวิตประจำวันท่านให้รักษาใจเป็นการฝึก
คำถาม อาการ วิธีการ หรือกระบวนการอุเบกขาจิตหรือทำจิตให้เป็นกลาง เข้าถึงฐานต่างๆ นั้น รวมทั้งรักษาจิต เป็นอย่างไรครับ ขอบคุณมาก
ตอบ : อันนี้คือคำสอนไง แล้วคำสอนของใครกูก็ไม่รู้ อุเบกขาๆ อุเบกขาที่ไหน
เราเกิดท่ามกลางกึ่งกลางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติให้เป็นเครื่องอยู่ของใจๆ
ใจมันดิ้นมันรน ใจมันดิบๆ ใจมันเป็นเปรตเป็นผี มนุสสติรัจฉาโน มนุสสเปโต ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจมันเป็นสัตว์ แล้วเรามาศึกษาพระพุทธศาสนา เราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ให้มันอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา
ให้อยู่กับข้อวัตรปฏิบัติคือว่าให้มันมีสติปัญญาเท่าทันกับมันไง แล้วฝึกหัดพุทโธๆ จนจิตสงบไง ถ้าจิตสงบขึ้นมา ทำสัมมาสมาธิไง จิตสงบแล้ว จิตตภาวนาๆ จิตจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ถ้าจิตมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะรู้มันจะเห็นสิ่งต่างๆ ของมันไง
ทีนี้บอก อุเบกขา ทำยิ่งใหญ่
ยิ่งใหญ่ที่ไหน สุข ทุกข์ อุเบกขา สุขกับทุกข์ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา
แล้วอุเบกขาเวทนา ทำซื่อๆ
เราเห็นมาเยอะว่า ธรรมจะเกิดที่อุเบกขา
หลวงตาท่านพิจารณาเวทนาตั้งหลายชั่วโมง แล้วมันเหนื่อยมาก ท่านก็เลยอุเบกขาคือยันมันไว้ หลวงปู่มั่นส่งจิตมาดูพอดี เพราะ ๒–๓ วันหลวงตาขึ้นไปทำข้อวัตรไง “มหา มหาภาวนาแบบนั้นหรือ ทำแบบนั้นทำแบบหมากัดกัน”
อุเบกขาไง
หลวงตาท่านก็น้อมรับ เพราะอะไร เพราะหลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นพ่อแม่ครูจารย์ หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระฝึกหัดใหม่ เวลาฝึกหัดใหม่ ตอนนั้นมันกำลังต่อสู้กับเวทนาอย่างเต็มที่ แล้วต่อสู้เวทนาขนาดไหน การต่อสู้มันใช้สติ ใช้สมาธิเป็นพื้นฐาน ใช้ปัญญาๆ มากมายมหาศาล แล้วมันเหนื่อยอ่อน พิจารณาไปแล้ว ๒–๓ ชั่วโมงไง ก็เหนื่อยมาก ก็ยันไว้เฉยๆ ยันไว้เฉยๆ ก็อุเบกขานี่
หลวงปู่มั่นส่งจิตมาดู “ภาวนาอย่างนั้นหรือ ภาวนาอย่างกับหมากัดกัน”
อุเบกขาๆ เพราะอุเบกขา เห็นศาลไหม ศาลตาชั่ง มันจะเอียงไปซ้ายและขวา อุเบกขาเดี๋ยวมันก็ขยับแล้ว เข็มมันจะอยู่อย่างนั้นได้ไหม ตาชั่งน่ะ ดีกับชั่วน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน อุเบกขาๆ อุเบกขามันก็เป็นอุเบกขา แต่มันต้องมีสติมีปัญญา ฉะนั้น คำว่า “อุเบกขาๆ” เราฟังมาเยอะ โทษนะ มันจะอ้วก เพราะมันภาวนาไม่เป็นไง
ถ้าภาวนาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘
อุเบกขาก็ส่วนอุเบกขา อุเบกขาเป็นอาการ เป็นอารมณ์หนึ่ง
มรรคองค์ ๘ ๘ องค์ ทางมัคโค ทางอันเอก
อุเบกขานี้เป็นอารมณ์หรือเปล่า เป็นอาการของจิตหรือเปล่า
โธ่! ไร้สาระ
เราถึงจะบอกไง ไอ้พวกภาวนาทั้งสิ้น ในวงกรรมฐานทั้งสิ้น ภาวนาไม่เป็น ถ้าภาวนาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิต้องเป็นสมาธิ สมาธิก็ไม่ใช่อุเบกขา อุเบกขามันเป็นที่พักจิต อุเบกขามันเหมือนขันติบารมี คือการอดทนไว้เฉยๆ
