หลักธรรม
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๗๖. เรื่อง “ขอความกระจ่าง”
ตอบ : อันนี้ให้ไปถามหมอ
“ขอความกระจ่าง”
เพราะบอกว่าไม่ให้เขียนมา ยังเขียนมาอีก มันเรื่องมาก
“ขอความกระจ่าง”
เปิดไฟก็สว่าง เปิดไฟเห็นหมดเลย ฉะนั้น ไปหาหมอซะ
ถาม : ข้อ ๓๑๗๗. เรื่อง “ภูตคาม”
กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง กระผมขอโอกาสถามอย่างลัดสั้นๆ ครับ ส้มตำปูปลาร้ามีทั้งเมล็ดพริก เมล็ดมะเขือ มะเขือเทศ ปูดอง และปลาร้า บางทีก็เป็นปลาร้าที่ยังทำไม่สุก หรือแม้แต่น้ำพริกกะปิก็ยังมีเมล็ดพริก เมล็ดมะเขือพวง แม้บางทีกะปิก็อาจจะไม่ได้ย่างไฟทำให้สุก พระภิกษุต้องกล่าวคำ กปฺปิยํ กโรหิ ไหมครับ
ส่วนผลไม้ เช่น ส้ม แอปเปิล ถ้าไม่ได้ปอกหรือเอาเมล็ดออก เมื่อใส่บาตรแล้ว พระจะมีวิธีการจัดการให้ถูกต้องตามพระวินัยอย่างไรบ้าง กราบขอบพระคุณอย่างสูง
ตอบ : เอ็งเพิ่งรู้ใช่ไหม เรื่องนี้มันเป็นมาตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปี ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติธรรมและวินัย นี่มันอยู่ในวินัย สวดปาติโมกข์ พืชคาม ภูตคาม
พืชคาม ภิกษุพรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ภูตคาม เมล็ดพืชที่เกิดอีก พระขบฉันทำให้มันแตก เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เป็นอาบัติทั้งนั้นน่ะ
แต่พระพุทธศาสนาเวลาเผยแผ่ไปในแว่นแคว้นใด ประเพณีวัฒนธรรมมันเจริญแล้วเสื่อม สมัยทวารวดี ศรีวิชัยอย่างนี้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แล้วก็หมดไปแล้ว
พูดถึงธรรมและวินัย ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว เอ็งเพิ่งรู้หรือ พอเพิ่งรู้ ตื่นเต้น แหม! ในส้มตำมันมีปลาร้า มีเมล็ดพริกอะไร เอ็งเพิ่งรู้หรือ เขารู้มาตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปี แล้วก็ปล่อยปละละเลยกันมา
แล้วเวลาแว่นแคว้นต่างๆ เวลามีข้าศึกรบราฆ่าฟันกัน เวลาจำพรรษา เวลาเขาย้ายบ้าน ย้ายหมู่บ้านเลย พระไปกับเขาได้ ไม่ขาดพรรษา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติธรรมวินัยตามข้อเท็จจริง ตามความเป็นจริงในชีวิตที่เป็นจริง ทำได้หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ ยกเว้น ถ้าทำได้ต้องทำ ไม่ทำ เป็นอาบัติ
กล่าวตู่พุทธพจน์ กล่าวตู่พุทธพจน์คือธรรมและวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว กูเก่งกว่า ตัดทอนอย่างนี้ ถ้ามีคนเตือนแล้วไม่ฟังนะ สังฆาทิเสสเลย
ฉะนั้น นี่พูดถึงธรรมและวินัย เอ็งเพิ่งรู้หรือ พระเขาทำมานานแล้ว เว้นไว้แต่พระอัตโนมัติ มันขี้เกียจขี้คร้าน มันไม่ทำ แล้วพอไม่ทำขึ้นมาแล้ว เห็นไหม นี่ไง ที่หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม
เอ็งทำ นั่นแหละเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของพระ พระที่จะประพฤติปฏิบัตินี่ แล้วเอ็งฝืน เอ็งลบหลู่ เอ็งทำเฉื่อยชาด้วยความสะดวกสบายของเอ็ง นี่เหยียบหัวพระพุทธเจ้า แล้วจะมาเคารพ บวชพระ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันเป็นเรื่องไร้สาระ
ฉะนั้น ไอ้เรื่องนี้นะ ผู้ถามพอไปเห็นเข้า ไปรู้เข้านะ ทำตื่นเต้น แล้วคิดว่าพระทำ
เวลาหลวงปู่มั่นท่านออกปฏิบัติครั้งแรก หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ห่มผ้าสีกรัก เขากลัวกันจนวิ่งหนี เพราะอะไร เพราะสังคมปฏิบัติกันอย่างนั้น พอเด็กมันเกิดมามันเห็นเข้า มันก็ว่านี่ถูกต้อง ไอ้ผู้ที่เข้ามาใหม่เห็นเขาทำก็ว่าถูกต้อง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านพยายามทำตามธรรมและวินัย นี่ธรรมวินัย
เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดไง “กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง”
