ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ได้ละ

๓o มี.ค. ๒๕๖๗

ได้ละ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๐๐๖. เรื่อง “อธิษฐานจิต”

มีความรู้สึกชัดเจนว่า ได้อธิษฐานตั้งมั่นว่าจะบวชในชาตินี้ให้ได้ ระหว่างทางมีกิเลสมากมาย และทดสอบอยู่เนืองๆ ขอความเมตตาหลวงพ่อชี้แนะแนวทางให้ผมได้ตั้งมั่นในคำอธิษฐานต่อไปครับ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : คนที่มีความตั้งมั่น มีความตั้งใจในการจะออกบวชเยอะมาก แต่เวลาออกบวชแล้วนะ เวลาบวชเป็นพระเข้าไปแล้วมันก็จะไปเจอสังคมอีกสังคมหนึ่ง สังคมที่ว่าเป็นภิกษุด้วยกัน เป็นนักบวชด้วยกัน แล้วนักบวชด้วยกันที่ดีงามก็มากมาย นักบวชที่ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลัง หน้าอย่างหนึ่ง หลังอย่างหนึ่งก็เยอะ

ฉะนั้น ถ้าเราเข้าไปในสังคมอย่างนั้นแล้ว เราก็ต้องเอาตัวรอดของเราให้ได้เหมือนกัน ถ้าในสังคมนั้นจะเอาตัวรอด เอาตัวรอดด้วยอะไร ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ด้วยการที่ว่าเราตั้งใจว่าจะบวช ชาตินี้จะบวชให้ได้ ตั้งใจจะบวชพระ

ถ้าบวชพระแล้วมันจะมีอุปสรรคมากมายมหาศาล อุปสรรคมากมายมหาศาลเพราะอะไร อุปสรรคมากมายมหาศาล เพราะคนเราเกิดมา เราเกิดมีชาติมีตระกูล มีพ่อมีแม่ ทัศนคติ ความรู้ความเห็นต่างๆ แตกต่างกันมากมาย

ถ้าทัศนคติแตกต่างกันมากมาย เขาก็อยากจะให้เรามั่นคงในทางโลก ถ้ามั่นคงทางโลก เห็นไหม เวลามีลูกมีเต้าก็จะให้เป็นฝั่งเป็นฝา ถ้าเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว เวลาถ้าเป็นฝั่งเป็นฝาขึ้นมา ในการครองเรือน มีความสุขเท่าปลาเล็กๆ ตัวหนึ่ง แต่ความทุกข์นะ เหมือนกับวิดทะเลทั้งทะเลเลย นี่พูดถึงว่าในทัศนคติ ในมุมมองของผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร แต่ในทางโลกๆ มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามันเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา มันก็ต้องทนทุกข์ทนยากทนลำบากลำบนของตนตลอดไป

แล้วมันก็อยู่ในเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็สร้างคุณงามความดีของเรา เราก็ทำเพื่อบุญเพื่อกุศลของเรา เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะก็เกิดมาให้มีบุญมีกุศล ให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิตของตนพอประมาณ

ถ้าตั้งใจจะออกบวชในชาตินี้ เราตั้งใจ เราก็ตั้งใจของเราไว้ ถ้าตั้งใจไว้นะ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนไง บางคนตั้งใจแล้ว ถ้าไม่ได้ออกบวชก็บวชใจ บวชใจก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา แล้วรักษาชีวิตของเรา

ทีแรกก็มีความตั้งใจของตน แต่หัวใจของคนมันโดนทดสอบตลอดเวลาแหละ มันจะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไอ้นั่นเล็ก ไอ้นี่น้อย มันก็ทำให้เรามันแบบจิตใจมันเสื่อมไปๆ ความดีงามต่างๆ มันก็ไหลไปตามกระแสสังคม แต่ถ้าเราจะเข้มแข็งของเรา กระแสสังคมมันก็ติฉินนินทา ถ้าเราจะมีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน นี่เวลาคนเราจะเผชิญกับชีวิตจริง

เราจะอยู่ในชีวิตจริงของเรา ชีวิตจริงในทางโลก ตั้งใจหวังดี ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา แล้วเวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เราอยู่กับสังคม สังคมก็ถูลู่ถูกังลากเราไปตามสังคมนั้น ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา เราเชื่อมั่นในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็พยายามจะปฏิบัติของเราให้มั่นคงของเรา ถ้ามันได้มรรคได้ผลมากน้อยขนาดไหน ก็แล้วแต่ฆราวาสธรรม

เราจะมาบวชเป็นพระๆ ไง ตั้งใจว่าจะบวชในชาตินี้ เวลาตั้งใจบวช ตั้งใจแล้วนะ เวลาบวชไปแล้วนะ มันมาคิดได้ว่า เฮ้ย! คิดถูกหรือคิดผิด

แต่ภาษาเรานะ ถ้าเราเป็นธรรมๆ นะ คิดถูกร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราไม่ได้บวชเป็นพระ เหยียบแผ่นดินผิดเลยล่ะ

นี้เราเกิดมาในพระพุทธศาสนาแล้วเราตั้งใจของเรา ถ้าเราทำได้ของเราจริง แต่เวลาบวชไปแล้ว เพราะบวชไปประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่บวชเพราะแก่เฒ่า บวชเพราะไม่มีความสามารถจะดำรงชีวิตในทางโลกได้ ก็มาบวชเป็นพระเพื่อจะเอาชีวิตรอด

