ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ทดสอบ

๒๓ ก.ค. ๒๕๖๕

ทดสอบ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๐๙. เรื่อง “รายงานผลภาวนา (ขันธ์ ๕)”

กราบนมัสการหลวงพ่อ

อยู่วัด ๒ วันแรก ลูกเข้าสมาธิไม่ได้เลย แม้อดข้าว สุดท้ายแก้โดยการไปโค่นต้นไม้ที่ผุยืนต้นตาย (เคยได้อุบายแก้จิตโดยบังเอิญตอนที่ช่วยพี่ๆ ที่วัดเลื่อยไม้ค่ะ เลยลองทำดู)

ขณะเลื่อยก็พุทโธและพิจารณา ไม้นี้เหมือนกิเลสเหนียวแน่น เลื่อยคือปัญญาตัดกิเลส แต่ถึงใบเลื่อยจะคมแค่ไหน หากขาดสติและสมาธิ ใบเลื่อยจะไม่มีวันเฉือนเนื้อไม้เข้าเลย และหากยิ่งต้องเลื่อยจนไม้ขาดโค่นลง ต้องอาศัยเพียรและจิตที่แน่วแน่เป็นแรงขับ ก็จะวามแน่วแน่ของใจไว้กลับไปสู้อีก

กลางคืนเดินจงกรมก็ไม่ลงสมาธิ อ้าว! เทียนดับ มันกลัว แต่สติดี ยอมพุทโธจนลงสมาธิและออกใช้ปัญญา ได้พิจารณาเรื่องที่ค้างคาใจเรื่องขันธ์ ๕ จากอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ใจในขณะนั้น

๑. ความกลัว ไล่เลย มึงกลัวอะไร กลัวหิ่งห้อย มึงกลัวอะไรกับหิ่งห้อยตัวเล็กๆ หิ่งห้อยก็สัตว์มีร่างกาย หาอยู่หากินเลี้ยงชีพเหมือนมึงนี่แหละ หิ่งห้อยมีแสงวาบๆ เหมือนกระสือ นี่จับได้แล้วนี่ตัวสัญญา (จำว่ากระสือมีแสงวาบๆ ทั้งที่ไม่เคยเห็นกระสือเลย) จับตัวปรุงแต่งได้อีก นี่สังขารเป็นแบบนี้ ปรุงจนหิ่งห้อยเป็นกระสือ นี่วิญญาณคือความรับรู้ ความกลัว มึงจะกลัวทำไม กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย มึงจะตายเปล่า ไม่กลัวหรือ จึงเห็นชัดว่าความกลัวที่เกิดขึ้นเป็นอีกก้อนหนึ่งแยกจากจิต จิตเด่นชัดอยู่นี่

๒. ความปวดเมื่อยก็จับมาแยก อะไรปวด ขาเป็นกาย มันก็อยู่ตรงนั้น ใจมันอยู่นี่ ความปวดก็เห็นเป็นอีกก้อนแยกกันชัดเจน พอเห็นแยกกัน ความปวดหายวับ เวทนาอื่นมาอีก (หิว) จับอีก แยกอีก ไม่ว่าเวทนาเกิดที่ไหน เหมือนกันหมดจนชัดเจน เวทนา อ๋อ! นี่เอง เวทนาดับด้วยปัญญาแบบนี้

(หลายปีก่อนโยมดับเวทนาด้วยขันติ เกาะพุทโธไว้จนจิตรวมลงสว่างจ้า เกิดกำลังมหาศาล)

เวทนาดับด้วยปัญญานี้ต่างกัน กำลังหลังจิตรวมไม่เกิด แต่จิตฉลาดขึ้น รู้เต็มอกแล้วว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ และขันธ์ ๕ กดทับจิตเป็นแบบนี้

เมื่อเดือนก่อนมีคนบอกว่าทิ้งขันธ์ ๕ ได้แล้ว โยมก็ถามว่าทิ้งอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าทิ้งแล้ว เขาตอบไม่ได้ แต่โทรหาแม่ชีคนหนึ่งให้คุยกับโยมแทน โยมฟังจนจบก็ไม่ได้คำตอบ แถมถูกชวนให้ปฏิบัติแบบเขาด้วย โยมฟังแล้วมันแปลกๆ สุดท้ายปฏิเสธตรงๆ ขอบคุณที่สละเวลามาแนะแนวทางที่สบายให้ เห็นแล้วเหมือนเป็นถนนคอนกรีตเดินสบาย แต่ยังไม่เห็นว่าปลายทางนั้นมันเป็นที่ไหน จึงขอเดินต่อในเส้นทางเดิม แม้ลำบาก แต่จะก้าวล้มลุกคลุกคลาน แต่หนูรู้ว่าทางสายนี้จะพาหนูไปไหน

สิ่งที่ติดหัวใจจากวันนั้นคือ ขันธ์ ๕ มันทิ้งอย่างไรวะ เมื่อคืนนี้กระจ่างแล้ว ขันธ์ ๕ นั้นจับโยนทิ้งเหมือนทิ้งขยะไม่ได้ แต่มันคือการเห็นว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิตต่างหาก แยกกันชัดเจนเป็นกองๆ เลย มันเกิดที่จิต รู้กับจิต จิตโง่ไปรับเอง ผลของการไปรับคือทุกข์ และขันธ์ ๕ ทำงานตลอด

เครื่องยับยั้งการเคลื่อนไปของขันธ์ ๕ คือสติ ถ้าสติดี ปัญญาเท่าทัน จิตจะเป็นอิสระ ขันธ์ ๕ ดับ แต่เดี๋ยวมีสิ่งกระทบมันจะทำงานอีก สติเป็นเครื่องกั้นไม่ให้ขันธ์ไหลไปตามอำนาจขันธ์ ๕

ตอบ : นี่รายงานผลภาวนา ภาวนาๆ ภาวนามามากมายมหาศาลขนาดไหนก็ภาวนาเพื่อความเป็นอิสระของจิตนี้ ถ้าจิตนี้เป็นอิสระนะ เป็นอิสระจากอารมณ์ เป็นอิสระจากกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้าเป็นอิสระจากอารมณ์ เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นอิสระ ไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกของเราครอบงำ อารมณ์ความรู้สึก นี่อิสระจากอารมณ์

ถ้าอิสระจากกิเลส อิสระจากกิเลส กิเลสเป็นนามธรรมๆ แต่กิเลสเป็นนามธรรม มันเป็นสังโยชน์มาร้อยรัดอยู่ที่หัวใจของตน ตนจะรู้เท่าทันของมันยังไม่ได้

