รู้ใจ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๑๕. เรื่อง “ปัญญาอบรมสมาธิ”
กราบนมัสการหลวงพ่อ เนื่องด้วยเห็นคนถามกันมามากเกี่ยวกับเรื่องปัญญาอบรมสมาธิ จึงอยากขอความกระจ่างชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยอธิบายทีค่ะ
๑. การที่จิตของเราตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วรับรู้ความเป็นไปต่างๆ ภายในร่างกายของเรา เช่น เมื่อเราฉีดวัคซีน เรารับรู้ได้ว่าวัคซีนเคลื่อนที่ไปส่วนไหนบ้าง แล้วมันทำปฏิกิริยาต่อร่างกายของเราบ้าง หรือการที่เราได้ยินเสียงในร่างกาย เช่น เสียงจังหวะการเคลื่อนไหวของหัวใจ เสียงน้ำที่ฉีดวิ่งไปหล่อเลี้ยงสมอง เหล่านี้ถือว่าเป็นเบื้องต้นของการใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายหรือไม่
๒. หรือการใช้ปัญญาอบรมสมาธิเป็นเหมือนอย่างที่คนทั่วไปนิยมทำกัน คือเมื่อนั่งสมาธิแล้วจิตฟุ้งซ่าน ก็ใช้ความคิดอื่นๆ ทั้งที่เป็นเรื่องทางธรรมหรือทางโลกมาดับความคิดฟุ้งซ่านนั้น
๓. แล้วการที่เรารับรู้ว่าเกิดความคิดฟุ้งซ่านเมื่อนั่งสมาธิ จึงใช้กำหนดพุทโธอย่างเดียวเพื่อดับความคิดนั้น ถือเป็นการใช้ปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่ กราบขอบพระคุณค่ะ
ตอบ : นี่คำถามๆ เนาะ คำถามถึงเรื่องปัญญาอบรมสมาธิๆ คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” ถ้าในพระไตรปิฎก ในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้เป็นศาสดา เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวกันมาตลอด ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่ในกึ่งพุทธกาลนี้ ในด้วยบุญญาธิการของหลวงตาพระมหาบัว ท่านใช้ปัญญาของท่าน ท่านพิจารณาของท่าน แล้วท่านเทศนาว่าการในแนวทางปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิ หมายความว่า ท่านก็ใช้ปัญญาของท่านพิจารณาของท่าน มันเป็นสมาธิได้ แล้วเป็นสมาธิแล้ว แล้วเป็นสมาธิตามข้อเท็จจริงด้วย
แล้วถ้าเป็นสมาธิตามข้อเท็จจริง แล้วทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงวางศีล สมาธิ ปัญญา
แล้วถ้าปัญญาเกิดขึ้นๆ ทุกคนเหมารวมว่าเป็นปัญญาในการขุดคุ้ยค้นคว้าการชำระล้างกิเลส แต่มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เพราะอะไร เพราะมันมีโลกียปัญญากับโลกุตตรปัญญา
โลกียปัญญา โลกียปัญญาก็ปัญญาของเรานี่แหละ ปัญญาที่เราคิดฟุ้งซ่าน ที่เราคิดแล้ว เวลาสัทธาจริต พุทโธๆๆ เขาพุทโธของเขาได้ เวลาพวกพุทธจริตคือพวกที่มีปัญญาชน พวกที่มีสติปัญญา ปัญญาชนมันชนดะ ชนความคิดของตน ชนอารมณ์ความรู้สึกของตน ชน ชน ชน ชนจนมันสับสนไปไม่ถูก แล้วถ้าคนที่อำนาจวาสนาเขาเบาบางนะ เขาก็ว่านี่คือปัญญาๆ
แล้วตอนนี้ในแนวทางปฏิบัติ คนที่เขาไม่มีครูบาอาจารย์หรือเขาไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้ เขาก็บอกว่าที่เขาใช้ปัญญาๆ กันนั่นน่ะคือปัญญาในมรรค ๘ แต่ความจริงมันไม่ใช่ มันไม่ใช่
มันเหมือนกับทางศาล เขตอำนาจศาล เขตอำนาจศาลมีขอบเขตแค่ใด อยู่ในอำนาจของศาลนั้นจะพิจารณา ถ้านอกเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นฎีกา เขตอำนาจศาลของใคร
นี่ก็เหมือนกัน เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน ปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ เขตอำนาจของมรรคแตกต่างหลากหลายมาก
สิ่งที่ว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านเทศนาว่าการปัญญาอบรมสมาธิ แล้วท่านเขียนหนังสือปัญญาอบรมสมาธิ ก็เป็นด้วยความเมตตา ด้วยความสงสารชาวพุทธ ให้ชาวพุทธเวลาทำสิ่งใดแล้วมันมีหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ หลักธรรมวินัยนี้ไว้เป็นเปรียบเทียบเทียบเคียง จริงหรือไม่ ไม่อย่างนั้นกิเลสมันหลอกตลอดไง ให้คะแนนตนเอง ทุกคนว่าของตัวเองถูกต้องชอบธรรมๆ
ถูกต้องชอบธรรมตามแต่วาสนาของตนมากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิๆ ปัญญาทั้งหมดที่คิดกันอยู่นี่เป็นปัญญาอบรมสมาธิทั้งสิ้น คำว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” คือมันไม่ใช่มรรคไง มันไม่ใช่อริยสัจ มันไม่เข้าสู่อริยสัจในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม
กายานุปัสสนา แล้วใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ในทางการแพทย์ ทางการแพทย์นะ หมอศัลยกรรมมือหนึ่งของประเทศไทยเขามีสติปัญญาไหม ศาสตราจารย์ดอกเตอร์เชียวนะ แล้วก่อนหน้านี้การผ่าตัดสมองในประเทศไทยมีอยู่ ๒ มือเท่านั้นน่ะ ๒ คนเท่านั้นเอง ทีแรกมีคนเดียว แล้วก็ ๒ คนที่ผ่าตัดสมองได้ เปิดกะโหลก อย่างนั้นได้กายานุปัสสนาไหม เห็นกายแบบนั้นน่ะ เห็นกายโดยมือทองเลยนะ กรีดไปนี่เงินทั้งนั้นเลยล่ะ แล้วเขาก็เห็นกายของเขา อย่างนั้นเป็นกายานุปัสสนาไหม
แต่เวลาถ้าจิตมันสงบระงับ แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันอยู่ที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ มันกึ่งกลางพระพุทธศาสนา มันมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ แล้วอบรมบ่มเพาะมา