รู้เฉย รู้เฉย นั่นอุเบกขา อุเบกขามันเป็นประโยชน์ต่อเมื่อเราสู้จนเต็มแรงแล้วมันเหนื่อยมาก อุเบกขาเป็นที่พัก
หลวงตาพระมหาบัวท่านพิจารณาเวทนาเต็มที่เลย แล้วเหนื่อยมากท่านก็พักไว้ที่อุเบกขา หลวงปู่มั่นกำหนดจิตมาดูนะ
คนภาวนาเป็นน่ะ เวลาครูบาอาจารย์พูด มันจะรู้เลยว่าจิตอยู่ระดับไหน จิตอยู่ตรงไหน เหมือนขับรถ ใส่เกียร์ไหน ที่ลาดชัน ใส่เกียร์ ๔ เครื่องดับครับ ที่ลาดชันต้องใส่เกียร์ ๑ ครับ ลงที่ลาดชันต้องใส่เกียร์ ๑ เกียร์ ๒ เท่านั้นเพื่อให้มันรั้งไว้ เพื่อไม่ให้มันไหลไป
โธ่! อุเบกขา เราเห็นมาเยอะไง คำว่า “อุเบกขา” แสดงว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติท่านไม่รู้เท่า แล้วท่านไม่รู้รอบหรอก
เพราะอุเบกขา อุเบกขาก็ลงเขาใส่เกียร์ ๔ เดี๋ยวตกเหวเลย ลงเขาต้องใส่เกียร์ ๑ ไง แล้วอย่างไรต่อ พอลงทางราบแล้ว เกียร์ ๑ มันจะไปได้กี่กิโล พอมันตบเกียร์ ๑ ไป แค่ออกรถเท่านั้นน่ะ พอรถมันไหลไปแล้วนะ ตบเกียร์ ๒ เกียร์ ๓ เกียร์ ๔ ไปเลย นี่ใส่เกียร์ ๑ แล้วจะเอาเกียร์ ๑ เข้าเมืองใช่ไหม
แค่คำพูดต่างๆ นะ แต่เวลาคนที่ไม่เป็นมันได้ไปพักไง เวลาภาวนามาเกือบเป็นเกือบตาย พอเป็นอุเบกขา เออ! มันดี
ดีสิ เพราะมันไม่ต้องทำอะไรเลยไง มันอยู่เฉยๆ แล้วมันจะก้าวหน้าไปตรงไหนล่ะ มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้นเลย
โธ่! เราเป็นพ่อเป็นแม่คน ลูกบอกอุเบกขานะ อุเบกขา มึงไม่ต้องทำอะไร อุเบกขา กูหาเลี้ยงมึงทั้งชีวิต มันอยู่ได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แต่อุเบกขา มันเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา เวทนา ๓ ไง มันก็เป็นอาการหนึ่งเท่านั้นของใจ แล้วมันเป็นมรรคตรงไหนล่ะ
แล้วอุเบกขาๆ เราฟัง “ธรรมะจะเกิดจากอุเบกขา”
มึงตายอยู่นั่นน่ะ เป็นไปไม่ได้
ภาวนาไม่เป็น เวลาอธิบายมานะ อธิบายมาจากคนเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ไง ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ต้องเคารพพ่อแม่เลย เพราะอะไร เพราะกูเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วมันเป็นไปได้อย่างไร มันมีคนที่ไหนเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ ถ้ามีคนมีความคิดอย่างนี้ มันก็คิดว่ามันเกิดจากกระบอกไม้ไผ่
แต่ถ้าเป็นคนความคิดเป็นมนุษย์เรานี่ อุ้มท้อง ๙ เดือนนะ กินอาหารจากท้องพ่อท้องแม่ เกิดมากินเลือด กินเลือดในอกของแม่ ที่ดูดนมอยู่นั่นน่ะกลั่นออกมาจากน้ำเหลือง กลั่นมาจากเลือดทั้งนั้น แล้วบอกไม่มีบุญคุณได้อย่างไร คนนะ ถ้ามันเป็นคน
แต่ถ้าบอกว่าไม่มีบุญคุณ
เออ! มึงเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วมันก็ไม่ได้เกิดด้วย มันเป็นไปไม่ได้ที่มันเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ มันก็เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาทั้งนั้นน่ะ แต่มันมาคิดอย่างนั้นไง