ในหนังสือเราอ่านเจอ ไปถามหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญตั้งแต่สมัยสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตั้งธรรมยุตขึ้นมานี่ เพราะไม่ไหลตามไปกับพระ เพราะไม่ไหลตามไปกับพระเพราะอะไร เพราะท่านเป็นเจ้าฟ้า บวชมาแล้วตำราบอกอย่างหนึ่ง เฮ้ย! แต่พระปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่งเลย มันขัดแย้งไง นี่ไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไง
พระจอมเกล้าฯ ถึงพยายามจะทำให้ถูกต้องตามธรรมวินัย ถูกต้องตามพระไตรปิฎกนั่นแหละ แต่ก็มีกลุ่มเดียวเล็กๆ แล้วก็ทำขึ้นมาจริง
นี่หลวงปู่มั่นพูดเองว่า ศาสนาเจริญตั้งแต่สมัยพระจอมเกล้าฯ พระจอมเกล้าฯ มาฟื้นฟูข้อเท็จจริง คือฟื้นฟูพระพุทธศาสนานี่แหละ แต่ท่านก็ออกธุดงค์ ออกปฏิบัตินะ แล้วด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านต้องสึกหาลาเพศไปเพื่อเป็นสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นี่ไง
แล้วสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กู้ชาติ ตั้งแต่สัญญาเบาว์ริงนั่นแหละ ถ้าไม่มีสัญญาเบาว์ริงนะ เรียบร้อย ไปนานแล้ว แล้วก็มาแก้ไข มาแก้ไขเป็นชั้นๆ ไง
เดี๋ยวจะเข้าการเมือง ไม่ใช่ เพราะอะไร
เพราะนี่ข้อเท็จจริง นี่คนที่มีวาสนาไง วาสนาสูงส่งมากถึงได้ทำอย่างนี้ได้ พอทำอย่างนี้ได้แล้ว เวลาสมัย ร. ๓ บอกว่าพวกนี้ห่มแบบมอญ ห่มอะไร ท่านก็ให้ละซะ เพราะไม่ไปขัดแย้งกับฝ่ายความมั่นคง
เวลา ร.๓ ท่านสวรรคต ร.๔ ท่านขึ้นมา พวกนี้ก็มาห่มแบบเดิม แบบที่พระธรรมยุตห่มกันอยู่นี่ เพราะท่านขึ้นมาเป็นกษัตริย์แล้ว ท่านก็เป็นธรรมน่ะ เป็นธรรม หมายความว่า ท่านส่งเสริมพระทั้งหมดทั้งประเทศไทย ส่งเสริมพระหมดทั้งโลก
แล้วฝ่ายมหายานล่ะ เขามีกะปิ ปลาร้าไหม เขามีเมล็ดพริกไหม เขาไม่มี เขาไม่สนใจเลย นี่นิกายไง นิกาย หมายความว่า ถือศาสนา ถือธรรมและวินัยแตกต่างกัน แต่เถรวาท เถรวาทพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ทำสังคายนาเป็นเถระ พระเถระ พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ สังคายนาธรรมและวินัยเป็นพระไตรปิฎกมา เราถือตามนี้ไง นี่แหละหีนยาน เป็นฝ่ายเถรวาท พอเถรวาทก็ตามวินัย
ไอ้ที่ถามๆ มานี่ ถ้าพระเขาเป็นพระ กปฺปิยํ กโรหิ กปฺปิย ภนฺเต เขาก็รู้ของเขา อย่างพวกที่ว่าเมล็ดพริกต่างๆ ถ้าเขาทำได้ เขาก็ทำ เว้นไว้แต่ไอ้พวกลูกศิษย์พระ อู้ฮู! อวดเก่ง โอ้โฮ! รู้ธรรมวินัย เวลาจะใส่บาตรนะ ส้มเขาปอกมาเลยอย่างนี้ บอกว่ากัปปิยะ
ไม่ได้ กัปปยะเขาเป็นวินัยกรรม คำว่า “วินัยกรรม” ต้องทำต่อหน้า พระต้องเป็นฝ่ายถาม ถามว่าสิ่งนี้สมควรกับพระไหม เพราะพระรังเกียจ มันเป็นภูตคาม
แต่วิธีแก้ไขของเรานะ ใส่มาเถอะ ใส่มาเลย กูไม่ฉันไง จะบอกกูไม่แดก เพราะกูรู้ว่ามันผิดไง กูไว้ข้างบาตรนั่นแหละ สมัยอยู่คนเดียวเขาใส่มาทั้งนั้นน่ะ ใส่มาเถอะ แต่เราก็วางไว้ข้างๆ บาตร เราไม่ต้องไปแอ็กชัน ไปอวดเขาไง ไปถึงว่า “โยม นี่ใส่กันไม่ได้นะ”
เขาจะใส่บาตร พระจะไปบิณฑบาต แล้วก็ไปทะเลาะกัน แล้วก็จะไปฆ่ากันกลางถนนหรือ เขาไม่รู้ เขาไม่รู้ เขาก็ว่าพระมีทิฏฐิ ไอ้พระก็บอกว่าตามธรรมวินัย เคารพพระพุทธเจ้า แต่เขาจะใส่
ไปบิณฑบาตถ้าพระมีประสบการณ์นะ เรื่องของเขา แต่ถ้าเขาอยากรู้ เขาอยากศึกษา เราก็จะสอนเขา แต่เขามีครูบาอาจารย์เขา เขาก็สอนไปอย่างนั้น บอกว่า ไอ้พวกนั้นอย่าไปใส่บาตรมันนะ มันเคร่งเกินไป พวกนี้มันอยากอวดเก่ง พวกเราดีกว่า อะไรก็ได้
อย่างนี้เยอะแยะไปหมดในสังคมน่ะ
ถ้าพระที่ฉลาด ใส่มาเถอะ เรานี่ใส่มาเลย แล้วกูไว้ข้างบาตร ถ้ามาถึงกูถ่ายบาตร กูก็อยู่ในถาด บุญ เขาทำบุญเขาแล้วก็จบ ทำบุญแล้วเราก็ไปหาเวรหากรรมใส่ตัวเราเอง นี่วิธีการแก้ไข พระแก้ไข แก้ไขอย่างนี้
อีกอย่างหนึ่ง ไอ้ที่ว่าเขาอวดดี อวดดี เขารู้มาก เขาทำกัปปิยะให้เสร็จเลย
มันต้องทำต่อหน้า วินัยกรรม พระถามนี่
ถ้าเอ็งจะไปทำ แอบทำแล้วบอกช่วยเหลือพระ ทำไว้ก่อนเลย เดี๋ยวมันจะวุ่นวาย
