ขมยา
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ แล้วมันเป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไง เทวดา อินทร์ พรหมส่งข่าวเป็นชั้นๆๆ ขึ้นไป นั่นเป็นการยืนยัน โลกจิตวิญญาณกับโลกมนุษย์
โลกมนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆๆ จักรได้เคลื่อนแล้ว สัจธรรมนี้ได้ประกาศแล้ว สิ่งที่มืดบอด คนมีอำนาจวาสนาจะได้มีหูมีตาไง แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้พยากรณ์ในสมัยพุทธกาล ใช่ ไม่ใช่
ถ้าไม่ใช่ๆ ให้เข้าไปเที่ยวป่าช้า ตัวเองหลงระเริง หลงในความรู้สึกของตน คิดว่าตัวเองเป็นธรรมๆ ไง พอเข้าไปเที่ยวป่าช้าขึ้นมา เวลาไปเที่ยวป่าช้ากลัวผี ทำไมจิตมันสั่นไหว ถ้าจิตมันสั่นไหวนี่มันไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่มันก็รู้ตัวขึ้นมาไง ถ้ารู้ตัวขึ้นมา สิ่งนั้นเขารู้ตัวของเขาขึ้นมาโดยตัวของเขาเอง
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าใช่ๆๆ น่ะ สงบระงับ สิ้นสงสัย สิ้นกิเลส สิ้นทุกข์
นี่พระพุทธศาสนาไง ฟังธรรมๆ ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาผู้ประกาศธรรมๆ ไง ถ้าหัวใจมันโสโครก มหาโจร มันหวังผลประโยชน์ทั้งนั้นน่ะ มันไม่ได้หวังเพื่อใคร
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์เพื่อหัวใจของเขา แล้วหัวใจของเขา ให้เขาฉลาดของเขาขึ้นมา ถ้าเขาฉลาดของเขาขึ้นมา เขามีอำนาจวาสนาของเขา เขาทำใจของเขาให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์
ถึงที่สุดแห่งทุกข์นะ วิมุตติสุขๆ จบครับ ในโลกนี้มีอะไร โลกก็เรื่องของโลกไง แต่โดยธรรมชาติเกิดเป็นมนุษย์ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต ดำรงชีวิตแบบผู้ที่มีอำนาจวาสนา มีสติมีปัญญา มันชั่วคราว ของใช้ชั่วคราวเท่านั้นน่ะ มันไม่วิเศษวิโส ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก
แต่ด้วยธรรมชาติไง นี่ไง เวลากินข้าวๆ กินดิน เพราะข้าวมันเกิดจากดิน ร่างกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็ต้องอาศัยปัจจัยเครื่องอาศัยของโลกเขาอยู่ ถ้าอยู่แล้ว เวลาหมดอายุขัยไปไง มันก็กลับไปสู่ธรรมชาติของมัน ร่างกายที่เอาไปฝังแล้วมันก็กลายเป็นดินนั่นแหละ มันกลับไปเป็นธาตุ ๔ ไง แล้วหัวใจไปไหน
หัวใจไปไหน หัวใจไปไหน
ที่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เรามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเพื่อให้มันฝึกหัดให้มันเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างเช่น พุทโธทีแรก พุทโธกับเราขัดแย้งกันมาก ว่าพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำไมมันพุทโธไม่ได้ ทำไมมันพุทโธแล้วมันเครียด
เวลาถ้ามีอำนาจวาสนา ฝึกหัดบังคับๆๆ บังคับอะไร บังคับให้ไอ้ตัวต่อต้าน ให้อวิชชา ให้มารมันเบาตัวลงๆ พอมันเบาตัวลง พุทโธ เออ! คล่องตัว เห็นไหม
พุทโธ สิ่งที่เราพุทโธครั้งแรกกับหัวใจของเรามันเข้ากันไม่ได้ เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันเข้ากันได้ พุทโธๆ จนตัวมันเป็นพุทโธเสียเอง มันพุทโธไม่ได้ ตัวมันเป็นพุทโธเสียเอง สักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่าเป็นผู้รู้ นั่นน่ะตัวจริง นี่เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม
นี่เหมือนกัน ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ กลับไปสู่ธรรมชาติ หัวใจที่มันเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้ามันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจริง มันวางอารมณ์โลก อารมณ์ที่มารมันใช้ อารมณ์ที่มารมันใช้ฟาดฟันหัวใจเรา แล้วเราไปคบอารมณ์ แล้วมีอวิชชาที่มันฟาดฟันหัวใจของเรา แล้วกลายเป็นสหายกัน กลายเป็นเกลอกัน กลายเป็นบัดดี้กันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันไม่ใช่ ไม่ใช่ตัวจริงไง
ไม่ใช่ตัวจริงเพราะอะไร
พุทโธๆ พุทโธจนพุทโธหาย พุทโธมันหายไปนะ มันหายไปด้วยสติสัมปชัญญะ มันหายไปโดยการรู้การเห็น ไม่ใช่แบบพวกเปรต
ไอ้พวกเราพุทโธหาย หายมันทิ้งหาย มันลืมหาย มันไม่รู้เท่าทันหาย มันนั่งหลับหาย
หายจริงหรือ
เขาพุทโธหายๆ กูก็หายด้วย หายโดยที่กูไม่รู้เรื่อง
แล้วพุทโธหายๆ
หาย นั่งน้ำลายไหลยืดนั่นน่ะหาย น้ำลายนั่นน่ะ จีวรเปียกซ่กอยู่นั่นน่ะหาย
แต่พุทโธๆ จนพุทโธกับจิตเป็นเนื้อเดียวกัน มันพุทโธไม่ได้เพราะมันเป็นหนึ่ง มันไม่ใช่สอง เห็นไหม ผู้รู้กับสิ่งถูกรู้มันเป็นสอง เราเห็นอายตนะกระทบ เราถึงรู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง แต่ถ้าตัวมัน มันไม่เป็นของกระทบ ของเป็นสอง ของเป็นหนึ่ง แล้วหนึ่งเป็นอย่างไร
หนึ่งก็จิตของเราไง
ไอ้นี่มันหนึ่งไหม ฟุ้งซ่าน คิดไปร้อยแปด หนึ่ง คิดไปรอบโลกอย่างนี้ยังหนึ่ง หนึ่งได้อย่างไร
ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันต้องมีสติมีปัญญา พอมีสติมีปัญญาขึ้นมาแล้ว สิ่งใดที่มันฟาดมันฟัน มันทำลายเรา มันทำลายนะ กิเลสเรามันทำลายเรา ทำลายตรงไหน
ทำลายตรงที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนา เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ แล้วอริยทรัพย์ไปคลุกกับขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ไปคลุกอยู่กับขี้ สิ่งที่มีคุณค่าไปคลุกอยู่กับขี้ไง แล้วเวลาพุทโธๆ มันลอยออกมาจากขี้ไง ลอยออกมาจากขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง จนมันเป็นตัวมันเองไง
แต่มันตัวมันเองชั่วคราวเพราะสัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เพราะมันไม่มีมรรค ถ้ามันมีมรรค มันมีวิปัสสนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานคือสติปัญญาที่มันแทงทะลุรู้แจ้ง สังโยชน์ ๑๐ ขาดไป
สังโยชน์ ๑๐ เชียวนะ ไอ้นี่แค่ตัวมันเองยังไม่รู้จัก แล้วมึงจะไปรู้จักสังโยชน์ได้อย่างไร
เวลาสังโยชน์ขาด โอ้โฮ! โอ้โฮ! นี่ไง อริยบุคคล พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย สิ่งที่เราเคารพบูชา เรานับถือ แล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง
หลวงตามหาบัวสิ้นกิเลส เห็นไหม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมเป็นหนึ่งในใจของตน
มันมารวมกันได้อย่างไร มันรู้ได้อย่างไร
มันรู้ได้ด้วยปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันรู้ด้วยสัจจะความจริง ความมหัศจรรย์ในใจของตน แล้วมันเป็นสมบัติของตน เห็นไหม เทศนาว่าการไปไง ไอ้พวกเปรตมันก็ “พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมเป็นหนึ่งในใจเรา”
ใจที่ปากไง ใจที่ลิ้นสองแฉก ใจที่กะล่อน หลอกตัวเองแล้วหลอกคนอื่นไง
แต่ถ้ามันเป็นของครูบาอาจารย์ของหลวงตาพระมหาบัวนะ ท่านเป็นหนึ่งแล้วเงียบ ไม่บอกใคร
สมัยที่ยังไม่ออกมาโครงการช่วยชาติฯ ใครพูดถึงมรรคผล ตบปาก ตบปาก ถ้าจริงมันจริงในใจ มันจริง จริงชัดๆ อันนั้น มันไม่ได้จริงที่ปาก ไอ้ลิ้นสองแฉก