แต่ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง เราไม่เหยียบแผ่นดินผิดไง เราบวชมา บวชมาเพื่อจะละกิเลส บวชมาเพื่อจะฝึกฝน บวชมาเพื่อจะประพฤติปฏิบัติ บวชมาเพื่อจะเอาความจริงความจังของเราขึ้นมา

ถ้าความจริงความจังของเราขึ้นมา เราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง เราจะได้เป็นแบบอย่าง สาธุ เป็นตัวอย่างของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์

แต่ท่านไม่ให้พระอยู่จำพรรษากับท่านมากๆ นะ ท่านจะให้อยู่รอบข้าง ท่านจะให้ไปฝึกหัด ท่านจะให้สามารถมั่นคงยืนขึ้นมาได้ แล้วถ้ามีปัญหาสิ่งใดถึงจะเข้าไปหาท่าน ให้ท่านแก้จิต แก้จิตให้

ถ้าอยู่กันตลอดเวลา พระมันจะมากไป

หลวงตาเวลาท่านบอกว่า ท้ายๆ ที่วัดป่าบ้านตาด ท่านบอกว่ามันจะเป็นปลากระป๋อง มันจะอัดกันในกระป๋อง มันแน่นอยู่ในกระป๋อง ท่านบอกให้ย้ายออกๆ ให้ฝึกหัด ให้เอาจริงเอาจังของแต่ละคนขึ้นมา แล้วถึงเวลาแล้วท่านจะแก้ให้ๆ ไง

ฉะนั้น เราจะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่เป็นแบบเป็นอย่างมันก็หาได้ยาก แต่ครูบาอาจารย์ที่หน้าไหว้หลังหลอกเยอะมาก เยอะสุดๆ แล้วเราไปเจอสังคมอย่างนั้นน่ะ มันก็จะมาคิดท้อใจอีกน่ะ เวลาเกิดเป็นมนุษย์เราก็อยากจะบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วก็จะคิดว่าสังคมจะเชิดชูบูชา เวลาบวชเป็นพระแล้วจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจะเอาทางไหน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ”

เราจะบอกว่า บวชเป็นพระปฏิบัติ ถ้าพูดถึงทางโลก ความสุขหาไม่ได้

นี่ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านสิ้นกิเลสแล้ว หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านเปรียบเทียบไง ถ้าเปรียบเทียบถึงทางโลก ทางโลกท่านเหมือนผ้าขี้ริ้ว

เพราะทางโลกไม่มีค่าไง ค่าทางโลก โลกธรรม ๘ ลาภ สักการะ ชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ

แล้วพระมืด พระตาบอดตามัว มันก็แสวงหาสิ่งนั้นกัน ชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณเพื่อจะเชิดหน้าชูตาในสังคม

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเปรียบเหมือนผ้าขี้ริ้วเลย

ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปัชฌาย์ เป็นพระครูที่วัดเจดีย์หลวง ท่านบอกว่า “พระครู พระครูอยู่ที่นี่นะ” พัดยศอยู่ในโบสถ์ ท่านทิ้งหมดเลย แล้วท่านก็เข้าป่าของท่านไป ท่านไม่เอา

หน้าที่การบริหารการปกครอง ที่ท่านบวชแล้วอยู่ที่จังหวัดอุบลฯ เขาก็จะตั้งให้เป็นตำบลอำเภอนี่แหละ ท่านไม่ยอมรับตำแหน่ง เขาก็เลยแบบว่าผู้ปกครองเขาไม่พอใจ เขาก็สั่งให้ประชาชนไม่ให้ใส่บาตร ไม่ให้สนับสนุนนะ ท่านต้องหนีจากอุบลฯ มา เห็นไหม

นี่หลวงปู่มั่นเวลาท่านเผชิญกับโลกธรรม เผชิญกับโลกที่เสียดสี กว่าท่านจะเป็นพระอรหันต์ ท่านได้เผชิญมาทั้งทางโลกและทางธรรม ทางธรรมคือกิเลสในใจของตน เวลาปฏิบัติแล้วเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่นแล้วมันเสื่อม เสื่อมแล้วหลวงปู่เสาร์พาออกวิเวกอย่างไร ทุกข์ยากขนาดไหน เพราะกิเลสในใจนี้มากมาย

นี่พูดถึงว่า ถ้าบวชพระ

เราก็เป็นพระ เราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เจอมามาก เพราะบวชใหม่ๆ ทุกคนวุฒิภาวะฆราวาส พระบวชใหม่ทนคำสอนได้ยาก เพราะชีวิตทางโลก ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ทุกคนก็ศึกษาก็รู้ของตน มาบวชเป็นพระนี้คนละเรื่องเลย อาวุโสภันเต ผู้ที่อาวุโสกว่าจะพูดอะไรก็ถูกหมด ผู้ที่เป็นภันเตพูดอะไรก็ผิดหมด แต่เรามาพบหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า ให้ร้อยพรรษาพูดผิดก็คือผิด

อาวุโส อาวุโสต้องมีคุณธรรมด้วย อาวุโสต้องพูดตรงไปตรงมา พูดเป็นตัวอย่างของพระผู้น้อย อาวุโสที่ดีงามที่เราจะเคารพอาวุโส ให้ร้อยพรรษาด้วย ถ้าปฏิบัติผิด พูดผิด

ท่านก็พูดของท่าน เราไม่สน เราไม่ฟัง เราหาความจริง

นี่หลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยัน ให้ร้อยพรรษา ไม่พ้นจากนิสัย ไม่พ้นนิสัยคือว่าไม่รู้จริง ไม่เห็นจริง ไม่สามารถ ๕ พรรษาท่องปาฏิโมกข์ได้ พ้นนิสัย ให้ร้อยพรรษาก็ไม่พ้นนิสัย เพราะอยู่ในอำนาจของกิเลสไง

