เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๒๒ ก.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เราแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน บุญกุศลเกิดได้มากมาย แค่ให้อภัย ไม่คิดอาฆาตมาดร้ายใคร ก็เป็นบุญเป็นกุศล แล้วเป็นบุญกุศลที่มหาศาลด้วย เพราะมันไม่ทุกข์ใจ

การทำทานๆ มันเป็นวัตถุ มันเป็นกิริยาที่การแสดงออก

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมคือกราบคุณธรรมในหัวใจของท่าน พระพุทธ พระธรรม แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม นี่รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ฟังธรรมๆ ฟังคุณธรรม ฟังสัจธรรมที่เราจะสร้างสมขึ้นมาในหัวใจของตน

ในปัจจุบันนี้มันขี้ทุกข์ขี้ยาก สมมุติบัญญัติๆ สมมุติขึ้นมาทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ แล้วไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาลนหัวใจของตน

แต่ถ้าเป็นทางโลกๆ คนเกิดมาเป็นมนุษย์ ปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีวิต เราต้องมีหน้าที่การงานของเรา หน้าที่การงานของเรา เราขยันหมั่นเพียรของเรา

นั่นเป็นบุญและบาป

บุญ บุญคือมีความสุขการกระทำอันนั้น

บาป บาปคือความบากบั่น ทำความเพียร ทำการกระทำแล้วสูญเปล่า บาปเพราะมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันมีความเห็นผิด มันเที่ยวคดเที่ยวโกง เที่ยวทุจริตเขา มันไม่เป็นประโยชน์กับหัวใจของตน มันกลับเป็นโทษไง

บุญ บุญคือเรามีความเมตตากับเขา เราช่วยเหลือเจือจานเขา เราคุ้มครองดูแลเขา อันนั้นเป็นบุญกุศล มันเป็นความเบาในหัวใจของตน

แล้วถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา บุญและบาป เราก็เข้าได้แค่นี้ แล้วก็ว่างๆ ว่างๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เพราะอะไร เพราะถ้าเวลามันคิด มันแบกมันหาม มันก็เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่กดดันหัวใจของตน เวลามันปล่อยวางๆ ขึ้นมา ว่างๆ ว่างๆ

พระธรรมๆ ไง ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลคือเป็นศูนย์ ศูนย์คือความพอใจของตน ทำอะไรตามแต่ความพอใจของตน

ศีล ศีลคือรั้วรอบขอบชิด ตบความรู้สึกนึกคิดนั้นไม่ให้มันคิด ไม่ให้มันไปหยิบฉวยสิ่งใดเพื่อมาทำโทษกับหัวใจของตน เห็นไหม มันมีศีล

ศีลเป็นความปกติของใจ มีศีล มีความสะอาดบริสุทธิ์ในหัวใจ สีละ มีความมั่นคงในหัวใจของตน โอ้! นี่ไง ธรรมคุ้มครองในหัวใจดวงนี้ไง มันดูแลหัวใจของตน

ศีล สมาธิ

สมาธิ เวลาทำความสงบของใจเข้ามาด้วยคำบริกรรม เพราะมีการกระทำ ต้องมีบริกรรม ต้องมีพุทโธ ธัมโม สังโฆ มรณานุสติ มีสติปัญญาในการกระทำ ไม่ใช่เพ้อเจ้อเพ้อพก แล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในหัวใจของตน แล้วยังอ้างอีกนะว่าพระพุทธศาสนา

ไอ้นั่นมันฤๅษีชีไพร เพราะมันทำสิ่งใดโดยขาดปัญญาของมัน

ถ้ามีปัญญาของมัน มันทำสิ่งใดขึ้นมา มันเป็นความปกติของใจ เพราะอะไร เพราะถ้ามีคำบริกรรม มันมีคนกระทำ มันมีความรู้สึก มีสุขมีทุกข์ เวลามันทำสิ่งใดไม่ได้ มันบีบมันคั้นขึ้นมา พุทโธๆ มันแฉลบไปนอกลู่นอกทาง ทั้งเจ็บทั้งแค้น

แค้นใคร

ก็แค้นตัวเองไง แค้นสติปัญญาของตนไง ทำสิ่งใดแล้วไม่เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาไง เวลามันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เป็นนามธรรมๆ แต่มันสงบระงับเข้ามาไง มีสติมีปัญญาเข้ามา เห็นไหม