เอ็งทำลับหลัง พระที่รับเขาไม่รู้ แล้วฉันอย่างไรล่ะ
พืชคาม พรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ภูตคาม มันเป็นวินัยกรรม เป็นวินัยกรรมว่าทำต่อพระ แล้วเวลาของเรา ทำต่อพระองค์เดียวข้างหน้า แต่พระด้วยกันก็อาศัยพระองค์นี้เป็นผู้ที่ถามตอบจบแล้ว
ถ้ามันเป็นต่อหน้าและลับหลัง เรื่องต่างๆ เยอะแยะไปหมด ของที่พระจับ แล้วบอกว่าเพิ่งรู้ นึกว่ายังไม่ประเคน ให้โยมประเคน ประเคนไม่ขึ้น เป็นอุคคหิตก์
แล้วถ้าไม่ขึ้น ทำอย่างไร
ก็ไปประเคนพระองค์อื่น เพราะพระองค์นี้เสร่อ เสือกไปจับเข้า มันเป็นวัตถุอนามาส
พระนี่ อู้ฮู! วินัยเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าคนรู้วินัยนะ มองพระเดี๋ยวรู้เลย ไอ้นี่เป็นพระหรือเป็นโจร เพราะเป็นโจรมันไม่รู้เรื่องอะไร มันก็ทำตามอารมณ์มันน่ะ แต่ถ้าเป็นพระนะ เขาจะถามว่า นี่ของใคร ประเคนหรือยังไม่ประเคน ไม่ไปจับไง ถ้าจับ เขาเรียกวัตถุอนามาส อย่างอาวุธ พระจับไม่ได้ เป็นอาบัติหมด เพราะวัตถุที่จับไม่ได้ พระจับเสื้อผ้าของผู้หญิงไม่ได้ มันเป็นวัตถุอนามาส วัตถุที่พระแตะไม่ได้เลย ถ้าเรารู้วินัย เรามองพระรู้เลยว่ามันเป็นพระหรือเป็นมหาโจร
นี่ก็เหมือนกัน โอ้โฮ! ถามมาใหญ่เลยนะ ส้มเอย
แต่เวลาพระที่เขาเป็นธรรมนะ เขาไม่แอ็กชันไง เขาทำกันนี่ ทำอยู่ ถ้าคนรู้ คนศึกษาก็ดีไป คนไม่รู้ ไม่ศึกษา ก็บอก โอ้โฮ! วุ่นวายฉิบหาย ไอ้พระพวกนี้เรื่องมาก ไอ้พระที่อื่นโคตรสบายเลย กูเอาอะไรไปโยนๆๆ มันรับหมด แต่มึงนี่ แหม! ตรวจสอบเหลือเกิน
แต่ถ้าเราอยากจะให้ศาสนาแวววาว เราจะทำอย่างไร
นี่ไง โลกเจริญๆ ไง ทำอะไรก็ทำตามโลกไง
โลกเจริญๆ แล้วธรรมล่ะ
เวลาเขาบอกเลย วินัยปฏิบัติไม่ได้หรอก ที่ถามมานี่
หลวงปู่ฝั้นบอกว่า เราปฏิบัติทุกตัวอักษรเลย
หลวงปู่ฝั้นน่ะ ไปฟังเทศน์เก่าๆ ในเทปมี แต่เวลามาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูด เราโอ้โฮ! เคารพมาก
ท่านบอกว่า “เราจะทำให้ผิดน้อยที่สุด”
ท่านบอกว่า “ธรรมและวินัยมันละเอียดมาก คนไม่มีวาสนาทำได้ยาก แต่เราก็พยายามจะทำอยู่ แล้วเราจะทำให้ผิดน้อยที่สุด”
โอ้โฮ! เรานั่งฟังท่านเทศน์นะ แหม! มันแทงใจ
แต่ไอ้พวกนี้สมัยใหม่ พวกสมัยใหม่ สมัยใหม่ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ ต่อไปนี้อาหารแคปซูลทีเดียวจบ ไม่ต้องยุ่งกับอะไรเลย ถ้ามึงจะอ้างสมัยใหม่ มึงก็ไม่เอา ปั่นมาให้มึงดูดไหมอาหารน่ะ มึงก็อยากจะอร่อย อยากจะกินแล้ว แหม! เคี้ยวแล้วมันๆ อย่างนี้ มันเรื่องกิเลสทั้งนั้น เอามาอ้างไง
เวลาถามนี่ เอาวินัย เอาธรรมะมาอ้าง แต่ตัวเป็นมหาโจร
แต่นี่พูด เวลาคำถามเขาเรียกถามรวบรัด เพิ่งรู้นี่ เพิ่งรู้ เพิ่งเข้าใจ โอ๋ย! ตื่นเต้นเลย ศาสนาละเอียดมาก
เขาทำมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว มันอยู่ที่เวลาสังคมมันเสื่อมทรามไง เวลาสังคมมันเสื่อมทราม ไม่มีใครคอยตักคอยเตือนไง มันก็ไหลไปตามโลกนั่นไง
เราธุดงค์มา เราเห็นมาเยอะ ที่ไหนก็แล้วแต่นะ เขาสร้างวัดสร้างวา เขาอยากมีพระ เขาไปจ้างพระมาอยู่นะ ให้เงินเดือน แล้วพระจะทำตัวอย่างไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ขอให้มีพระอยู่วัด พระก็ได้ใจน่ะสิ อะไรก็ต้องเอามา อะไรก็ต้องเอามา แล้วก็อยู่กันอย่างนั้นน่ะ แต่ด้วยชาวพุทธๆ เขาสร้างวัดแล้วเขาอยากมีวัดไง วัดรับเงินเดือนเยอะแยะนะ โยมจ้างให้อยู่วัดน่ะ นี่พูดถึงสังคมทั่วไป
เขามาถามไง ถามแล้ว แหม! ทำตื่นเต้น
เราบอกเพิ่งรู้ ใครก็แล้วแต่นะ มาศึกษาพระพุทธศาสนานะ โอ้โฮ! แล้วหูชันหมดน่ะ โอ้โฮ! ยอดเยี่ยมขนาดนี้เชียวหรือ แต่เวลาเราดูพระไง แล้วเวลาพระเทศน์มันเป็นชาดก พอเป็นชาดกขึ้นมาก็บอกว่าพระพุทธศาสนาครึล้าสมัย
พระพุทธศาสนาสอนถึงจิตมึงหมดน่ะ ความรู้สึกนึกคิดทั้งนั้นน่ะ แล้วตั้งชื่อให้ขันธ์ ๕