ฉะนั้น ถ้าประเพณีวัฒนธรรมนะ ก็อาวุโสภันเต อาวุโสก็คืออาวุโส แต่เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม นี่เป็นสิทธิของเราที่เราจะแสวงหาของเรา

นี่พูดถึง ตั้งใจจะบวชพระ

บวชพระขึ้นมาแล้ว แหม! ทุกคนจะสวยงาม เพราะทุกคนมีความคิดอย่างนี้ ในสังคมสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาพระยอดเยี่ยม ใช่ ถ้าพระเป็นพระจริงๆ แต่ถ้าพระหัวโขนสมมุติสงฆ์ไง โธ่! ทิฏฐิพระ มานะกษัตริย์ ทิฏฐิพระ มานะกษัตริย์

นี่พูดถึงว่า ไม่ได้พูดให้กลัวนะ เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวชพระ เหยียบแผ่นดินผิด แต่บวชมาเป็นพระแล้วจะประพฤติปฏิบัติให้จิตใจของเราเป็นอริยบุคคลขึ้นมาตามความเป็นจริง เราต้องมั่นคง เราจะต้องมีสติปัญญา ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของเขา แล้วถ้าของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา

เราทำคุณงามความดีของเรานะ ถ้ามีที่พึ่งที่อาศัยได้ เราก็พึ่งพาอาศัย ถ้าไม่มีที่พึ่งพาอาศัยได้ อยู่โคนไม้ อยู่เรือนว่าง อยู่คนเดียว แต่ต้องอยู่ในศีลในธรรม

เวลาไปอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีครูบาอาจารย์ กิเลสมันก็เผาลนในหัวใจของตน นั่นก็ของเล็กน้อย นี่ของไม่เป็นไร ทำไปทำมามันก็กลายเป็นดินพอกหางหมู กลายเป็นสิ่งที่เราติเตียนคนอื่นนั่นแหละ สิ่งที่เราติเตียนคนอื่นว่าทำไม่ดีๆ สุดท้ายแล้วเราทำสิ่งที่เราติเตียนคนอื่นหมดเลย เพราะมันไม่มีอะไรเปรียบเทียบไง

เวลากิเลสมันปิดหูปิดตาขึ้นมา มันก็ว่าเราถูกทุกคนน่ะ มันว่าเราดีทั้งนั้นน่ะ มันไม่บอกว่าเราผิดหรอก แต่ด้วยความชินชา ความทำซ้ำๆ มันก็เป็นอย่างนั้นของมันไป เห็นไหม

นี่พูดถึงว่า ถ้าบวชพระ

บวชพระ บวชพระแล้วเราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ถ้าไม่ได้บวช มีสิ่งใดที่สุดวิสัยไม่ได้บวช เราก็บวชใจ เราก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา แต่ถ้าบวชพระมันดีกว่าหลายร้อยเท่า เพราะศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติ ฆราวาสที่เขานั่งตลอดรุ่งๆ ตลอดรุ่งมันนั่งไม่ได้จริงตามสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม มันนั่งตลอดรุ่งโดยการผสมผสานกันไง ด้วยการนั่งสัปหงกโงกง่วง ด้วยการกระทำ มันเริ่มต้นทุกคนปฏิบัติก็เป็นอย่างนั้นน่ะ การนั่งตลอดรุ่งๆ มันลงได้ยาก แต่หลวงตาพระมหาบัวท่านมหัศจรรย์ของท่านไง ท่านนั่งตลอดรุ่งท่านลงสมาธิทุกคืน เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ

แล้วถ้าเราใช้สติปัญญาขึ้นมา ถ้ามันไม่ได้เป็นสัมมาสมาธินะ เพราะจิตสงบแล้วมันต้องคลายออกเป็นธรรมดา แล้ว ๒๔ ชั่วโมงมันอยู่ไม่ได้หรอก เวลานั่งสมาธิ คนบางคนเข้าไปสิบนาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมง สี่ชั่วโมงมากมาย เดี๋ยวต้องคลายออกมา ๒๔ ชั่วโมงมันอยู่ไม่ได้หรอก แต่ละรอบๆ พอจิตมันลงสมาธิ โอ้โฮ! มีความสุข นั่งนะ นั่งได้ทั้งชาติเลยล่ะ แต่พอมันคลายตัวออกมาเกือบตาย เกือบตายก็ต้องสติปัญญาไล่ต้อนจนให้กิเลสมันปล่อยวาง ให้เข้าสู่สมาธิอีก

เวลานั่งสมาธิภาวนาเริ่มต้นมันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากแน่ๆ อยู่แล้ว แล้วถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนานะ มันก็จะทุกข์ยากบากบั่นอยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็ทุกข์ยาก แต่ถ้ามันเข้าสู่ความสงบได้ ได้บางครั้งบางคราว แล้วถ้าจะเข้าอีกก็เข้าไม่ได้ นี่จิตเสื่อม จิตเสื่อม

การภาวนา สมาธิคือสมาธิ สมาธิมีการเข้าการออก การเข้าการออกคือชำนาญในวสี ชำนาญในการกระทำ มันต้องฝึกหัดปฏิบัติของเราต่อเนื่องไปจนเรารู้ช่องรู้ทาง ชำนาญในวสีคือชำนาญในการเข้า เหตุไง