ถ้าเราเป็นสัจจะเป็นความจริงของเรา เราพยายามฝึกฝนของเรา เห็นไหม เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วยเขาไปโรงพยาบาล หมอฉีดยา หมอให้ยา เจ็บปวดทั้งนั้นน่ะ แต่เพื่อการหายของโรค ไอ้เรา เรากินยาตำรับแผนไทย มันขมมันขื่น ขมเป็นยา
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อกดหัวกิเลสมันลง ถ้ากดหัวกิเลสมันลง นั่นคือสัมมาสมาธิ พอกิเลสมันสงบตัวลง มันถึงเป็นความสงบสุขได้
ไอ้ที่มันไม่เป็นความสงบสุขเพราะมันเสวยอารมณ์ มันเพ่นมันพ่าน มันถึงไม่สงบสุข สิ่งที่ไม่สงบสุข เวลามันขมมันขื่น มันต้องมีการกระทำ เริ่มต้นปฏิบัติต้องบังคับ
“ปฏิบัติธรรมต้องสบาย ปฏิบัติธรรมต้องสะดวก”
แม่งอยู่ในห้องแอร์ โอ้โฮ! แม่งนอนจมกันอยู่นั่นน่ะ ปฏิบัติธรรม ต้องสบาย ปฏิบัติธรรมต้องสุข
สุขก็ตู้เย็นไง แช่ แช่แข็ง
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา เรากินยา ถ้ามันจะขื่น มันจะขม มันจะสิ่งใดนะ ถ้ามันหาย หายป่วย ถ้ามันดีขึ้นไง ดีขึ้นนะ
อาการปวดกาย อาการวิตกกังวล อาการทุกข์ร้อน ขับเคลื่อนสิ่งใดไม่ได้เลย มีแต่สายตาเรียกร้องให้คนมาอุปัฏฐาก แต่ถึงเวลานะ ถ้ามันกินยา มันขื่นมันขมขนาดไหน มันขับไง ขับเหงื่อ ขับไคล ขับไข้ ขับสิ่งเป็นพิษออกจากร่างกาย มันจะขมมันจะขื่นขนาดไหน เราก็ต้องกลืน
กินยาง่ายๆ คนกินยาง่ายกินได้ไหม อย่างเรากินได้ทั้งนั้นน่ะ ขอให้รู้ว่ามันเป็นยา กินได้ทั้งนั้นน่ะ อะไรก็กินได้
แต่ไอ้พวกที่ว่ารื่นเริง ปล่อยปละละเลย อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะบวชแล้วเป็นเทวดา บวชแล้วพอมีศีลขึ้นมา เทวดาตัวเขียวๆ เลย ทั้งๆ ที่ขี้เหม็นเหมือนเดิม
แต่ถ้าเป็นธรรมนะ หัวใจมันสูงส่ง ขมขื่นขนาดไหนก็บังคับให้มันเป็นจริงขึ้นมา เพราะอะไร เพราะมันจะไปกำจัดกิเลสไง ความเคยเนื้อเคยตัว เคยชิน เคยชินชาหน้าด้าน มันก็ชินชาหน้าด้านอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้ามีศีลมีธรรมขึ้นมา มันชักเริ่มอายๆ นะ เอ๊ะ! ไอ้นี่มันผิดนี่หว่า ไอ้นี่มันไม่ใช่ มันไม่ควรทำ
แต่ก่อนมันหน้าด้าน มันทำของมันได้ทั้งนั้นน่ะ แต่พอมันกินยาเข้าไป ขม กินยาก็สีละ ความมั่นคง ศีล สมาธิ ปัญญา เวลามันกินเข้าไป มันขื่นมันขม มันขื่นขมเพราะอะไร มันขัดใจไง ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ไอ้ได้ดั่งใจคือนั่นนรกจกเปรตทั้งนั้นน่ะ จะเอาให้ได้ดั่งใจอย่างนรกจกเปรต หน้าด้าน ลวงโลก
แต่ถ้ามันจริง มันขื่นมันขมนะ เพราะกิเลสมันอยากไง อยากจะให้เขายกย่องสรรเสริญ อยากจะให้เขาคุ้มครองดูแล
ใครจะคุ้มครองดูแลใครได้ หายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย สิ่งที่จะดูแลได้ ลมหายใจเราต่างหาก ถ้าเป็นธรรมๆ ก็สติปัญญาของเราต่างหาก สติปัญญาของเรามันคุ้มครองหัวใจของเรา แล้วมันฝึกหัดหัวใจของเราให้เข้มแข็งขึ้นมา
เวลาเข้มแข็งขึ้นมาแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา โอ้โฮ! โอ้โฮ! นะ เพราะอะไร เพราะอวิชชาคือความไม่รู้ แล้วมันรู้มันเห็นเข้า โอ้โฮ! โอ้โฮ! นะ โอ! เรานี่ทำผิดพลาดมามาก แหม! เราไม่ควรทำอย่างนั้นเลย โอ๋! มันทำไปแล้ว
เวรกรรมทั้งนั้นน่ะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำอะไรมา มันเป็นกรรมทั้งสิ้น
แล้วทำอย่างไรล่ะ
ก็แก้ไขไปเท่าที่จะทำได้ อาบัติเบาๆ ก็ปลงอาบัติซะ อาบัติหนักก็ต้องอยู่เวรอยู่กรรมไป ถ้าตาลยอดด้วนก็จบเลย จบเพราะอะไร มรรคผลนิพพานไม่ต้องพูดถึง ยิ่งภาวนาไปยิ่งอั้นตู้ ยิ่งภาวนาไปยิ่งหัวดิ่งลงนรกเลย
พุทโธหาย หายน้ำลายไหลยืดอยู่นั่นน่ะ กรนเลย หายจนกรนคร่อกๆ พุทโธหาย มันไร้สาระมากๆ เลย