แต่ถ้าจะเป็นอิสระจากอารมณ์ เราทำของเราได้ เพราะอารมณ์เกิดดับๆ กับหัวใจนี้ แล้วอารมณ์มันก็มีกิเลสครอบงำมันอยู่เหมือนกัน แต่เวลาครอบงำอยู่เหมือนกันนะ เราพยายามชนะอารมณ์ของตนเอง ชนะอารมณ์ของตนเองไง

รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร

ถ้าเราเท่าทันอารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกนี้มันก็วางได้ จะว่าดับก็ใช่ แต่เราใช้คำว่า วาง” วางได้ ถ้าวางได้ๆ

นี่รายงานผลการปฏิบัติ การชนะขันธ์ ๕ เราเปรียบเทียบอารมณ์เราเป็นขันธ์ ๕ ก็ได้ มันไม่ผิดหรอก เปรียบเทียบอารมณ์เราเป็นขันธ์ ๕

แต่ถ้าเราจะเอาข้อเท็จจริงๆ ไง การละขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันเป็นพระโสดาบันนะ

ทีนี้ว่าความเป็นพระโสดาบันๆ มันก็เลยเป็นการเปรียบเทียบในการประพฤติปฏิบัติ ในตามสำนักต่างๆ เขาถึงถามกันว่า ละขันธ์ ๕ อย่างไร ใครละขันธ์ ๕ อย่างไร ก็เจรจากัน ก็พูดคุยกัน พอพูดคุยกัน ใครจะละได้มากได้น้อยอย่างไรมันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นน่ะ นี่มันเป็นอารมณ์ๆ

แต่ถ้ามันเป็นความละขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ละขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง แล้วขันธ์ ๕ มันอยู่ไหนล่ะ

ทีนี้คำว่า ขันธ์ ๕” ไง ถ้าขันธ์ ๕ นะ ขันธ์ ๕ ถ้าอารมณ์ความรู้สึกนี้ สิ่งที่เราทำความสงบของใจๆ เราชนะอารมณ์ของตนๆ

แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้ว ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นแหละมันก็เปรียบเทียบ เปรียบเทียบว่า เห็นกายก็จิตเป็นคนเห็น จิตเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง นั่นน่ะปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง สติ ปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าจิตมันสงบนะ ถ้าจิตมันมีสมาธิ

ทีนี้เราก็จะประพฤติปฏิบัติของเราตามกำลังของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา

เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วถ้าพระพุทธศาสนา เราจะปฏิบัติตามความเป็นจริง

ถ้าพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธศาสนาสอนอย่างไร

ทีนี้เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติมีอำนาจวาสนาหรือไม่มีอำนาจวาสนา อย่างเช่นในภาคกลางของเรา พุทธจริต คนที่มีสติมีปัญญา มีการศึกษา มีสติปัญญา มีการศึกษา มีปัญญามาก เวลามีปัญญามาก มีปัญญามากน้อยขนาดไหน ทำความสงบของใจไม่ได้ แล้วทำได้ยากด้วย ถ้าทำได้ยากด้วย เห็นไหม

ทางภาคอีสานโดยมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา สัทธาจริต เขาเชื่อมั่นของเขา เขาพุทโธๆๆ ของเขาได้นะ

ไอ้เราพุทโธๆ พุทโธทำสมาธิก็ได้ยาก แล้วทำไม่ได้ด้วย

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ แล้วเขียนหนังสือปัญญาอบรมสมาธิ

ปัญญาอบรมสมาธิก็คือพุทโธนี่แหละ แต่เขาบริกรรมพุทโธๆๆ พุทโธเพื่อคำบริกรรม บริกรรมจนให้จิตมันเป็นอิสระ อิสระจากพุทโธ อิสระจากคำบริกรรม เพราะมันบริกรรมไม่ได้ มันเป็นตัวของมันเอง นั่นคือตัวพุทโธแท้ๆ คือตัวทำความสงบของใจ

ไอ้เราใช้ปัญญาๆ กันอยู่นี่ พิจารณาโดยปัญญาอบรมสมาธิก็เทียบเคียง เทียบเคียงโดยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เราก็ว่ามันเป็นขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ เราก็เปรียบเทียบได้ ไม่ผิด ไม่ผิดหรอก แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วมันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ เราชนะขันธ์ ๕ ชนะความรู้สึกนึกคิด ชนะอารมณ์ แล้วอารมณ์เปรียบเทียบได้เลยว่ามันเป็นอย่างไรๆ แล้วเราอธิบายได้

เราอธิบายได้เพราะอะไร

เราอธิบายได้เพราะเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราเป็นคนคิดเอง เราเป็นคนทำเอง เราเป็นคนประกอบเอง เราเป็นคนจัดการเอง ทำไมเราจะพูดไม่ได้ เราพูดได้ เราพูดได้เพราะมันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าบอกว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันเข้ากันได้กับการประพฤติปฏิบัติไง

แต่ถ้าบอกเราละขันธ์ ๕ ละขันธ์ ๕

ละขันธ์ ๕ มันก็เป็นพระโสดาบันนะ แล้วเราเป็นกันหรือเปล่า

ไม่เป็น ไม่เป็น ไม่เป็นแล้วทำไมเราละขันธ์ ๕ ได้ล่ะ

เราละอารมณ์ได้ อารมณ์ความรู้สึก แต่เราให้ชื่อแล้วเราเปรียบเทียบ เราเปรียบเทียบ เราเปรียบเทียบว่าอันนี้เป็นขันธ์ ๕ อันนี้เป็นรูป ความรู้สึกนึกคิดนี้เป็นรูป ความพอใจ ไม่พอใจเป็นเวทนา ไอ้ที่มันจำได้คือสัญญา ไอ้ที่ปรุงแต่งนั้นเป็นสังขาร ไอ้ที่รับรู้อารมณ์ความรู้สึกนั่นคือวิญญาณ วิญญาณในขันธ์ ๕ ไง นี่ปัญญาอบรมสมาธิ เราทำของเราได้ เราพิจารณาของเราได้ ถูกต้อง ทำได้

ทีนี้บอกว่า รายงานผล ละขันธ์ ๕

ละขันธ์ ๕ เราละของเราได้ เราทำของเราได้ มันก็เป็นการชนะอารมณ์กับการชนะกิเลส

การละอารมณ์ได้เป็นครั้งเป็นคราว แล้วอารมณ์ละเป็นครั้งเป็นคราว เดี๋ยวมันก็เกิดอีก แล้วขันธ์ ๕ มันก็เกิดดับๆ อย่างที่ว่านี่ ที่บอกว่า เขาพิจารณาแล้วขันธ์ ๕ มันคืออะไร ขันธ์ ๕ เป็นนามธรรม มันเกิดดับๆ ของมัน มันละของมัน มันก็ชนะเป็นชั่วคราว

