จิตเรา
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๘๑. เรื่อง “จิตนอก จิตใน”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกเริ่มภาวนาพุทโธช้าๆ ตามลมหายใจเข้าออก ดูลมไปด้วย แต่คิดแทรกเข้ามาทุกครั้ง คิดนั้นคิดนี้แล้วก็ดึงกลับ จนได้มาฟังเทศน์ของหลวงพ่อเคยตอบคำถามไว้ว่า “ลองพุทโธเร็วๆ ดังๆ”
สักพักพุทโธเร็วๆ ของลูกก็ไปจับที่ชีพจรในลำคอ ได้ยินเสียงตึบๆๆ แล้วลูกเกิดความสบาย ลูกรู้สติทุกอย่าง เข้าสมาธิทุกครั้งก็เกือบจะเจอสภาวะนี้
อยากถามหลวงพ่อว่ามันคือภาวะของอะไร ลูกมาถูกไหม
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนมาเจอเพื่อนที่เขาปฏิบัติภาวนา เขาบอกว่า จิตมีสองจิต จิตนอกและจิตใน และชวนให้ลูกลองนอนภาวนาดู มันจะได้ผลเร็วกว่า เขายกตัวอย่างว่า เราจะกินแต่อาหารจานเดียวไม่ได้ (เพราะลูกฟังเทศน์หลวงพ่อสงบ เขาบอกลูก ฟังหลายๆ อาจารย์หาทางลัด) แต่ลูกก็ลองนอนแล้วมันก็หลับเจ้าค่ะ
อยากถามหลวงพ่อว่า จิตนอก จิตใน คือแบบไหนเจ้าคะ
(จิตของลูกที่ลูกเข้าใจคือจิตที่จับพุทโธกับลมหายใจ)
นอนภาวนาจะไปเร็วกว่านั่งไหม ลูกฝึกภาวนามา ๔ ปีแล้ว ความรู้สึกไม่ไปไหนเลย ยังอ่อนหัด ลูกไม่เคยไปคุยเรื่องภาวนากับใครนอกจากสามีที่ฝึกมาด้วยกัน และมาฟังที่หลวงพ่อบอกย้อนหลังหลายปีเอาเจ้าค่ะ แต่ความจำลูกไม่ค่อยดี ต้องฟังหลายๆ ครั้งเจ้าค่ะ
ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ ไม่เคยคุยเรื่องธรรมะกับใครเลยนี่ดี เราคุยธรรมะ เราคุยเป็นวิสาสะ เราคุยกัน เราทักเราทายกัน แต่เรื่องภาวนานะ กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ ห้ามเชื่อแล้วเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา
ไอ้ที่ฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่เหลวแหลก แหลกเหลวสิ้นดี ไม่ต้องทำอะไรเลยบรรลุธรรม มีจิตนอก จิตใน
มันเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระธรรมดานะ เราไปคุยกับเขาแล้วเราเสียหายมาก เพราะอะไร เพราะคำถามก็บอกแล้ว
มาฟังเทศน์หลวงพ่อ พอฟังเทศน์หลวงพ่อแล้วนะ พุทโธไวๆ พุทโธไวๆ
พุทโธไวๆ ก็ได้ ช้าๆ ก็ได้ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้จิตเราสงบสุข
แล้วนี่สงบสุขไหม
นี่เขาบอกภาวนามา ๔ ปี แล้วทำมา เวลาจิตมันสงบสุข เริ่มต้นที่คำถามไง มันไปเห็นสภาวะความมีสติสัมปชัญญะกับจิตของตัว สัมมาสมาธิมันต้องเป็นแบบนี้
คำว่า “มีจิตนอก จิตใน” จิตอะไรของเอ็ง
เวลาหลวงปู่ดูลย์นะ จิตนอก จิตใน จิตถอด จิตเห็นจิต บุคคล ๔ คู่
จิตนอก จิตใน จิตถอด มันต้องทำความสงบของใจให้ได้ก่อน
หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอนพุทโธเหมือนกัน พุทโธๆ เวลาถ้ามันคิด มันคิดแล้วมันสงบสุขขึ้นมาก็พุทโธต่อเนื่องไป แล้วถ้ามันคิดฟุ้งซ่านก็ดูความคิดไป แต่ดูความคิดโดยสติโดยปัญญาของตน นั่นเป็นปัญญาอบรมสมาธิ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา
เวลาทำความสงบของใจ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอน พระกรรมฐาน จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร
พระกรรมฐานเริ่มต้นจิตเป็นอย่างไร คือจิตทำสมาธิเป็น ทำสมาธิไม่เป็นมันเป็นเรื่องโลกๆ ไง
ไอ้นี่ทำสมาธิไม่เป็น แล้วมันมีจิตนอก จิตใน มีจิตสอง
มันมีอยู่คำถามหนึ่งที่เขาถามเรามาไงว่า เขาทำความสงบแล้วจิตของเขาสงบสุข เขาเห็นความคิดภายนอก เห็นความคิดภายใน
เราบอกว่าถูกต้อง ปัญญาโลกกับปัญญาธรรม แล้วฝึกหัดปฏิบัติต่อเนื่องไป
โอ๋ย! คนถามกันมาใหญ่เลย จิตนอก จิตใน จิตอะไร ละเมอเพ้อพก
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอน “จิตหนึ่ง” ทำจิตหนึ่งให้ได้ ทำความสงบตัวให้เป็น แล้วจิตเห็นอาการของจิต มันถึงจะรู้ของมัน
ไอ้นี่ไปไหนมา สามวาสองศอก ไอ้พวกนี้พวกหลอนยา พวกหลอนยาไง ธรรมะเป็นยาเสพติด แล้วก็ไปเสพติดไอ้บ้าบอคอแตกอะไรกันมาก็ไม่รู้ แล้วก็มามีจิตนอก จิตใน จิตสอง จิตสาม จิตอะไร ละเมอเพ้อพก
เวลาพวกเมายานั่นน่ะ มันฆ่าพ่อฆ่าแม่มันเลย ไอ้นี่เวลาจิตนอก จิตใน มันฆ่าพุทโธ ฆ่าหัวใจของตัวเลย มันทำหัวใจของตัวให้แหลกเหลว มันทำหัวใจของตัวให้ไม่มีหลักเกณฑ์ พวกไร้สาระ พวกหลอนยา