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ พุทโธหายนี่มันรวมใหญ่ สักแต่ว่าปรากฏ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ ถ้าอยู่อย่างปกติได้ ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดเลย อยากอยู่อย่างนี้ แต่มันเป็นไปไม่ได้
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายต้องเป็นอนัตตา ศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา ถ้ามีสติปัญญารักษามันดีงาม มันก็เข้มข้น เวลามันแปรปรวนขึ้นมา มันก็เสื่อมสภาพไป มันไหลออกมา เห็นไหม มันต้องชำนาญในวสีไง ชำนาญในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ รักษาที่เหตุนี้ไง ผลของมันคือจิตสงบสุขไง เห็นไหม ขมเป็นยา
ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่ได้เพราะมันจะตามใจกิเลส ไม่ได้ๆ เพราะมันจะไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาเรา ถ้าเราหักห้ามการกระทำนี้ไง มันไม่ไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมา ตัวเองก็สงบสุขไง
ไอ้ไม่ได้ๆ ไม่ได้เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ ไม่ได้ๆ เพราะเอามาแล้วมันเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ไม่ได้ๆ ให้มันเห็นโทษของมันไง มันก็ไม่ส่งออก อาการของมันก็ไม่ไปยึดไปเหนี่ยวข้างนอก มันก็กลับมาที่เป็นตัวของมัน
ไอ้ที่มันไม่ได้ๆ มันส่งออกไปไง มันจะไปคว้าเอาเลยไง วิมานเป็นของกู นู่นเป็นของกู ยึดมั่นถือมั่นไปหมด ทุกข์เจียนตาย
ฟังเขาปฏิบัตินะ คนนู้นไปเที่ยวสวรรค์ คนนู้นจะไปโปรดเปรตโปรดผี ไอ้เราก็อยากจะเป็นอย่างนั้น เวลาหลับหูหลับตาไปมันหลอนไง เห็นผีเห็นสางมา โอ๋ย! ตื่นตกใจจนสติขาดเป็นบ้าเป็นบอได้เลย
ขมเป็นยา บังคับไว้ บังคับจิตของเราไว้ด้วยสติด้วยปัญญา ถ้าตัวมันเองสงบสุขนะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
แสง ความรับรู้ต่างๆ เกิดจากผู้รู้นี้ทั้งสิ้น แล้วผู้รู้มีสติปัญญาเข้ามาถึงตัวมันเอง เห็นไหม ขมเป็นยาๆ ขมเป็นยาคือการรักษา การดูแลเพื่อจะเข้าสู่ฐาน สู่สัจจะความจริงไง นี่ปฏิสนธิจิตไง ภวาสวะไง ภพ
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตใครจิตมัน เกิดกี่ภพกี่ชาติ เวรกรรมมันสะสมอยู่จนเกิดเป็นพันธุกรรมของจิต ถ้าไม่เป็นพันธุกรรมของจิต พระอรหันต์แต่ละประเภททำไมแตกต่างกัน
พระอรหันต์ พระอรหันต์เหมือนกัน พระอรหันต์ไม่มีประเภทไหนหรอก พระอรหันต์มีแต่สิ้นกิเลส แต่อำนาจวาสนาที่ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา นั้นต่างหากที่ได้สร้างมาให้มันแตกต่างกันไป พอมันแตกต่างกันไปนะ พระอรหันต์ถึงแต่ละประเภทๆ ที่ได้สร้างบุญกุศลของท่านมา นี่พันธุกรรมของจิตแต่ละดวงไง
แล้วจิตของแต่ละดวง แล้วปัจจุบันนี้จิตของเรานี่ไง ถ้าจิตของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เรามีกายกับใจๆ นี้ไง มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ออกฝึกหัด ออกบวช ออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง
ถ้าเริ่มต้น บังคับๆๆ บังคับให้มันบริกรรม บังคับให้มันออกกำลังกาย บังคับให้จิตมันแสดงตัว บังคับให้จิตมันเข้มแข็งขึ้นมา แล้วจิตมันเข้มแข็งขึ้นมา
ร่างกายเข้มแข็งขึ้นมามีแต่กล้ามเนื้อ จิตมันเข้มแข็งขึ้นมานี่อ่อนนิ่มไปหมดเลย จิตยิ่งเข้มแข็งนะ โอ๋ย! มันละเอียดละออไปหมดเลย แล้วเป็นอิสระด้วย เพราะอะไร เพราะมันไม่เสวยอารมณ์ไง