แต่ถ้ามันจะเห็นขันธ์ ๕ จริงๆ มันต้องเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้าเห็นก็เห็นกิเลสไง แล้วพิจารณาไปแล้วมันจะแยกแยะของมันออกไป

แล้วในสังคมเขาบอกว่าให้คุยกับแม่ชี แม่ชีเขาบอกว่าให้ไปทางสะดวกสบาย

จะทางสะดวกทางสบายขนาดไหน ไอ้คนที่เขาไม่เคยทำอะไรเลยเขาก็ลำบาก ไม่สบายหรอก

เพราะการปฏิบัติธรรมคือการเอาชนะตนเอง การจำกัด การขีดขอบขีดของความรู้สึกนึกคิดให้มันอยู่ในกรอบ มันโดนขอบเขตบังคับมัน มันลำบากทั้งนั้นน่ะ แต่คนว่าลำบากมากลำบากน้อย คนจริตนิสัยอย่างไรก็แล้วแต่เขา

เราถึงบอก เห็นไหม เวลาคนที่มาปฏิบัติแล้วมีปัญหาไง เราบอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการนะ เธอควรทำบุญที่ไหน เธอควรทำบุญที่เธอพอใจ นี่เราก็เอามาเปรียบเทียบ ถ้าเธอควรจะปฏิบัติที่ไหน ก็ควรปฏิบัติที่เธอพอใจ ถ้าเธอพอใจที่ไหนให้ไปที่นั่น ที่สะดวก ที่สบาย ที่เขาพอใจ ที่เขายกย่องเชิดชู ไปที่นั่น ไปเลย แต่ผลล่ะ ผลอีกเรื่องหนึ่งนะ

เธอควรทำบุญที่เธอพอใจ แต่ถ้าเอาผลล่ะ

ผลมันอยู่ที่เนื้อนานะ เปรียบเทียบเหมือนเนื้อนา ถ้าเนื้อนาดี เราหว่านพืชพันธุ์ต่างๆ มันก็ได้ผลตอบแทนที่ทบทวีคูณ ถ้าเป็นดินดี น้ำดี แต่ถ้าเป็นลานหิน พืชผลของเราหว่านไปเถอะ ไม่มีขึ้นหรอก

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าพูดถึงผลล่ะ

ทีนี้ถ้าเอาผลกัน เอาผลก็เอาที่ปฏิบัติเรานี่ ไม่ต้องไปเอาไกล กาลามสูตร อย่าให้เชื่อใคร เชื่อผลของการประพฤติปฏิบัติ แล้วถ้าเธอพอใจที่ไหน ไปที่นั่น แล้วปฏิบัติแล้ววัดเอา เมื่อก่อนเราเป็นอย่างไร ปฏิบัติแล้วดีขึ้นหรือไม่ แล้วชัดเจนหรือไม่ เราพิจารณาของเราได้ กาลามสูตร ให้เอาผลของการปฏิบัติ

แล้วถ้าปฏิบัติแล้ว ถ้าจิตใจเราดีขึ้น เราดีกว่าอาจารย์อีกนะ อาจารย์ที่ทำอะไรไม่เป็นเขาพูดได้ แต่เขาทำไม่ได้ พอเขาทำไม่ได้ พอเราทำสิ่งใดที่เป็นจริงไปถาม งงหมดนะ พวกนั้นงงหมด เฮ้ย! มันไม่มีนะ มันต้องมีแบบนี้ๆ แบบนั้นมันไม่มี

มันเหนือโลก มันยังมีอีกมากมาย บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล ๔ คู่ยังมีนิพพาน ๑ อีกนะ ยังอีกยาวไกล

แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติก็สาธุนะ สมบัติของอาจารย์ก็เป็นของอาจารย์ แต่ของเรา เราก็พยายามจะปฏิบัติของเราขึ้นมาให้มันถูกต้องชอบธรรมในทางพระพุทธศาสนา ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา

ถ้ามันเป็นจริง มันก็เป็นจริงโดยถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาไม่ได้ เพราะอำนาจวาสนาของเรายังไม่มีบาทฐาน พื้นฐาน สมถกรรมฐานที่มั่นคงแข็งแรงรองรับสัจธรรมอันนั้นได้ เราก็พยายามจะประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดให้บาทฐาน ให้อำนาจวาสนาเราเข้มแข็งแล้วทำอย่างนั้นได้ มันเป็นข้อเท็จจริง

ไม่มีบ้านเรือนที่ใดจะไปสร้างบนอากาศ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีรอยเท้าบนอากาศ ไม่มี มีแต่บนแผ่นดินเท่านั้น รอยเท้าบนอากาศไม่มี สมถกรรมฐาน ฐานที่มั่นคง หัวใจที่มั่นคง ไม่มี แล้วมันทำอะไร รอยเท้าบนอากาศนี่พูดง่ายๆ นะ แล้วคุยกันไม่มีวันจบ

แต่บนแผ่นดิน บนภวาสวะ บนภพ บนหัวใจ เราเอาสัจจะ เอาความจริงที่นี่ ถ้าทำที่ได้มันก็จะเป็นประโยชน์ที่นี่ ถ้าประโยชน์ที่นี่ นี่พูดถึงว่าตามข้อเท็จจริง

นี่เข้าคำถาม เขาบอกว่า ๑. ความกลัว ไล่มันเข้าไป มันกลัวอะไร สิ่งอะไร

นี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันเป็นสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ มันเป็นอำนาจวาสนา เราทำนี่ถูกต้องอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไอ้ที่ปฏิบัตินี่มันปีที่แล้ว มันปีนู้น ระยะมันห่างหน่อย

ในการปฏิบัติ ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ ข้อ เพื่อผู้ใดปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่มันปฏิบัติแล้วที่มันไม่ได้ผล มันทุกข์มันยาก เพราะปฏิบัติไม่สม่ำเสมอ

ทีนี้ปฏิบัติไม่สม่ำเสมอ เพราะเรามีหน้าที่การงานไง เรามีความรับผิดชอบไง ไอ้นั่นก็เป็นหน้าที่การงานเพื่อดำรงชีพของเรา เพื่อความมั่นคงในชาติในตระกูลของเรา ในการปฏิบัติเป็นสมบัติส่วนตัว เราจะทำได้มากได้น้อยขนาดไหน

เราพูดทุกวัน ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ ทางของสมณะเป็นทางที่กว้างขวาง ทางของเราคับแคบ เราก็ยังขวนขวายในการประพฤติปฏิบัติ เราเกิดมาเป็นคนไม่เสียชาติเกิด เราทำเพื่อหัวใจดวงนี้