นี่ก็เหมือนกัน พระพุทธศาสนาสอนมรรค ๘ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้สอนอุเบกขาเลย แต่อุเบกขามันเป็นอาการหนึ่งของจิต พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอุเบกขา
ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มรรค ๘ เท่านั้น มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลาง แล้วทางสายกลางต้องมัชฌิมาปฏิปทาสมดุลพอดีด้วย
ไม่ใช่ทางสายกลางเมตรหนึ่งแบ่งครึ่ง ๕๐ กูถือ ๕๐ กูนี่ กูว่ากูทางสายกลาง มันก็กลางของกิเลสไง กลางของมึงนั่นแหละ กลางของความเข้าใจของมึง
แต่ถ้าทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือมรรคสามัคคี มรรครวมตัวสามัคคี คำว่า “สามัคคี” มันก็อยู่ที่กิเลสของคนหยาบ กลาง ละเอียด มันถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติไง มันถึงแตกต่างกันไปไง คนภาวนาเป็นมันชัดเจนทุกแง่มุม แต่คนไม่เป็นคือไม่เป็น
นี่พูดถึงว่า อุเบกขา อาการ วิธีการ กระบวนการ อุเบกขาจิต ทำจิตเป็นกลาง เข้าถึงฐาน ทำอย่างไรครับ
เอ็งไปถามอาจารย์เอ็งนู่น อาจารย์เอ็งสอนอย่างไรไปนู่น เพราะหลวงปู่มั่นไม่เคยสอน
หลวงปู่มั่นบอก ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ
ใจของเราต้องสมบูรณ์แบบ แล้วอยู่กับอะไร อยู่กับหน้าที่การงาน อยู่กับการทำข้อวัตร การขัดล้างส้วม การกวาดลานวัด การทำความสะอาด เราอยู่กับเขา เสร็จจากงานแล้วเข้าทางจงกรม หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ
ถ้าเราอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา จิตใจมันไม่ดิ้นรน ไม่ส่งออกไปข้างนอก อยู่กับหัวใจดวงนี้ รักษาไว้ให้ดี รักษาไว้ให้ดี แล้วเข้าทางจงกรมก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิชัดเจน ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ศีล สมาธิ แล้วถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา
สมาธิเกิดปัญญาเองไม่ได้
หลวงตาบอกว่า ถ้าสมาธิเกิดปัญญาขึ้นได้เอง ผมติดสมาธิ ๕ ปี ถ้าไม่มีหลวงปู่มั่นก็ยังติดอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะเป็นปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร
เพราะหลวงปู่มั่นแก้ไง ถึงออกมาใช้ปัญญาไง
ฉะนั้น เวลาปัญญาๆ ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือภาวนามยปัญญา ปัญญาต้องอบรมบ่มเพาะ ต้องฝึกหัด ต้องมีการกระทำให้ทำเป็นขึ้นมา
มันจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเองโดยมันมีอยู่ พวกเราเป็นพระอรหันต์หมดแล้ว เราก็ทำได้ ให้มันเกิดขึ้นมาเอง แล้วมันเกิดไหม เพราะมันมาเกิดถึงงงๆ กันอยู่นี่ไง ต่างคนต่างงงนี่ เอ! มันเกิดอย่างไรวะ
แต่คนทำเป็นแล้ว เวลามรรคมันเคลื่อน ปัญญามันเคลื่อนนี่มหัศจรรย์มาก หมุนติ้วๆๆ มันเร็วมากๆ
เพราะความคิดมันเร็วอยู่แล้ว ปัญญาที่จะมาแก้ความคิดต้องเร็วกว่าความคิดอีก มันมหัศจรรย์ขนาดไหน มันถึงจะเห็น อ๋อ! ปัญญามันเกิดอย่างนี้ ภาวนามยปัญญามันเกิดอย่างนี้