พระพุทธเจ้าเวลามีอำนาจวาสนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วางธรรมวินัยไว้ได้ วางธรรมวินัยไว้คือพระไตรปิฎก พระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ธรรมะ รู้เองแบบพระพุทธเจ้า แต่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างนี้ไง พระพุทธเจ้าเท่านั้นถึงจะอธิบายเรื่องอารมณ์ ปฏิจจสมุปบาท โอ้โฮ! เป็นชั้นเป็นตอน
แล้วเขาเขียน หลวงตาไปถึงวัดที่เขาบอกว่า นี่ไง ปฏิจจสมุปบาท ให้ดูสิ
ไม่ดู ความจริงมันพรึ่บๆๆ เร็วยิ่งกว่านี้ เหมือนจุดไฟแช็กเลย ความคิดมันจะเร็วขนาดไหน คนภาวนาเป็นน่ะจะ อู้ฮู! อู้ฮู! เลยนะ แต่พูดออกมานะ ไอ้คนฟังบอกเพ้อเจ้อ ขนาดนั้นเชียวหรือวะ
มึงยังไม่เคยรู้ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ แต่ถ้าเป็นจริงนะ
นี่พูดถึงว่า ภูตคาม พืชคาม เขาทำมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว แล้วสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เวลาท่านไปศึกษาค้นคว้าแล้วท่านถึงมาตั้งคณะธรรมยุตขึ้นมา คณะธรรมยุต พอมีคณะธรรมยุตแล้ว ทุกคนก็ต้องศึกษาให้รู้จริงในพระพุทธศาสนา
ทีนี้การศึกษามันก็เจริญขึ้นมาไง ถ้าไม่มีการศึกษา คนเขามีการศึกษา เราจะไปคุยอะไรกับเขา เดี๋ยวนี้เลยมีมหามกุฏ มหาจุฬา มีดอกเตอร์ มีศาสตราจารย์ โอ้โฮ! เยอะแยะไปหมดเลย แต่ทำสมาธิไม่เป็น
ปริยัติ ปฏิบัติไง ทำสมาธิเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วเวลาเรามองพระ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีศีล ศีลด่างพร้อย เฮ้ย! สมาธิจะเกิดได้อย่างไรวะ ถ้าเกิดก็เป็นมิจฉา ถ้าศีลนะ ไม่ดูแล ไม่รักษา ไม่ดูแลมาตั้งแต่ต้น มึงจะทำสมาธิได้อย่างไร ก็ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ ไง แล้วถ้าอีลุ่ยฉุยแฉกจะเอาความดีมาจากไหน
ถ้าจะเอาความดี ความดีที่เหนือโลก เห็นไหม พระปฏิบัติที่ดีงามนะ ในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว ไอ้พวกชั่วๆ ไม่ต้องพูดถึงมัน ไอ้พระที่ดีๆ ที่เขาทำ แล้วเขาทำแบบว่าทำเป็นปกติ ทำจนไม่เห็นมีอะไร กปฺปิยํ กโรหิ
กะปิไม่ได้เอามา วันนี้ไม่มีกะปิ
เขาไม่เป็นไง
กปฺปิยํ กโรหิ เยอะแยะไป พระถาม บอกกัปปิ กัปปิก็คือให้กปฺปิยํ กโรหิ พระก็ กปฺปิย ภนฺเต
กปฺปิยํ กโรหิ หมายความว่า ของนี้สมควรแก่พระสงฆ์หรือไม่ นี่แค่นโยบายคือนามธรรมไง ของนี้สมควรแก่พระสงฆ์หรือไม่
ผู้ที่ถวายกัปปิยะ ทำให้เสียออกหน่อย บอกว่า ของสิ่งนี้สมควรแก่สงฆ์ เพราะเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหามาเพื่อสงฆ์ ถวายสงฆ์ พระถึงฉัน
เพราะทีแรกเริ่มต้นจากว่า พระฉันแล้ว พวกเมล็ดถั่วเขียวต้มน้ำ สมัยพุทธกาลนะ แล้วพระฉันแล้วไปถ่าย ถ่ายแล้วมันงอกไง ก็รังเกียจ ทีนี้ใครเอามา ไม่ฉัน เพราะมันยังมีชีวิตไง
ไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเรียกมาถาม
บอกว่า เอาของมาถวายพระ พระไม่ยอมรับไง
พระพุทธเจ้าเรียกมาถาม ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ
โอ้โฮ! ถ่ายแล้วมันยังเกิดอีก
พระพุทธเจ้าเลยบอก เอาอย่างนี้ พรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์ พืชคาม สิ่งที่เขายังมีสิทธิ์จะเกิดอีก พระห้ามฉัน แล้วถ้าจะฉันก็ต้อง กปฺปิยํ กโรหิ
นี่เป็นนามธรรมไง แล้วครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นผู้พื้นฟูทั้งนั้นน่ะ
เรื่องแบบนี้สำเร็จครั้งสุดท้าย หลวงปู่ฝั้น ที่นครราชสีมา วัดสาลวัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ที่ตอนนั้นท่านเป็นเจ้าคณะ ท่านไม่ให้ทำ เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เคยทำมา เด็กมันทำมันเหม็นหน้าไง
หลวงปู่ฝั้นเปิดพระไตรปิฎกเลย บอกว่า การ กปฺปิยํ กโรหิ ในพระไตรปิฎก ธรรมวินัย ถึงขนาดว่าเมล็ดพริกไทย มันเป็นเมล็ด มันแกะไม่ได้เพราะมันแข็ง ให้เอามีดจี้ เอาอย่างนี้ไปให้สมเด็จดู เอ๊อะ! ยอม