แต่ถ้ามันบอกว่า เมื่อปีที่แล้ว ละขันธ์ ๕ ได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว มาทบทวนในปีนี้ แล้วมันพอทำได้ มันก็ยังภูมิใจ ก็ยังทำประพฤติปฏิบัติเข้าสู่ร่องรอยเดิมได้ ก็นับว่าใช้ได้

ฉะนั้นบอกว่า มันไล่ปัญญาไปจนความกลัวหายหมด ทุกอย่างหายหมด

ความกลัวหายหมด ถ้ามันไล่ของมัน เวลาเข้าไปเผชิญนะ เวลาพระกรรมฐาน เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นให้ลูกศิษย์ลูกหาไปอยู่ในที่กลัวๆ ในป่าช้า ไปสู่ที่มีสัตว์ร้าย มีเสือมีสาง นั่นแหละก็ความกลัวทั้งนั้น

แต่ครูบาอาจารย์ท่านเคยผ่านมาก่อน หลวงตาพระมหาบัวท่านไปที่ไหน หลวงปู่มั่นเคยไปอยู่มาแล้ว แล้วสั่งให้ไปที่นั่นๆ เพราะที่นั่นสภาพบรรยากาศเป็นอย่างไร เพราะท่านเคยอยู่ ท่านเคยพักอยู่ที่นั่น แล้วลูกศิษย์ลูกหาคนไหนที่การประพฤติปฏิบัติมันจะเข้าด้ายเข้าเข็ม หรือปฏิบัติแล้วมันจะได้ผลไม่ได้ผล ท่านก็ส่งไปให้อยู่ที่นั่นๆ เพราะให้สภาวะแวดล้อมช่วยส่งเสริม

สภาวะแวดล้อมมันบีบบังคับ บีบบังคับไม่ให้คิดมาก ถ้าอยู่คนเดียวมันเป็นพระอรหันต์นะ มันคิดหลายรอบเลย เป็นพระอรหันต์หลายรอบเลย พอไปอยู่บรรยากาศอย่างนั้นมันไม่กล้าคิดพระอรหันต์ มันต้องพุทโธๆๆ เพราะมันกลัว เอาสภาวะแวดล้อมนั้นบีบบังคับ นี่ไง เพราะอะไร

เพราะครูบาอาจารย์ของเราท่านรู้จักกิเลสดีไง

กิเลสนี้อย่าไปเออออห่อหมกกับมันนะ ไปเออออห่อหมกกับมัน เดี๋ยวมันเหยียบย่ำตายเลย อย่างไรก็แล้วแต่ต้องพยายามจำแนกมัน พยายามขัดแข้งขัดขา

ท่านถึงสอนไม่ให้มีหนึ่ง ถ้ามีหนึ่งจะมีสอง มีสาม มีสี่ ทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันอยากทำ ไม่ทำ ฝืนๆ ฝืนคือฝืนกิเลส เพราะความชอบใจนั้นมันคือกิเลสทั้งนั้นน่ะ แล้วเราฝืนมัน ฝืนชนะกิเลสไง

แต่ไม่กล้าทำ ศักดิ์ศรี เราเป็นคนเก่ง เราเป็นคนดี เราคิดถูกต้อง กิเลสทั้งนั้นน่ะ คิดตามกิเลส ให้กิเลสมันเหยียบหัวเอา แล้วเบียดเบียนตนแล้วเบียดเบียนคนอื่นด้วย

ตัวเองก็เบียดเบียนตน คิดแล้ว แหม! ตัวนี่ร้อนไปทั้งตัวเลยนะ ไม่ได้ดั่งใจ แล้ววางแผนจะให้ได้ แล้วคนอื่นเดือดร้อนหมดน่ะ เดือดร้อนเพราะว่าเราเบียดเบียนตนแล้วเบียดเบียนผู้อื่น แล้วผู้อื่นก็เป็นกรรมของสัตว์ ทำไมไม่เจอคนที่ดีงาม จิตใจที่เป็นธรรม ทำไมมาเจอไอ้เบียดเบียนตน เบียนเบียนผู้อื่นล่ะ ก็กรรมของสัตว์

นี่พูดถึงว่าการชนะความกลัวนะ

๒. ความปวด เกิดความปวดขึ้นก็มีการแยก ปวดคืออะไร พอแยกจากปวดได้ มันไปหิวอีก จนต้องอดอาหาร

เราชื่นชมตรงนี้ เราชื่นชมว่า ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เราจะทุ่มเทของเรา

มันอยู่ในตำรับตำราทั้งหมด หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ธุดงควัตรๆ มันก็อยู่ในตำรับตำรา แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็อาศัยตำรับตำรา ท่านก็ฟื้นฟูขึ้นมา แล้วท่านดัดแปลง กำจัดกิเลสในใจของท่านสิ้นไป แล้วท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้

ฉะนั้น เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ธุดงควัตรๆ ถ้าพระเราไม่ทำ พระเราไม่รักษาไว้ มันก็จะกลับไปอยู่ในตำราอีก

พอมันกลับไปอยู่ในตำรา ตำรามันมีนะ ตำรามันมีมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว แล้วตำรานี้ ธรรมและวินัย ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ไปมากมายมหาศาล แล้วเวลาถึงยุคที่มันว่างจากคนที่คุณงามความดี คนที่มีมุมานะ ว่าง ว่างเพราะขี้เกียจ ว่างเพราะไม่เอาไหน ว่างเพราะไม่ดัดแปลงตน มันก็ว่างจากพระอรหันต์ ว่างจากผู้รู้จริง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาฟื้นฟูของท่าน แล้วฟื้นฟูใคร ก็ฟื้นฟูตัวท่านนั่นแหละ ฟื้นฟูเพื่อเอาธรรมและวินัยนี้กำจัดกิเลสในใจของท่าน แล้วสิ้นจากกิเลสไป แล้ววางธุดงควัตรเป็นพระกรรมฐาน พระกรรมฐานคือพระธุดงค์ ธุดงค์ก็คือธุดงควัตร ๑๓ นี้

แล้วท่านถึงบอกว่า ถ้าใครไม่ถือธุดงค์ ไม่ใช่ลูกศิษย์เรา

แล้วบอกว่า ธุดงค์มันคืออะไร

ธุดงค์ปลิ้นปล้อน ธุดงค์หลอกลวง มันก็เอาธุดงค์มาหลอกตัวเองแล้วหลอกคนอื่นเหมือนกัน

แต่ธุดงค์มันเป็นอาวุธ มันเป็นเครื่องจำกัดกิเลส ขัดเกลากิเลส แล้วเราซื่อสัตย์กับมัน มันถึงจะเป็นคุณงามความดีเพื่อฟาดฟันกิเลสของเรา

ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับเรา มันดาบสองคมไง เอาไว้จำกัดกิเลส แต่ไม่ใช่กิเลสเรานะ กิเลสคนอื่น มันปกป้องตัวมันนะ แล้วก็เอานี้อ้าง มันก็เลยกลายเป็นธุดงค์โกหก พระธุดงค์โกหก พระธุดงค์เพื่อคนอื่น ตัวเองไม่ต้องทำ ยกเว้น ยกเว้นตลอด

ทีนี้ถ้ามันเอาจริงเอาจังขึ้นมา ท่านถึงบอกว่า ถ้าเราไม่ทำ ถ้าพระไม่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราเอาจากตำรับตำรา เอาจากทฤษฎีขึ้นมาประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วเป็นข้อเท็จจริง มันต้องเป็นข้อเท็จจริงจากใจดวงนั้น ถ้าใจดวงนั้นมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้ามันถือธุดงค์แล้วมันขัดเกลา มันเบาบางลง มันดีขึ้น เราก็เห็นผลของมัน

ถ้าเห็นผลของมัน เราถึงเห็นผล แล้วเราถึงเคารพ ประพฤติปฏิบัติด้วยความเคารพ ด้วยความเคารพด้วยข้อเท็จจริง ถ้ามันไม่มีความเป็นจริง มันไม่เคารพ มันปฏิบัติถูๆ ไถๆ ปฏิบัติเพื่อการโกหกหลอกลวง มันไม่เป็นความจริง

นี่พูดถึง สิ่งที่ว่าต้องอดอาหาร จนมันหิวไง มันถึงจะเท่าทันไง

เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เขาบอกว่า สิ่งที่เขาเคยดับเวทนาด้วยขันติธรรม แต่คราวนี้เขาดับเวทนาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยความฉลาดขึ้น เขาภูมิใจ เขาดีใจของเขามาก

รายงานผลของการรู้เท่าความเป็นจริง รู้อยู่เต็มอกว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕

นี่รู้เท่าทันอารมณ์ เราเปรียบเทียบอารมณ์เท่าขันธ์ ๕ ถ้าเปรียบเทียบอารมณ์เท่าขันธ์ ๕ ถ้ามันเท่าตามความเป็นจริงนะ เวลามันจับขันธ์ของมันได้ มันพิจารณาของมันได้ มันจะเห็นความปล่อยวาง แล้วเห็นเวลามันสมุจเฉทปหาน มันจะเป็นข้อเท็จจริง นี่คือพระโสดาบัน ถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ เป็นพระโสดาบันชัดๆ

ทีนี้เวลาพระโสดาบันชัดๆ โอ้โฮ! มันมีอานิสงส์นะ เพราะอะไร สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันจะเห็นตามความเป็นจริงหมดนะ

แล้วถ้าเห็นตามความเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ภาษาเราว่า เหมือนเรา เราก็เป็นปุถุชนคนหนา เราก็ลูบๆ คลำๆ ใช่ไหม สสารมันคืออะไร สสารมันเป็นอย่างไร เราก็งงๆ ของเราอยู่นะ แต่เวลาถ้าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันไม่สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำ มันชัดเจนของมัน โอ้โฮ! ศีลเป็นศีลน่ะ ศีลตัวเป็นๆ เลย ไม่มีลูบไม่มีคลำ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงเลย ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ที่ว่าพาดกระแส จิตนี้พาดกระแสแล้ว เท้าเหยียบพื้น เท้าขึ้นถึงฝั่งแล้ว เป็นพระอรหันต์แน่นอน แน่นอน ไม่ตกต่ำอีกแล้ว เพราะอะไร เพราะมันเป็นอกุปปธรรม

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ใช่ อัตตาและอนัตตา เพราะอัตตา อัตตาคือตัวตน อัตตาคือความยึดมั่นถือมั่นของกิเลส เวลาเห็นพระไตรลักษณะ พิจารณาจนมันเป็นอนัตตา เพราะอนัตตาเป็นสมุจเฉทปหาน มันถึงเป็นอกุปปธรรม พ้นจากอัตตาและอนัตตา สูงกว่าอัตตาและสูงกว่าอนัตตา

แล้วมันอยู่ไหนล่ะ แล้วมันอยู่ไหน

อยู่ในใจของพระโสดาบันไง ถ้าขันธ์ ๕ มันขาดตามความเป็นจริงนะ

ทีนี้ไอ้อย่างกรณีแบบนี้ มันว่ามันเป็นขันธ์ ๕ โดยอารมณ์ อารมณ์ความรู้สึกเราเปรียบเทียบ เราเปรียบเทียบว่าเป็นอย่างนั้นๆ เราพิจารณาของเราไปแล้วมันปล่อยวางอย่างนั้น มันคือชนะอารมณ์ของตน ถ้าชนะอารมณ์ของตน มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ ไม่มีปัญหา

เคยพูดอย่างนี้ แล้วคนที่ปฏิบัติเขาน้อยใจ เขาหาว่าเราลำเอียงไง แต่ถ้าเราไม่พูดตามความเป็นจริง คนคิดเข้าใจผิด แล้วเวลามันเสื่อมนะ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้หรือ เฮ้ย! พิจารณาขันธ์ ๕ ขาดไปแล้วมันกลับมาอีกหรือ เฮ้ย! ขันธ์ ๕ ไม่มี แล้วทำไมมีขันธ์ ๕ อีกล่ะ

มันมีของมัน มันมีของมันโดยธรรมชาติของมัน แต่เราเข้าใจผิดของเราต่างหาก

แต่กรณีนี้ไม่ใช่กรณีเสียหาย มันเป็นกรณีที่ว่าเราเข้าใจต่างระดับกัน ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง นี้เราพูดถึงข้อเท็จจริงๆ

มันชนะอารมณ์ สัญญาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ถ้าเราประพฤติปฏิบัติโดยบาทโดยฐาน มันเป็นแบบนี้ คือปัญญาอบรมสมาธิ อบรมสมาธิบ่อยครั้งเข้าๆ แล้วจิตสงบแล้ว ถ้ามันไปจับขันธ์ ๕ ได้ตัวเป็นๆ นะ ขันธ์ ๕ ที่มีชีวิต ขันธ์ ๕ โดยสัจจะความจริง นั่นน่ะจิตมันจะยกขึ้นสู่บุคคลคู่ที่ ๑ แล้วการพิจารณาอย่างนั้นมันถึงจะเป็นความเป็นจริง