ไม่ใช่เกิดเอง เกิดเองไม่มี
เกิดเองคือกิเลสเกิด เกิดเองคือกิเลสมันหลอกไว้ เอ็งอยู่ใต้อุ้งตีนกูนี่ เดี๋ยวเกิดเอง เกิดกับกูนี่ เกิดกับกิเลสนี่ แล้วกิเลสมันก็พาอยู่อย่างนั้นน่ะ มันถึงเกิดอกตัญญูไง มันถึงได้ย้อนศรอาจารย์ของมันไง
มันย้อนศรอาจารย์ของมัน มันลบล้างรอยเท้ารอยมืออาจารย์ของมัน มันลบล้างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสอนว่าอย่างไร มันลบล้างไง นั่นก็คืออกตัญญู เกิดจากอุเบกขา เกิดจากสมาธิเกิดเอง เกิดปัญญาที่รู้แจ้งโดยนอนหลับตื่นขึ้นมาเป็นพระอรหันต์กันไง มันถึงเกิดอกตัญญูกัน ลบล้างคำสั่งคำสอนของครูบาอาจารย์ของมัน จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๔๖. เรื่อง “กำหนดรู้เวทนาเมื่อจิตสงบ”
กราบนมัสการหลวงพ่อ คราวที่แล้วหนูส่งมาเรื่องเป็นโรคปวดสลักเพชร ตอนนี้ไม่ค่อยมีอาการปวดมากแล้ว หนูเสียดาย เพราะเข้าสมาธิแล้วสงบไม่ได้เหมือนตอนมีเวทนา
หนูนึกขึ้นได้ว่า เวลาทำท่ายืดเส้นแล้วปวดมาก ถ้าค้างไว้ เวทนารุนแรงจะเกิดเร็ว หนูเลยใช้เวทนาจากการยืดเส้นค้างไว้ แล้วฝึกสู้กับมันทุกวัน แต่ละวันไม่นานมากค่ะ
ที่หลวงพ่อว่าจิตสงบแล้วให้หนูลองสังเกตเมื่อจิตเข้ามาด้านใน หนูก็เห็นมันปวด ๑ วินาทีแล้วก็หาย ๑ วินาที ปวด หาย ปวด หาย สลับกันเรื่อยๆ หนูก็ลองไปดูเวทนาเพื่อเปรียบเทียบกับจิต หนูยังไม่ค่อยได้ความแตกต่างชัดเท่าไร
ครั้งต่อมาหนูก็ทำวิธีเดิม พอมันเข้ามา หนูก็ใช้ปัญญาเหมือนครั้งที่แล้ว แล้วทีนี้มันสงบลงแล้วเห็นชัดๆ ว่าเวทนาปวดจี๊ด มันเสียดแทงเข้ามาแล้ว พอเข้าไปรู้มันก็หายไป เลยคิดว่าเวทนาดับ เพราะเราเข้าไปรู้ตอนนั้นยังมีเวทนากวนอยู่ หนูเลยกำหนดรู้เข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏว่าเวทนาก็หายไป เหลือแต่สุขค่ะ ก็เลยรู้ว่าถ้าจะดับเวทนาต้องเข้ามากำหนดละภายใน ถ้ามัวแต่อยากให้มันดับ มันจะเข้าข้างในไม่ได้ แล้วก็ต้องทุกข์ต่อ
สักพักสุขก็หายไป ทุกข์ก็กลับมา หนูคิดขึ้นมาได้ว่า สุขก็เวทนาเหมือนกับทุกข์ ไม่เอา ก็กำหนดรู้มากขึ้นอีก ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็หายไปเร็วมากๆ กลับมาสุขอีก ทุกข์เกิดอีกก็กำหนดอีก ก็หาย เป็นสุขอีก
หนูควรฝึกอย่างไรมากขึ้นเจ้าคะ เพราะมันได้ผลมากกว่าภาวนาเรื่อยๆ ซึ่งหนูกำหนดพุทโธทั้งวันค่ะ แต่ก็มีหลงไปบ้าง ขอกราบหลวงพ่อค่ะ
ตอบ : เป็นโรคสลักเพชรๆ มันเป็นโรคของร่างกาย คนเรามันเจ็บป่วย มันเจ็บป่วยที่ร่างกายนี้ แต่เวลาโรคกิเลส โรคกิเลสคือว่ามันหลงที่หัวใจนั้น
ฉะนั้น เวลาทำความสงบ ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้วให้ไปจับเวทนา ไอ้เวทนาที่มันเกิดๆ มันเกิดจากจิตมันหลงแล้วไปจับเวทนานั้น แล้วถ้ามันพิจารณาเวทนา ถ้ามันปล่อยของมันได้ นั่นน่ะจะขึ้นสู่วิปัสสนา
ไอ้ตอนนี้ไอ้เรื่องที่โรคสลักเพชรมันเป็นโรคประจำตัว มันเป็นเรื่องโรคของร่างกาย แต่ต้องฝึกหัดแล้วมีสติปัญญา ฝึกหัดมีสติปัญญา ถ้ามันเข้าสมาธิได้ มันวางได้ นี่เขาเรียกธรรมโอสถ คือหายจากความเจ็บปวดจากร่างกาย