ถ้ามันเสวยอารมณ์มันก็คิดไง มันเสวยอารมณ์มันก็หยาบไง มันก็ส่งออกไง มันหดเข้ามาเป็นตัวของมันเอง เห็นไหม พอเป็นตัวของมันเอง ให้มันเป็นข้อเท็จจริง เวลามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง ถ้ามันเป็นตัวของมันเอง มันไม่แผดไม่เอา
ไอ้เมื่อก่อนมันโง่ กลัวจะไม่รู้ กลัวจะไม่มีปัญญา ไปกว้านมาเผาตัวเองเลย สมบัติของเขาก็ไปจำของเขามา แล้วก็จำไว้เป็นสัญญา สัญญามันก็ขันธ์ ๕ ไง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ความคิด ความปรุง ความแต่งก็เป็นสังขาร ไอ้จำๆๆ ไอ้สัญญานั่นก็เป็นสัญญา แล้วสัญญามันเป็นจิตตรงไหน
นี่มันไปกว้านเอามานะ แล้วก็มาเป็นก้างขวางหัวใจนี้ไว้ ขวางไว้อย่างนั้นน่ะสัญญา มันต้องเป็นอย่างนี้ๆๆ แล้วมันเป็นไหม เวลาสงบเป็นอย่างที่เอ็งคิดหรือเปล่า ไม่เห็นเป็น เวลามันเป็น เป็นตัวของมันเองไง
เป็นตัวมันเองเพราะอะไร
อำนาจวาสนาของคน ใครสร้างเวรสร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหน คนทำคุณงามความดีสะสมมามันก็ยิ่งใหญ่ ไอ้เรานะ ทำมาแค่นี้ แล้วมันสงบได้มันก็บุญกุศลของตัวเองแล้ว จะไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดเลยก็ขอให้มันสงบสุขตามความเป็นจริง
ถ้ามันสงบสุขตามความเป็นจริงแล้ว ถ้ามันออกรู้ออกเห็นไว้ ต้องมีสติยั้งไว้ตลอด รั้งไว้ๆ อย่าให้ไป ถ้าไปแล้ว มันใช้พลังงานแล้วเดี๋ยวมันก็เสื่อม มันใช้พลังงานแล้วเดี๋ยวมันก็เบาลงไง เบาลง หัวใจมันก็เหลวไหลไปไง
ถ้าคนฉลาดไม่เอา กูเหนื่อยเกือบตาย แล้วกูจะมาปล่อยปละละเลยให้มันไหลไปตามกิเลสได้อย่างไร ก็รักษาไว้ รักษาไว้จนถ้ามันมีกำลัง มีกำลังน้อมไป ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ ถ้าเห็นนะ
เพราะเห็น เห็นอะไร
ถ้าเห็น มันเห็นกิเลสด้วย
กิเลสเป็นนามธรรม อาศัยบนภวาสวะ หลวงตาพระมหาบัวไง เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติธรรมะอยู่ฟากตายๆ แล้วเวลามันจะเป็นจะตาย ท่านไม่กลัวตาย แล้วท่านก็ปฏิบัติของท่านด้วยกำลังของท่าน เวลาถึงที่สุดท่านบอกเลย กิเลสตาย เราไม่ตาย
เห็นไหม มันอาศัยใจเราอยู่ไง มันอาศัยใจเราอยู่
หลวงปู่มั่นไง กิเลส อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต อยู่ภวาสวะ อยู่ที่จิตใต้สำนึกนั้น
เวลาพิจารณาไป ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันจะไปถึงภวาสวะ จะไปถึงภพไง
ไปถึงภพอะไร
เพราะที่ภวาสวะที่ภพ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ มันเป็นปัจจยาการ เวลาหยาบๆ มันเป็นขันธ์ มันเป็นกอง มันหยาบกว่าเยอะเลยไง เลยเวลาฝึกหัดปฏิบัติเข้าไป สติปัญญามันก็ไล่กัน ถ้ามันเป็นมรรคเป็นผลไง เวลามันเข้าไปถึงที่อยู่ของอวิชชา มันผ่องใส มันเวิ้งว้าง นั่นล่ะอวิชชาทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันจะเข้าไปตามความเป็นจริงไง
แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาจิตสงบแล้วมันก็สว่าง มันก็มีอาการ ไอ้นี่มันแค่อาการของจิต มันไม่ใช่ตัวจิต ถ้าตัวจิตๆ ที่มันสว่างโพลงในตัวของมันเองนั่นน่ะ นั่นน่ะตัวจิต แล้วตัวจิต ตัวฝึกหัดปฏิบัติไง
นี่ไง ถ้าการฝึกหัดปฏิบัติ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ถ้าเป็นยา ขมทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นยา มันเป็นยาขม ยาขม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราเวลาท่านเทศนาว่าการไง ถ้าย้อนไปถึงเร่งความเพียร โอ้! มันทำได้อย่างไร
ได้
ท่านบอกว่าทำได้อย่างไร โอ้โฮ! มันแบบว่ามันสละชีวิตทั้งนั้นน่ะ