แล้วถ้าความเป็นจริง ความเป็นจริงเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใคร เชื่อผลของการปฏิบัติ เราปฏิบัติแล้วเราภูมิใจไหม เราปฏิบัติแล้วเรามหัศจรรย์กับใจของเราไหม

ใจของเราที่มันเคยฟุ้งซ่าน ใจของเราที่มันเคยเหยียบย่ำทำลายเราเอง พอมันสงบระงับ มันมีความสุขไหม แล้วความสุขอันนี้ จิตเดิมแท้ๆ คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ แล้วหัวใจที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้มันมหัศจรรย์ขนาดไหน ทั้งๆ ที่มันเป็นสมบัติของเรา แล้วเราจับต้องของเราได้ เราพัฒนาของเราได้ แล้วเป็นความจริงขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

กาลามสูตร ให้เชื่อแบบนี้ แล้วถ้าปฏิบัติแบบนี้ มันก็ได้ผลของการประพฤติปฏิบัติโดยข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

มันเป็นอำนาจวาสนา เราจะทำความเป็นจริงของเรา แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา ใครจะชักนำไปอย่างใด กาลามสูตร ทดสอบตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

พระพุทธศาสนานี้เปิดกว้าง พระพุทธศาสนานะ ไม่มีจำกัดขอบเขตใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งใดก็ได้ ให้ศึกษาได้ ค้นคว้าได้ แต่จริงหรือไม่จริงนั้นเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก ผู้รู้จริงเห็นจริงเท่านั้นถึงจะเห็นสัจธรรมความเป็นจริง

ฉะนั้น ให้ปฏิบัติต่อเนื่องไป เป็นสมบัติส่วนตนไง ใครประพฤติปฏิบัติได้มากได้น้อยขนาดไหน มันก็เป็นสมบัติของใจดวงนั้น ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้จริต ได้นิสัย ให้เป็นสมบัติของใจดวงนั้นไป ถ้าไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ เกิดไปข้างหน้ามันจะได้ปฏิบัติของมันต่อเนื่องไป นี่คือสมบัติของจิต

แล้วถ้าปฏิบัติแล้ว ถ้ามันปฏิบัตินอกขอบเขต สิ่งที่ว่าเขาปฏิบัติกันบูชากิเลส มันกรรมของสัตว์ เรื่องของเขา ให้เขาอยู่ในสังคมอย่างนั้น เขาจะมาชักชวนให้ไปปฏิบัติสบายๆ ปฏิบัติอย่างไร เรื่องของเขา

สบายๆ แล้วมันไม่ได้ผลตอบแทนเลยนะ มันก็เหมือนกับโอนออนไลน์น่ะ ลงทุนแล้วได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ครั้งแรกเลยจะได้ผลตอบแทนเลย ๒ ๓ ๔ ๕ ไป หายเกลี้ยง หายเกลี้ยง โอนออนไลน์หายเกลี้ยงเลย

ปฏิบัติออนไลน์ ปฏิบัติเพื่อเขา สบายๆ กับเราปฏิบัติจะทุกข์จะยากขนาดไหน เราหาอยู่หากิน เงินเราก็หาขึ้นมาของเรา ทรัพย์สินเราก็ได้ขึ้นมาโดยความสามารถของเรา เพื่อประโยชน์กับเรานะ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๑๐. เรื่อง “กิเลสแว็บ”

สวัสดีครับหลวงพ่อ ขออนุญาตถามปัญหาครับ

ช่วงหลังๆ เวลาทำสมาธิหรือคิดอะไร กิเลสชอบแว็บเข้ามาทำให้คิดเรื่องไม่ดี ทั้งๆ ที่เราไม่อยากคิดและไม่เคยคิด เหมือนยิ่งกิเลสรู้ว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกผิด จะยิ่งแว็บเข้ามาคิดเรื่องนั้นๆ ครับ สมัยก่อนไม่เป็นแบบนี้ ไม่รู้เพราะอายุมากขึ้นหรือจิตใจสกปรกมากขึ้น ทำให้นั่งสมาธิได้ไม่นาน

ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ ช่วยชี้ทางสว่างให้ลูกด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

ตอบ : เวลาเราไม่ได้ทำคุณงามความดีสิ่งใด กิเลสมันก็สบายใจในชีวิตประจำวันของมันไง กิเลสๆ มันอาศัยอยู่บนหัวใจของสิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่บนหัวใจของสัตว์โลก แต่มันมีบุญและบาป

คนที่สร้างคุณงามความดีๆ พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เวลาเข้มข้นขึ้นมา จะคิดแต่เรื่องดีๆ ตลอดเลยนะ เพราะอะไร เพราะความคิดดีๆ มันฝึกหัดจนเป็นความเคยชิน

แต่ของเรา เราเป็นปุถุชนคนหนา คิดเรื่องดีบ้าง คิดเรื่องชั่วบ้าง คิดเรื่องเลวร้ายบ้าง มันโดยควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าคนสันดานเลวเลย มันคิดเรื่องเลวอย่างเดียวเลย เพราะอะไร

เวลาผลของวัฏฏะไง คนเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เวลาเขาหมดอายุขัย เขาก็มาเกิดเป็นมนุษย์ไง สัตว์นรกอยู่ในนรกอเวจี หมดเวรหมดกรรมขึ้นมาก็มาเกิดเป็นมนุษย์นี่ไง มันภพกลางไง

เรามาจากไหน

พวกศิลปวัฒนธรรม พวกนี้เกิดมาจากสวรรค์ทั้งนั้นน่ะ ไอ้พวกทำลายๆๆ เกิดจากนรกทั้งนั้นน่ะ

ไอ้นี่เราไม่ได้ว่าใคร ไอ้นี่มันเป็นผลของวัฏฏะ มันเป็นผลของจิตวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้ววาระของเขา ผลของเขา แล้วเขามาเกิด ใครมีอำนาจเหนือธรรมชาติ

ธรรมชาติ ฤดูกาลมันหมุนไปตามฤดูกาลของเขา เราต่างหากเป็นมนุษย์ เรามาเกิดพบต่างหาก

นี่ก็เหมือนกัน นี่พูดถึงว่าเวลากิเลสมันแว็บไง

ถ้าเราไม่เคยปฏิบัติ เราไม่ปฏิบัติ เราอยู่ปกติของเรา มันสบายใจ กิเลสมันสบายใจว่า เออ! นอนสบาย หลับสบาย ใจดวงนี้อยู่ในอำนาจเราตลอดไป ถ้าใจดวงใดมีการขวนขวาย มีการกระทำจะสร้างคุณงามความดี กิเลสมันเดือดร้อน กิเลสมันเริ่มเดือดร้อนแล้วนะ เฮ้ย! นี่บ้านเรา นี่ที่อยู่ของเรา แล้วจะมาฝึกหัด จะมาประพฤติปฏิบัติ มันจะพ้นจากทุกข์ มันจะมีธรรมและวินัย มีมรรคมีผลมาทำร้ายเราไง