มันมีมาแต่พระไตรปิฎก ไม่ต้องใครไปรื้อค้นหรอก แต่มันทอดทิ้งกัน มันไม่เอากัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเอาขึ้นมา แล้วหลวงปู่มั่นก็โดนเพ่งเล็งเต็มที่ไง แต่สุดท้ายแล้วหลวงปู่ฝั้นท่านมีบารมีไง ท่านมาให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ยอมรับ พอสมเด็จยอมรับ สมเด็จก็ให้มีการกระทำนี้ฟื้นฟูขึ้นมา
ไม่อย่างนั้นทำต้องแอบทำข้างหลังนะ ไปทำต่อหน้าพระก็แอ็กชัน โอ๋ย! มึงดังกว่ากูหรือ โอ๋ย! มึงใหญ่กว่ากู
โฮ้ เรื่องสังคมนะ จะทำให้คณะสงฆ์ขึ้นมาเป็นอย่างนี้ได้ เราถึงยกย่องหลวงปู่มั่น แล้วหลวงปู่มั่นเมื่อก่อนก็ดังเฉพาะนามธรรม ดังเพราะคำร่ำลือ ประวัติหลวงปู่มั่น หลวงตาเขียน คึกฤทธิ์โจมตี คนโจมตีหมด
หลวงตาพระมหาบัวบอกว่า ถ้ามึงจะโจมตีเรื่องนิพพานไม่มี มึงต้องปฏิเสธไม่มีพระพุทธเจ้าก่อน ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ ถ้ามีรัตนตรัยก็ต้องมีหลวงปู่มั่น
โธ่! การเมืองในวงการนะ
นี่พูดถึงเราเห็นแล้วไง เห็นแล้วขำไง เพิ่งรู้ คนไม่รู้เลย พอรู้แล้วมันตื่นนะ แต่ความจริงมึงรู้ทีหลังเขา ๒,๐๐๐ กว่าปี มึงรู้ทีหลังชาวพุทธมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว ถ้ารู้แล้ว พอรู้อย่างนี้ปั๊บ ทีนี้ก็ไปตรวจสอบพระแล้ว ถ้าพระไม่ กปฺปิยํ ก็จะไปโทษเขาอีกแล้ว
เขาถือกันอย่างนั้น สังคมเขายอมรับกันอย่างนั้น นี่ไง เข้าเมืองตาหลิ่วไง บวชเพื่อใคร บวชทำไม บวชอะไร บวชนี่ ถ้ามีสติปัญญาก็คัดเลือกแยกเอา
ภูตคามไปยาวเลย จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๗๘. เรื่อง “อธิษฐานบารมี”
ตอบ : ถามหมอนะ ไปหาหมอ แล้วหมอเขาจะบอกเอ็งว่ากินยาเม็ดใดแล้วมันจะอยู่ จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๗๙. เรื่อง “อยากทำงาน”
กราบหลวงพ่อที่เคารพ กระผมเพิ่งออกจากศูนย์บำบัดยาเสพติดแห่งหนึ่งมาได้สักระยะแล้ว ที่บ้านให้โอกาสรักษา กินยาขับพิษกัญชาอยู่วัดแห่งหนึ่ง เสียงชาวบ้านนินทาผมก็เยอะว่าคนอยู่วัดไม่ทำมาหากิน
ผมก็อดทน ผมก็คิดว่าจิตเวชจะทำงานอะไรได้ น้า ป้าผม ตอนอยู่บ้านดูแลผมอย่างดี กินก็อร่อย สงบกว่าอยู่วัดอีก ส่วนความคิดผมคิดว่า อนาคตจะอดทน อย่างไรก็เมื่อต้องไปทำมาหากิน
ผมเป็นผู้ป่วยจิตเภท นายจ้างคงไม่รับทำงาน อนาคตเพื่อประสาทผมดีขึ้น จะมีวิธีควบคุมอย่างไรครับ
ตอบ : ฝึกหัดสติ คำว่า “ฝึกหัดสติ” นะ ถ้าเรามีสติมีปัญญา มีสามัญสำนึก เราจะไม่ทำอะไรผิดพลาด สิ่งที่ผิดพลาดแล้วเป็นอดีตทั้งนั้น ถ้าเป็นอดีตทั้งนั้น สิ่งใดที่กระทบ เราต้องยอมรับ เพราะอะไร เพราะสิ่งนี้มันเป็นภาระสังคมไง
เวลาผู้ที่เสพยาเสพติด เสพมากๆ แล้วหลุดแล้วหลอน เป็นภาระสังคมมาก ถ้าเป็นภาระสังคมมากนะ สังคมใดถ้ามีผู้อย่างนี้อยู่ในสังคมนั้น มันก็มีความหวาดระแวง มีความทุกข์ร้อนทั้งนั้น
ฉะนั้น ถ้าเรากำลังไปอยู่วัดหนึ่งเพื่อเลิกยาเสพติด
แล้วสติปัญญามันคิดได้ทั้งนั้นน่ะ เวลาคิดได้ก็คิดแบบโยมนี่ ทุกข์ไหม ทุกคนเข้าใจเราผิดหมดเลย เราก็ตั้งใจของเรา แต่ความตั้งใจของเรามันมีแค่นี้ไง
บางคนนะ เขามีสติของเขา เขายั้งคิดได้มากกว่าเรา เขาก็พัฒนาของเขาขึ้น
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราคิด เวลาเราไปอยู่วัดใดวัดหนึ่ง แล้วมีคนมาถากมาถาง มาถากมาถาง เราต้องมองภาพรวม สังคมน่ะ สังคมเขาเดือดร้อนเรื่องอย่างนี้มาก แล้วฝ่ายที่เป็นธรรมนะ เขาพยายามแก้ไข พยายามพาไปงดไปเว้นอะไรอย่างนี้ กลับไปก็เหมือนเดิมทั้งนั้นน่ะ เพราะจิตใจอ่อนแอ มันอยู่ที่จิตใจ จิตใจมันอ่อนแอ
ถ้าจิตใจมันเข้มแข็งนะ ไม่ๆๆ เราไม่ไปยุ่ง ไม่ไปแตะ ไม่ไปเรื่องอย่างนั้นอีก แล้วพยายามระงับให้มันอยู่ได้ อยู่ได้แล้วเราฝึกหัดสติของเรา แล้วเริ่มต้นจะทำอะไรก็ได้เล็กๆ น้อยๆ พอดำรงชีวิตของเราได้ แล้วทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ
เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ถึงกรรมเก่า กรรมใหม่ ทุกคนมีเวรมีกรรมมาทั้งนั้น ถ้ามีเวรมีกรรมมาทั้งนั้นน่ะ
สิ่งที่เกิดขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นมาเขาบอกว่า มันผิดพลาด มันพลั้งไปแล้ว
แล้วเวลาผิดพลาดพลั้งไปแล้ว ดูสิ ถ้าเป็นผู้นำที่ดี รัฐบาลที่ดี เขาต้องแก้ไข
ไอ้นี่ทำสิ่งใด มันแบบว่าอะไรนะ หลิ่วตา ปราบปรามก็ส่วนปราบปรามไป ไอ้ปราบปรามเจ้าหน้าที่ เริ่มต้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หลายๆ รายเลยล่ะกลับไปค้าเอง เพราะเข้าไปรู้ เข้าไปเห็นช่องทางไง ผลประโยชน์มันมาก แต่ผลประโยชน์นะ ทำลายเยาวชนไปทั้งหมดเลย ทำลายไปมากมายมหาศาล เราเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน แต่เยาวชน สังคมเดือดร้อนกับเรื่องนี้ไปเยอะมาก
ฉะนั้น มันเป็นปัญหาสังคม แล้วเราเป็นคนคนหนึ่ง เห็นไหม ยังดีมากนะ มีโอกาสเขียนมา ถ้าเขียนมานะ “ผมเป็นผู้ป่วยจิตเภท นายจ้างคงจะไม่รับทำงาน แต่อนาคตเพื่อประสาทผมดีขึ้น จะมีวิธีคุมอย่างไร”
ฝึกหัดตั้งสติไว้ แล้วถ้ามีสติปัญญานะ ขันติธรรม ถ้ามีความอดทนได้ มันเรื่องธรรมดา
ประวัตินะ ดูสิ เขาทำงานเขาต้องตรวจสอบประวัติ ประวัติอาชญากรรมขึ้นมาติดหราเลย อนาคตทำราชการไม่ได้
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ประวัติของเรา เราเคยติดยาเสพติด ไอ้คนที่ไม่หวาดระแวงเราเป็นไปได้อย่างไร แต่ถ้าเขาให้โอกาสเรา เราต้องตั้งสติไว้ว่าเราจะไม่ทำความเสียหาย ให้กับผู้ที่เสพยาเสพติดที่เลิกแล้ว แล้วจะกลับมาทำงานได้
เหมือนคนติดคุก ไอ้ขี้คุกๆ คนก็หวาดระแวง ไอ้เราติดยาเสพติดจนขนาดที่เราต้องไปอดอะไรต่างๆๆ
เราต้องเทียบกลับมาว่า สิ่งที่เราทำมา เขาหวาดระแวงสิ่งนี้ สิ่งที่เราทำมา เราเคยเป็นมา ฉะนั้น เราเคยทำมา เราเป็นมาแล้ว เราแก้ไขเรา ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ มันอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ว่าเราไม่น้อยเนื้อต่ำใจ แต่เราจะพยายามจะพัฒนาเราให้เป็นคนดี เพราะเราไม่อยากให้ไปทุกข์อย่างนั้นนะ
เวลาอยากนะ ลงแดงนะ ทุกข์เกือบตาย เสพแล้วก็อารมณ์เป็นครั้งคราว เดี๋ยวก็เสพอีก ก็เข้าไปในวงจรธุรกิจเขาเลย
เราต้องเอาตัวเราออกมา แล้วปากกัดตีนถีบ มีขันติธรรมอดทน แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ตั้งสติไว้ มีสติสัมปชัญญะมันยับยั้งได้ ถ้าขาดสติก็ไปอีกแล้ว
ฉะนั้น จะโทษสังคมว่าเขาจะไม่รับเราทำงาน
เราทำตัวเราดีงาม แล้วถ้ามีบุญ ไปเจอคนที่เขาเมตตา เขารับ เขาให้โอกาส มีคนให้โอกาสเยอะเลย แต่คนให้โอกาสนั้นโดนจี้ปล้น โดนทำลายก็เยอะเลย เราจะให้โอกาสเขา แต่เราเผลอไม่ได้นะ แล้วจะไปโทษเขาได้อย่างไรล่ะ ก็เราทำมา
ฉะนั้น ตั้งสติของเรา แล้วอยู่ที่เวรที่กรรม ถ้าเรามีบุญกุศลอยู่บ้าง เราจะรักษาชีวิตเราไปได้ พันธุกรรมของจิตๆ แต่ละภพแต่ละชาตินี่ไง ใครสร้างเวรสร้างกรรมได้มากน้อยขนาดไหน มันเป็นกรรมของสัตว์
เราจะทำคุณงามความดีของเรา สิ่งที่ผิดพลาดมาแล้วเรารู้ได้ อริยวินัย เรารู้ผิดรู้ถูก แล้วจะแก้ไขตัวเราเอง แล้วตั้งสติปัญญาของเรา ทำเพื่อตัวของตน จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๘๐. เรื่อง “ความกลัว”
กราบนมัสการเจ้าค่ะ ดิฉันเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น แวดล้อมไปด้วยญาติๆ ที่ใจดีและมีเมตตา จึงมีความผูกพันรักใคร่มาก ครอบครัวพาเข้าวัดให้ไหว้พระไหว้เจ้า และเรียนรู้บุญบาป การเกิด แก่ เจ็บ ตายตั้งแต่เด็ก จนมาในปีนี้อายุ ๓๕ เพิ่งจะเจอเหตุการณ์ที่เรียนรู้และรู้สึกถึงคำว่า “เจ็บตายที่แท้จริง”
ปีนี้ดิฉันเสียคนที่รักไปถึง ๒ ท่าน ในระหว่างห่างกันไม่ถึง ๒ เดือน ท่านแรกคืออาม่าของตัวเอง และต่อมาคืออาม่าของสามี ทั้ง ๒ ท่านมีวาระสุดท้ายคล้ายกันเลยค่ะ นอนเจ็บวาระสุดท้ายที่โรงพยาบาล ดิฉันไปเยี่ยมท่าน สวดมนต์ให้ท่านฟัง และบอกรักท่านเกือบทุกวัน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