มันต้องมีคำบริกรรมของมัน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ปัญญาอบรมสมาธิไง มีสติปัญญา

ถ้าหลับก็รู้ว่าหลับ หลับพรวด หายไปแล้ว นึกว่าลงสมาธิ ขึ้นมาน้ำลายไหลยืดเลย ไร้สาระ

ถ้ามันลงสมาธิ มีสติรอบรู้ในหัวใจของตน

สมาธิคือไม่พาดพิงอารมณ์ อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นอิสระของมัน

นิดๆ หน่อยๆ ก็ขณิกะ ถ้ามันดีขึ้นๆ มันสงบแล้วมันรับรู้ได้ อุปจาระ มันออกไป แล้วถ้าเป็นอัปปนา มันสักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่าตัวมัน นั่นตัวมันแท้ๆ เลย

ถ้าพิสูจน์กัน พิสูจน์กันอย่างนี้ไงว่า สิ่งที่ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ไม่ใช่พระธรรมๆ พระทำงาน พระอาบเหงื่อต่างน้ำ ไอ้นั่นเป็นความเพียร มันแสดงจริตนิสัยว่า ถ้าคนมันมีความมุมานะ มีความมั่นคงของมัน มันมีโอกาส เออ! ไอ้คนนี้มีแวว

ไอ้คนไม่เอาไหนเลย นอนกระดิกเท้า ให้พระธรรมหล่นใส่หัวน่ะ

อีก ๕๐๐ ชาติ อีก ๕๐๐ ชาติแล้วไม่ได้อะไรด้วยนะ ไม่ใช่อีก ๕๐๐ ชาติแล้วได้ เพราะอะไร เพราะมันไม่มีการกระทำ

กรรมคือการกระทำ ทำดีและทำชั่ว กรรมดีให้ผลแก่หัวใจที่ดีงาม แม้แต่เป็นแค่กิริยาการกระทำจากภายนอก มันก็ดูสวยงาม เพราะอะไร เพราะมันมีสติปัญญารับผิดชอบ

แขนขาจะขยับได้ ถ้าไม่มีหัวใจ ไม่มีจิตที่มันควบคุมดูแล มันจะไปได้อย่างไร ซากศพนอนอยู่ในโลงนั่นแหละ แล้วก็ไปส่งกันที่เชิงตะกอนนั่นน่ะ นั่นก็ซากศพ ไม่มีจิตวิญญาณครอง เวลาจิตวิญญาณครอง จิตมันเคลื่อนออกจากร่างนี้ไง เวลามันตาย

แล้วเกิดล่ะ

เวลาเกิด เกิดในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ เกิดแล้วก็มีความเติบโต มีความอุดมสมบูรณ์ของตนขึ้นมา แล้วก็ชราคร่ำคร่า

ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด มีใครบ้างที่ไม่ตาย แน่นอน ความตายรออยู่ข้างหน้า กรรมดีและกรรมชั่วจะติดหัวใจดวงนี้ออกจากร่างนี้ไป

แล้วถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบหัวใจของท่าน ท่านเป็นพระอรหันต์น่ะ ท่านไม่มีอวิชชา ไม่มีความไม่รู้ มันไม่มีการเกิดอีกแน่นอน ไม่มีการเกิดอีกแน่นอนเพราะสติสมบูรณ์ สติวินัย เรียบร้อย เรียบ งาม วิมุตติสุขในหัวใจของตน ไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหวไปกับใดๆ ทั้งสิ้นเลย นั่นมันเรื่องข้างนอก ถ้าเรื่องข้างในมันจบไง

วันพระ วันพระๆ เราอยู่บ้านอยู่เรือนก็ห้องพระ ไปวัดไปวา หาโคนไม้ ที่ร่ม เราฝึกหัดปฏิบัติของตน เพราะการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์

การเกิดเป็นมนุษย์สามารถหาทรัพย์สมบัติ โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ วิ่งเต้นหากันหมดน่ะ

อริยทรัพย์ อริยทรัพย์มันอยู่ในหัวใจที่เอามาอวดกันไม่ได้ แต่รู้ได้ รู้ได้ด้วยกิริยาพฤติกรรมที่มันทำนั่นแหละมันฟ้อง