กิเลสมันกลัวที่สุดคือกลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสมันกลัวเราฝึกหัดทำสมาธินี่

เวลาใครมาฝึกหัดทำสมาธิ ใครฝึกหัดปฏิบัติ กิเลสมันมาเสี้ยมแล้ว มันทั้งมาเสี้ยม มันทั้งมาขัดขา ถึงกับสร้างกลุ่มสร้างก้อนประหัตประหารกันเลย ในวัดมันถึงเป็นกลุ่มเป็นก้อนปะทะกันๆ ก็เพราะไอ้กิเลสนี่แหละ

แล้วทีนี้มันอยู่กับเราไง เขาถึงบอกว่า เวลาช่วงหลังๆ นี้ เวลานั่งสมาธิหรือคิดอะไร กิเลสมันชอบแว็บเข้ามา ชอบแว็บเข้ามา

ชอบแว็บเข้ามาคืองานของเขา คือพฤติกรรมเดิมของเขา คือธรรมชาติของเขา แล้วในหัวใจของคนมีมากหรือมีน้อย ถ้ามีมาก คนนั้นก็ต้องทุกข์มากหน่อยหนึ่ง ถ้ามีน้อย คนนั้นก็เบาบางหน่อยหนึ่ง

หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่มั่นท่านเปรียบเหมือนว่า การทำคุณงามความดีของเราเปรียบเหมือนการขุดบ่อน้ำ ถ้าที่เราที่ดอน เราต้องขุดบ่อน้ำลึก กว่าเราจะได้น้ำใช้สอย ถ้าเราเป็นที่ลุ่ม เราก็ขุดน้ำของเรา บ่อน้ำเราจะตื้น เราจะได้น้ำเราใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น และน้ำนั้นก็จะคงที่

มันก็เปรียบเหมือนกรรมไง กรรมที่ใครทำมามากมาน้อยต่างหากไง ถ้าใครทำกรรมมาหนักหนาสาหัสสากรรจ์ เวลามานั่งสมาธิ มาทำคุณงามความดี มันก็ต้องทุกข์ยากมากกว่าเขา แต่คนถ้าทำคุณงามความดีของเขามา ทำคุณงามความดีของเขามา เขาได้สร้างบุญกุศลของเขามา เวลาเขาจะมาปฏิบัติ เขาก็จะปฏิบัติได้ง่ายกว่าคนอื่น

แต่สมาธิก็คือสมาธิ สมาธิก็หนึ่งบาทก็เท่ากับหนึ่งบาท ร้อยบาทก็เท่ากับร้อยบาท สมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันก็คือสมาธิเหมือนกันนั่นแหละ แต่คนที่มาจากที่ดอน ที่ลุ่มแตกต่างกัน การค้นคว้าการแสวงหามันถึงได้ทุกข์ยากแตกต่างกันไง

นี่เหมือนกัน เวลาเรานั่งสมาธิๆ ไอ้แว็บๆๆ นั่นแหละ นั่นน่ะกิเลสทั้งนั้นน่ะ ถ้าแว็บๆ กิเลสนะ เราก็ตั้งสติไว้ มันต้องตั้งสติ แล้วทำความเข้าใจกับตัวเราเอง

ไอ้ที่แว็บๆ นั่นมันสิ่งที่ไม่ดี มันสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่มันแว็บขึ้นมา มันคิดแต่เรื่องที่ไม่ดี มันคิดแต่เรื่องเสียใจ ไม่ถูกต้องชอบใจเลย หรือว่าจิตใจของเรามันสกปรก มันถึงคิดอย่างนั้น

กิเลสมันมีของมันอยู่แล้ว แล้วเราพยายามตั้งสติของเราไว้ เราฝึกหัดภาวนานี่ดีมากๆ

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราไง ที่ท่านเผยแผ่ศาสนาๆ ท่านก็อยากให้ชาวพุทธมีศีล ๕ ชาวพุทธให้รู้จักสวดมนต์ทำวัตรก่อนนอน ชาวพุทธนะ ให้ทำคุณงามความดี เพราะนี่มันเป็นแนวทางของพระพุทธศาสนา

ถ้าเราเป็นชาวพุทธๆ ที่แท้จริง เราต้องอย่างน้อยเราควรมีศีล อย่างน้อยเราควรจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสมบัติของเรา เพราะเราเป็นบริษัท ๔ เป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธศาสนาคุ้มครองดูแลให้ทุกคนที่นับถือพระพุทธศาสนามีความร่มเย็นเป็นสุข มีความสุข มีความสงบ มีความเข้าใจในครอบครัว มีความดีงามทั้งหมด มันยอดเยี่ยม

แต่เราปล่อยปละละเลยกัน ว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราอยากจะเป็นอิสระ อยากจะทำตามกิเลส อยากให้กิเลสมันครอบงำ แล้วมันก็ทุกข์น่ะสิ

แล้วนี่พอเรามาปฏิบัติไง พอเราปฏิบัติเราก็มีขอบเขต มีขอบเขตขึ้นมา ไอ้แว็บๆๆ มันจะทำลายขอบเขตการปฏิบัติของเราไง

มันแว็บออกมา แว็บออกมา

มันแว็บออกมาเพราะเราเริ่มปฏิบัติ เริ่มต้นของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติปฏิบัติใหม่จะเป็นแบบนี้ เพราะเราเคยปล่อยมันอิสระหมดเลย เวลาเราปล่อยอิสระนะ มันก็คิดนะ แต่เราไม่เท่าทันมันไง

เราไม่เคยทำสมาธิ เราไม่เคยปฏิบัติ เราก็ไม่มีขอบเขตของศีล ๕ แต่พอเรามีขอบเขต ปาณาติปาตา เราไม่ทำลายใครทั้งสิ้น เราไม่เบียดเบียนใครทั้งสิ้น แล้วเวลามันแว็บ เออ! ผิดแล้ว เพราะอะไร

เพราะเราฝึกหัดไง ผู้ที่เริ่มต้นฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันจะมีเรื่องนี้ส่วนใหญ่ แว็บๆๆ แว็บๆ มันจะเอาตามใจมันไง