การสูญเสียท่านทั้ง ๒ ทำให้ดิฉันกลัวการสูญเสียพ่อแม่และคนรักรอบตัวในอนาคตมากๆ เลยค่ะ เพราะจริงๆ แล้วดิฉันไม่ได้มีเพื่อนหรือคนสนิทมากมาย จะมีแต่คนที่รักและเข้าใจซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นหลักนี่แหละค่ะ
ดิฉันทราบค่ะว่า คนเราเกิดมาก็ต้องตาย และความคิดของเราก็คือความเห็นแก่ตัว กลัวว่าจะอยู่อย่างไรถ้าวันหนึ่งคนที่รักและดีต่อเราจากเราไปก่อน ดิฉันควรฝึกและทำอย่างไรเจ้าคะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ตอบ : รู้อยู่แล้ว แต่ไม่เคยทำ
เรียนจบ ๙ ประโยค ทำสมาธิไม่เป็น
นี่ก็เหมือนกัน พ่อแม่ปู่ย่าตายายดีมากเลย พาไปวัดไปวาไปกราบพระกราบเจ้า ไปเป็นบุญกุศล แล้วฟังเทศน์อย่างนี้ทุกวันน่ะ แต่ไม่ฝึก
คนเรานะ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติ นี่เหมือนกัน ฝึก ไม่ต้องไปทำอะไรหรอก หายใจนี่ ตั้งสติกับลมหายใจ หายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธ นี่มันฝึกไง
เขาเรียกว่า สุขภาพกาย สุขภาพจิต
สุขภาพกาย ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น โตมาอายุ ๓๕ แล้ว อาม่าตายไปทั้ง ๒ ฝ่าย สะดุ้งสะเทือนเชียว
เวลาเห็นคนตาย คนตายเยอะแยะไปหมดน่ะ แต่มันไม่เจ็บปวดเหมือนสายเลือด เวลาคนใกล้ชิดเรา สายเลือดเราตาย อู๋ย! เจ็บมาก แต่ไปงานศพประจำนะ ไปวัดทุกวัดเลย คนตายเยอะแยะไปหมดเลย ไม่เจ็บไม่ปวด แต่มาของตัวเองน่ะเจ็บ แล้วทีนี้เขากลัว
ไปกลัวอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดา แล้วถึงเวลาแล้วนะ เวลาถ้ามีกิจการอะไรนะ เวลาอันนี้ห่วงพ่อห่วงแม่แล้ว ห่วงพ่อห่วงแม่ก็ต้องกลับไปบ้านช่วยพ่อช่วยแม่ทำงานนะ ศึกษางานไว้ให้ดี เดี๋ยวพ่อแม่จะมอบภาระมาให้นั่นน่ะ
มันเป็นเรื่องธรรมดาอันหนึ่ง แล้วมันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมด้วย เรื่องเวรเรื่องกรรมคือว่าอายุสั้น อายุยาว อายุสั้น อายุยืน คนเรามีความพร้อมหรือไม่มีความพร้อม ไอ้นี่มันเป็นพันธุกรรมของจิตทั้งนั้นน่ะ คือมันได้ทำบุญทำกรรมอะไรกันมา
เรามีลูกศิษย์นะ คนที่นี่แหละ รวยมาก เขามาหาเรานะ มาหาเรานะ บอกว่ามาขอปรึกษาไง อาม่าเขานะ นอนอยู่ แล้วเอามืออย่างนี้ เขาเอาเชือกผูกไว้ แล้วก็เปิดธรรมะให้ฟัง ไม่ได้เรื่อง ไม่รับรู้
แล้วเขาก็พูดเอง เขารู้ว่าแต่เดิมเขาเชือดเป็ดเชือดไก่ขายมาตั้งแต่เมืองจีนไง เริ่มต้นมาจากการฆ่าสัตว์ แล้วตอนหลังกิจการเขาเจริญเติบโตจนเขาเลิกแล้ว แล้วมาทำกิจการใหม่ใหญ่มากนะ เงินทองเยอะแยะไปหมด แต่จะช่วยอาม่าตัวเองอย่างไร
อาม่าเหมือนกัน ทำอย่างนี้ เอามือชนกันเลือดซ่กเลย จนลูกๆ ต้องเอาเชือกผูกกับเตียงไว้ แล้วเปิดธรรมะให้ฟัง สุดท้ายก็เสียไปแล้ว แล้วเขามาหาที่นี่แหละ มาเล่าให้ฟัง เขาสะเทือนใจ เขาเรียกว่าธรรมสังเวช
เราศึกษาธรรมะ นี่ไง เหมือนกัน ยกตัวอย่างมาให้คนถามนี่ไง ถ้ามันเป็นธรรม มันเห็นแล้วมันสะเทือนใจ มันเป็นธรรมสังเวช มันสังเวชถึงชีวิต สังเวชถึงการเป็นอยู่ สังเวชถึงการทำดีทำชั่ว
ถ้ามันทำดีมา มันมาอย่างนี้ถ้ามันมาดี มันก็เป็นสัมมาทิฏฐิ มันเป็นบุญเป็นกุศลไง แต่ตอนต้นมาเหมือนกัน มาเป็นอาชีพของตัวไง อาชีพทำอย่างนั้น แล้วกิจการก็เจริญเติบโต มาจนเดี๋ยวนี้เป็นกิจการที่ใหญ่โต ที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ ถึงประเทศเลย แต่ในบ้านเขาพยายามช่วยไง
เหมือนกันนี่เลย เขาพยายามจะช่วย แต่จะช่วยอะไรได้ สุดท้ายก็เสียไป แล้วก็มานั่งปรับทุกข์ให้เราฟังเฉยๆ ภาษาเราคือมาระบาย คือมาระบายให้พระฟัง พระก็รับฟัง รับฟังหมด
นี่ก็เหมือนกัน แต่เสร็จแล้วเขาก็คิดได้ของเขา คิดได้คือเขาพยายามทำดี เพราะมันเห็นกับตาไง
เราบอก บุญและบาป ดีหรือชั่ว มันเป็นนามธรรม
เวลามันทำไปแล้วมันให้ผลต่อหน้าๆ แล้วญาติของตัวทั้งนั้น