สิ่งที่มันมีคุณค่าๆ เอ็งเหยียบย่ำ เอ็งทำลายมันได้อย่างไร สิ่งที่มีคุณค่าๆ ไง ถนนหนทางเขาไว้สัญจร มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ไอ้ที่เราทำอยู่นี่สมมุติทั้งนั้นน่ะ สมมุติๆ ทั้งนั้นน่ะ สมมุติบัญญัติไง ให้เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง แล้วมันเป็นจริงๆ เหมือนกับว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ขี่จักรยาน คนขี่จักรยานเป็นก็เป็น ว่ายน้ำ คนตกน้ำมันก็ว่ายน้ำได้

ไอ้นี่หัวใจมันไม่มีคุณธรรม มันทำอะไรได้ มันก็โอดโอยไง สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยเท่ากัน ทำเหมือนกันก็ต้องได้เหมือนกัน

เอ็งคิดเอง

เวลาเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาก็รู้เองนะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกด้วยสติด้วยปัญญาแจ่มแจ้ง

แต่คิดเองเออเอง กิเลสมันปิดหูปิดตา แล้วก็พร่ำเพ้อ เพ้อเจ้อ นี่มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง

เรื่องโลกๆ สิ่งที่โลกๆ ปฏิยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

เรื่องโลกๆ เขาว่าปริยัติต้องชัดเจน

เอกสารไง นี่ไง บัตรคนจนไง เอกสารไง มีรถ ๒ คัน ๕ คัน เอกสาร แต่ความจริงมันไม่มี เอกสาร

นี่ก็เหมือนกัน ปริยัติ ศึกษาค้นคว้ามาให้มั่นคง ทรงจำธรรมวินัย ยิ่งทรงยิ่งงง สมาธิก็ไม่มี สติปัญญาล่องลอยไปในอากาศ เอกสารไง มีรถ ๕ คัน ๑๐ คัน มีที่ ไม่ได้บัตรคนจน นั่นเอกสาร แต่ความจริง ถ้าของเรา ให้ ๕ ใบยังไม่เอา

เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะนะ ตอนบัตรทอง หลวงปู่เจี๊ยะท่านนอนเจ็บป่วยอยู่ ข้าราชการเขามาขอ จะให้บัตรทอง

ทางลูกศิษย์บอก ไม่ต้องหรอก พระเขาดูแลกันได้

อย่างนั้นไม่ใช้สิทธิ์ก็ได้ แต่ขอถวายให้เป็นมงคล

บัตรทองๆ นะ มายัดเยียดให้ถึงวัดเลย

หลวงปู่เจี๊ยะท่านป่วยอยู่ไง เราบังเอิญอยู่ที่นั่นพอดีไง

ไม่รับ บัตรทองไม่รับ

เพราะอะไร

เพราะพระดูแลกันได้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ไง อยากจะอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้อุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด แต่ก็มีกติกา ต้องอุปัฏฐากภิกษุไข้ที่ให้ยาก็ทาน ให้ทำสิ่งใดก็ทำตามนั้น สิ่งนั้นควรอุปัฏฐาก

ไอ้ที่ออเซาะฉอเลาะ พลิกแพลงการเมือง อย่าไปอุปัฏฐากมัน นั่นมหาโจร อ้างไง นี่เอกสาร แหม! ป่วยใหญ่เลย ชาวพุทธก็โอ๋กันใหญ่เลยนะ ไร้สาระ

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกไง จามฟิดก็จะไปหาหมอ มดกัดก็จะไปหาหมอ ไร้สาระ มันอยู่ที่หัวใจของคน ถ้าหัวใจของคนเข้มแข็ง ธรรมโอสถ

เวลาหลวงปู่มั่นท่านอยู่ที่ถ้ำสาริกาไง ท่านเป็นโรคท้องเสีย ท่านต้องต้มยาของท่าน ท่านอยู่องค์เดียว ๓ ปีนะ ต้มเอง ฉันเอง พอต้มไปต้มมาไม่หายไง

เวลามันไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไข้มันมาจากไหน เวลามันมาอย่างไร มันหายไปอย่างไร อย่างนั้นเลิก ยาต้มขว้างทิ้งหมด แล้วธรรมโอสถ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เวลามันขาดไง โลกนี้ราบหมดเลย โรคภัยไข้เจ็บก็หาย คุณธรรมในหัวใจของคนก็เกิดขึ้น เกิดขึ้นด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา มัคโค ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา นี่ไง พระธรรมๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบคุณธรรมในหัวใจของท่าน

ไม่ใช่กราบว่าพระทำงาน พระเดินจงกรม พระนั่งสมาธิภาวนา นี่สมมุติสงฆ์ กำลังฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา

ทรัพย์สมบัติมันเรื่องภายนอก ทรัพย์ภายในเป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์นะ บุญกุศลติดหัวใจนี้ไป เห็นไหม เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม หมดบุญก็มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะอย่างนี้ บุญและบาป เป็นอามิส สิ่งที่เป็นอามิสที่มันเกิดขึ้นมาจากการกระทำของตนไง

แล้วถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา นั่งเฉยๆ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พยายามมีคำบริกรรมขึ้นมา

สุขภาพกาย สุขภาพจิตของเรามีการกระทำขึ้นมา ด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะ ด้วยการกระทำที่สมบูรณ์แบบ

สงบก็สงบ ก็รู้ว่ามันสงบ ก็รู้ก็เห็น ก็ชัดๆ อยู่นี่ไง ถ้ามันทุกข์มันยาก ก็มันทุกข์มันยากเพราะอะไร เพราะเราทำถูลู่ถูกังไง แล้วคนทำผิดมากมายมหาศาล

เวลาคนทำๆ ทำไว้ให้มันเป็นจริตเป็นนิสัย ขอให้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ภาคปริยัติ ก็มีการศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นคุณธรรมในหัวใจของท่าน ถ้าคุณธรรมในหัวใจของท่าน มันเป็นไม้เท้า เวลาเดินนำหน้าเราไปไง เวลาคอยบอกหนทาง คอยคุ้มครองดูแลในการฝึกหัดปฏิบัติไง

ไอ้เราเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ละเมอเพ้อพก แล้วยิ่งคนที่วุฒิภาวะอ่อนแอด้วยนะ ธรรมเกิด เกิดทั้งวันทั้งคืนน่ะ

แต่ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เวลาจะเข้าสมาธิมันมีพญามาร มันจะออกไปให้รู้นู่นรู้นี่ เห็นนิมิต การเห็นนั้นน่ะมันพาให้จิตมันถอยหลัง ไม่ใช่จิตมันเจริญก้าวหน้า

จิตเจริญก้าวหน้าขึ้นมานะ สิ่งที่รู้ที่เห็นให้วางๆๆ ไว้ แล้วถ้ามันเข้ามาของมันได้ มันสงบระงับเข้ามาได้นะ มีกำลังแล้ว สิ่งที่รู้ที่เห็นนั่นแหละเสวยอารมณ์ เสวยคือการรับรู้นั่นน่ะ ถ้ามันจับได้ มันพิจารณาได้ไงว่า จิตนี้มันกระทบอะไร

สิ่งที่รู้ที่เห็น ถ้ามันขาดสติสัมปชัญญะขึ้นมา มันก็เป็นกิเลส เป็นมาร เป็นซาตาน ชักจูงหัวใจให้เตลิดเปิดเปิง เวลาทางโลกขึ้นมาเขาเตลิดเปิดเปิงด้วยอารมณ์ของเขา เวลาทางธรรมๆ รู้นิมิตๆ กิเลสอวิชชาไม่รู้มันพาเตลิดเปิดเปิงของมันไปไง เวลาสงบระงับเข้ามา เราจะรู้ถูกรู้ผิดไง

เวลาปฏิบัติขึ้นมา มิจฉากับสัมมาเป็นอย่างไร ไอ้ที่ไม่ผิดไม่มี

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี ครูบาอาจารย์ปฏิบัติมามากมายมหาศาล เวลาที่มันสมุจเฉทปหาน มันนิโรธ มันดับทุกข์เป็นขั้นเป็นตอน บุคคล ๔ คู่ นั่นแหละคุณสมบัติ นั่นแหละองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบคุณธรรมอันนั้นไง

แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพ้อเจ้อเพ้อพกก็เป็นหมดเลย แล้วตัวเองไม่กล้าโกหกนะ ก็ไปหาอาจารย์ ให้อาจารย์เข้ามากัน เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอุปาทานหมู่ ชักกันไป

“พวกเรา”

เขาว่านะ พวกเราไม่ต้องมีขณะก็ได้ พวกเราไม่ต้องนิโรธไง ถ้ามีขณะมันทุกข์มันยาก

แล้วขณะมันถูกต้องไง ขณะคือเงินสด เวลาเราจ่ายแล้ว ถ้ามันได้รับบิล นั่นขณะ คือโครงการ คือการกระทำ เวลามันสมุจเฉท มันนิโรธดับทุกข์ นั่นล่ะคุณงามความดี นั่นล่ะอริยทรัพย์ นั่นล่ะมันเป็นความปรารถนาของพระปฏิบัติ มันเป็นความปรารถนาของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา

แล้วเป็นที่ไหน

เป็นที่หัวใจ

เวลาเราเกิด เรารู้ตัวไหม จุติในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ รู้ตัวไหม นี่อวิชชา แต่ถ้ามันสัมมาทิฏฐิ มันรู้ตัวตลอดเวลา แล้วรู้แจ้ง ทำได้แค่ไหนได้แค่นั้น ทำได้สงบก็ได้แค่สงบ ทำได้สงบนึกว่าเป็นนิพพาน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

มันยังไม่รู้นะน่ะ

แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นบุคคล ๔ คู่ รู้เพราะอะไร เพราะสมาธิมันมีเจริญแล้วเสื่อม เวลาเจริญขึ้นมามีความสุขมาก เวลาเสื่อม ตีอกชกตัว เหมือนคนล้มละลาย แล้วเวลามันฝึกหัดขึ้นมาจนมันมีสมถกรรมฐาน มันมั่นคงของมันได้ มั่นคงของมันได้แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ก็ใช้ปัญญาจากวิปัสสนา

คือสมถกรรมฐาน ฐานคือจิต วิปัสสนาในหัวใจของตน ในการกระทำของตน มันรู้มันเห็นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

เวลามันปล่อยวางๆ ก็ชั่วคราวๆ ตทังคปหาน เวลามันนิโรธ มันดับทุกข์ มันมีขณะ เวลามันขาด อริยทรัพย์ครับ

อยู่ที่ไหน

อยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบคุณธรรมในหัวใจของท่าน

ไอ้เราละเมอเพ้อพก เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน น้ำลายไหลยืดเลยนะ นอนหลับจนกรนนั่นน่ะ มันว่ามันนั่งภาวนากันอยู่นะ วุฒิภาวะอ่อนแอมาก อำนาจวาสนาเราไม่มี

ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราให้เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ

ไอ้พวกหลับตาลืมตาบอกว่า ไอ้หลับตามันเป็นมิจฉา

เดินจงกรมมีใครเขาหลับตา ในสมาธิในทางจงกรมน่ะ ไอ้พวกนี้คือพวกไม่รู้จักมิจฉาหรือสัมมา ไม่รู้จักถูกและผิด ไปโทษเขาทั่ว

แล้วต้องลืมตานะ ถ้าหลับตาเป็นมิจฉา

ถ้าลืมตา แล้วคนในประเทศไทยก็ลืมตาทั้งประเทศนะ นั่งเล่นไพ่มันนั่งเพ่งอยู่ ๗ วัน ๗ คืน เล่นการพนันมันเพ่ง มันไม่มีสมาธิตรงไหนเลย

สมาธิมันอยู่ที่จิต ปัญญามันเกิดขึ้น มันเกิดจักขุญาณ จักขุญาณ เกิดญาณหยั่งรู้ในใจของตน แล้วมันจะมีความมหัศจรรย์กับบุคคลคนนั้น เพราะอะไร

เพราะบุคคล ๔ คู่ ถ้าเขามีอริยทรัพย์ ทำไมเขาไม่รู้ถึงฌานสมาบัติ ทำไมเขาไม่รู้ถึงอภิญญา ทำไมไม่รู้ว่ากิเลสมันหลอกให้ออกนอกลู่นอกทาง แล้วเรามีความสามารถทำให้อยู่ในหนทาง มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เอวัง