หลวงปู่มั่นท่านมีอำนาจวาสนาบารมีของท่าน หลวงปู่เสาร์ท่านก็มีอำนาจวาสนาบารมีของท่าน เจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็มีอำนาจวาสนาบารมีของท่านไปอีกแนวทางหนึ่ง แล้วแต่ละครูบาอาจารย์ที่ท่านเติบโตมาด้วยกัน ศึกษาค้นคว้ามาด้วยกัน มาทดสอบตรวจสอบ แล้วมาวิเคราะห์ร่วมกัน เป็นการประชุมนักวิทยาศาสตร์ที่พิจารณาในพุทธศาสน์ ในการกระทำไง มันมีอำนาจวาสนาแตกต่างกันไป
แล้วนี่พอมาถึงยุคของหลวงตาพระมหาบัว ปัญญาอบรมสมาธิ ถึงเป็นทฤษฎี เป็นหลักการว่าถ้าอย่างนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ
มีพระคิดมากมายว่า มันมีแต่สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิได้อย่างไร
มันจะมีสมาธิอบรมปัญญา มันมีปัญญาอบรมสมาธิเพราะคนมันฉลาดขึ้นไง คนมีการศึกษามากขึ้น คนมีสติปัญญามากขึ้น แล้วพอสติปัญญานั้นมันก็ติดดาบ ติดกิเลสไปในหัวใจของตน ท่านถึงสรุปลงไง ท่านเปรียบนะ เวลาท่านเปรียบถึงปัญญาอบรมสมาธิ เปรียบเหมือนต้นไม้ ต้นไม้ยางใหญ่โต ๒ ต้น
ต้นหนึ่งสมาธิอบรมปัญญา ผู้ที่กำลังจะโค่นต้นไม้นั้นเขาก็โค่นที่โคนต้นไม้นั้น ต้นไม้จะล้มลงด้วยเสียงที่มันดังมาก ดังโครม ถ้ามันตัดโคนต้นไม้นั้น นี่คือสมาธิอบรมปัญญา
ปัญญาอบรมสมาธิ ผู้ที่เขามีความจำเป็น เพราะต้นไม้นั้นมันอยู่ในที่ชุมชน เขาขึ้นไปตัดกิ่งตัดก้าน ทีละกิ่งทีละก้านลงมา แล้วใช้เชือกใช้รอกหย่อนลงมาๆ จนมันเหลือแต่ตอ เวลาเขาโค่น มันก็ล้มไปโดนที่ไม่ฟาดสิ่งใดเลย นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ
สมาธิอบรมปัญญา ต้นยางต้นใหญ่ต้นหนึ่ง โคนต้นนั้นเขาพยายามสับ พยายามเลื่อยของเขาที่โคนต้นนั้น พุทโธๆๆ สับไปเรื่อยๆ ฟันไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นไม้นั้นจะล้มลง ต้นไม้ขาดแล้วล้มลง นี้คือสมาธิอบรมปัญญา
ปัญญาอบรมสมาธิๆ เหมือนต้นไม้ต้นยางต้นใหญ่ต้นหนึ่ง แต่มันมีความจำเป็นว่ามันจะตัดโคนไม่ได้เพราะมันจะฟาดถึงชุมชนนั้น เขาก็ไปตัดกิ่งตัดก้านลงมา แล้วใช้รอกหย่อนลงมาทีละกิ่งๆ เวลาเขาไปตัดที่โคนต้น โคนต้นไม้นั้น เพราะเขาจำเป็นต้องโค่นต้นไม้ทั้ง ๒ ต้นนี้ย้ายออกจากที่นี่ไป
ถ้าสมาธิอบรมปัญญาก็โค่นที่โคนต้นนั้น แล้วมันก็ล้มฟาดไปเลย เวลาพุทโธๆๆ จิตมัน อู้ฮู! มันจะหวั่นไหว มันจะลง มันจะละเอียด นี่มันฟาดไปเลย อาการมันรุนแรง มันกระทบสภาวะแวดล้อมได้เต็มที่เลย
ปัญญาอบรมสมาธิๆ ตัดแต่ละกิ่งแต่ละก้านแล้วชักรอกลงมา มันไม่กระทบสิ่งใดเลย แต่มันจะโค่นต้นไม้นั้น เวลาชุมชนเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันไม่มีอะไรกระทบกระเทือนใครเลย มันเป็นเรื่องของเฉพาะบุคคลคนนั้นไง นี่คือปัญญาอบรมสมาธิ
ฉะนั้น เวลาปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามีสติปัญญาแล้ว ที่เราใช้ปัญญากันอยู่นี่ ตรึกในธรรม ตรึกในธรรมแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสอนพระโมคคัลลานะนั่นน่ะ นั่นน่ะคือปัญญาอบรมสมาธิ
เพราะตรึกในธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่ใช่กาย ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่จิต ไม่ใช่ธรรมของเราไง มันถึงไม่ใช่มรรคไง มันถึงไม่ใช่สติปัฏฐาน ๔ ไง มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือเราจะอบรมจิตใจของเราให้สงบ ให้มีกำลัง ให้มีกำลังเพื่อจะยกขึ้นสู่สติปัฏฐาน ๔ มันก็เลยเป็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วพอเป็นจริงแล้วมันมหัศจรรย์
นี่พูดถึงว่า มันเป็นบุญวาสนาของหลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นผู้เทศน์และเขียนไว้เองว่าปัญญาอบรมสมาธิ แล้วให้นักปฏิบัติทั้งหลายได้พิสูจน์ได้ตรวจสอบผลของการปฏิบัติของผู้ที่นักปฏิบัติทั้งหลาย นั้นปฏิบัติให้เป็นตามข้อเท็จจริงนั้น
นี่พูดถึงว่า สงสัยเรื่องปัญญาอบรมสมาธิ
เข้าคำถามของผู้ถาม
๑. การที่จิตของเราตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วรับรู้ถึงความเป็นไปต่างๆ ของร่างกายของเรา เช่น เมื่อเราฉีดวัคซีน เรารับรู้ถึงสิ่งที่มันเคลื่อนเข้าไปในร่างกายของเรา ทำปฏิกิริยาต่อร่างกายของเรา แม้แต่เราได้ยินเสียงในร่างกายของเรา เช่น จังหวะการเคลื่อนไหวของหัวใจหรือน้ำที่ฉีดวิ่งขึ้นสู่เลี้ยงสมอง เหล่านี้ถือเป็นเบื้องต้นของการใช้ปัญญาอบรมสมาธิและใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายหรือไม่
ไม่ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ พอปัญญาอบรมสมาธิๆ พอจิตสงบระงับแล้ว สิ่งที่เรารับรู้ได้เพราะอะไร เพราะโดยธรรมดา ถ้าผู้ถามไม่ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ไม่ได้ทำสัมมาสมาธิ ไปฉีดวัคซีนก็คือฉีดวัคซีนไง แต่พอเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิๆ พอปัญญาอบรมสมาธิเข้าไปแล้ว ปัญญาอบรมสมาธิคือมันไม่ฟุ้งซ่าน
อย่างที่คำถามว่า ความฟุ้งซ่านมันหยุดของมัน
มันหยุดของมัน มันก็สร้างกำลัง สร้างอำนาจวาสนาของมัน พอสร้างอำนาจวาสนาของมันนะ พอเราไปฉีดวัคซีน เวลาฉีดวัคซีนเข้าไป เพราะจิต จิตที่มันสงบระงับ จิตมันไม่ใช่เหมือนปกติธรรมดาแบบพวกเรา