นักกีฬา พรสวรรค์ส่วนหนึ่ง แต่ทักษะในการฝึกหัด ในการฝึกซ้อมสำคัญมาก เวลาฝึกซ้อมมากกว่าเวลาจริงที่ลงแข่งขันหลายเท่าเลย

นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดๆ ทำตัวของเราๆ ให้มันสู่ความสงบให้ได้ ฝึกหัดๆ กระทำๆ แล้วถ้าเป็นความจริง เวลาฝึกซ้อมๆ ฝึกซ้อมมันล้มลุกคลุกคลาน ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวร้อยแปด แต่เวลามันก็ลงได้

นี่พูดถึงว่า เวลาจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา ถ้าบวชเป็นพระ แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมนะ เพราะคำว่า เป็นธรรม” ท่านต้องปฏิบัติมาก่อน ผู้ที่ปฏิบัติมาก่อน เวลาล้มลุกคลุกคลานเป็นอย่างไร รู้ เวลาเสื่อมเป็นอย่างไร รู้ แล้วเสื่อมแล้วพยายามฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่ได้

ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เสื่อมแล้วเอาฟื้นขึ้นมาไม่ได้ ก็อาศัยสัญญาคือความจำที่เคยได้ เอาไว้เทศนาว่าการ แต่ความจริงมันไม่มี มันก็เลยมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไง เบื้องหน้าก็แสดงธรรมในธรรมและวินัย เบื้องหลังกิเลสในใจมันเร่าร้อนน่ะ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มันมีแต่แสวงหายศถาบรรดาศักดิ์ เพราะมันใฝ่อย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้าเป็นธรรม เขาไม่เอา โลกธรรม ๘ เป็นธรรมเก่าแก่ มีมาก่อนพระพุทธศาสนา แล้วก็จะมีมาต่อไป แต่ภาวนามยปัญญา อกุปปธรรม ปัจจุบันธรรม มีเฉพาะจิตที่มันเป็น มีเฉพาะจิตที่ประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ปัจจุบันธรรมอันนั้น แล้วปัจจุบันธรรมอันนั้นรักษาได้ยากหรือได้ง่าย

นี่พูดถึงว่า ถ้าบวชพระไปแล้ว สิ่งที่เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะเกิดข้อเท็จจริงในหัวใจของตน

ฉะนั้น ที่ว่า ตั้งใจอธิษฐานว่าชาตินี้จะบวชแน่นอน แต่อุปสรรคระหว่างทางมากมาย แล้วเกิดได้เนืองๆ

ถ้าเกิดได้เนืองๆ นะ เราก็สงวนรักษาแล้วเราก็ฝึกหัดปฏิบัติในทางเป็นฆราวาส เราไม่มุทะลุ ไม่หักพร้าด้วยเข่า ไม่ทำผลกระทบกระเทือนต่อใคร

พระกัสสปะเป็นลูกเศรษฐีก็ปรารถนาอย่างนี้แหละ แต่พ่อแม่ก็อยากให้มีครอบครัว แต่บุญไง บุญที่สร้างมา ไปเจอภรรยาก็คิดแบบเดียวกัน ก็พ่อแม่เหมือนกัน ลูกผู้ชายคนเดียวกับลูกสาวคนเดียว ทั้งพ่อทั้งแม่ก็คิดเหมือนกันให้แต่งงาน แต่งงานก็ตกลงว่าเราจะอยู่พรหมจรรย์ด้วยกัน ไม่มีเพศสัมพันธ์ จนพ่อแม่ตายหมด พ่อแม่ฝ่ายพระกัสสปะ พ่อแม่ฝ่ายภรรยาตายหมด ตายเสร็จแล้วก็แจกทรัพย์สมบัติทั้งหมด พระกัสสปะกับภรรยาออกบวช พระกัสสปะเอตทัคคะในทางธุดงควัตร บวชเมื่อแก่ พระกัสสปะ นี่วาสนาของคน

ทีนี้ถ้าวาสนาของคน ถ้ามีอำนาจวาสนาของเรา เราก็ดูแลรักษา แล้วถ้าเป็นไปได้ อนาคตก็บวชแน่นอน ถ้าบวชไปแล้วก็อย่างที่พูดให้ฟังนี่ เราจะพูดไว้ก่อนว่า ถ้าบวชแล้ว คิดว่าบวชแล้วมันจะรื่นเริง มันจะมีสมความปรารถนา

สังคม สังคมของฆราวาส สังคมของพระซับซ้อนกว่าอีก แล้วสังคมของพระนะ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาฟื้นฟูฝ่ายวิปัสสนาธุระ แล้วกองทัพธรรม กองทัพธรรมก็ประชุม เห็นไหม ตอนที่หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติแล้วท่านก็วางข้อวัตรปฏิบัติ แล้วให้พระกรรมฐานทำแบบนี้ๆ ให้หลวงปู่สิงห์แม่ทัพธรรมเป็นผู้ดำเนินการมา

แล้วปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์รุ่นปู่ โรงงานผลิตพระอรหันต์ท่านนิพพานไปหมดแล้ว ต่อมาก็ลูกศิษย์ใครๆ ก็ลัดสั้นลัดง่าย เอาแต่สะดวกสบาย เอาแต่คลุกคลี เอาแต่เทศบาลหนึ่ง เทศบาลสอง เอาแต่เข้าไปหาโยม เอาแต่เทศนาว่าการจะเอาโยมเป็นพระอรหันต์ พระทิ้งไว้ข้างหลัง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ของเราถ้ายังประพฤติปฏิบัติได้ เห็นไหม ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เราก็ดูเหตุพระองค์นั้น ครูบาอาจารย์องค์นั้นท่านอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติหรือไม่ ถ้าอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ นั่นน่ะเหตุทำให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แต่ถ้าในข้อวัตรปฏิบัตินั้นอีลุ่ยฉุยแฉก ดีแต่ปาก เบื้องหน้าและเบื้องหลัง นี่สังคมสงฆ์ จบ