แต่สำหรับเราที่เราพิจารณาของเราเองนะ ได้ ได้เพราะมันมีอวิชชาไง ได้เพราะมันมีกิเลสไง ได้เพราะมันเป็นคนป่วยไง
คนป่วยมันมีไข้ คนป่วยมันป่วย ถ้าป่วยแล้วรักษาให้มันกลับมาเป็นปกติ แล้วเป็นปกติไม่ป่วย เราจะต้องไปทำอย่างนั้นหรือ อู้ฮู! อู้ฮู! เลยนะ เวลาพิจารณาย้อนหลังไป
แต่พวกเราพวกที่ฝึกหัดปฏิบัติไง ถ้าปฏิบัติแล้วเอาหัวใจไว้ในอำนาจของตนได้ สาธุ มันก็มีความสุขพออยู่ได้ เวลาทำสมาธิได้นี่พออยู่พอกินไง แต่ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนานะ จะฆ่าจะแกงกัน ว่าอย่างนั้นเลย มันจะฆ่าจะแกงกิเลส ถ้าไม่ฆ่าไม่แกง กิเลสมันจะหลุดไปจากใจได้อย่างไร
แล้วหลวงตาพระมหาบัวเวลาถึงที่สุด กิเลสตาย เราไม่ตาย
มันถึงอาศัยอยู่กับจิต แต่มันอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่ยุคไหนสมัยไหนไม่รู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ ไม่มีต้นไม่มีปลาย มันอยู่คู่กันมา มันสร้างสมกันมา มันขับเคลื่อนมา มาด้วยกัน
แล้วถ้าเรายังอ่อนแอ ขมเป็นยาๆ เราไม่กล้าแตะ เราไม่กล้าต้อง เราไม่กล้าทำสิ่งใดเลย มันก็จะอยู่คู่กันตลอดไป เพราะบุญและบาป บุญและบาปเป็นอามิส เป็นสิ่งที่ผูกพันอยู่กับหัวใจนั้น
ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาๆ ดับทุกข์ นิโรธ ด้วยมรรค ๘ ด้วยวิธีการประพฤติปฏิบัติมรรค ๘ ในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
บุญ ถ้ามีบุญมีกุศลมา มันก็สร้างอำนาจวาสนามา ว่าฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันจะได้ลิ้มรสของธรรม สติธรรม สมาธิ ปัญญาธรรม ฝึกหัดปฏิบัติไป เดินจงกรมพิจารณาเลย สติเป็นอย่างไร อ๋อ! นี่สติ สมาธิจะเป็นอย่างนี้ สติมีรสชาติอย่างไร สมาธิมีรสชาติอย่างไร เวลาปัญญามันเกิด มรรคมันเกิด โอ้โฮ! นี่รสของธรรม
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
รสของธรรม แล้วธรรมรสชาติในแผนกใด ในอย่างใด แล้วเวลาพิจารณาไป เวลาธรรมจักรมันเคลื่อน เวลามันเคลื่อนขึ้นมา มรรคสามัคคี มรรครวมกันสามัคคี รวมกันสมุจเฉทปหาน เวลามันดับทุกข์ มันรู้มันเห็นหมดล่ะ
ต้องรู้ต้องเห็นโดยตนเอง
ถ้าไม่รู้ไม่เห็นโดยตนเอง กิเลสมันอยู่กับใจ กิเลสมันอยู่ที่จิตใต้สำนึกของเรานี้ แล้วเวลาพิจารณาไป เวลาสิ่งที่จะไปชำระล้างก็มรรคอริยสัจจังนี่ไง
เวลามันสัจจะความจริง เวลามันปล่อยวางๆ ปล่อยวางนี้มันเป็นการสมดุลกันระหว่างการพิจารณา มันเข้าใจกันมันก็วาง มันไม่มีเหตุไม่มีผลไง มันไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันไม่ชำระล้างอะไรกัน เพียงแต่แยกกันจากไป
แต่พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เวลามันขาด มึงตาย ตายชัดๆ กิเลสตายหนเดียว ยถาภูตัง เกิดญาณทัสสะ เกิดความรู้ เกิดความเห็นอยู่ที่จิตนั้นน่ะ
ขมเป็นยา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเป็นความทุกข์ความยากทั้งนั้น ความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ
งาน ทำงานสิ่งใดก็เหน็ดเหนื่อยทั้งนั้นน่ะ งานทางโลกเขาก็แสวงหาปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิต งานทางธรรม งานทางธรรมเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาไม่ได้อะไรเลย ได้สติ จิตใจผ่องแผ้ว เดินจงกรมแล้ว โอ้โฮ! ปลอดโปร่ง ชีวิตยอดเยี่ยม สมกับความเป็นพระ