ถ้าจิตเป็นธรรมดาแบบพวกเรา มันก็เรื่องธรรมดาใช่ไหม เราเป็นปัญญาชนนะ เราไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น เราเชื่อข้อเท็จจริง ฉะนั้น ฉีดวัคซีนก็ฉีดวัคซีนน่ะสิ มันก็รับรู้แค่นั้นไง
แต่จิตของคนที่มันสงบระงับไง ฉีดวัคซีนก็คือฉีดวัคซีน แต่มันสงบระงับ มันมีความเห็น มันมีความรับรู้ได้ อย่างเช่นว่า เวลาฉีดวัคซีนแล้ว วัคซีนเข้าสู่ร่างกายนี้ มันวิ่งไปที่ไหน รับรู้ได้ นี้เพราะว่าจิตมันสงบลง จิตมันสงบ รับรู้เรื่องอย่างนี้ได้
กรณีอย่างนี้ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ท่านอยู่ในป่าในเขา เวลากลางวันท่านนั่งอยู่คนเดียว เสียงหัวใจมันเต้นตุบตับๆๆ ได้ยินได้หมดน่ะ
เราเคยอยู่ป่านะ ใบไม้ตกแต่ละใบ การเคลื่อนไหวของใบไม้เสียงดังมาก แม้แต่มดเดินยังได้ยินเลย
เวลาลูกศิษย์ของเราคนหนึ่ง เขาบอกเขาบวชแล้วเขาอยากเป็นพระอรหันต์ แล้วเขาบอกว่า ความเป็นพระอรหันต์ของเขาต้องแบบหนังจีน ต้องเหาะเหินเดินฟ้าได้ อู้ฮู! ร้อยแปดเลย นั่นก็คือความคิดของผู้ที่บวชใหม่ แต่อันนั้นเป็นอภิญญานะ แล้วหนังจีนพวกที่เขาเป็นวิทยายุทธ เขาฝึกทั้งชีวิตนะ เขาทำของเขาได้ แต่มันเป็นวิชาวิทยายุทธ ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่วิชาละกิเลส
ยิ่งมีวิทยายุทธมากขนาดไหน เขาก็ต้องฝึกของเขา ควบคุมหัวใจของเขา กระบี่อยู่ที่ใจ แต่เขาไม่เห็นกิเลส เขาชำระล้างกิเลสเขาไม่ได้ เรื่องวิทยายุทธเป็นเรื่องหนึ่ง นี่ความเข้าใจไง
ฉะนั้นบอกว่า เสียงตุบตับๆ เสียงใบไม้ไหวต่างๆ นี่รับรู้จากภายนอก รับรู้จากภายนอก แต่ถ้าจิตสงบระงับแล้ว ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
แล้วอย่างที่บอกว่า พอฉีดวัคซีนเข้าไปแล้วมันใช่วิปัสสนากายหรือไม่
วิปัสสนากาย เราจับกายของเรา เราพิจารณากายของเรา แต่กรณีนี้กรณีที่ว่ามันรู้มันเห็น คือจิตมันสงบ จิตมันรับรู้ได้ แล้วถ้าบอกว่า นี้เป็นปฏิกิริยาของจิตที่มันจะเริ่มต้นขยับ ให้จิตมันสงบระงับแล้วมันจับ จับกาย จับเวทนา จับจิต จับธรรม ให้เป็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
มันรู้ เราหยิบถ้วย เราก็รู้ว่าหยิบถ้วย เราหยิบจาน เราก็รู้ว่าหยิบจาน เราตักข้าวใส่จาน เราก็รู้ว่าข้าวใส่จาน เราตักต้มยำใส่ถ้วย เราก็รู้ว่าในถ้วยมีต้มยำ
จับกาย จับกายก็จับถ้วย ไม่มีต้มยำ ไม่มีข้าว เวลาจับมีถ้วย แล้วตักต้มยำใส่ถ้วย ตักข้าวใส่จานอย่างนี้ พอพิจารณากายมันจับกิเลสไง ไอ้ต้มยำ ไอ้ข้าวต่างๆ นั่นน่ะกิเลส
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราฉีดวัคซีน ถ้ามันพิจารณากาย ถ้ามันจับถึงการสั่นไหวของหัวใจ แล้วมันจับไปถึงกิเลสได้ รู้ การประพฤติปฏิบัติ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ชัดๆ รู้แบบชัดๆ ชัดถ้อยชัดคำ การปฏิบัติน่ะ
แต่ที่มันไม่ชัดถ้อยชัดคำอยู่นี่เพราะอะไรล่ะ
เด็กน้อยไง เด็กน้อยมันพูดทั้งวันเลยโดยความไร้เดียงสา มันพูดทั้งวันเลยนะ เด็กๆ ที่มันช่างพูด โอ๋ย! มันพูดทั้งวันเลยล่ะ แต่มันก็พูดประสาเด็กไง
ฝึกหัดใหม่ จิตน้อย จิตเพิ่งฝึกหัดเหมือนเด็กน้อย ความไร้เดียงสา ไร้วุฒิภาวะ รู้นั่น รู้นี่ รู้เรื่อง เด็กน้อยความไร้เดียงสา ฝึกหัดไป
ฉะนั้น คำถามข้อที่ ๑. บอกว่า การที่จิตเราตั้งมั่น จิตเรามันสงบ เราฝึกหัดใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ใช้ปัญญาไล่เข้าไปแล้ว ถ้ามันหยุดของมัน มันหยุดของมัน มันมีสติสัมปชัญญะของมัน คือมันพึ่งตัวเองได้
สมาธิคือกิเลสสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลง ถ้ากิเลสไม่สงบตัวลง ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดพร้อมกับกิเลส มันก็รับรู้โดยธรรมชาติ รู้โดยสัญชาตญาณอย่างนั้นน่ะ
ถ้ากิเลสมันสงบตัวลง กิเลสมันสงบตัวลง จิตมันมีโอกาสได้คิด มีโอกาสได้พิจารณา เห็นไหม ฉีดวัคซีนมันก็รับรู้ได้ การเคลื่อนไหวก็รับรู้ได้ นี่ขั้นของความรับรู้ ขั้นของสมาธิที่เป็นสมาธิ สมาธิต่างจากจิตปกติที่เป็นสัญญาอารมณ์ ที่ว่าว่างๆ ว่างๆ
ว่างๆ มันไม่รับรู้อะไรเลยนะ มันไม่รู้อะไรหรอก แต่ถ้าเป็นสมาธิมันจะรับรู้ของมัน เป็นอิสระ แล้วจับต้องสิ่งใดเข้าใจได้
นี่ไง ความว่างที่มีสติสัมปชัญญะ ความว่างที่มีเจ้าของ อิสระเสรีจากกิเลส นี้คือสัมมาสมาธิ คือจิตมันตั้งมั่นขึ้นมา มีกำลังของมันขึ้นมา
ฉะนั้น สิ่งที่ว่ารับรู้อย่างนี้ได้ มันเป็นการพิจารณากายหรือยัง
ถ้าเป็นการพิจารณากาย หมอมันก็พิจารณา พยาบาลเขาก็รู้ มันเป็นเรื่องของอนาโตมี เรื่องของการเคลื่อนไหวของร่างกาย มันเป็นจริง
แต่ที่มันสำคัญ สำคัญที่จิตต่างหาก
จิตตภาวนา จิตจับได้ จิตพิจารณา จิตที่อยู่กับร่างกายนี้ จิตกับกายอยู่ด้วยกันนี่ เวลาถ้ามันพิจารณาแล้ว เวลาจิตกับกายมันแยกจากกัน โอ้โฮ! อยู่ด้วยกัน แยกจากกันโดยสวัสดี แยกจากกันโดยไม่โกรธไม่เคือง แยกจากกันด้วยความรักความผูกพัน ไม่ใช่แยกจากกันโดยการโกรธกัน การอาฆาตมาดร้าย ไม่ใช่ ไม่ใช่
นั่นถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง นั่นข้อที่ ๑.