ถ้าเรามีอำนาจวาสนา คำถามนี้มันฟ้องอยู่ในตัวของมันเองแล้วว่า หนูภาวนามา ๔ ปี แล้วฝึกหัดกับสามีของตัว คุยกันสองคน แล้วไปในแนวทางเดียวกัน ๔ ปีมีความสงบสุข มันเป็นสภาวะ นั่นคือสภาวะอะไรเจ้าคะ
เห็นไหม มันมีหลักเกณฑ์ มันมีจิตของเราไง จิตของเรา พยายามทำจิตของเราให้เป็นจิตหนึ่ง จิตหนึ่งคือจิตเป็นสัมมาสมาธิ คือจิตที่เป็นอิสระจากกิเลสชั่วคราวๆ
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ การทำความสงบของใจ การฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้นพยายามให้จิตของตัวให้สงบสุขเป็นสัมมาสมาธิ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา จะสูงจะต่ำอยู่ที่อำนาจของแต่ละบุคคล
แล้วหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก เวลาเข้าสมาธิได้ เวลาจะออกมา จะคลายตัวออกมา อย่าพรวดพราด ให้ค่อยๆ คลายตัวออกมา คราวต่อไปจะทำได้ง่าย
เห็นไหม มันมีเข้า เพราะว่ามันเป็นจิตปกติ จิตของมนุษย์ จิตสามัญชนเรานี่ มันเป็นธรรมชาติที่มีสติสัมปชัญญะของมัน
แล้วคนที่มีการศึกษานะ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ เขามีสติปัญญานะ เขาทำงานวิจัย เขาต้องทำวิชาการเขาถึงได้เป็นศาสตราจารย์ เขาเรียนมาแล้ว เรียนทางวิชาการมาแล้ว แล้วเขาก็มาวิเคราะห์วิจัย ทำวิจัยออกมาถึงจะเป็นผู้ช่วย รอง เป็นศาสตราจารย์
เขาเป็นดอกเตอร์ เขามีสติมีปัญญาของเขา สติปัญญาอย่างนี้เป็นสติปัญญาวิชาชีพ เป็นสติปัญญาวิทยาศาสตร์ เป็นสติปัญญาที่คนเรียน เห็นไหม ครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ ลูกศิษย์ต้องฉลาดกว่าครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่มาสอนตั้งเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ จะเป็นดอกเตอร์ๆๆ ปัญญาอย่างนี้ปัญญาโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ
แล้วเรามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา แล้วมันก็ใช้ปัญญาอย่างนี้ ใช้ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ นี่เป็นปัญญา ปัญญาอะไร
ถ้ามีอำนาจวาสนา หลวงตาพระมหาบัวท่านทำไว้เป็นทางวิชาการ ว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ อบรมสมาธิคือใช้สติปัญญาจนมันหยุด หยุดคิด หยุดนิ่ง จิตหนึ่ง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฟื้นฟูพระกรรมฐานขึ้นมาด้วยให้บริกรรมพุทโธๆๆ
คำว่า “บริกรรม” จิตมันต้องบริกรรม มันต้องนึก พอมันนึกแล้วมันก็ระลึกพุทโธๆ มันระลึกจนตัวมัน เห็นไหม ระลึกจนสิ่งที่ระลึก เมื่อก่อนที่ความรู้สึกนึกคิดมันก็ระลึกอย่างนี้แหละ แต่มันคิดไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ไม่มีการควบคุมดูแล
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านสอนให้นึกพุท นึกโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ให้นึกได้แค่นี้ ให้มันอยู่ในคำบริกรรมของเขา อยู่ในคำบริกรรมแล้วมันไม่ต่อเนื่องไง
เราลองคิดถึงเรื่องที่เราจะคิดสิ มันเริ่มต้น ท่ามกลาง ที่สุด มันเป็นเรื่องเป็นราวไป มันมีอารมณ์ มันมีความรู้สึก มันมีดีใจ เสียใจ อารมณ์โลกๆ ไง
พุทโธๆ พุทธานุสติ มันระลึกถึงธรรมไง
พุทโธๆ ต้องมีคำระลึก ต้องมีคำบริกรรม ถ้าไม่มีคำบริกรรม มันแว็บหายเลย
หลวงพ่อ มันว่างหมดเลย
นั่งหลับ มันหายไป
เพราะจิตนี้เป็นนามธรรม นามธรรมคือใจออกไปแล้วแต่ละวาระ วาระที่มันกระจายไปแล้ว วาระต่อไปมันไม่ให้รู้สึกขึ้นมา
ไอ้คนภาวนาบอก อู้ฮู! เป็นสมาธิ อู้ฮู! จิตว่างหมดเลย เห็นแสง
เฮ้ย! กูรำคาญว่ะ เบื่อ โคตรเบื่อเลย
จิตสงบ สงบอย่างไร บริกรรม คำบริกรรมอยู่กับเราหรือไม่ คำบริกรรมมีสติสัมปชัญญะพร้อมหรือเปล่า แล้วมีความรู้สึกอย่างไร
เวลาบริกรรมไป นั่งไปขนลุกพองเลย ขนลุกซู่ซ่า บริกรรมตัวนี้ว่างเปล่า แต่สติพร้อมนะ ตัวนี้กลวงหมดเลย นี่ปีติไง
วิตก วิจาร พุทโธคือวิตก พุทและโธคือวิจาร วิตก วิจาร วิตก วิจาร วิตก วิจารจนจิตมันมีหลักเกณฑ์ของมัน มันมีปีติ สุขในร่างกายไง ขนพองสยองเกล้า ตัวขยายใหญ่มหัศจรรย์ อู๋ย! ตื่นเต้น
ยัง พุทโธต่อเนื่องไป
เวลาคนมีอาการอย่างนี้ปั๊บ เราจะหยุดไง จะไปหยุด จะไปตื่นกัน แล้วได้แค่นี้
จิตเป็นอย่างไรไง ศีล สมาธิ ปัญญา จิตหนึ่งๆ พุทโธๆ มันคิด พุทโธๆ อารมณ์ จากจิตรู้สึก สิ่งที่ถูกรู้คือเราระลึกถึง ถ้าสิ่งที่เราระลึก ระลึกอะไร เราระลึกพุทและโธ แล้วคนที่ระลึกมันคือใคร แล้วจิตมันอยู่ไหน
ไอ้นี่จิตมีนอก มีใน
ฟังเทศน์มากเกินไป แล้วก็เพ้อเจ้อเพ้อฝัน แล้วก็หลอนยา เดี๋ยวก็ฆ่าพุทโธตัวเองเสียหายหมด ว่างหมดเลย โอ้โฮ! เวิ้งว้างหมดเลย
เฮ้ย! กูรำคาญเว้ย เบื่อ ไร้สาระ
แต่ถ้าพุทโธๆ ของเราไป ถ้ามันพุทโธไม่ได้ก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญามันเคลื่อนไหว มันคิดแต่ละเรื่องไป พอสติปัญญามันเท่าทันความคิด เพราะอะไร เพราะความคิดเกิดดับๆๆ คิดแล้วคิดเล่า คิดวันหนึ่งเป็นล้านๆ เรื่อง แล้วก็คิดแต่เรื่องอดีตอนาคต คิดเรื่องปัจจุบัน ก็คิดอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าสติปัญญามันเท่าทันนะ พอคิดไป คิดแบบมีโทษไง หยุด สติมันชัดๆ นะ เฮ้ย! กูก็หยุดคิดเป็นนี่หว่า จิตหนึ่งๆ
จิตนอก จิตใน มันเป็นคนไอ้พวกเพ้อเจ้อ พวกไร้สาระ
ฉะนั้น คำถามของโยม เราเปรียบเทียบถึงสังคมตอนนี้ไง ผู้ที่ฝึกหัดแนวทางกรรมฐาน แนวทางพระป่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้หลงยุค เป็นผู้ล้าสมัย เป็นผู้ที่ปฏิบัติยาก สู้ละเมอเพ้อพกเพ้อเจ้อ จิตนอก จิตใน
มันเป็นความคิด มันเป็นนามธรรม มันก็คิดเพ้อเจ้อเพ้อฝัน แล้วแห้งแล้ง ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น เป็นประโยชน์กับกิเลส เป็นประโยชน์กับผู้ที่ทำลายพระพุทธศาสนา เป็นประโยชน์กับผู้ที่คอยทิ่มคอยตำ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เขาปฏิบัติตามธรรมตามวินัย แล้วถ้ามันจะเป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมา รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง มันจะฝังใจแบบคำถามที่ถามมาว่า
พุทโธเมื่อก่อนเขาภาวนาของเขาอยู่ แต่เขามาฟังในเว็บไซต์ไง บอกว่าหลวงพ่อบอกให้พุทโธเร็วๆ เสียงดังๆ
อันนี้เป็นแนวทางของหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะ ครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ พุทโธไวๆ พุทโธไวๆ เพราะความคิดมันเร็ว พอความคิดมันเร็ว ช้าอยู่ พอนึกพุท มันคิดไป ๒ รอบ กลับมาโธ โธเสร็จแล้วมันคิดไปอีก ๔ รอบ แล้วก็กลับมาพุท แต่ถ้าบางคนมีวาสนานะ พุทหยุด โธก็มีสติ อยู่ที่วาสนา
แล้วพุทธจริต พวกมีสติปัญญา ปัญญาชน พุทโธไม่ค่อยได้ มันเหมือนกับว่าบังคับให้เราเซ่อ บังคับให้เราโง่เง่าเต่าตุ่น กิเลสมันคิดอย่างนั้น แต่ความจริงนั่นน่ะคือเนื้อหาสาระ คือคำบริกรรม คือการจิตมันบริกรรม จิตมันเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวเพื่อหยุดนิ่ง
ธรรมดามันเคลื่อนไหวของมันโดยธรรมชาติของมัน เคลื่อนไหวไปด้วยความเพ้อเจ้อ เพ้อพก เพ้อฝันตามแต่จริตนิสัย ตามแต่กิเลส เราก็ให้มันเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวในพุทและโธ พุทและโธ เคลื่อนไหวพุทและโธ
แล้วถ้ามีสติสัมปชัญญะ มันมีคำบริกรรมของมัน มันก็จะเบาบางลง จากที่ว่าเครียด ที่มันทุกข์มันยาก มันจะเริ่มสะดวกขึ้น มันจะทำกลมกล่อมกลมกลืนกับจิตของตน เพราะมันเป็นธรรมะ เพราะมันเป็นธรรม
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
แต่รสของธรรม เหมือนเด็กๆ เลย อาหารที่เป็นประโยชน์ให้มันกิน มันเบื่อ อาหารอะไรที่เป็นโทษมันชอบๆ จิตก็เหมือนกัน คิดตามกิเลสนี่ยอดเยี่ยม ยอดมนุษย์ พุทโธนี่เซ่อ เป็นผู้ไม่มีปัญญา เป็นสมถะแก้กิเลสไม่ได้
เอ็งหาจิตหนึ่งไม่เจอ เอ็งจะเริ่มภาวนาไม่ได้ สิ่งที่ทำนั้นเป็นโลกียะ เป็นสัญญาของโลกทั้งนั้น เป็นเรื่องฌานโลกีย์ แล้วออกไป แล้วมันรู้เห็น มันเห็นไหม เห็น ฌานโลกีย์ก็เกิดจากจิตไง เกิดจากจิตส่งกระแสไปตามกระแสโลกไง
ถ้าธรรมล่ะ
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
รสของธรรมคือรสอะไร
รสจืดสนิท รสที่ไม่มีรส รสของธรรมคือน้ำจืด
ไอ้นั่นมันชอบกินเหล้า กินวิสกี้
รสของธรรม รสน้ำใสสะอาด ให้คุณประโยชน์กับร่างกายล้านเปอร์เซ็นต์ รสของธรรมคือรสจืด รสจืดๆ จืดสนิท
ดูอาหารสิ อาหารทั่วโลกเลยนะ โอ้โฮ! รสชาติเข้มข้น ไปดูอาหารจีนสิ รสจืดๆ
รสของธรรม รสของธรรมคือน้ำสะอาดบริสุทธิ์ รสจืด แล้วมีคุณค่า
ฉะนั้น สิ่งที่เขาบอก จิตนอก จิตใน
คำถามนี้ พอเขาพูดนี่หูผึ่งเลยนะ เฮ้ย! มีจิตนอก จิตในด้วยหรือ ไอ้เราภาวนาเกือบตาย
แต่แค่สงบสุขนั่นแหละดีมาก หยุดคิด จิตหนึ่ง พอจิตหนึ่งมีกำลังแล้วน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นอาการของจิต จิตมันเห็นกิเลส
ไอ้นี่จิตมันไม่เป็นจิตหนึ่ง จิตมันไม่มีกำลัง จิตมันไม่เป็นอิสระ เอ็งคิดอย่างใดมันก็มีกิเลส มีสมุทัยเจือในความคิดมาตลอด
หลวงปู่มั่นบอกว่า อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต อยู่ที่จิตใต้สำนึก
เอ็งจะคิดอะไรก็แล้วแต่ อวิชชามีส่วนในความคิดนั้นล้านเปอร์เซ็นต์
สัมมาสมาธิ จิตหนึ่ง จิตจะเป็นหนึ่งได้ต่อเมื่อกิเลสสงบตัวลง คือกิเลสมันเผลอ กิเลสมันวางมือ มันถึงจะเป็นสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิ หลวงตาพระมหาบัวท่านสอน เข้าและออก
เป็นสมาธิ มันก็เป็นอยู่เท่าที่กำลังของคนและเท่าที่อำนาจวาสนาของคน โดยธรรมชาติมันต้องคลายตัวออกมาเป็นสถานะของปุถุชน เป็นสถานะของมนุษย์อิสระ อิสระในการจองจำ แต่ไม่ใช่อิสระในความคิด อิสระในสถานะสิทธิเสรีภาพ
แต่ความคิดเป็นสิทธิเสรีภาพหรือไม่
มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก
สิ่งที่เป็นไปได้ เรากำลังหาจิตหนึ่ง ทำความสงบของใจ โยมทำถูกต้องชอบธรรม แล้วผลก็ออกมากับใจของโยมอยู่แล้ว แต่โยมดันไปเจอไอ้พวกพาลชนไง มีจิตนอก จิตใน ต้องมีนอนสมาธิ
แล้วนอนหลับตลอด ได้อะไร
ธรรมดานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสีหไสยาสน์ นั่นท่านนอนภาวนา ฉะนั้น เวลาท่านบัญญัติไว้ถึงยืน เดิน นั่ง นอน
ครูบาอาจารย์ พระกรรมฐานท่านจะสอนว่าให้ยืน เดิน นั่ง นอนอย่าทำ เพราะนอนมันจะหลับ
แล้วนี่ก็ไปนอนกับเขา ไอ้เขานอนหลับจนกรนเลยนะ นอนหลับจนฝันเพ้อเจ้อนะ แล้วเขาก็มาสอนเรา แล้วไอ้พวกนี้ชอบ ชอบเพราะอาจารย์สอนให้สะดวก สอนให้สบาย สอนให้ตีแปลง สอนให้นอนกรนเลยนะ โอ้โฮ! นิพพาน นิพพานดังคร่อกๆ นิพพาน
เฮ้ย! เอ็งเชื่อหรือวะ กาลามสูตรเขาห้ามเชื่อ
แล้วมันการยืนยัน ยืนยันคำถามท่อนแรก บอกว่า หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ มันก็ติดขัด พอมาฟังในเว็บไซต์บอกให้เร็วๆ ก็ได้ อะไรก็ได้ ก็พยายามทำอย่างนั้น แล้วก็ทำได้มาทั้งคู่ แล้วฝึกหัดปฏิบัติกับสามี ปรึกษากันสองคน ปรึกษากันสองคนด้วยทัศนคติ เพราะฟังเทศน์เหมือนกัน เชื่อในทางเดียวกัน
ไอ้เพื่อนที่มาเป่าหูน่ะ เขาจะมาหาเหยื่อ
ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ เพราะโยมสองคนทั้งสามีภรรยามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา มันก็เป็นเหยื่อของนักล่า นักล่าที่ว่า นอนภาวนาเลย นอนให้หลับไปเลย แล้วจะเป็นสมาธิเลย
เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน โยมไปเชื่อมันได้อย่างไร
ไม่ต้องไปเชื่อมัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ แล้วห้ามเชื่อเวลาหลวงพ่อพูดด้วย หลวงพ่อนี่พูดเก่งเลย แต่หลวงพ่อภาวนาเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
โยมทำของโยมเอง อันนั้นน่ะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เชื่อผลของการปฏิบัติ ถ้าเราฟังแล้ว เราปฏิบัติแล้วถ้ามันดีงาม นั่นน่ะใช่ ถ้ามันฟังแล้วนะ ไปไหนมา สามวาสองศอก จิตนอก จิตใน
ไอ้จิตนอก จิตใน จิตถอด ของหลวงปู่ดูลย์ นั่นเป็นเพราะว่าหลวงปู่ดูลย์ท่านถนัด แล้วท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ท่านฉลาด ฉลาดกับจิต ฉลาดกับความคิด ฉลาดกับในหัวใจของตน
คนที่จะปฏิบัติมันอยู่ที่จริตนิสัย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนให้พุทโธ หลวงตาพระมหาบัวท่านก็สอนพุทโธๆ เราชอบพุทโธ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง พุทโธเป็นที่หนึ่ง เพราะเริ่มต้นด้วยพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เทวตานุสสติ ระลึกถึงใครล่ะ ระลึกถึงเทวดาก็ได้ แล้วทำได้หมด
ขนาดที่ว่าหลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดกับพวกที่ถากถางว่าพวกพุทโธโง่ๆ นี่ไง
ท่านบอกว่า มีคนโง่คนหนึ่ง แล้วจะหัดปฏิบัติ เขาคิดอะไรไม่ได้เลย เขาคิดแต่ขี้ๆๆ จิตเขาจะสงบได้ไหม
ไอ้พวกที่ถากถางนะ พวกนี้นักศึกษาทั้งนั้นน่ะ ๙ ประโยค
ได้ครับ
ท่านบอกบอกว่านี่ได้นะ ถ้าไม่ได้จะสอยกระเด็นเลย
นี่เหมือนกัน พุทโธๆ มันเป็นมาตรฐาน แล้วคนส่วนใหญ่แล้วมีวาสนาไม่มีวาสนา เราก็จับหลักนี้ไว้ก่อน ฝึกหัดปฏิบัติก่อน เหมือนนักกีฬาฝึกหัดให้ตัวเองมีแนวทางก่อน แล้วเทคนิคของแต่ละบุคคลนั้นน่ะ ทักษะของแต่ละบุคคล เราค่อยฝึกหัดกัน
นี่เหมือนกัน เราเริ่มต้นฝึกหัด เราต้องการจิตหนึ่ง ไม่ใช่จิตนอก จิตใน จิตหนึ่งยังทำไม่ได้เลย จะมีจิตนอก จิตใน มันเปิดทางกว้างให้กิเลสมันหลอกไง
ทำให้ของเราเป็นจิตหนึ่ง แล้วไม่ให้กิเลสมันหลอก แล้วพยายามทำของตนให้ถูกต้องชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรมคือมีความสุข มีปกติสุข ไม่หลอกตัวเองและไม่หลอกคนอื่น
ไอ้นี่อาจารย์เขาสอนให้เขามาหลอกไง ฟังเทศน์หลวงพ่อคนเดียวไม่ได้ ต้องฟังเทศน์ทั่วๆ ไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ฟัง แต่ท่านก็เติมด้วยกาลามสูตรด้วย ห้ามเชื่อๆๆ ให้ฟัง ให้ฟังทัศนคติ ให้ฟังเหตุฟังผล ฟังเหตุผลฝ่ายตรงข้าม ฟังเหตุผลทุกๆ ฝ่าย แล้วเราใช้สติปัญญาพิจารณาของเรา แล้วเราฝึกหัดของเรา
เราก็ใช้ระบบนี้นะ ตอนบวชใหม่ๆ ไปหาครูบาอาจารย์มากมายมหาศาลเลย โดนหลอกทั้งนั้นน่ะ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าโดนหลอกนะ ชอบ เห็นเขาปฏิบัติกันเคร่งครัด อู้ฮู! ยอดเยี่ยม ไปฝึกหัดกับเขา ไร้สาระ
จนไปพบหลวงปู่จวนนั่นน่ะ
“อวิชชาหยาบๆ ของท่านสงบตัว อวิชชาอย่างกลางๆ ในใจท่านมากมาย อวิชชาอย่างละเอียดมันครอบงำหัวใจท่านหมดเลย”
อืม! ใช่ เปลือกๆ ภายนอก แต่เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา
ไอ้นี่ เห็นไหม ฟังหลวงพ่อองค์เดียวไม่ได้นะ ต้องฟังทั่วๆ ไป
แล้วก็ไปฟังทั่วๆ ไปแล้วมาเทียบกับหลวงพ่อ แล้วอันไหนมีเหตุผลมากกว่ากันล่ะ ก็ให้เชื่ออันนั้น แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไป จิตมันเป็นไม่เป็น
ไอ้นี่จิตมันเป็นอยู่แล้ว เห็นไหม พุทโธไวๆ แล้วมันเวิ้งว้างไปหมดเลย แต่มีสตินะ เพราะมันมีพุทโธอยู่ไง มันมีการกระทำอยู่ เรามีการกระทำอยู่ เรามีสติด้วย แล้วถ้ามันเป็นต้องเป็นอย่างนี้
ไม่ใช่ว่า อู๋ย! มันหายหมดเลย โอ๋ย! มันว่างหมดเลย
ไปหาหมอนะ ศรีธัญญานั่นน่ะ เป็นไปไม่ได้
หลวงปู่มั่นจะถามพระตลอด จิตเป็นอย่างไร
แล้วพอพูดมาผิด
ไม่ใช่ อย่างนี้ๆ สิ
แล้วทำมา พอจิตเราเป็นนะ เออ! กูมันโง่ กูมันโง่ตอนที่ครูบาอาจารย์ท่านโขกสับนะ แต่นั่งอยู่คนเดียว กูเป็นเทวดา กิเลสมันยิ่งใหญ่ มันเหยียบหัวตัวเอง มันฆ่าพุทธะในใจของตัว
ไอ้พวกหลอนยามันฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไอ้นักปฏิบัติมันฆ่าหัวใจของตัว มันทำลายพุทธะ ทำลายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของมันเอง ยังโง่ขนาดนั้น แล้วว่าตัวเองฉลาด
โง่บัดซบ จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๘๒. เรื่อง “ต้องทำอย่างไร”
กราบเรียนหลวงพ่อครับ ผมเดินจงกรมด้วยการกำหนดพุทโธ ตามลมหายใจ กำหนดให้ชัดเจน แต่ก็แฉลบออกไปบ้าง เลยกำหนดให้เร็วขึ้น เร็วจนถี่ ผมรู้สึกว่าการกำหนดเร็วๆ ในตอนนี้มันเข้ากับใจที่สุด เลยกำหนดพุทโธๆ ให้เร็วๆ ไปเรื่อยๆ พุทโธเริ่มจากจาง เลยต้องกำหนดให้ชัดขึ้น หนักแน่นขึ้น แต่ยังเร็วเหมือนเดิม มันเหมือนผมกำลังยื้อแย่งพุทโธกับอะไรสักอย่าง แล้วผมก็หยุดเดิน หลับตา กำหนดให้ชัด เพ่งให้ชัดมากขึ้น ดึงเข้ามาสุดแรง ปรากฏว่า ทุกอย่างเหมือนบีบลง เหมือนผมหลุดไปอยู่อีกมิติหนึ่ง มีเพียงผมและมิติอันเวิ้งว้างนั้น เหมือนอยู่ในห้องปิดสนิทมืดทุกอย่าง แต่มีสติรู้สึกตัวชัด รู้ว่านี่เรา นั้นพื้นที่ว่าง
ผมทรงมันไว้อย่างนั้นสักพัก ความปีติก็เกิดขึ้น มันไม่เคยเป็นชัดๆ แบบนี้ มั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเลย นึกไปเอง แล้วผมก็งงว่าอย่างไรต่อ ทำอย่างไรต่อ เลยค่อยๆ ออกมา ความปีติและอื่นๆ ยังมีอยู่กับประสบการณ์นั้น
ผมก็กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า
๑. สิ่งที่ผมทำผิดถูกประการใด ขอให้หลวงพ่อชี้แนะด้วยครับ
๒. อยากเผชิญความสงบนั้นอีก ผมต้องทำอย่างไรต่อไป ไปต่อไม่ถูกครับ
กราบขอบพระคุณ
ตอบ : นี่ผลของการปฏิบัติไง พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ ของเรา คำว่า “พุทโธชัดๆ” คือต้องมีสติ
เวลาพุทโธๆ มันหายไง พุทโธๆ แล้วมันวางหมดไง มันขี้เกียจ เพราะการบังคับให้จิตทำงานมันเหนื่อย ถ้าปล่อยหมดเลย นอนกระดิกตีนนี่ยอดเยี่ยม
ฉะนั้น ต้องพุทโธชัดๆ แล้วเวลาชัดๆ นะ มันชัดๆ มันละเอียดขึ้น มันรู้ด้วย
สำคัญที่สุดคือสติ
หลวงตาพูดประจำ สติต้องการในทุกๆ กิริยา ทุกๆ วิธีการ สติต้องกำกับตลอด ขาดสติคือว่ามิจฉาหมด ขาดสตินี่มันหลุดไปเลย
ฉะนั้น จะทำอย่างใดก็แล้วแต่ต้องมีสติ
ทีนี้เขาบอกว่าเขามีสติอยู่ตลอดเวลา แล้วเวลามันพุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ มันแว็บ เหมือนเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง
มันมีหลายๆ อย่าง
หนึ่ง มันจะสงบเข้ามาโดยปกติของมัน
หนึ่ง พอจิตมันเริ่มสงบ จิตมันเปลี่ยนจากจิตสามัญสำนึก มันเป็นจิตที่มันจะเป็นตัวของมันเอง มันมีบาปมีกรรมอะไรมันก็จะรู้จะเห็นตอนนั้นน่ะ จะเห็นนิมิต
ถ้าเห็นนิมิตขึ้นมา เราก็ตั้งสติไว้ นิมิตก็คือนิมิต นิมิตหมายถึงว่าเครื่องหมายบอกเหตุ แล้วเครื่องหมายบอกเหตุกับตัวเหตุ อะไรสำคัญกว่ากัน
ตัวเหตุคือตัวจิตของเราต่างหากมันสำคัญกว่าเครื่องหมายบอกเหตุ แล้วเครื่องหมายบอกเหตุ บอกเหตุเพราะอะไร บอกเหตุเพราะจิตมันพัฒนาขึ้นมา พอพัฒนาขึ้นมา มันมีพลังของมัน มันก็จะไปรู้ไปเห็นอะไรที่เขารู้เขาเห็น
ไอ้นั่นมันแค่เรื่องปลายเหตุ แต่ไอ้พวกนักปฏิบัตินี่ตื่น อยากจะไปเห็นอย่างนั้นน่ะ
ฉะนั้น มันจะสงบเข้ามา สงบโดยปกติก็ได้ มันสงบเข้ามาแล้วมันจะไปรู้ไปเห็นอะไรก็ตั้งสติไว้ ไม่เอา เห็นอย่างนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว แล้วก็จะรู้จะเห็นมันไปอีกอย่างนี้ แล้วก็ให้เรื่องอย่างนี้หลอก หลอกจิตดวงนี้อยู่อย่างนี้ แล้วมันก็โง่ๆๆ ไปกับเขาอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะมันเห็นแล้วมันก็ติดไง ก็ติดแหงกแค่นั้นน่ะ ไปไหนก็ไม่ได้อีกแล้ว
ถ้าเรารั้งไว้ รั้งไว้คือสติรั้งความรู้สึกไว้ มันเห็นก็ปล่อยมัน เดี๋ยวมันหายไปเอง แล้วถ้ามีสติปัญญานะ เห็นอะไรก็ถามมันเลย อะไรน่ะ พอถามปั๊บ หายเลย เพราะมันเป็นอาการที่มันหลอกใจ ก็พุทโธต่อเนื่องไป พุทโธต่อเนื่องไป
บางโอกาสมันจะแว็บเข้าไปอยู่ในอีกสถานะหนึ่งอย่างคำถามนี้
ถ้าอยู่อีกสถานะหนึ่ง แต่คำถามบอก ผมมีสติ ผมรู้ตลอด แต่ทำอะไรไม่ถูก
ไม่ถูกก็ต้องพุทโธต่อเนื่อง เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะคำบริกรรม เกิดขึ้นเพราะจิตมันมีความละเอียดเข้ามา ละเอียดเข้ามา มันก็จะไปรู้เรื่องสถานะ เรื่องจริตนิสัย เรื่องเวรเรื่องกรรมใครสร้างมา
บางคนสร้างมาอย่างนี้ มันก็ต้องเจออุปสรรคอย่างนี้ บางคนสร้างมาอย่างนี้ อุปสรรคมันน้อยกว่าเรา บางคนสร้างมา เวรกรรมขึ้นมา ทำอะไรไม่ได้เลย แล้วเห็นเขาภาวนากันก็ปวดหัว เพราะจะทำอย่างนั้นก็ทำไม่ได้
ฉะนั้น ถ้ามันเป็นอย่างนั้น มีสติสัมปชัญญะ ก็ให้พุทโธต่อเนื่องไป แล้วถ้าไปอยู่อย่างนั้นก็มีสติ ถ้ามันคลายออกมา เราพุทโธต่อเนื่องไป มันไม่เข้าตรงนั้นอีกแล้ว มันจะสงบระงับเข้ามา เพราะอะไร เพราะมีสติ เพราะมีสติ มีความวิริยะ มีการควบคุมดูแล เพราะเราเป็นลูกศิษย์มีครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ ไอ้นี่มันแค่เริ่มต้นฝึกหัด เหมือนนักกีฬา แค่ออกกำลังกาย แค่วอร์ม เราวอร์ม จิตมันวอร์ม จิตมันมีกำลังของมัน มันเอาแล้ว มันไม่เหมือนกับเราอยู่เฉยๆ เราวอร์มร่างกาย ร่างกายมันก็ต้องมีกำลัง มีพลัง อืม! ฟิต อยากจะลงแข่ง
นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆ เราวอร์มจิตของเรา เพราะจิตของเรามันดีหรือมันชั่วอย่างไรก็เท่านั้นแหละ แต่ก็รักษาไว้ รักษาไว้ เวลามันมีกำลัง
แล้วผมทำอย่างไรต่อไป
นี่พูดถึงว่าอารัมภบทในคำถามนะ
ฉะนั้น คำถาม
๑. สิ่งที่ผมทำผิดถูกประการใด ขอให้หลวงพ่อชี้แนะด้วย
พุทโธต่อเนื่องไป สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากเราพุทโธ พุทโธต่อเนื่องไป แล้วถ้ามันจิตสงบแล้วนะ จิตสงบ เราก็อยู่กับความสงบนั้น เดี๋ยวมันคลายออกมา เดี๋ยวมันออกมา ออกมาเราก็พุทโธ
หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะท่านสอน ชำนาญในวสี
สมาธิเกิดจากจิต แล้วสมาธิก็เสื่อมไปจากจิต
คนที่ฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมา เวลามันทุกข์มันยาก มันฟุ้งมันซ่าน ทุกข์เจียนตาย เวลามีสมาธิขึ้นมามันสุขสงบของมัน ความสุขสงบอันนั้น สุขกับฟุ้งซ่าน สุขกับทุกข์ สุขทางโลกกับสุขทางธรรม
เราต้องชำนาญในวสี ชำนาญในการกระทำ พอชำนาญในการกระทำแล้ว มันจะเข้า มันจะออก มันจะได้ง่ายขึ้น
นี่พูดถึงว่า จะต้องทำอย่างไรต่อไป
ก็พุทโธของเราต่อเนื่องไป เพราะเราวอร์มจิตแล้ว ถ้าวอร์มจนมันมีความชำนาญ ลงแข่งขันแล้วมีการชนะ มีการแพ้ เวลาออกไปวิปัสสนาแล้ว เดี๋ยวมันก็แพ้ เดี๋ยวมันก็ชนะ เป็นครั้งเป็นคราวตลอดไป
นี่พูดถึงว่า สิ่งที่ผมทำมาถูกต้องไหม
ถ้าไม่ถูก จะมีคำถามมาหรือ ถ้าไม่ถูก มันจะเข้าไปสู่สภาวะนั้นได้อย่างไร มันก็ถูกของมันใช่ไหม แต่ถูกในเราวอร์มจิตใจของเราเท่านั้น
สิ่งที่เราจะวิปัสสนานะ มันจะต้องให้จิตมีกำลัง พอจิตมีกำลังแล้ว ถ้ามันไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงไง
ที่เราพูดทุกคราวไปว่า สติปัฏฐาน ๔ จอมปลอม กับสติปัฏฐาน ๔ จริงในพระพุทธศาสนา
สติปัฏฐาน ๔ จอมปลอมก็ละเมอเพ้อพก จิตนอก จิตใน นั่นปลอมๆ ทั้งนั้นน่ะ แต่พวกเขาว่านี่คือวิปัสสนานะ
แล้วไอ้พุทโธๆ ไอ้พวกนั้นเป็นสมถะ แก้กิเลสไม่ได้ ไอ้ของเขานะ มีสติมีปัญญารู้เห็น รู้ชัด มีจิตนอก จิตใน นี่เขาคิดว่าเป็นวิปัสสนา
ไอ้นั่นก็เป็นอุปาทานหมู่ในกลุ่มของเขา มันก็เป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมของสัตว์ของเขา แต่ของเรา มันสิทธิของเรา เรากำลังจะปฏิบัติอยู่นี่ไง เราจะทำให้ตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนาไง
ฉะนั้น ตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ปัจจัตตังคือรู้แจ้ง รู้จริง รู้ในใจ รู้สุข รู้ทุกข์ แล้วภาษาเราว่า รู้หลงด้วย ไอ้ที่ทำมาผิดๆๆ นั่นน่ะรู้หลง แล้วเวลาทำมาถูกๆๆ รู้จริง นี่ไง จิตมันมีอาการรับรู้
สิ่งที่ทำมาถูกต้องประการใด
ถ้าไม่ถูกต้อง จิตมันสงบเข้ามาไม่ได้
จะบอกว่าจิตไปเข้าอาการอย่างนั้น
นั่นเป็นจริตนิสัย แต่ถ้ามันถูกต้องดีงาม จิตมันต้องมีกำลังของมัน จิตมันต้องมีความสุขของมัน
ที่เราทำปฏิบัติกันนี่ เราทำเพื่อความปกติสุขของใจ สัมมาสมาธิ จิตเป็นอย่างไรๆ ไง วิปัสสนานั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ
๒. อยากเผชิญความสงบนั้นอีก ผมต้องทำอย่างไรต่อ ไปต่อไม่ถูกครับ
ถ้ามันสงบสุข เราก็อยู่กับความสงบสุขนั้น ตั้งสติไว้ แล้วถ้าอาการมันถึงที่สุดแล้วมันจะคลายออกมา เวลาคลายออกมา จำ
หลวงตาท่านสอนไว้ เวลาเข้าสมาธิ ก่อนเข้าสมาธิ เรากำหนดอะไร เราตั้งอารมณ์อย่างไร แล้วถ้ามันเข้าสมาธิได้ ต่อไปอารมณ์อันนั้นน่ะจะเป็นหนทาง หนทางที่เราจะเข้าสมาธิ เข้าและออก
มันมีเข้าและออก เพราะอะไร
เพราะเข้าไปแล้วถ้าเป็นอัปปนา มันนั่งอย่างนี้ ๗ วัน ๗ คืนได้สบาย พอเข้าไปแล้วมันไม่เหมือนกับโลกเขา แล้วเอ็งมานั่งขวางกูอยู่นี่ กูจะทำงาน เอ็งนั่งเกะกะกูได้อย่างไร นี่เข้า เวลาออก ออกมันก็จะแผ่ซ่านออกมา
จิตที่เป็นอัปปนามันสักแต่ว่าปรากฏ ไม่รับรู้เรื่องร่างกายนี้เลย เวลามันออก มันจะคลายตัวออกมา คลายตัวออกมารับรู้ถึงความรู้สึก พอรับรู้ความรู้สึกแล้วเราค่อยขยับ มันค่อยๆ เคลื่อนไหว นี่จากอัปปนาเป็นอุปจาระ
จิต อาการของจิต อุปจาระคือความรับรู้ ถ้าเป็นสมาธิ หูได้ยินเสียงอยู่ ยังบอกกันได้ แต่ถ้าเข้าอัปปนานะ จบครับ ให้เอาลำโพงมาพูดก็ไม่ได้ยิน จิตมันสักแต่ว่า มันไม่ส่งออกมาเลย ฉะนั้น ถ้าว่าเวลามันจะเข้าและมันจะออก มันเข้าออกๆ
นี่พูดถึงคนที่เป็นลูกศิษย์กรรมฐานนะ สมถกรรมฐาน
ดูถูกและเหยียดหยามมาก ว่าสมถะแก้กิเลสไม่ได้ สมถะแก้กิเลสไม่ได้
ตัวสมถะตัวสมาธิเป็นตัวแยกระหว่างโลก โลกียะ กับถ้ามันฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าเป็นสติปัฏฐาน ๔ จริงนะ มันจะเข้าสู่โลกุตตรธรรม
โลก ปัญญาโลกๆ นี่ไง
ธรรม ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิที่มีกำลัง แล้ววิปัสสนาได้ถูกต้องชอบธรรม
เห็น เห็นแล้วพิจารณาอะไรไม่ได้ เห็นแล้วทำอะไรไม่เป็น วิปัสสนาเกิดไม่ได้ แต่แค่รู้แค่เห็น แค่เห็นหนทาง แต่เดินทางนั้นไม่ถูก
นี่ไง พระกรรมฐานไง หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนลูกศิษย์ไง ถ้าใครแน่จริง ก.ไก่ ก.กาว่ามา
ว่ามาก็นี่ ที่พูดวันนี้ เริ่มต้นหนทางการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา
แล้วสมาธิๆ เหลวไหล แหลกลาญ บ้าบอคอแตก เพราะไม่มีวาสนา แล้วเชื่อกระแสโลกให้โลกลากกันไป โลกมันลากหาเหยื่อ หาเหยื่อเพื่อจะหาอามิสสินจ้างของมัน แต่ธรรมะไม่ใช่
กระดาษ โลกธรรม ๘ มันเป็นสมบัติสาธารณะ สมบัติของโลก
จิตมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา นั่นน่ะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มีเฉพาะตน ของใครของมัน ใครทำได้ คนนั้นได้ ใครทำไม่ได้ คนนั้นก็ฝึกหัดปฏิบัติเป็นนิสัยไป
หากเผชิญกับความสงบนั้น ผมต้องทำอย่างไร
ตั้งสติไว้ เพราะมันต้องออกแน่นอน ตกใจก็หลุดเลย มีอะไรก็ออกเลย
แต่ถ้าเราเข้า ฝึกหัดเข้าและรักษาไว้ มันฝึกหัดให้มีกำลัง แล้วมันต้องออกแน่นอน สมาธิอยู่กับเราไม่ได้ สมาธินี้เป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ของชั่วคราวทั้งนั้น แต่สัมมาสมาธิ ฝึกหัดปฏิบัติจนมันแน่น เช่น หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง
ท่านบอก ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นทีเดียว จิตมันดับ คือจิตมันสงบไป ๓ วัน จิตไม่ออกรับรู้ ๓ วัน นิ่งเลย
เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านเทศน์อะไร ท่านพูดอะไร เราฟัง ไม่ใช่อวดนะ เข้าใจหมดน่ะ เพราะมันต้องเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น มันจะยกหัวใจให้เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ไม่ได้
แล้วคนที่ปฏิบัติกันจนสิ้นกิเลสไม่รู้เรื่องอย่างนี้ มันจะสิ้นกิเลสได้อย่างไร คนสิ้นกิเลสไม่รู้จักวิธีการ ไม่รู้จักหนทาง มันจะสิ้นกิเลสได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้
ฉะนั้น อย่าเชื่อใครง่ายๆ
ไอ้ที่พูดวันนี้เพราะอะไร เพราะคำถามนี้มันถูกใจมาก
เพราะสังคมบ้าบอคอแตกกันอยู่อย่างนี้ นักปฏิบัติทั้งหลาย จิตนอก จิตใน
เพ้อเจ้อ เพราะเอ็งยังทำจิตหนึ่งไม่เป็น เอ็งจะเห็นจิตนอก จิตในได้อย่างไร
อย่างน้อยต้องทำจิตหนึ่งเป็น จากจิตหนึ่งมันถึงจะรู้จักจิตนอก ถ้ามันละจิตนอกได้ มันจะรู้จักจิตใน ละจิตในได้ มันจะไปรู้จักจิตถอด ละจิตถอดได้มันจะไปจิตภวาสวะ จิตภพ นั่นมันเป็นข้อเท็จจริงของนักปฏิบัติในวงกรรมฐาน จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๘๓. เรื่อง “กราบขอโอกาสพ่อแม่ครูจารย์”
ตอบ : เขาเขียนมานี่ยาวมากๆ เลย เขียนถึงประสบการณ์การปฏิบัติมาเริ่มต้น
“กระผมมีโอกาสสอบถามธรรมะท่านอาจารย์สงบทางเว็บไซต์เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว”
แล้วชีวิตเขาออกไปทางโลกระหกระเหินไปมามาก แล้วตอนนี้ได้สติปัญญาจะกลับมาฝึกหัดปฏิบัติใหม่
มันก็ยังเป็นโอกาส นักปราชญ์ราชบัณฑิต ผิดพลาดพลั้งไปยังรู้สึกตัว แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติใหม่มันก็เป็นวาสนา
นักปราชญ์ราชบัณฑิต ถ้ามันทิ้งรากฐานของตนไปเป็นพาลชน แล้วสิ้นชีวิตนี้ไป ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด นักปราชญ์ราชบัณฑิตถ้าคิดได้แล้วอยากจะฝึกหัดปฏิบัติ กลับมาทำให้มันถูกต้องชอบธรรม
นั้นคนผิด คนที่รู้จักว่าตัวเองผิด นั้นจะเป็นอริยวินัย หมายความว่ามีโอกาส หมายความว่าได้การกระทำให้ถูกต้องชอบธรรมด้วย
เราอ่านทั้งหมดแล้ว แล้วสาธุ ถ้าผิดไปแล้วคิดได้ แล้วอยากจะกระทำตัวเองใหม่ให้ขยันหมั่นเพียร ทำตัวเองให้อยู่ในศีลในธรรม แล้วฝึกหัดไปตามอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลที่จะทำได้ขนาดไหน เอวัง