ถาม : ข้อ ๓๐๐๗. เรื่อง “ทะลุสามแดนโลกธาตุ”

ทะลุสามแดนโลกธาตุคืออะไรคะ การบรรลุธรรมจำเป็นจะต้องทะลุสามโลกธาตุไหมคะ

ตอบ : คำถามไง “ทะลุสามแดนโลกธาตุคืออะไรคะ”

ก็พระอรหันต์น่ะ

วัฏวน กามภพ รูปภพ อรูปภพ พระอรหันต์ทำลายอวิชชาในหัวใจของพระอรหันต์นั้น เหตุที่จะไปเกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ มันทะลุไปหมด มันทะลุสามโลกธาตุ

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ถึงอวกาศของจิต อวกาศของธรรม

อวกาศของจิต ในอวกาศมันครอบงำสามโลกธาตุ สามโลกธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

กามภพ ตั้งแต่นรกอเวจีในความเป็นมนุษย์ ภพของมนุษย์ ภพของเทวดา อินทร์ พรหม นี่กามภพ เพราะกามภพ ภพที่เสพกาม รูปภพคือพรหมที่มีรูป อรูปภพ พรหมที่ไม่มีรูป ในอรูปภพมันยังมีพรหม ๕ ชั้นของพระอนาคามี

เวลาสิ้นกิเลส มันต้องทำลายกิเลสอวิชชา มันจะไม่เกิดในสามโลกธาตุ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ วัฏวน เวลาพระอรหันต์ทำลายอวิชชาในหัวใจของตน จิต อวกาศของจิต อวกาศของธรรมมันยิ่งใหญ่กว่าสามโลกธาตุ นี่ไง

“ทะลุสามแดนโลกธาตุคืออะไรคะ”

คือพระอรหันต์ไง แล้วถ้าบรรลุธรรมๆ พระโสดาบันอีก ๗ ชาติ ถ้าบรรลุธรรม แล้วเอ็งว่าประพฤติปฏิบัติธรรมในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้อะไรเลย บรรลุธรรม โง่ๆ เซ่อๆ พูดอะไรก็ไม่รู้ บรรลุธรรม

ธรรมอะไรของเอ็ง นี่ไง โลกธรรม ๘ ไง ธรรมมีลาภไง ธรรมอยากดังไง ชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณไง แล้วสามโลกธาตุเอ็งรู้จักหรือเปล่า แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นอย่างไร แล้วจิตที่มีกิเลสกับจิตที่ละกิเลสแต่ละภพ แต่ละชั้น แต่ละภูมิ มาอย่างไร

“ทะลุสามแดนโลกธาตุคืออะไรคะ การบรรลุธรรมจำเป็นต้องทะลุสามแดนโลกธาตุไหมคะ”

อันนี้อีกเรื่องหนึ่งเลยนะ การบรรลุธรรมไม่ต้องไปรู้แจ้งในเรื่องโลกธาตุ การบรรลุธรรมมันรู้แจ้งใจของตน รู้แจ้งแทงทะลุ วิปัสสนาญาณคือรู้แจ้งแทงกิเลสในใจของตน

เพราะใจของตนมีกิเลส เพราะปุถุชนคนหนาหนาไปด้วยครอบครัวของมาร อวิชชามันมีลูกสาวสามคน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาวมันยังมีลูก อุปาทาน มันยังมีหลาน หลานก็สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่ครอบครัวของมาร

“ทำไมต้องบรรลุสามโลกธาตุคะ”

เขาไม่บรรลุสามโลกธาตุ ถ้าบรรลุสามโลกธาตุก็ไปนาซาไง ส่งจรวดไปอวกาศไง จะไปดาวอังคารนู่น ธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นอวกาศ โอ๋ย! มันเป็นความว่าง มันเป็นสุญญากาศ นี่้ไง สุตมยปัญญา ปัญญาโลกๆ

“ธรรมะเป็นธรรมชาติๆ” พูดธรรมชาตินะ ธรรมชาติก็สสารไง แล้วจิตอยู่ไหน ทุกข์อยู่ไหน คนอยู่ไหน นี่ไง ตัวตนอยู่ไหน

เวลาพูดถึงธรรมะๆ ธรรมะก็คือธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติ แต่ผู้ที่บรรลุธรรมๆ เหนือธรรมชาติ เพราะเหนือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี้ มันทะลุไปหมด เป็นธรรมชาติอันลึกซึ้ง ธรรมชาติอันละเอียด ธรรมะธรรมชาติที่เหนือโลก

ไอ้พูดนี่มันธรรมชาติใต้โลก ธรรมชาติในวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติในสสาร ธรรมชาติของเรานี่ไง

“การบรรลุธรรมจำเป็นจะต้องทะลุสามโลกธาตุไหมคะ”

ไม่ต้อง ถ้าจะทะลุสามโลกธาตุ นี่ไง ยานอวกาศไประเบิด ส่งขึ้นไปแล้วไประเบิดกลางอากาศไง บรรลุเลย บรรลุสามโลกธาตุ ระเบิดจนนักบินอวกาศเสียชีวิตจนกลายเป็นขยะอวกาศ ไร้สาระ ถ้าบอกว่า “บรรลุธรรม ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ”