๒. การใช้ปัญญาอบรมสมาธิเป็นเหมือนอย่างที่คนทั่วไปนิยมทำกัน เช่น เมื่อนั่งสมาธิ จิตฟุ้งซ่าน ก็ใช้ความคิดอื่นๆ ทั้งที่เป็นเรื่องทางธรรมและเรื่องทางโลกมาดับความคิดฟุ้งซ่านนั้นใช่หรือไม่
อันนี้มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ มันก็ใช้ความคิด เพราะอะไร เพราะธรรมดา พุทโธๆ ถ้าเราไม่นั่งสมาธิ มันก็ไม่มีสิ่งใดกีดขวาง พอนั่งสมาธิ เอาแล้ว พอจับให้นั่งเรียบร้อยขึ้น มาแล้ว มันคิดฟุ้งซ่าน มันคิดร้อยแปด มันจะฟุ้งซ่านเลย แล้วนี่ไง ปัญญาอบรมสมาธิก็แก้โดยเอาเกลือจิ้มเกลือไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านถึงบอก อ้าว! ใช้ความคิดไปเลย ความคิดจะคิดอย่างไรก็ให้มันคิดไป คิดแล้วมีสติเท่าทันกับความคิดนั้น พอรู้ว่ามีสติมีปัญญา มีเหตุมีผล มันก็อายนะ กิเลสน่ะ มันก็หยุด หยุดนั่นแหละคือสมาธิ แต่หยุดแป๊บเดียว เดี๋ยวคิดอีกแล้ว
ฉะนั้นบอกว่า เวลาถ้ามันพุทโธๆ ไม่ได้แล้ว มันคิดฟุ้งซ่าน ก็เลยเอาใช้ความคิดนั้นเพื่อจะกลบความฟุ้งซ่านนั้นใช่หรือไม่
ถ้ากลบความฟุ้งซ่านนั้นโดยไม่มีสติปัญญา ไม่มีการควบคุม มันก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าเราใช้คำบริกรรมขึ้นมา พอบริกรรมแล้วมันก็คิดฟุ้งซ่านไป เพราะการฟุ้งซ่านนี้มันเป็นศัตรูกับความสงบไง
ถ้าความฟุ้งซ่านเป็นศัตรูกับความสงบ แล้วพอเราทำไม่ได้ เราก็จะใช้ความคิดที่ฟุ้งซ่านไปแก้ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วมันจะแก้กันอย่างไรล่ะ
มันแก้กันได้โดยมีสติไง มันแก้กันได้โดยมีสติ โดยเทคโนโลยี โดยปัญญาอบรมสมาธิ โดยการกระทำโดยวิธีการปัญญาอบรมสมาธิ
แต่ตอนที่มันฟุ้งมันซ่าน เราไม่ได้คิดว่าเราจะใช้สติปัญญาเท่าทันกับความคิดไง เพราะความคิดเป็นเรา เราเป็นความคิดไง ความคิดมันเลยลากจิตไปหมดทั้งตัวเลยไง แต่พอเราจะใช้วิธีการปัญญาอบรมสมาธิไง เราก็ให้มันคิด ก็วิธีการ มันก็คิดธรรมชาติของมัน แต่เรามีสติปัญญาทันกับความคิดนั้นไปไง พอมีสติปัญญาทันกับความคิดนั้น มันคิดทำไมล่ะ โง่ตายห่าเลย มันก็หยุดไง
นี่ไง นี่พูดถึงว่า มันเป็นวิธีการเดียวกันหรือไม่ ที่ว่าเราพุทโธๆ แล้วไม่ได้ มันฟุ้งซ่าน เราถึงใช้ความคิดเพื่อจะดับความคิดนั้น
ถ้ามันคิดฟุ้งซ่านไปโดยธรรมชาติของมัน ไม่ได้ คิดจนตาย คิดจนจิตหลุดนะ คิดจนเป็นบ้าเป็นบอได้เลย แต่ถ้าคิดมีสติ เพราะธรรมชาติมันคิด ธาตุรู้คือธรรมชาติรู้ ธรรมชาติที่คิด เราคิดเรื่องอะไร พอเรามีสติปัญญาขึ้นมา มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง
โอ้โฮ! มันคิดไปเถอะ ใหม่ๆ คิดทั้งวันเลย คิดไม่หยุดเลย ๓ วันยังไม่ได้หยุดสักหนหนึ่ง แต่พอชำนาญเข้า มันหยุดบ่อยๆ หยุดเดี๋ยวก็คิด คิดก็ตามไป ตามไปจนมันรู้เท่าทันหมดน่ะ พอมันจะคิด เอ๊อะ! เอ๊อะ! สติมันทันนะ ไม่กล้าคิด มันอาย พอมันอาย อายก็สังเกตแล้ว จิตเห็นอาการของจิต เวลามันจะคิด นี่ไง สิ่งที่เห็นสติปัฏฐาน ๔
ที่บอกข้อที่ ๑. ว่าเป็นการพิจารณากายหรือไม่
ถ้าเป็นการพิจารณากายมันจะรู้เท่าทันไง เวลามันจะเกิด ความคิดจะเกิดจะดับ ความคิดเกิดขึ้นที่จิตและดับลงที่จิต มันเกิดและดับโดยธรรมชาติของมันมาไม่รู้จักนานเนกาเลมาสมัยไหน แต่พอเรามีสติมีปัญญา พอจิตเราสงบ จิตเรามีสมาธิ ถ้ามันจะคิด เราจับความคิดนั้นได้ จับเหตุปัจจัยที่มันจะคิดได้ พอจับเหตุและปัจจัยที่มันจะคิดได้ จับได้ นั่นน่ะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เพราะมันเห็นธรรมารมณ์
จิตสงบแล้ว ธรรมเกิดและธรรมดับเกิดที่จิต แล้วจิตมันจับความคิด ความเกิดความดับนั้นได้ ถ้ามันจับความเกิดความดับนั้นได้ มันจับได้ จานมันจะมีข้าว มันจะมีต้มยำ มันจะมีแล้ว มันรู้ มันรู้ชัดๆ
คนที่จะภาวนาถ้าไม่รู้ ภาวนาโดยไม่รู้ใช่ไหม อวิชชา ภาวนาโดยไม่เป็นใช่ไหม ภาวนาโดยเริ่มต้นชนปลายไม่ถูกใช่ไหม ก็อวิชชาทั้งนั้นน่ะ เพราะมันไม่รู้ไง
วิชชาคือรู้ รู้โดยมรรค โดยผล รู้โดยข้อเท็จจริง
ข้อ ๒. จบ
๓. แล้วการที่เรารู้ตัวว่าเกิดความฟุ้งซ่านเมื่อนั่งสมาธิ จึงใช้กำหนดพุทโธอย่างเดียวเพื่อดับความคิดนั้น ถือเป็นการใช้ปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่
ไม่ เพราะเป็นบริกรรมพุทโธไง ถ้าบริกรรมพุทโธๆ บริกรรมพุทโธ เพราะเขาคิดว่าถ้าใช้คำว่า “พุทกับโธ” นี่ก็คือปัญญา
นี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิหรือไม่
ปัญญาอบรมสมาธิ ความคิดมันเกิดไวมากนะ พุทโธมันเฉพาะ พุทโธคือคำบริกรรม จิตต้องมีบริกรรม มีนวกรรม จิตมันถึงสงบได้
จิตของคนที่ภาวนาปล่อยปละละเลยโดยไม่มีสิ่งใดเลย ไม่มีสมาธิหรอก นั้นน่ะคือบ้า บ้าสังขาร บ้าความคิด ไอ้พวกบ้าน่ะ บ้าสังขาร บ้าความคิด บ้าความปรุงความแต่ง ก็กำหนดพุทโธๆๆ ไม่ให้มันคิด ไม่ให้มันบ้า ให้มีสติอยู่กับพุทโธ พุทโธคือคำบริกรรม นี้คำว่า “คำบริกรรมพุทกับโธ”