พระมันต้องมีคุณสมบัติ มีเหตุมีผลในใจของตน แล้วพิจารณาเป็นชั้นเป็นตอน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา หัวใจเยี่ยม เยี่ยม แล้วเยี่ยมนิ่งๆ ด้วยนะ แล้วต้องเป็นผู้ฉลาด ไม่โม้ ไม่พูด ถ้าพูดไปแล้วมันวิตกกังวล มันออก พลังงานมันไปกับเขา ไร้สาระ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ เดินจงกรมแล้วก้มหน้าด้วย เดินสวนกับใครไม่เห็น ไม่รู้ ไม่สน ดูใจของตัว
ไอ้ที่ว่าเดินมานี่อาจหาญเลยนะ “ใครอยากฟังธรรม จะโปรด แสดงธรรม” ไร้สาระ มันเป็นไปไม่ได้
ขมเป็นยา หวานเป็นลม ขมเป็นยา ไอ้ที่ว่าหว่านล้อมนั่นน่ะ นั่นน่ะของหวาน ตอนนี้เขาลดเค็ม ลดหวานนะ หวานมันจะสร้างความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งนั้นน่ะ หวานน่ะ ขมมันเป็นยา ล้าง ล้างสิ่งที่เป็นพิษในร่างกาย
เวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา วิปัสสนาญาณมันจะล้างกิเลส ถ้ายกขึ้นสู้วิปัสสนามันจะรู้จักกิเลสและเห็นกิเลส แล้วถ้าวิปัสสนา พิจารณาไปแล้ว สิ่งนี้มันเป็นพิษเป็นภัยทั้งนั้นน่ะ
สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย เห็นไหม ธรรมชาติ ธรรมชาติมันให้ประโยชน์ มันก็ให้โทษ ทุกอย่างให้โทษ มันให้ประโยชน์ ของมันเป็นธรรมชาติ หยินกับหยาง กิเลสมันเป็นทางลบ ธรรม คุณงามความดีมันเป็นทางบวก มันขับเคลื่อนหัวใจมาตลอด มันขับเคลื่อนหมุนไปไง รูปกับนาม ที่ไหนมีรูป ที่นั่นมีนาม แล้วรูปมันจะเคลื่อนไปด้วยนามมันหมุนไป
แล้วมันหมุนอย่างไรล่ะ
ถ้ามันเป็นความจริงๆ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปของเรา ขมเป็นยาๆ ถ้ามีความเพียรชอบ เดี๋ยวมันกระจ่างกลางใจเลย แล้วกระจ่างกลางใจนะ เวลามันเปิดหัวใจแล้วนะ ตู้พระไตรปิฎกใน
ตู้พระไตรปิฎกนอก ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เรามีกุญแจไขแล้วก็เปิดหนังสือ
ตู้พระไตรปิฎกในมันรู้แจ้ง มันพร้อมเสมอเลย
หวานเป็นลม ขมเป็นยา
หวานเป็นลมๆ นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ จะเทศนาว่าการ จะโปรดสัตว์ หวาน หวานเจี๊ยบเลย โปรดใคร
ขมเป็นยา ทางจงกรม ที่นั่งสมาธิภาวนา ความเพียรกระหน่ำเข้าไป เพราะความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ
กิเลส ความคิดลบ ความคิดบวก มันเกิดมากับใจที่มันเป็นนามและรูปที่หมุน หมุนขับเคลื่อนชีวิตมาตั้งแต่ไม่มีต้นไม่มีปลาย ด้วยอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญอีกหนหนึ่งเพราะเจริญขึ้นมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติกันมาถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติ
คำว่า “วางข้อวัตรปฏิบัติขึ้นไป” มันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด ละเอียดสุด มันเป็นการกระทำของท่าน มันเป็นร่องเป็นรอย เป็นกระบวนการ สิ่งที่ให้มันวิปัสสนาให้มันจบมันสิ้นเป็นขั้นเป็นตอน เป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา แล้วผู้จริงมี ถึงได้มาทดสอบตรวจสอบ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํไง ตรวจสอบ ตรวจสอบกันด้วยเวลาสนทนาธรรม มันจริงหรือเท็จไง
เพราะมันมีจริงมาก่อน มีจริงมาก่อนต้องมีอำนาจวาสนา ถึงมีสติมีปัญญา ถึงรักษาหัวใจของตน ถึงประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
แล้วผู้ที่มีอำนาจวาสนาน้อยกว่า แต่ได้เกิดร่วมกึ่งกลางพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้การกระทำไง มันมีผู้รู้ ผู้มีการกระทำ ผู้รู้จริงคอยชี้คอยแนะ มันเป็นวาสนามากๆๆๆๆ เลย
เราทิ้งโอกาสนี้ไป สิ่งมีชีวิตไม่มีต้นไม่มีปลาย มันจะหมุนของมันต่อไป มันจะเกิด มันจะตายต่อเนื่องไป แล้วถ้ามันเกิดมันตายต่อเนื่องไป มันไม่มีอะไรแปลกประหลาดนะ