ไม่ ทำความสงบของใจให้ได้ก่อน จิตสงบระงับแล้วจิตว่าง ว่างจากกิเลสอวิชชา ว่างจากกิเลสชั่วครั้งชั่วคราว สัมมาสมาธิคือจิตสงบ กิเลสสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลงนะ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เห็นกิเลส ถ้าวิปัสสนา มันวิปัสสนารู้เท่ากิเลส รู้แจ้งแทงตลอดกิเลส แล้วก็ทำลายล้างกิเลสเป็นอกุปปธรรม ใจเป็นธรรม บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๑ ก็ยังเกิดในวัฏฏะไง เกิด ๗ ชาติไง เกิดตั้งแต่เทวดา ปิดอบาย ไม่ลงอบาย นี่ถ้าบรรลุธรรมไง

“บรรลุธรรมต้องทะลุโลกธาตุหรือไม่คะ บรรลุอวกาศหรือเปล่าคะ”

มันคนละเรื่อง เรื่องของธรรมะคือเรื่องของอวิชชา เรื่องของกิเลส ชนะตนนี่ไง ชนะกิเลสในใจของตนก็เป็นสัมมาสมาธิ ชนะนะ ถ้าแพ้ไม่เป็นสมาธิ แพ้ก็ล้มลุกคลุกคลาน ถ้าชนะมันก็สงบตัวชั่วคราว แล้วคราวหน้าทำไม่ได้ คราวหน้ามันไม่ให้ชนะหรอก มันเอาเกือบตาย แล้วทำสมาธิอีกไม่ได้

คนที่เริ่มต้นไม่ได้นี่ไง เพราะไม่เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ไง ไม่เชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กรรมฐาน ๔๐ ห้อง

ถ้าเชื่อมั่นในหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใครทำความสงบของใจได้ มันจะมีสามัญสำนึก มันจะมีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันจะมีพุทธะในใจของตน มันไม่อยู่ในความครอบงำของพญามาร

ครอบครัวของมาร อวิชชาคือความไม่รู้ เพราะไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำทุกอย่างที่ไม่รู้ แล้วทำไปทำด้วยความไม่รู้ ทำด้วยความไม่รู้มันก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้น แล้วก็สร้างกิเลสตัณหาความทะยานอยากซับซ้อนมากขึ้น มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย

แต่ถ้ามันจะเป็นชิ้นเป็นอัน เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ของตน เชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กรรมฐาน ๔๐ ห้อง สมถกรรมฐาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มต้นด้วยอานาปานสติ

“พระพุทธเจ้ายังไม่ได้กำหนดพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดพุทโธ”

ก็ตอนนั้นพุทโธยังไม่มี ไปกำหนดอะไรล่ะ พระพุทธเจ้าก็พญามารเต็มหัวใจเจ้าชายสิทธัตถะเหมือนกัน จะพูดดีนุ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหนก็มีอวิชชากันทั้งสิ้น จะเร่าร้อนขนาดไหนก็อวิชชาเหมือนกัน แต่เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อานาปานสติ นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นของเรา ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมาก่อน เห็นไหม ในปัจจุบันนี้โลกเจริญขึ้น การศึกษามีมากขึ้น ก็ให้พุทโธๆๆ พุทโธๆ พร้อมกับลมหายใจ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ใจสงบระงับแล้วน้อมไปสู่สติปัฏฐาน ๔ ให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นไหม

“บรรลุธรรมต้องไปบรรลุสามโลกธาตุหรือเปล่าคะ”

เอ็งก็ต้องไปองค์การนาซาสมัครเลยว่าจะเป็นนักบินอวกาศ ฝึกเลย ฝึกการอยู่ในสุญญากาศ ฝึกว่าเราจะไปอยู่ในอวกาศ จะได้บรรลุสามโลกธาตุไง

เขาให้ทำสมาธิ ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วเข้ามาในใจของตนไง แล้วถ้ามันรู้มันเห็นของมัน มันรู้มันเห็น มันละกิเลส ถ้ามันละกิเลส สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพปรามาส

ความเชื่อมต่อสังโยชน์ สังโยชน์คือความเชื่อต่อกิเลสกับจิตของตน ถ้าชำระล้าง สังโยชน์ขาด สิ่งเชื่อมต่อขาดออกไปจากใจ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพปรามาส สังโยชน์ ๑๐

แล้วเวลาพิจารณาต่อเนื่องไป ถ้ามีอำนาจวาสนา ทำความสงบของใจให้มากขึ้น มีกำลังมากขึ้น เวลามันพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ อุปาทาน กามราคะ ปฏิฆะมันอ่อนลง นี่สังโยชน์

เวลาพิจารณาของตนมากขึ้น ถ้าจิตสงบแล้วนะ ถ้าเห็นกาย เห็นอสุภะตามความเป็นจริง ถ้าพิจารณาแล้ว กามราคะ ปฏิฆะมันขาดไป นี่สังโยชน์เบื้องต่ำ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพปรามาส กามราคะ ปฏิฆะขาดไป ไม่เกิดบนกามภพ

นี่ไง สามโลกธาตุไง สามโลกธาตุเป็นสามโลกธาตุ

ไอ้นี่สามแดนโลกธาตุ เราก็คิดของเราไปเองไง สามแดนโลกธาตุ จะไปทะลุมันที่ไหน ทะลุในอวกาศใช่ไหม ทะลุด้วยการศึกษา ศึกษาด้วยวิชาการ ธรรมะเป็นธรรมชาติ อธิบายเรื่องสสาร เรื่องธรรมชาติ เรื่องอวกาศ โอ้โฮ! มันน่าฟังเนาะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะทำสมาธิไม่เป็น