แต่ถ้าปัญญาอบรมสมาธินะ มันไหลไปเลยนะ ความคิดมันไหลไปร้อยแปดเลย มันจะคิดเรื่องธุรกิจ คิดเรื่องหน้าที่การงาน คิดเรื่องครอบครัว คิดเรื่องความรัก คิดไปเถอะ แต่ไม่ไปกับมันนะ
คิด แต่เรามีสติอยู่กับจิต จิตมันจะคิดของมันไปเรื่อย เห็นไหม กับพุทโธมันแตกต่างกันไง
พุทโธมันพุทโธ เราบังคับบริกรรมแล้ว พุทโธๆๆ นี่องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร พุทโธนี่วิตก วิจาร เกิดจากจิต เราบังคับซึ่งๆ หน้า นี่ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่ถ้าเป็นความคิด ถ้าเป็นปัญญา เป็นความคิดโดยธรรมชาติ ความคิดเร็วกว่าแสงนะ คิดเรื่องนิวยอร์กสิ คิดโลกพระจันทร์สิ คิดดาวอังคารสิ มันเร็วขนาดนั้นน่ะ แล้วมันไหลไปอย่างนี้ พอสติมันไปเรื่อย นี่ปัญญาอบรมสมาธิ คือปัญญาเท่าทันความคิด
แล้วความคิดคนไม่มีขอบเขต กว้างไกล จะไปไหน ถึงโลกธาตุไหน คิดเรื่องนรก ขุมนรกไหน มันคิดได้หมดน่ะ อ้าว! ไปสิ กับพุทโธมันแตกต่างกันไหม แล้วพุทโธจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิได้อย่างไร
ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันคิดได้ขนาดนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยบอกไม่ให้ทำไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงบัญญัติไว้ ศีล สมาธิ ปัญญา
สมาธิ แล้ววิธีการทำสมาธิโดยกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ระลึกถึงเทวดา ระลึกถึงพระพุทธ ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงความตาย ความตาย ความตาย ตาย ตาย ตาย นี่คำบริกรรมทั้งนั้นน่ะ คำบริกรรมคือจิตมันทำงาน จิตทำงานมันถึงจะมีผลตอบแทน
จิตไม่เคยทำงาน มีแต่ความคิด คิดจนบ้า คิดจนไปโรงพยาบาลศรีธัญญา นี้คิดโดยสัญชาตญาณ คิดโดยกรรม คิดโดยโลก ไม่เกี่ยวกับธรรมะ
แต่ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญามันจะเท่าทัน เท่าทันกับความคิดนั้น พอเท่าทันด้วยปัญญา กิเลสมันอายหมดน่ะ หยุดหมด
คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด นี่ไง แต่การจะหยุดคิดก็ต้องใช้ความคิด เป็นหรือเปล่า ถ้าเป็นมันจะรู้หมด ถ้าไม่เป็นก็เดาหมด ถ้าเดาหมดมันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง
มันจะยาวเนาะ จบ
ถาม : ข้อ ๒๖๑๖. เรื่อง “วิธีการทำซ้ำให้เกิดขึ้นอีก”
กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง หนูเคยปฏิบัติธรรมแล้วเข้าไปเห็นกายที่แปรสภาพ และก็ได้กราบเรียนหลวงพ่อไปแล้ว แล้วหนูก็พยายามจะซ้ำ แต่ปรากฏว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ได้เต็มที่ก็แค่สงบเป็นสมาธิที่ไม่ละเอียดมากนัก คือพอเริ่มสงบ หนูก็น้อมเอาจิตไปจับกาย แต่มันไม่ค่อยมีอาการอยากจะทำงานเลยค่ะ มันจะนิ่งๆ หนูพยายามหลายปี มันไม่ก้าวหน้าเลยค่ะ
หนูได้ฟังเทศน์หลวงพ่อที่ตอบคำถามว่า เราสามารถพิจารณาอะไรก็ได้ใน ๔ อย่าง กาย เวทนา จิต ธรรม หนูก็เลยไม่อยากที่จะน้อมไปพิจารณากายอีก มุ่งพุทโธอย่างเดียว (หนูจะเน้นเดินมากกว่านั่ง เนื่องจากหนูเป็นโรคไต เวลานั่งนานๆ มันจะปวดหลังมาก เคยพยายามสู้เวทนา แต่ทนไม่ได้ จึงเน้นเดินเยอะหน่อยค่ะ)
วันหนึ่งขณะที่เดินจงกรมกำลังสงบๆ มีคำพูดผุดออกมาจากกลางจิตของหนูว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาและย่อมดับลงไปเป็นธรรมดา หนูก็เลยถามมันไปว่า อย่างไรหนอ พรึ่บเดียวปัญญาหนูมันหมุน หมุนวนไปจับสรรพสิ่งต่างๆ เช่น ต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร มันบอกถึงการเกิด การตั้งอยู่ การย่อยสลายไป เพียงอาศัยระยะเวลาช้าเร็ว
ปัญญาที่เกิดขึ้นเหมือนน้ำวน แค่ไปแตะอะไร มันทำงานพับๆๆ มันบอกเกี่ยวกับการเกิดการตายของหนูด้วย พอปัญญาทำงานเสร็จ มันหยุดปั๊บ สติก็ตามมาทันปั๊บ ไล่ๆ กัน
และทีนี้หนูก็วกมาภายในจิตหนูอีกที แล้วเกิดความวิเคราะห์กันขึ้น ทำให้ได้รู้ว่า สิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตหนูไม่ได้อะไรเลย หนูเสียเวลาทางโลก อยู่ทางโลกในลาภ ในเกียรติ ที่สุดแล้วก็ไม่ได้อะไรติดตัวไปเลย มันสะเทือนใจมากๆ พร้อมๆ กับความรู้สึกสลดสังเวชใจมากๆ เกิดความเจ็บปวดหัวใจเหมือนโดนมีดกรีดฟันผัวะกลางตัว เหมือนโดนมีดกรีดเสียบเข้ามากลางหัวอก แล้วกระชากออกมา เหมือนจะตายลงในตอนนั้น จนหนูต้องทรุดลงไปหมอบในทางจงกรม ในขณะนั้นจิตก็อุทานด้วยความสลดใจว่า ทำไมกูโง่อย่างนี้