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาคนใกล้ชิดเสียไป ไอ้นี่แค่เสียไปนะ แล้วภาษาเรานะ เวลาพระมหายานเขาให้พรไง “ให้ปู่ย่าตายายตายก่อน แล้วก็ให้พ่อแม่ตาย แล้วก็ให้เราตาย ให้ลูกตาย”
อู้ฮู! เจ้าภาพเขาโกรธมาก เขาไปถามเลย ทำไมให้พรอย่างนั้นล่ะ
แล้วไม่จริงหรือ ถ้าลูกตายก่อนพ่อแม่ พ่อแม่เผาศพลูก สะเทือนใจนะ ถ้าหลานมันตายก่อน ลูกมันตายก่อน แล้วพ่อแม่ยังนั่งหัวโด่อยู่นี่ ไม่ทุกข์ตายหรือ
เขาให้พรนะ ให้ปู่ย่าตายายตาย ให้พ่อแม่ตาย
ในเซนน่ะ เราไปอ่านเจอ โอ้โฮ! เจ้าภาพแค้นใหญ่เลย ไปต่อว่าอาจารย์ อาจารย์ให้พรอย่างนี้ได้อย่างไร
อาจารย์สอนเลย แล้วถ้าลูกตายก่อน พ่อแม่เผาศพลูกล่ะ
ไอ้พูดว่าให้เราร่ำรวย มันเป็นทรัพย์สินใช่ไหม แต่นี่มันชีวิต
ทำบุญแล้วให้ร่ำรวย ให้เจริญงอกงาม นั่นเป็นทรัพย์สิน แต่ให้พรเลย ให้ปู่ย่าตายายตายก่อน ให้พ่อแม่ตาย ให้ตัวเองตาย ให้ลูกตาย ให้หลานตาย
โอ้โฮ! เขาโกรธ โกรธมากเลย ไปต่อว่า ก็อาจารย์กับลูกศิษย์ ไปต่อว่าอาจารย์ตัวเลย อาจารย์บอกเลย แล้วถ้าลูกตายก่อน เผาศพลูกล่ะ ยิ่งถ้าหลานตายแล้วไม่เสียใจหรือ
เออ! จริงของอาจารย์ ก็ยอมรับ นั่นผลของเวียนว่ายตายเกิด
นี่ก็เหมือนกัน คำถาม มันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้นอยู่แล้ว สุขภาพกาย สุขภาพจิต จิตไม่ได้ฝึกหัด มันจะแข็งแรงขึ้นมาไม่ได้หรอก ไม่ทำสมาธิ สมาธิมันมาจากไหน
พระกรรมฐานทำสมาธิเป็นหรือทำสมาธิไม่เป็น ถ้าทำสมาธิเป็นนะ เรายืนยัน ถ้าทำสมาธิเป็น จะหวงแหนศีลของตัวเองมาก เพราะกว่าจะทำสมาธิ เอ็งทำอะไรมา ถ้าศีลมันดี ทุกอย่างมันดี โอ้โฮ! มันลงดีมาก แล้วเวลามันไม่ลงเลย ทุกข์ฉิบหายเลย เอ็งทำผิดอะไร
เรานี่ทบทวนมาตลอด เราถึงยืนยันไง ถ้าพระทำสมาธิเป็นนะ ศีลที่เราถามกัน ที่เราควบคุม เขาจะรักษาตัวเขาเปี๊ยะเลย เพื่อทำสมาธิได้ง่ายๆ เพื่อทำสมาธิได้ราบรื่น เพื่อฝึกหัดให้ดีงาม
ถ้าฝึกหัดให้ดีงาม แล้วปล่อยปละละเลยอีลุ่ยฉุยแฉกอย่างนี้ โอ้โฮ! เฮ้ย! สมาธิอะไรของมึงวะ เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อเพราะเราปฏิบัติมา
เวลามันไม่ลง เวลามันทำอะไรไม่ได้ เช้าตื่นขึ้นมาคิดอะไร บิณฑบาตไปเจออะไร กลับมาแจกอาหารเป็นอย่างไร มีคนเขากั๊กอาหารไม่ให้มึงฉันหรือเปล่า มึงเลยโกรธเขา ทบทวนตั้งแต่เช้ามา แล้วผิดอะไร ปฏิบัติมาอย่างนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา
ฉะนั้น อีลุ่ยฉุยแฉกกันอย่างนี้ กะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวงอย่างนี้ แล้วมึงบอกมึงเป็นพระปฏิบัติ กูงงน่าดูเลย
พระปฏิบัติ กูไม่ไปไหนเลย กูอยู่นี่ กูไม่ทำผิด แล้วไม่ให้ใครเอาความผิดมาให้กูด้วย เพราะกูจะรักษาของกูเอง เพื่อความปลอดโปร่งในใจของกู ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีปัญญารักษาตัวรอดได้
นี่เหมือนกัน เราฝึกหัดทำสติ แล้วถ้ามีสติขึ้นมา มันจะมีสติมีปัญญา
อันนี้อะไรยังไม่เกิดเลย แค่อาม่าเสีย พ่อแม่ยังอยู่ กลัวแล้ว ตีตัวก่อนไข้ ของยังไม่เกิด กลัวมาก พอตั้งสติดีๆ นะ อยากจะให้ไปเร็วๆ จะเอาสมบัติอีกต่างหาก อยากได้ ไปเลยนะ มรดกของกู
เราตั้งสติไว้ มันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นบุญและบาปของท่านด้วย ถ้าท่านมีบุญนะ ท่านก็จะ โอ้โฮ! สุขสบายของท่าน ถ้าท่านมีบาปนะ ท่านก็ต้องทุกข์ใจของท่าน แล้วเราช่วยอะไรท่านได้ล่ะ
มันเป็นบุญและบาปของท่านด้วย แล้วมันเป็นบุญและบาปของเราด้วย เราถึงได้เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วพยายามรักษา พยายามคุยกันให้เข้าใจกันได้
แล้วอย่างใด เห็นไหม ทำคุณงามความดี ทำคุณงามความดีเพื่อลบล้างสิ่งที่ค้างคาในใจนั่นน่ะ แล้วเวลาใจมันโล่งโถงปลอดโปร่งนะ เราคุยกันสุข เราคุยกันเข้าใจ ครอบครัวเรามีความสุข สิ่งใดจะเกิดขึ้นมันเป็นเวรกรรมของสัตว์ เอวัง