ทำสมาธิเป็น ทำสมาธิเป็นนะ ทำสมาธิสงบเข้ามาก่อน ถ้าสงบแล้ว

“การบรรลุธรรมจะต้องทะลุสามโลกธาตุหรือเปล่าคะ”

ถ้านางวิสาขา พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน พระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นทั้งหลายเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา

พระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เพราะมีสติมีปัญญารู้เท่าทันสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาแล้ว สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง วิปัสสนาขาดไปเป็นธรรมดา บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

แล้วพระโสดาบัน นางวิสาขา พระอานนท์ เวลาพระโสดาบันๆ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพปรามาส สังโยชน์ขาด เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ จะไม่กล่าวตู่พระพุทธศาสนา ไม่กล่าวนอกเรื่องพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จะชัดเจนในผู้ที่บรรลุธรรม

อนิยต ๒ พระในสมัยพุทธกาลไปนั่งลับหูลับตากับสีกา ผู้ที่เชื่อถือได้เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา ไปฟ้ององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติอนิยต ๒ ผู้ที่เชื่อถือได้พูดอย่างใดต้องเป็นอย่างนั้น ผู้ที่เชื่อถือได้บอกว่าลับหูลับตา พูดอะไรกัน ภิกษุมีความกำหนดอยู่ พูดจาเกี้ยวหญิงเป็นอาบัติสังฆาทิเสส

นี่ไง ผู้ที่เชื่อถือได้ ผู้ที่บรรลุธรรม ผู้ที่เชื่อถือได้ เห็นไหม

เวลานางวิสาขา หลานนางวิสาขาเสียชีวิต ผู้ที่ทำงานแทน เสียใจมาก ร้องห่มร้องไห้ นี่พระโสดาบันนะ ร้องห่มร้องไห้ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “วิสาขาเป็นอะไร”

“หลานตาย”

“แล้วถ้าในเมืองมคธ ถ้าทุกคนที่ตายเป็นหลานของเธอ เธอจะร้องไห้วันละกี่หน คนตายเยอะแยะ”

นี่ผู้ที่เชื่อถือได้เขามีธรรมในใจแล้ว ความเชื่อมต่อกิเลสกับจิต สิ่งที่มันลึกซึ้งกว่า สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ ยังไม่ได้แตะต้องมัน อนาคามี ความโลภ ความโกรธ ความหลงมันยังมีสังโยชน์เชื่อมต่อ เชื่อมต่อมันสนิทแนบแน่นเลย แต่ไอ้ปลายๆ มันปล่อยวางได้ มันขาดออกไปได้ ปล่อยวาง ยังเสียใจ แต่เสียใจแล้วก็เสียใจอยู่อย่างนั้น เพราะเป็นตัวตนของตน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเตือนเท่านั้นน่ะ สติมันมา จบ เออ! จริง หยุด มันเป็นธรรมชาติ

“บรรลุธรรมต้องทะลุสามโลกธาตุหรือเปล่าคะ”

มันทะลุกิเลสในใจของตน แต่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเป็นข้อเท็จจริงของวัฏฏะ บรรลุธรรมมันต้องรู้ บรรลุธรรมมันชัดเจน มันชัดเจน

ไอ้นี่บรรลุธรรม แต่ยังเห็นเรื่องโลกามิสเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เห็นสังคมนี่ แหม! ไหลตามเขาไปเลย ไม่ต้องไหลตามเขานะ ตัวเองเป็นตัววางแผนซับซ้อนเพื่อจะไปแสวงหาผลประโยชน์ต่างหาก บรรลุธรรมอะไรของมึงวะเนี่ย ไอ้นี่บรรลุธรรมเพื่อหาเงินไง บรรลุธรรมเพื่อกิเลสไง มันเลยบรรลุธรรม

นี่ไง ถ้าบรรลุธรรม หนึ่ง มันมีคุณธรรมในใจ แล้วทะลุสามแดนโลกธาตุคือพระอรหันต์ แต่ถ้าบรรลุธรรมนะ ก็ ๗ ชาติ เกิดอย่างมากอีก ๗ ชาติเท่านั้น พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม พาดกระแส อย่างใดๆ ก็แล้วแต่จะต้องเป็นพระอรหันต์ในอนาคตแน่นอน แล้วแต่ภพชาติใดใน ๗ ชาตินั้น

แต่พระอานนท์บรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วเฝ้าอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ว่า อีก ๓ เดือนข้างหน้าเธอจะได้เป็นพระอรหันต์ด้วยการประพฤติปฏิบัติ

“ต้องทะลุสามแดนโลกธาตุหรือไม่คะ”

ไม่ เวลาปฏิบัติด้วยมรรคด้วยผล ด้วยวิปัสสนา ด้วยสติปัญญาของพระอานนท์เต็มที่แล้ว เหนื่อยเหลือเกิน จะพักผ่อน เอนลงจะพักผ่อน มันเป็นข้อเท็จจริง ไอ้ที่คิดมันเป็นเรื่องส่งออก เวลาเป็นจริงพระอานนท์เป็นพระอรหันต์เลย เวลาเป็นพระอรหันต์บรรลุธรรมในหัวใจของพระอานนท์ไง แต่มันละสามแดนโลกธาตุ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เวลาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่เกิดไง