มันบอกไม่ถูกเลยค่ะ ความมืดบอด ความหลงใหลมันคลายออก น้ำตาจะไหลสะอึกสะอื้น ในขณะเดียวกันก็รู้ซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซาบซึ้งในพระคุณของหลวงพ่อเหลือเกิน มันลงใจราบอยู่ตรงนั้น หนูไม่เคยคิดจะราบคาบให้ใครได้ขนาดนี้ คร่ำครวญอยู่นานเลยค่ะในทางจงกรม และยิ่งคิดถึงหลวงพ่อ จำเสียงเทศน์หลวงพ่อยิ่งน้ำตาไหล
หลังจากนั้นพอรุ่งขึ้นหนูรู้สึกว่าแปลกไป คือจิตมันไม่ปรุงเลยค่ะ คิดอะไรก็คิดไม่ออก ขนาดคิดว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเมื่อวานกินข้าวกับอะไร หนูคิดไม่ออกเลย จิตนิ่งอยู่มาก หนูก็พยายามสังเกตตัวเองและอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน ไม่พยายามค้นหา ปล่อยมันไป มันเป็นอยู่ ๒ วัน พอบ่ายๆ จิตก็เริ่มคลาย อาการมันก็คล้ายๆ น้ำเข้าหู มันรู้สึกวาบเล็กๆ หลังจากนั้นอาการอะไรต่ออะไรก็กลับมาคิดวุ่นวายเหมือนเดิมค่ะ
หนูขอโอกาสคำถาม
๑. อาการที่มันเกิดขึ้นนี้มันผุดขึ้นมาเองโดยที่หนูไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นวิธีการนี้จะทำซ้ำให้เกิดขึ้นอีกได้หรือไม่คะ หลวงพ่อช่วยชี้แนะด้วยค่ะ
๒. หากว่าหนูจะใช้วิธีทำพุทโธค่อยๆ สะสมใหม่ จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่คะ
๓. ถ้าเวทนาเกิดและหนูไม่สู้ ถือว่าผิดไหมคะ
๔. การพิจารณากาย หนูต้องใช้สมาธิขั้นละเอียดมาก จิตจึงถึงจะเข้าไปจับกายและแปรสภาพ ปัญหาของหนูคือนั่งสมาธินานเกิน ๓๐ นาที ปวดหลังมาก บางครั้งหนูลองทน มันสั่นไปหมด และสุขภาพหนูไม่ดีเลย ต้องนอนพักกว่าจะลุกเดินได้ หนูก็เลยเลี่ยงการนั่งภาวนานานๆ อันนี้หนูผิดไหมคะ
กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงค่ะ
ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามก็คำถาม คำถามมาตั้งแต่ต้นที่พิจารณาตั้งแต่ต้นมา ถ้าต้นมันมาขนาดนี้นะ เวลามันพิจารณาไป เขาบอกเคยทำซ้ำๆ เคยถามปัญหาหลวงพ่อมามากมาย หลวงพ่อให้ทำซ้ำๆ
แล้ววิธีการทำซ้ำมันทำอย่างไรล่ะ
ทำซ้ำๆ ก็คือปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้ามันเป็นนะ ก็เป็นอย่างที่เขียนมาบอกนี่แหละ ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำก็เหตุไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มรรคผลนิพพานมันไม่ใช่เซเว่น เข้าไปหยิบจับฉวยเอาไง สนต้นกัลปพฤกษ์น่ะ จ่ายตังค์แล้วก็สอยๆ ไม่ใช่ มันอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของเรา
ถ้ามันอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของเรา เราก็ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้ามันเป็น ก็เป็นอย่างที่โยมเป็นนั่นน่ะ
เวลาโยมเป็น ที่ว่าโยมเป็น เห็นไหม เวลาพุทโธเกือบเป็นเกือบตายมันไม่ได้ เวลามันได้ มันพิจารณา พับ! เวลามันไปพาดเรื่องต้นไม้ เรื่องภูเขา เรื่องอะไร มันไปแปะ เขาใช้คำว่า “มันไปแปะ” แต่นี่มันเกิดจากสมาธิไง แล้วสมาธิมีกำลัง มันไม่ต้องใช้เวลา ๕ ชั่วโมงคิดหรอก มันไม่ใช่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่
ปั๊บๆๆ เลย เร็วขนาดนั้นน่ะ พิจารณากาย เวลามันพิจารณามันปล่อยนะ อุคคหนิมิต เวลาวิภาคะ มันคลายออกๆๆ นี่เวลาไตรลักษณ์ นั่นแหละเป็นไตรลักษณ์ แต่เป็นของชั่วคราว ชั่วคราวเพราะอะไร
เวลามันเป็นของชั่วคราว เพราะว่ามันเป็น มันเป็นบอกว่า โอ้โฮ! พอมันไปแปะอะไร มันมีความเห็น ปัญญามันเกิดพับๆๆ เลย แล้วซาบซึ้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาก แล้วมันสงบอยู่ ๒ วัน
หลวงตาบอก เราอยู่กับหลวงปู่มั่น คือว่าตัวหลวงตาท่านเคยอยู่กับหลวงปู่มั่น เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการไง ท่านเทศนาว่าการตั้งแต่แท็กซี่เหินเลย บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ท่านก็นั่งฟังของท่าน เวลาจิตท่านลง เวลาจิตมันสงบลง ท่านบอกว่าจิตนี้ ความรู้สึกนึกคิดดับไป ๓ วัน
ไอ้นี่ไป ๒ วันไง ของโยมดับไป ๒ วันเลย มันไม่คิด ไม่รู้ ไม่อะไรเลย ไม่หือไม่อือเลย ๒ วัน พอวันที่ ๓ เหมือนน้ำเข้าหู สำลักน้ำ พออึกออกมา มาคิดเหมือนเดิมแล้ว จิตดับไป ๒ วัน
แต่ของหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า จิตเวลาท่านลงสมาธินะ จิตดับไป ๓ วัน ดับจากความคิดไง ไม่คิดอีกเลยนะ ซื่อบื้อ นี่สมาธิ แล้วเวลามันคลายออกมา เห็นไหม
ทำสมาธิ ทำสมาธิทำเกือบเป็นเกือบตายกันอยู่นี่ ไม่เห็นได้สักที เวลามันได้ ถ้ามันมีหลักเกณฑ์ของมัน มันมั่นคงขนาดนั้นน่ะ มันอยู่ได้ ๒ วัน ๓ วันน่ะ อยู่ได้ ๒ วัน ๓ วันโดยมันไม่คิดอะไรเลย มันทรงตัวของมันได้ นี่อานิสงส์ของมันไง ผลของมันไง แต่เวลามันสงบ มันสงบตอนที่มันเป็น มันสงบนั่นแหละ
ไอ้นี่ของโยมเหมือนกัน พุทโธๆๆ เดินจงกรมจนเกือบเป็นเกือบตาย วันหนึ่งมันผุดขึ้นเลย