เพราะในพระไตรปิฎก เวลาเขาไปถามพระพุทธเจ้าไง พระพุทธเจ้าบอก เราเคยเกิดเป็นจักรพรรดิ เคยเป็นกษัตริย์ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ในสุตตันตปิฎก เวลาทศชาติ เกิดเป็นกษัตริย์ กษัตริย์เป็นจักรพรรดิมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็เกิดตายๆ ท่านบอกว่าท่านเป็นจักรพรรดิ เป็นกษัตริย์ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ มันเป็นมานานแล้วไง
แต่ไอ้นี่เราไม่ใช่ เราเกิดเป็นคน เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนานะ ขมเป็นยา ธรรมและวินัย สิ่งที่บังคับ บังคับเป็นกติกากับชีวิตของเรา แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริง
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันมีความสงบสุขในชีวิต มันก็เห็นคุณค่าแล้ว อืม! ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติ เราไม่ทำให้จิตสงบ เราจะไม่ได้ลิ้มรสอย่างนี้เลย เราจะไม่รู้จักเลยว่าสิ่งนี้มันมีคุณค่า แล้วมีคุณค่ามากกว่าปัจจัย ๔ มากกว่าเรื่องโลกามิส เรื่องสุขทางโลก
ทางโลกเขามีความสุขกันนะ โอ้โฮ! มีมโหรสพสมโภช โอ๋ย! มีความมาก สุขของเขา เหนื่อยเกือบตาย เสร็จงานกลับไปต้องไปพักฟื้น
ไอ้ของเรา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี อยู่ก็สุข สุขของเราเอง ไปไหนมันก็อยู่กับเรา มันเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เกิดจากจิต อยู่กับจิต จิตของเราเอง ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย
ของเขาไม่มีคอนเสิร์ตไม่สนุกนะ ไม่ได้สังคม ทุกข์เจียนตาย ยิ่งเขาได้ เราไม่ได้ โอ๋ย! จะเป็นจะตาย
ไอ้ของเรา ใครจะดี ใครจะชั่ว เรื่องของเขา เราจะดูแลหัวใจของเรา
ขมเป็นยา สิ่งใดที่ทวนกระแสกลับ ทวนกระแสอารมณ์ของเรานี่แหละ อารมณ์ที่มันอยากได้อยากเป็น หักห้าม หักห้าม อะไรที่มันจะทำตามแต่อำเภอใจของมัน หักห้าม หักห้าม ขมทั้งนั้นน่ะ แต่มึงจะเป็นคนดี มึงจะเห็นคุณมันเอง ศีลน่ะ ถึงเวลาแล้วจะเห็นคุณหมดเลย พอเห็นคุณขึ้นมา เออ! ความคิดอย่างนั้นผิด ทำไปแล้วบาปอกุศล อันนี้ถูก ทำไปแล้วปกติสุข ทำไปแล้วจิตใจเข้มแข็งขึ้น ทำสิ่งที่ดีงามขึ้น
หวานเป็นลม ขมเป็นยา
เอาความสะดวกสบาย เอาความพอใจของตน หวานเป็นลม เป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
ขมเป็นยา ขมเป็นยา จิตใจมันเติบโตขึ้น จิตใจมันเข้มแข็งขึ้น จิตใจมันเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วมันเอ็นดูผู้น้อย ผู้น้อยที่มาฝึกหัดใหม่ไง ผู้ฝึกหัดใหม่ก็เหมือนเราใหม่ๆ นั่นแหละ งงไก่ตาแตกเลย แต่เราฝึกหัดไปๆ มันเติบโตขึ้น มันใหญ่ขึ้น แล้วดูแลน้องๆ ดูแลคนอื่น
เขาเป็นอย่างนั้นแหละ เหมือนเด็กน้อย ตีอกชกตัวจะเอาแต่ความพอใจของตัว ไม่รู้ถูกรู้ผิด โตขึ้นมาถึงจะรู้ถูกรู้ผิด แล้วรู้ถูกรู้ผิดก็ทำไปแล้ว
จิตใจมันโตขึ้นมา จิตใจโตขึ้นมา
ขมเป็นยา ขม คำว่า “ยา” สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์กับการฝึกหัดปฏิบัติ ใครจะทิ้ง ใครจะขว้าง เราเก็บ เก็บไว้เวลามันเจ็บป่วยมันมาขอ เอาที่มันทิ้งมันขว้างให้มันกิน
ใครจะทิ้งจะขว้างช่างมัน แต่เรารักษาไว้ ดูแลไว้เพื่อคุณเพื่อประโยชน์กับหัวใจของเราเอง และคุณประโยชน์แก่ชาวพุทธในพระพุทธศาสนา
เขารู้เขาเห็นนะ เขาเห็น ตาของคนมี หูของคนมี เขารับรู้ได้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดเลว สิ่งใดเป็นคุณจะเป็นคุณกับหัวใจของตน เอวัง