ไม่มีขอบเขต ไม่มีขอบเขต มีกำจัดขอบเขตแค่ไหน มันคิดโดยอิสระเลย แต่พอเรามีขอบเขตปั๊บ เออ! อันนี้ผิดแล้ว นี่ไง ถ้าไม่ปฏิบัตินะ ไอ้ความคิดมันมีของเราอยู่แล้ว

ความคิดมาจากไหน

ความคิดไม่มาจากใครยัดเยียดเข้ามาในใจของเรา ความคิดเกิดจากใจของเรา

ความคิดมันเกิดมาจากไหน

แล้วพอเรามีขอบเขตต่างๆ เราจะมาตรวจสอบ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ปัจจัตตังคือรู้จำเพาะตน สันทิฏฐิโกก็รู้ท่ามกลางหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้มีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา

เรามีอาชีพนะ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องมีอาชีพหน้าที่การงาน หน้าที่การงานก็คือหน้าที่การงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงครอบครัวของเรา แต่ไอ้การประพฤติปฏิบัติฝึกหัด เราจะฝึกหัดหัวใจของเรา เราจะหาความสุขที่แท้จริงที่โลกนี้ไม่มี

ธุรกิจบริการ การพาไปสันทนาการต่างๆ เพื่อความสุข นั่นเรื่องของโลกเขา แต่เวลาเราฝึกหัดจริงๆ พุทโธๆ เราจะประพฤติปฏิบัติสัจจะความจริง สมบัติของจิต เราจะฝึกหัดของเรา แล้วถ้ามันเกิดอย่างนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดา ไอ้แว็บๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา

เราไม่ใช่เสียดสีใครนะ เราพูดถึงความจริง

กิเลสมันเป็นอย่างนี้จริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาของกิเลสที่ในหัวใจของสัตว์โลก แต่เพราะไม่ปฏิบัติต่างหากถึงไม่รู้เรื่องอย่างนี้ เพราะไม่ปฏิบัติต่างหาก ไม่นั่งสมาธิ ไม่ฝึกหัดต่างหาก มันถึงไม่เห็นไอ้แว็บๆ นี่ ไอ้เห็นสิ่งไม่ดีในใจเรานี่ มันถึงไม่เห็น ทุกอย่างดีหมดถ้าเป็นของเรา

แต่เพราะการปฏิบัติมันถึงได้เห็น มันถึงได้รู้ว่านี่มันแว็บเข้ามา มันเป็นกิเลส มันคิดไม่ดี จนถึงกับถามว่า หรือว่าจิตของผมมันสกปรกมาก

อวิชชามันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาชะล้าง มาทำคุณงามความดีเพื่อหัวใจดวงนี้

อาหารที่บูดเน่า อาหารที่สดชื่น อาหารที่สดใหม่ แตกต่างกัน อาหารที่บูดเน่า อาหารของกิเลสมันบูดเน่า บูดเน่ามันคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันคิดซับซ้อนมากี่ภพกี่ชาติ

อาหารที่บูดที่เน่า ที่เสียหาย มันชอบกิน อาหารสดๆ ร้อนๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา มันไม่ยอมกิน

แล้วเราพยายามฝึกหัดอยู่นี่ มันถึงแว็บๆ เข้ามา

เราจะบอกว่า ถ้าแว็บๆ เราก็ตั้งสติไว้

แล้วที่พูดให้ฟังนี่ เข้าใจถึงว่า สิ่งที่แว็บขึ้นมามันคือเรื่องอย่างนี้ไง

เขาบอกว่า หรือว่าจิตของเรามันสกปรกมาก

กิเลสมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่เราทำมากันอยู่นี่ เราจะมาทำจิตเราให้สะอาด เราจะคัดไอ้ความสกปรกออกจากใจเรา ถ้าเรามาคัดความสกปรกออกจากใจเรา เห็นไหม ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดออกไปแล้ว กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง ออกไป กามราคะ ปฏิฆะขาดออกไป รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ออกไป สังโยชน์ ๑๐ เครื่องร้อยรัด ชำระล้างในหัวใจของเราจบสิ้น

นี้คือการฝึกหัด แต่มันก็เป็นการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติที่ยากแค้นแสนเข็ญ ยากแค้นแสนเข็ญเพราะกิเลส กิเลสมันตัวผูกมัด กิเลสมันเจ้าวัฏจักร มันอยู่ในหัวใจของเรามาไม่มีต้นไม่มีปลาย ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงสอนปัจจุบันธรรมๆ ที่มันซับซ้อนมาไม่มีต้นไม่มีปลาย ยาวไกลขนาดไหนก็ไม่รู้

ถ้าปัจจุบันนี้ประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมตามสัจจะความจริง ปัจจุบันนี้กำจัดได้ จะยาวไกลแสนเข็ญมาจากไหน ปัจจุบันนี้สิ้นสุดได้ที่ปัจจุบันนี้ ทีนี้ปัจจุบันนี้ถึงต้องประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงไง

เขาถามถึงว่า ทำไมกิเลสมันแว็บ กิเลสมันแว็บไง

มันแว็บเพราะมันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนี้ แล้วทำสมาธิ แล้วพยายามฝึกหัดให้เอาชนะคะคานมัน แล้วชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออกในการประพฤติปฏิบัติกิเลส

เหมือนคนออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อสุขภาพกายของเขา เราประพฤติปฏิบัติเพื่อสุขภาพจิตของเรา แล้วเราทำคุณงามความดีเพื่อให้จิตนี้เข้มแข็ง มีกำลัง ฉลาด เท่าทันความแว็บนั้น แล้วเห็นการแว็บๆ นั้นเป็นโทษ แล้วพยายามกำจัดมันด้วยสติด้วยปัญญาที่ใคร่ครวญที่ดีงาม จนสิ่งที่แว็บๆ นั้นมันแพ้กำลังที่เข้มแข็งจากการฝึกหัดของเรา แล้วมันจะจางไป หายไป ขาดไป

ถ้ามันจะขาดตามความเป็นจริง มันต้องชำระล้างกิเลส ชำระล้างจนกิเลส สังโยชน์ ๑๐ ตัวขาดไป มันถึงตายสนิท แล้วที่ไม่มีสิ่งใดรบกวนใจเราเลย

แต่ในการประพฤติปฏิบัติมันก็จะมีรบกวน มีการเข้ามาต่อต้านทำลาย นี้เป็นกำลังของกิเลส ฉะนั้น เวลาปฏิบัติตามข้อเท็จจริง มันถึงมีกองทัพธรรมกับกองทัพกิเลสต่อสู้กันด้วยภาวนามยปัญญา ต่อสู้กันด้วยมหาสติ มหาปัญญา โดยสัจจะโดยความจริงตามการประพฤติตามความเป็นจริง นี้ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง