เทศน์เช้า วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะคือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง พระธรรมๆ ไง
ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ทุกคนเรียกร้องทั้งนั้นน่ะ แต่เราให้ความยุติธรรมของตัวเราไม่เป็นไง ถ้าเราให้ความยุติธรรมของตัวเราเป็น เห็นไหม
ทางโลก มนุษย์ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราต้องมีหน้าที่การงานของเรา ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจ มันคิดแต่เรื่องบวกไง คนมองโลกบวก คิดบวก มันไม่มีความทุกข์ความยากจนเกินไป แต่ถ้าเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันคิดลบไง คิดลบมันก็ลบตั้งแต่ตัวเราเองนี่แหละ เกิดมาไม่มีอำนาจวาสนา เกิดมาวาสนาน้อย
แต่ถ้าเป็นคนคิดบวก เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เรามีสติมีปัญญาแสวงหาปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตของตน แล้วถ้าดำรงชีวิตของตนนะ จิตใจที่เป็นธรรมๆ ไง หน้าที่การงานของเราอาบน้ำต่างน้ำเพื่อมารักษาร่างกายของตน แต่ถ้าเป็นธรรมๆ จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่ดีงามขึ้นมาแล้วฝึกหัดปฏิบัติของตน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของตนนะ ถ้ามันดับเครื่องได้
หลวงตาใช้คำนี้เลยล่ะ คนเราเกิดมา เครื่องยนต์ติดมาตั้งแต่ตอนเกิด แล้วก็ไปสิ้นเอาตอนตาย มันไม่เคยดับเครื่องเลย
เครื่องยนต์ที่ไม่เคยดับ มันใช้แล้วมันสึกหรอ สึกหรอแล้วมันไม่สะดวกของมัน แล้วถ้าดับเครื่องได้ ดับเครื่องได้คือสัมมาสมาธิ หยุดทั้งหมด ถ้ามันหยุดของมันนะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ คนดับได้มากได้น้อยไง
เห็นไหม เวลาเครื่องดับแล้วมันไม่ดับ ขณิกสมาธิก็ติดเล็กๆ น้อยๆ อุปจาระ เครื่องดับมันดีงาม อัปปนานี่ดับสนิทเลย
“สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี”
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มันมีกรรมเก่า กรรมใหม่ ถ้ากรรมเก่า กรรมใหม่ กรรมเก่าทุกคนมันมีของมันมา ถ้ามีของมันมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ไง คนที่เกิดมาแล้วเห็นหน้ากัน ไม่เคยเกิดเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้องกันชาติใดชาติหนึ่งไม่มี พอไม่มีขึ้นมา มันก็มีเวรมีกรรมต่อกันมาไง
ถ้ามีเวรมีกรรมต่อกันมา เห็นไหม สิ่งที่ดีงาม เราเห็นแล้วเราชื่นใจ สิ่งที่เห็นแล้วมันขัดอกขัดใจ เห็นแล้วเราวางของเราไว้ สิ่งที่ดี อะไรที่มันถูกต้องชอบธรรม นั่นน่ะกรรมเก่า ถ้ากรรมเก่า กรรมเก่าแล้วเป็นอย่างไร กรรมเก่าก็ของเก่าไง แล้วปัจจุบันล่ะ กรรมใหม่ล่ะ
นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อนาคต มันหมุนเวียนของมันไป มีรูป มีนาม ที่ไหนมีรูป มีนาม ที่ไหนมีนาม มีการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวของมันไป เห็นไหม
นี่ก็เหมือนกัน หัวใจของเรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคปริยัติ มันเป็นภายนอก เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสติมีปัญญานะ มันกอบโกยมาเป็นผลประโยชน์ของตนนะ
ถ้าคนไม่มีสติไม่มีปัญญา มันก็กองไว้นั่นแหละ ตัวเองไม่ได้อะไรเลย แล้วคิดลบๆ ไปตลอด คิดลบก็เป็นเรื่องของกรรมเก่า กรรมที่มันปิดกั้นหัวใจของตน แล้วสำคัญตนนะน่ะ ยิ่งใหญ่ มีสติมีปัญญาไง
คนคิดบวกไง คิดบวกๆ นี่มันเป็นกรรมของสัตว์ แล้วเราเกิดมามันก็เป็นกรรมของเรา ถ้ากรรมของเรา ฟังธรรม ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันสร้างตรงนี้ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ได้พระอัสสชิ แล้วได้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เวลาไปเดินจงกรมๆ เวลาเดินจงกรมอยู่ วิมุตติสุขๆ วิหารธรรม
ยสะๆ เขามีปราสาท ๓ หลังเหมือนกัน
“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”
มีปราสาท ๓ หลังนะ มันมีแต่เรื่องขัดอกขัดใจ มีแต่เรื่องบีบคั้นในหัวใจทั้งนั้นน่ะ แล้วก็หนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน มาเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ
“ยสะ ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย”
ที่นี่คือที่หัวใจ
กายกับใจๆ ไง สิ่งที่มีปราสาท ๓ หลังเอาไว้หลับนอน มีทรัพย์สมบัติเอาไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่หัวใจมันเร่ามันร้อนไง “เดือดร้อนหนอ เดือดร้อนหนอ”
ถ้าเป็นเรานะ ไม่เดือดร้อนหรอก ปราสาท ๓ หลัง มีเงินมีทองใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โอ๋ย! มีความสุขมาก
ความสุขทางโลกไง อามิส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย” เทศน์ให้ยสะฟัง ได้เป็นพระโสดาบัน
พ่อแม่ตามหาลูก ลูกชายคนเดียว มีปราสาท ๓ หลัง ทรัพย์สมบัติจะเอาไว้ให้ใคร
มาถึง บังไว้ เทศน์สอนพ่อแม่ พ่อแม่ได้อนาคามี
สิ่งว่าพระยสะได้เป็นพระอรหันต์ ชวนลูกชายกลับบ้านไม่ได้แล้วล่ะ กลับบ้านไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งนั้นมันเป็นผู้เสพกาม มันเป็นเรื่องของกามารมณ์ มันเป็นเรื่องสิ่งต่างๆ มันเบียดเบียนกัน ต้องอยู่ในวิหารธรรม ต้องอยู่ในรุกขมูล สิ่งที่ว่ามันเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นความจริงอย่างนั้น ถ้าเป็นความจริง เห็นไหม ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย ถ้าหัวใจมันไม่เดือดร้อน มันไม่วุ่นวาย แล้วทำอย่างไรล่ะ
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ทาน ศีล ภาวนา
ทำทานๆ มันเป็นเรื่องการฝึกหัดอบรมบ่มเพาะ ธรรมชาติของโลก ธรรมชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ นี่สิ่งที่เป็นไป สิ่งที่ความสงบสุขของใจ ความสงบสุขของใจ สิ่งที่การขวนขวายจากภายใน
การขวนขวายจากภายใน ถ้าเราไม่สนใจ เราก็จับต้องสิ่งใดไม่ได้
ครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาเขาตั้งกติกาของตนขึ้นมา ธุดงควัตรๆ ไง ศีลในศีลไง ถือผ้า ๓ ผืน ฉันมื้อเดียว แล้วอดนอน ผ่อนอาหาร เพราะอะไร นี่ไง ธาตุขันธ์ทับจิตๆ เพราะอะไร
ความคิดเรานั่นแหละ กามคุณในหัวใจของตนนั่นแหละ กามฉันทะ มันคิดทั้งวันทั้งคืนนั่นน่ะ
กามราคะมันอยู่ภายนอก มันเป็นเรื่องของวัตถุ กามฉันทะมันเป็นเรื่องภายในหัวใจของตน มันเบียดเบียนหัวใจของตนอยู่อย่างนั้นแหละ ตัวเองไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าจะเอาจริงเอาจังต้องต่อสู้กับมัน
นี่ไง ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านถึงรู้ว่าการปฏิบัติมันแสนยาก มันแสนยาก มันต้องชนะใจของตัว การชนะใจของตัวนั่นน่ะคือสัมมาสมาธิ การชนะใจของตัวมันเห็นโทษ เห็นโทษมันก็ไม่ฟุ้งไม่ซ่าน ไม่คิดออกไปนอกลู่นอกทาง แต่จะคุมมันอย่างไร เพราะมันเป็นนามธรรมๆ
นี่ไง อยู่ที่วาสนา เราว่าวาสนาๆ เพราะเราดูนิสัยใจคอของคน ถ้ามีวาสนานะ มันคิดบวก คิดดี แล้วการกระทำของเรา เพราะทุกคน เราเป็นคนดี ทุกคนว่าเป็นคนดีทั้งนั้นน่ะ แล้วอะไรมันดี อะไรมันชั่ว
ถ้ามีสติมีปัญญานะ ผิดชอบชั่วดี มันเห็นถูกต้องชอบธรรม
ไอ้คนพาล เห็นผิดเป็นถูก เห็นชั่วเป็นดี เห็นกิเลสเป็นเรา นี่ไง มันไม่มีวาสนา เหมือนคนตาบอดสี เหมือนคนตาบอด มันไม่รู้จักแสงสีเสียง ไม่รู้จักอะไรเป็นจริง ไม่เป็นจริง
แล้วเวลาภาวนาไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
ก็ความคิดเราทั้งนั้นน่ะ เป็นบ่วงของมาร มันก็คิดลบทั้งนั้นน่ะ เป็นพวงดอกไม้ มันเยินยอ มันก็ไม่ใช่ทั้งนั้นน่ะ มันไม่ใช่เพราะอะไร นั่นน่ะพลังงานทั้งนั้นน่ะ คิด พอคิดมันก็ฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่าน นี่สัญญา สังขาร วิญญาณรับรู้ หมุนไปอยู่อย่างนั้นน่ะ
เวลาคิดบวกหรือคิดลบ มันมีสติมีปัญญาหรือไม่ ถ้ามีสติมีปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิไง คิดอย่างนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันคิดโดยสามัญสำนึกของตน
เขาบอก โอ๋ย! นั่นใช้ปัญญาแล้ว
ปัญญาอะไรของมึง มันอยู่ที่วุฒิภาวะของคน มันจะสูงจะต่ำมากน้อยขนาดไหน แล้วครูบาอาจารย์ของเรา บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค มันแตกต่างกันตรงไหน มันมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วมันเปรียบเทียบกันอย่างไร
เวลาบรรลุธรรมๆ เรื่องของมึง บรรลุไปเลย เหตุไม่มี ไร้สาระ
คนไม่มีหน้าที่การงาน ไม่มีอาชีพ มันจะมีการดำรงชีพได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ที่มันเป็นไปได้มันแอบอ้างทั้งนั้นน่ะ อ้างเล่ห์ อ้างว่า มันพูดธรรมะไง ธรรมะภาคปริยัติ ธรรมะเอ็งไม่ต้องพูดหรอก คอมพิวเตอร์มันออกมาหมดล่ะ กดไป พระไตรปิฎก กดถามตอบได้หมดล่ะ แล้วเราสงสัยไหม
ถ้าเราสงสัยของเรา สงสัยของเรามันเป็นความคิด เป็นความรู้สึก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ตรงนั้น ตรงที่หัวใจของคน
เรื่องมนุษย์คนพาล ไอ้พวกพาล มนุสสเปโต มนุสสติรัจฉาโนมากมายมหาศาล แล้วเราเป็นได้ทุกสถานะ เราจะเป็นเทวดาก็ได้ มนุสสเทโว ถ้าเราคิดบวก คิดดีคิดงาม ถ้าเราเป็นเปรต เป็นผี มนุษย์เปรต มนุษย์ผี มนุษย์เดรัจฉาน
ไม่ต้องไปชี้ใครหรอก เราน่ะ ตัวเรานั่นน่ะ เวลามันเสวยอารมณ์ มันเสวยสถานะอะไร เปรตผี หรือเสวยสถานะของเทวดา ถ้าเราเป็นเทวดามันก็คิดบวก คิดดีคิดงามของเรา เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรา เพราะทาน ศีล ภาวนา
เรื่องของระดับของทาน สังคมของชาวพุทธเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อความสงบร่มเย็นเป็นสุข คนรอบข้างเป็นสุข เราก็จะเป็นสุขไปด้วย เห็นคนรอบข้างมีความอุดมสมบูรณ์ เราก็ชื่นใจ เห็นคนขาดแคลน เห็นคนทุกข์คนยาก เราก็สะเทือนใจนะ แต่มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ เห็นไหม ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราได้สร้างอำนาจวาสนาเราแล้ว เราสร้างคุณงามความดีของเรา
ผู้ที่มีอุดสมบูรณ์ มีคุณงามความดี ก็ให้เขาได้อริยทรัพย์ ได้ทรัพย์ที่มีความจริงมากกว่านั้น แล้วจะให้เขาได้สัมผัส เขาได้รับรู้ เห็นไหม สมัยพุทธกาลเขาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะอย่างนี้ เพราะมันมีความสุขของมัน มันมีความกระจ่างแจ้งในหัวใจของมัน มันมีความเคารพบูชาของมัน มันแสวงหาของมัน
สมัยเราไปเที่ยวธุดงค์ใหม่ๆ ทุกคนแสวงหา ทุกคนดั้นด้นเข้าไปหาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไปหาครูบาอาจารย์ เพราะอะไร เพราะท่านชี้ขุมทรัพย์ให้เรา ท่านบอกถึงการกระทำว่ามันผิดมันถูกอย่างไร
ไอ้เราเพ้อเจ้อเพ้อฝันเพ้อพก ละเมอเพ้อพก แล้วคนที่ไม่มีวาสนา จิตใจมันอ่อนแอไง มันไม่มีเหตุไม่มีผล ใครพูดอะไรก็เชื่อ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาสอนไว้ กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ ห้ามเชื่อๆ เพราะอะไร เพราะไอ้ที่ว่านุ่มนวลอ่อนหวาน ผิดทั้งนั้นน่ะ มันไม่ใช่นุ่มนวลอ่อนหวาน ไม่ใช่แข็งกระด้าง ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจของตน ถ้ามันทำได้จริง ถ้าทำได้จริงขึ้นมา สัจจะความจริงอันนั้นน่ะมันเป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง
แล้วเราล่ะ
เรานุ่มนวลอ่อนหวาน ออเซาะฉอเลาะในใจของตน มันจะเป็นความจริงไปได้อย่างไร เพราะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
ที่เขาบอก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
แล้วเราบอกว่า ธรรมมันมีเหตุมีผลของมัน มันชัดเจนของมัน อันนั้นเป็นบุคคล ๔ คู่ที่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมเขาคุยกัน เขาเข้าใจกัน
ไอ้ของเรา ที่ว่าเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ละเมอเพ้อพก อนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่มี มันเป็นอนัตตาในตัวมันเอง
แต่เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ จักขุญาณ ความรู้สึกนึกคิด ความทุกข์ความยาก มันเป็นอนัตตา ไอ้เราต่างหากเห็นแล้วมันสยดสยอง พอเห็นแล้วสยดสยอง มันก็ปล่อยวางๆ
แล้วถ้าปล่อยวาง ชั่วคราวๆ ทั้งนั้นน่ะ เพราะมันไม่มีเหตุมีผล มันสรุปลงไม่ได้ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวลาทำความสงบของใจเข้ามาทำเพื่ออะไร
ทำเพื่อพักจิตเพื่อจะไปทำงานต่อ
นี่ก็เหมือนกัน เรามาพักผ่อน พักผ่อนเพื่อจะไปทำงานต่อ เพื่อร่างกายให้มันหายเหน็ดหายเหนื่อยมาทำงาน นี่ถ้าทำสัมมาสมาธิ มันได้พักได้ผ่อนของมัน มันมีกำลังของมัน
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันรู้อย่างนี้ไหม ไม่รู้หรอก
ว่างๆ ว่างๆ
ว่างๆ เป็นอย่างไร
ก็มันว่างๆ
แล้วว่างอย่างไร
ก็มันว่างๆ
มันมีอะไรของมันล่ะ มันไม่มีที่มาที่ไป ว่างๆ ก็บอกมาสิว่ามันว่างเพราะอะไร แล้วทำอย่างไรมันถึงว่าง แล้วไอ้ที่ว่าง คนนั้นมันว่างจริงหรือเปล่า มันว่างมันต้องมีเหตุมีผลสิ กำของไว้ในมือ ถ้าไม่คลายออก ไม่โยนมันทิ้ง มันจะปล่อยมือได้อย่างไร ว่างๆ กำหมัดแน่นไว้เลย ว่างๆ ว่างๆ อยู่นั่นน่ะ
เวลาเราทำความสงบของใจเพื่อมาพักจิต พักจิตให้มันมีกำลัง แล้วคนที่ทำงานเขาจะรู้ เวลาทำไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทำไปด้วยความอยากได้อยากเป็น โอ้โฮ! เหน็ดเหนื่อย เหน็ดเหนื่อยมาก แล้วงานนั้นมันจะคาราคาซัง งานนั้นมันไม่เป็นชิ้นเป็นอันน่ะ
เวลาอย่างนั้น ถ้าได้สติ อ๋อ! เราพลาดอีกแล้ว นี่คือสัญญาทั้งหมด จิตไม่มีกำลัง วางให้หมด กลับมาพุทโธๆ จิตมันสงบ โอ้โฮ! มันสดชื่น มันมีกำลัง พอไปใช้ปัญญา คราวนี้มันเป็นชิ้นเป็นอัน ไอ้นั่นเป็นรูป ไอ้นี่เป็นเวทนา ไอ้นั่นเป็นสังขาร อันนี้มันเป็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันรู้มันเห็นของมัน มันแยกมันแยะของมัน พอแยกแยะ มันคืออะไรล่ะ
ส่วนประกอบของความคิด ถ้าไม่สมบูรณ์แบบ มันจะเป็นอารมณ์มาไม่ได้ แล้วส่วนประกอบของความคิดมันแยกออก เหมือนล้อรถ ถ้ามันแยกออก มันจะหมุนไปได้อย่างไร ถ้าหมุนไม่ได้มันก็วางๆ มันเห็นของมันเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสัจธรรมในหัวใจของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
เวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตทังคปหาน เวลาพอจิตใจมันอ่อนแอ มันคิดเป็นอันเดียวเลย แยกไม่ออก มันเริ่มมั่วแล้ว สุดท้ายแล้วก็วาง พักจิต พักจิตด้วยสัมมาสมาธิ พอสัมมาสมาธิมีกำลังพิจารณาไปแล้วเวลามันขาด รูปเป็นรูป กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕
แล้วนี่มันใช่หรือไม่ใช่ล่ะ ตอนนี้มันใช่หรือไม่ใช่
มันใช่เวลาจะคุยอวดกันไงว่ามันใช่ คุยโม้คุยอวดกันว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แต่มึงไม่รู้จักขันธ์ ๕ ไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอง ไม่เห็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วมันจะละได้อย่างไร
ถ้ามันละด้วยความจริง เห็นไหม ไปวัดไปวา เราทำบุญทำกุศลเพื่อร่างกายของตน เพื่อบุญและบาปในวัฏฏะนี้ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริง พักใจของตน ใจได้พักเป็นจริตเป็นนิสัย ใจได้ฝึกหัดการกระทำ มีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม จะเป็นบุคคล ๔ คู่
บุคคล ๔ คู่ จิตดวงนี้มหัศจรรย์ เป็นได้หลากหลายนัก เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ บุคคล ๔ คู่ ถ้ามันไม่เป็น มันจะรู้ได้อย่างไร
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ก็อนัตตาของมึงไง
อกุปปธรรมไม่ใช่อนัตตา อกุปปธรรม ผู้รู้ ทำลายผู้รู้ ผู้รู้นั้นทำลายภวาสวะ ทำลายภพ มันเป็นอนัตตาตรงไหน
มันทำลายภวาสวะ ทำลายภพจนเป็นวิหารธรรม เป็นคุณธรรมในหัวใจดวงนั้น เอวัง