นี่เวลามันเป็น แล้วมันไปแปะๆๆ คำว่า “ไปแปะ” นะ ก็มันไวไง อาการมันพับๆๆ เลย มันทะลุเลย นี่เวลาถ้ามันเป็นวิปัสสนามันจะไปอย่างนั้นเลย
แต่นี่มันเป็นขั้นของสมถะใช่ไหม เวลาขั้นของสมถะ จิตดับไปถึง ๓ วัน ไอ้นี่หยุดไป ๒ วัน พอ ๒ วันคลายออกมา นั่นมันคืออะไร แล้วจะทำซ้ำอย่างนี้ได้หรือไม่
เพราะอาการข้อที่ ๑. อาการที่มันเกิดขึ้น ที่มันผุดขึ้นมาเอง หนูไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นมันจะมีวิธีการอย่างใด
ทำซ้ำอีกไง
ก็หนูไม่ได้ตั้งใจ ถ้าตั้งใจมันก็มีตัวตน มีเรา มีสมุทัยไง
สัมมาสมาธิ ถ้ากิเลสมันสงบตัวลง ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา
แล้วไม่ได้ตั้งใจ
ตั้งใจก็สัญญาไง ตั้งใจก็นี่ไง เล็งแล้วเล็งอีกไง ไม่ได้สักที ตั้งใจๆ แต่ถ้ามันมัชฌิมาปฏิปทา มันเป็นกลางไง มันสมดุลพอดีของมัน มันไม่ใช่ไม่ตั้งใจ เพราะตั้งใจมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจนมันจะเกร็ง แต่มันสมดุลพอดี ผัวะ! ไปแล้ว แล้วก็ไปแบบที่โยมได้สัมผัสมานั่นแหละ นี่บุญ นี่ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ใครได้มากได้น้อยขนาดไหน
แล้วทำซ้ำ ทำซ้ำก็พุทโธเหมือนเดิมนี่แหละ ปัญญาอบรมสมาธินี่แหละ เวลาถ้ามันเป็นจริง มันเป็นจริงอย่างที่เขียนมายืดยาวนี้ แต่อ่าน อยากจะอ่าน อยากจะอ่านให้เห็นว่า คนที่ปฏิบัติ ถ้ามันได้ผลมันได้อย่างนี้
สิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเอง มันผุดขึ้นมาโดยที่หนูไม่ได้ตั้งใจเลย
ถ้าตั้งใจก็ไม่ได้ ถ้าตั้งใจก็เป็นโลกไง แต่ถ้ามันเป็นจริง เป็นจริงอย่างนี้ แล้วเราปฏิบัติ เราปฏิบัติโดยสติโดยปัญญา ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัย แล้วทำตามข้อเท็จจริง ทำแล้วมันเกิดขึ้น มันจะสอนไปเรื่อยๆ
นี่พูดถึงว่า มันจะสอน สอน หมายความว่า เวลาอยากได้ มันจะไม่ได้ แล้วจะทุกข์มาก เวลาปฏิบัติไปโดยข้อเท็จจริง โดยวางไว้ตามความเป็นจริง มันจะเป็นอย่างนี้
แล้วตรงไหนล่ะมันถึงจะเป็น ตรงไหนล่ะ
ก็ตรงที่บาปกรรมของแต่ละบุคคลไง บุญมากทำได้ง่าย บุญน้อยทำได้ยาก แล้วแต่บุญและบาปของคน เราถึงทำกันอยู่อย่างนี้ไง
ข้อที่ ๑.
๒. หากว่าหนูจะใช้วิธีพุทโธค่อยๆ สะสมใหม่ มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
มันไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นอีกหรือไม่นะ นี้คือบาทฐาน สมถกรรมฐาน นี้คือบาทฐาน มันไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ มันต้องเกิดขึ้น เกิดขึ้นนะ คนจะสร้างตึกไม่ตีเสาเข็ม จะสร้างตึกที่ไหน คนจะสร้างคอนโดไม่ลงเข็ม สร้างคอนโดได้หรือเปล่า ไม่มีทาง
การปฏิบัติ สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานคือสมาธิ สมาธิเป็นบาทฐาน หลัก เสาเข็ม หลัก คานคอดินกลางหัวใจ หาใจของตนให้เจอ ปลูกดอกบัวท่ามกลางหัวใจ นี้คือสมบัติของเรา
ศึกษามานั่นของพระพุทธเจ้า แล้วของหลวงปู่มั่นก็เป็นของหลวงปู่มั่น แต่มันศึกษามาเป็นอุดมการณ์ เป็นให้เรามั่นคง เป็นให้เรามีกำลังใจ แล้วเราปฏิบัติ
ไม่ใช่ว่าหนูทำพุทโธไปๆ มันจะเกิดใหม่อีกหรือไม่
มันต้องเกิด มันถึงจะปฏิบัติต่อเนื่องขึ้นไป ถ้ามันไม่เกิด จะไปสร้างบ้านกลางทะเลทรายหรือ จะไปสร้างบ้านในทะเลใช่ไหม สร้างบ้านมันก็ต้องสร้างบนผืนแผ่นดิน บนหัวใจเรานี่ ถ้าจะสร้างคุณงามความดีก็ต้องสร้างบนหัวใจเรานี่ ถ้าจิตสงบมาก็ท่ามกลางหัวใจนี้ไง
ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนี้นะ ต้องเป็นด้วย ถ้าไม่เป็น เป็นความคาดหวัง ก้อนเมฆ ดวงจันทร์ เป็นความเพ้อเจ้อ ความฟุ้งซ่าน
ถ้าความจริงมันต้องลงที่นี่ ลงที่ใจนี้
แล้วภาษาเรา ทำไป ไม่ต้องวิตกกังวล ไม่ต้องไปทุกข์ใจอะไร สิ่งที่ทำมาที่มันได้มา นั่นก็ด้วยความเพียรของเรา ด้วยอำนาจวาสนาของเรา ถ้าเราทำของเราถูกต้องชอบธรรม มันก็จะไปเริ่มต้นจากตรงนั้นน่ะ มันต้องเริ่มต้นจากหัวใจนั่นแหละ เริ่มต้นจากที่โยมเป็น ไปเริ่มต้นตรงนั้นน่ะ ตรงนั้นน่ะเป็นตรงเริ่มต้น สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน
คนไม่มีฐานที่ทำงาน จะไปทำที่ไหน
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่โยมเป็นมาคืนนั้น นั่นน่ะบนจิต ภวาสวะ บนภพ บนเขตอำนาจ ขอบเขตอำนาจหัวใจของปุถุชน หัวใจของบุคคลคนนั้น
แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติ เขาก็ต้องไปเริ่มต้นตรงนั้นน่ะ เริ่มต้นตรงเขตอำนาจของตน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะจะเกิดจะตายตรงนั้นน่ะ แล้วก็ต้องไปแก้กันตรงนั้นน่ะ จะเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เขาเป็นกันตรงนั้นน่ะ จบ
๓. ถ้าเวทนาเกิด หนูไม่สู้ ถือว่าผิดไหมคะ