แต่เวลาที่มันหลง มันหลง มันหลงที่หัวใจ หัวใจมันไปหลงขึ้นมา เห็นไหม ถ้าหัวใจมันไม่รับรู้ โรคก็คือโรคอยู่อย่างนั้นน่ะ
คนเราร่างกายถ้ามันจะเจ็บป่วยขนาดไหน มันก็เรื่องเจ็บป่วยนั่นแหละ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราอยู่แล้ว แต่ที่มันเป็นเรา เป็นเราเพราะว่าเราไปยึดมั่นถือมั่นมันเองไง ถ้ายึดมั่นถือมั่น จะฝึกหัดภาวนา
คนที่ไม่เจ็บป่วยทำสมาธิก็เป็นเรื่องหนึ่ง คนที่เจ็บป่วยจะทำแต่สมาธิขึ้นมา มันเป็นการหายจากความเจ็บปวดนั้น มันเป็นเรื่องของร่างกาย
ถ้าจิตมันสงบ จิตสงบขึ้นมาแล้ว ที่หลวงพ่อบอกว่าให้สังเกต สังเกตคือว่าจิตสงบแล้วให้จับเวทนา ถ้าจับเวทนา มันเป็นความหลงของจิต ถ้าความหลงของจิต นั่นน่ะมันจะจับหลักการฝึกหัดภาวนาได้และฝึกหัดภาวนาเป็น
แต่ตอนนี้ที่มันบังคับ ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันความจำเป็น เพราะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มันหลบไปไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นตัวจริงๆ กับเรา แต่ตัวจริงๆ กับเรา ถ้ามันสูงส่งขึ้นมามันก็ทำแค่สมาธิได้ การปล่อยคือทำสมาธิ สมาธิคือการปล่อยความเจ็บปวด ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น
ที่มันวางมันปล่อย มันทำได้สมาธิ ถ้ามันเป็นปัญญาๆ มันจะเกิดใช้ปัญญา ถึงให้สังเกตไง ถึงให้สังเกตว่า จิตมันสงบแล้ว ถ้ามันสังเกต ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ แล้วถ้าฝึกหัดไปมันจะได้บุญได้กุศล แล้วปฏิบัติขึ้นมาได้ผลของการปฏิบัติ
แต่ไอ้ที่มันทำอยู่นี่มันเป็นเรื่องธรรมโอสถ การปฏิบัติเพื่อพ้นความเจ็บป่วย การปฏิบัติเพื่อพ้นจากความทุกข์ชั่วคราว ทุกข์ของร่างกาย
แต่การปฏิบัติในพระพุทธศาสนามันเป็นการปฏิบัติเพื่อจะพ้นจากกิเลส เพื่อจะกำจัดกิเลส ความหลงของจิต ความหลงของจิต
แล้วมันจะไปรู้ไปเห็นได้อย่างไรล่ะ กิเลสตัวมันเป็นอย่างไร กิเลสไม่เคยเห็น กิเลสเป็นนามธรรม จะเห็นได้อย่างไร
ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็น แล้วรู้จักกิเลสด้วย แล้วชัดเจนด้วย
นี่พูดถึงว่า ค่อยๆ ใจเย็นๆ
เพราะว่าการที่เจ็บไข้ได้ป่วยมันก็เป็นเวรเป็นกรรมอันหนึ่งแล้ว การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นเวรเป็นกรรมอันหนึ่งแล้ว แล้วถ้ามีวาสนาขึ้นมา เราจะพ้นจากเวรจากกรรมมันต้องคนมีบุญเยอะนะ
อันนี้การเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นเวรกรรมชั้นหนึ่ง แล้วเราฝึกหัดของเรา ปฏิบัติของเรา แล้วถ้ามันดีขึ้น พ้นจากการธรรมโอสถ การเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย พ้นจากความหลงใหลในการเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วย แล้วถ้าทำได้ตามความเป็นจริงนะ แล้วค่อยถามกลับมาใหม่
นี่การกระทำของคน การกระทำของความเป็นมนุษย์ จากคน เป็นมนุษย์ เป็นอริยภูมิ เป็นสัจจะเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา เอวัง