แต่ถ้าบรรลุธรรม อีก ๗ ชาติยังเกิด พระอนาคามีเกิดบนพรหม เวลาทำลายภพทำลายชาติ ทำลายภพ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส

อวิชชามันมีลูกสาวสามคน พระอนาคามีละความโลภ ความโกรธ ความหลง ละลูกสาว ลูกสาวนี่ขั้นของพระอนาคามี แล้วจะเข้าไปสู่ภวาสวะ เข้าไปสู่ภพ เข้าไปสู่จิตเดิมแท้นั่นน่ะ นั่นแหละเวลามันเข้าไปเป็นปัญญาญาณ ญาณอันนั้นมันจะทวนกระแสกลับเข้าไป ถ้ากลับไปสู่จิตเดิมแท้ แล้วถ้าพลิกฟ้าคว่ำดิน นั่นน่ะมันทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ทำลายชาติ ถ้าทำลายตรงนั้นแล้วไม่เกิด ไม่มีการเกิดอีกแล้ว

แล้วไม่มีการเกิดอีกแล้ว โลกธาตุมันอยู่ไหนล่ะ สามแดนโลกธาตุมันอยู่ไหน

มันยิ่งใหญ่ เห็นไหม มันครอบคลุมทั้งสามโลกธาตุ เพราะจิตมันเคยเกิดในสามโลกธาตุนี้ แล้วจิตมันคุมหมดเลย อวกาศของจิต อวกาศของธรรม ของหลวงตาพระมหาบัว อวกาศของจิต อวกาศของจิตเหนือธรรมชาติ ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ในใจดวงนั้น นี่คือบรรลุธรรมไง

ไอ้บรรลุธรรม บรรลุธรรมก็ส่วนบรรลุธรรม เรื่องพระอรหันต์ก็ส่วนพระอรหันต์ แต่ไอ้คนถามมันแบบว่าโง่อย่างกับหมาตาย หมามันตายแล้วมันโง่กว่านั้นน่ะ มันถึงว่า “ทะลุสามแดนโลกธาตุคืออะไรคะ”

คำว่า สามแดนโลกธาตุ” สิ่งที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ วัฏวนไง วิวัฏฏะ พระอรหันต์ทำลายวัฏฏะในใจของตน ไม่ใช่ทำลายวัฏฏะในตำรา ทำลายวัฏฏะโดยวิทยาศาสตร์ ด้วยการคิดค้น ด้วยการศึกษา ไม่มี เพราะไม่ใช่ภาคปฏิบัติ ไม่รู้จริงเห็นจริง ไม่เห็นกิเลสจริงตามความเป็นจริง ไม่ได้ชำระล้างกิเลสตัวใดๆ เลย ให้มันย่อยยับไปจากใจ ไม่มีเลย แต่เวลามี จะมีจริงๆ ขึ้นมา มันเป็นการจิตตภาวนา

ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เวลามันละ มันละที่ใจของตน ละกิเลส ละครอบครัวของมาร ชำระล้าง อาสวักขยญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำลายอวิชชา ทำลายครอบครัวของมารทั้งสิ้น จบ นี่ไง ถ้ามันจบในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

สามแดนโลกธาตุเขามีของเขามาดั้งเดิม โลกธาตุเขามีของเขามา ธรรมชาติมันมีของมันมา ธรรมชาติมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ สิ่งที่จิตของเรา นี่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดในภพใดชาติใดล่ะ ทำบุญมากน้อยขนาดไหนล่ะ เวลาทำบุญมากน้อยนี่ก็ผลของวัฏฏะ

แต่เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาประพฤติปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นิโรคคือขณะเป็นชั้นเป็นตอน

นี่ไง ที่ว่า มีขณะเป็นชั้นเป็นตอน ละเข้ามาเป็นชั้นเป็นตอน มันก็ละ ๗ ชาติ ๓ ชาติ ไม่เกิดในกามภพ แต่เกิดบนพรหม เวลาทำลายภวาสวะ เกิดบนพรหมอันนั้นน่ะ ภพอันนั้นน่ะ ทำลายอันนั้น พอทำลายอันนั้น ทำลายวัฏฏะ โลกธาตุไหวหมดเลย สุดท้ายทะลุสามแดนโลกธาตุคือพระอรหันต์ ท่านรู้ของท่าน อธิบายอีกร้อยชาติ คนมืดบอดรู้ไม่ได้ เพราะว่าอะไร

เพราะหลวงปู่มั่นท่านชอบสวดมหาสมัย มหาสมัยไง เทวดาชั้นนั้นก็มาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาแต่ละภพ ตั้งแต่พรหม เทวดา อินทร์ พรหมแต่ละภพแต่ละชั้นจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไง โลกธาตุ วัฏวน

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไปเกิดบนภพใดชาติใด กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เพราะทุกจิตมีเวรมีกรรมทั้งสิ้น มีการกระทำ มีความรู้สึกนึกคิดมโนกรรมร้อยแปดพันเก้า เขาจะเกิดตามแต่กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เกิดในภพในชาติที่สมกับบุญและบาปของเขา

แล้วถ้าเขาเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เขาจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่สอนไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย สอนการชำระล้างกิเลสในใจของบุคคลคนนั้น บุคคลคนนั้นทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจแล้วใช้วิปัสสนาทำลายอวิชชาแล้วจบสิ้นกิเลสในใจของตน ครอบสามโลกธาตุ อวกาศของจิต อวกาศของธรรม เอวัง