ไม่ผิด เวทนามันเกิดขึ้น มันมีเวทนากายและเวทนาจิต แล้วถ้าเวทนาเกิดขึ้น ถ้าเราจะเข้าไปเผชิญกับมันแล้วทำให้ร่างกายเราทรุดโทรม มันจะบั่นทอนชีวิต บั่นทอนโอกาสในการทำงานของเรา
ถ้าเวทนามันเกิดขึ้น เราก็ลุกขึ้นเดินจงกรม เราก็ยืนก็ได้ นอนก็ได้ นั่งก็ได้ ทำสิ่งใดก็ได้เพื่อความสงบของใจ ใจมันสงบในท่ายืนก็ได้ ท่านั่งก็ได้ ท่านอนก็ได้ จะท่าไหนก็ได้
แต่ถ้าเรามีกำลังใจหรือว่าร่างกายของเรามันไม่ทรุดโทรมเกินไป เราจะเผชิญหน้ากับมันบ้างก็ได้ คำว่า “ก็ได้ๆ” นี้คือโอกาสของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเท่านั้น ถ้าบอกว่าไม่ได้ๆ แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไร
เพราะคนแต่ละคนอำนาจวาสนาไม่เหมือนกัน บาปกรรมของคนก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น บาปกรรมของคนไม่เหมือนกัน เพราะเรามีโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายของเรา เราก็หลบหลีกของเราเพื่อถนอมร่างกายนี้ไว้เพื่อจะไปสู้กับกิเลส เพื่อมีโอกาสได้ชำระกิเลส ได้เวลามากขึ้น
แต่ถ้าถึงคราวหน้าสิ่วหน้าขวาน เราก็เผชิญกับมัน เป็นอะไรไปเวทนา เวทนาก็เวทนาสิ เวทนามันก็เป็นอาการเท่านั้น ถ้ามันเป็นวิกฤติ เผชิญหน้า ถ้ามันจะได้จะได้เสียในการเข้าเผชิญหน้าต่อกัน เราก็จะเผชิญหน้ากับมัน
แต่ถ้ามันไม่มีความจำเป็นจะต้องไปเผชิญหน้ากับมัน เพราะเรารักษาร่างกายนี้ไว้เพื่อประโยชน์กับการภาวนาต่อไป เราก็หลบหลีก มันจะเสียหายตรงไหน
นี่ไง ปัญญาไง ปัญญาในพระพุทธศาสนา นี้ปัญญาที่จะเกิดจากจิตของเราไง ปัญญาของเราก็ต้องเกิดกับเราเพื่อจะฟอกหัวใจของเรา ฟอกความสงสัย ฟอกความลังเลในหัวใจของเราเพื่อให้มันเป็นข้อเท็จจริงของเรา
จะสู้กับเวทนาก็ได้ จะหลบเวทนาก็ได้ มันเป็นกลยุทธ์ มันเป็นกลอุบาย มันเป็นกลอุบาย เป็นวิธีการที่เราจะใช้เพื่อเผชิญหน้ากับกิเลส เพราะเรามีความจำเป็นกับโรคภัยไข้เจ็บประจำร่างกายเราไง ถ้าคนเขาสมบูรณ์นั่นก็เรื่องของเขา ไอ้คนคนนี้เป็นคนป่วย แต่คนป่วยที่เขายังสู้ชีวิต คนป่วยที่เขายังจะปฏิบัติ ก็ต้องให้น้ำใจ ให้กำลังใจเขา
ฉะนั้น ถ้าเวทนาเกิด หนูไม่สู้ จะถือว่าผิดหรือไม่
มันเป็นปัญญา มันเป็นจังหวะโอกาสที่เราจะใช้ประโยชน์กับหัวใจของเราในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา จบ
๔. การพิจารณากาย หนูต้องใช้สมาธิขั้นละเอียดมาก จิตถึงจะจับกายและแปรสภาพ ปัญหาของหนูคือนั่งสมาธินานเกิน ๓๐ นาทีไม่ได้
ทีนี้ถ้าการพิจารณากาย มันก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ถ้าการพิจารณากาย ถ้ามันพิจารณากายไม่ได้ เราก็ทำความสงบของใจให้มากขึ้นๆ ทำความสงบของใจไปบ่อยครั้งขึ้น ทำความสงบของใจให้มีกำลังมากขึ้น ที่จะไปจับกาย พิจารณากาย โดยที่เราไม่ต้องเข้มงวด ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องเข้มงวด ไม่ต้องเจาะจง ไม่ต้องเจาะจง เวลามันเกิดให้มันเกิดเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่โยมเกิดขึ้นในคืนวันนั้น ที่ว่าพิจารณามันเป็น มันเกิดขึ้นโดยธรรม มันเกิดขึ้นโดยธรรมคือทางสายกลาง คือมันเป็นกลาง มันเป็นธรรม มันถึงเกิดอาการ เกิดประสบการณ์ที่โยมเกิดขึ้น
การพิจารณากายๆ ถ้าเราพิจารณากายของเรา ถ้ามันต้องใช้สมาธิมาก
เราพิจารณาความรู้สึก ธรรมารมณ์ ธรรมะ ธรรมะคือเหตุและผลที่เกิดขึ้นจากจิต เราพิจารณาตรงนั้นก็ได้
ฉะนั้นบอกว่า ถ้าการพิจารณากายมันต้องใช้สมาธิละเอียดขึ้น
เพราะมันต้องเห็นไง แล้วถ้าเราตั้งใจของเรา เราพิจารณากายโดยไม่ต้องเห็นกาย ใช้เปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบเหมือนนักวิชาการ เขาคุยกันโดยที่ไม่มีเหตุผลทั้งนั้น แต่เขาคุยกันทางวิชาการ เขาคุยกันได้
นี่ก็เหมือนกัน เราพิจารณากายโดยไม่ต้องเห็นกายก็ได้ เราพิจารณากายโดยเห็นกายก็ได้ เราจะพิจารณาอย่างไรก็ได้ เราฉลาด ฉลาดเพื่อจะฝึกฝนจิตให้มันฉลาดขึ้น ฝึกฝนจิตให้เห็นสัจจะ ให้เห็นความจริง ให้เป็นประโยชน์กับเรา
ฉะนั้นบอกว่า การพิจารณากาย หนูต้องใช้สมาธิอย่างละเอียด ต้องนั่งสมาธิมากขึ้น แต่หนูนั่งแค่ ๓๐ นาทีมันก็เจ็บปวดแล้ว เพราะมีโรคประจำตัว
เราใช้วิธีอื่น แต่กิเลสมันก็ร้ายกาจนะ เวลามันล้อไปกับความคิดเราน่ะ นู่นก็ได้ นี่ก็ได้ มันก็ล้อไปเรื่อย แต่ถ้าเราทำโดยสติโดยปัญญาของเรา เพราะว่าเรามีโรคกิเลสด้วย แล้วก็มีโรคภัยไข้เจ็บด้วย เรามีโรคสองชั้น เราก็พยายามแก้ไขของเรา
ค่อยๆ หาอุบาย หาวิธีการ ฝึกหัดของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คือเหมาะสมพอดีกับผู้ที่ปฏิบัตินั้น เหมาะสมพอดีของผู้ที่กระทำนั้น เอาความเหมาะสมพอดี เอาความเหมาะสมพอดีคือมัชฌิมา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เอวัง