เทศน์เช้า วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระนะ วันพระๆ พระผู้ประเสริฐ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนานะ ฝึกหัดของเราไง ไม่หายใจทิ้งเปล่าๆ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าจิตมันสงบระงับขึ้นมาโดยส้มหล่น โดยอำนาจวาสนานะ มันจะเกิดความฝังใจอันนั้นมาก
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ ร่างกายนี้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด หัวใจไปวัดไปวาทำบุญกุศล เป็นบุญกุศล บุญและบาป ถ้าการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง ให้หัวใจนี้มันมีคุณค่า
บวชใจ ถ้ามันบวชใจนะ เราจะสังเวชในชีวิตของตนเอง แล้วเราจะมองโลกไปนะ ด้วยความเป็นเมตตาธรรมนะ มันเมตตาธรรม เมตตาธรรมค้ำจุนโลก แต่ถ้าใจมันเป็นธรรม
ถ้าใจมันเป็นโลกไง เป็นโลกมันต้องเป็นการแข่งขัน มันต้องชนะคะคานกัน มันเหยียบย่ำทำลายเขาไปทั้งนั้นน่ะ มันจะเอาได้เปรียบเขาไง มันสังเวช มันสังเวชเวทนา
แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันปลงธรรมสังเวช เห็นเขาปากกัดตีนถีบ มันอยากช่วยเหลือเขา มันอยากเจือจานเขา แต่เราก็มีกำลังเท่านี้ไง
แล้วเวลาทำไปๆ เวลามันเป็นโลก โลกเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ ล่ะ เขาทำอะไรมา มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เขาได้สร้างเวรสร้างกรรมของเขามา ถ้าสร้างเวรสร้างกรรมของเขามานะ ถ้าเขามีสติมีปัญญาของเขา แล้วเขายั้งคิดของเขา
นี่ไง ธรรมะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนถ้ามันสำนึกได้ ตนมันคิดได้ ตนมีสติปัญญาได้นะ ใครไม่ต้องมาสอนหรอก เรารู้ถูกรู้ผิดไปหมดน่ะ แต่เป็นโลกๆ ศักดิ์ศรี เอาชนะคะคาน เหยียบย่ำทำลายกัน เพื่อว่าให้เขารู้จักเรา
แต่บารมีธรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนมีแต่คนดิ้นรนเข้าไปแสวงหา หลวงปู่มั่นๆ ท่านอยู่ที่หนองผือ คนจะทำบุญต้องซื้อหนทางเข้าไปนะ ต้องจ้างเกวียนนั่งเข้าไปนะ ท่านไม่สนใจโลกเลย ท่านสนใจธรรมทายาทๆ ท่านสนใจแกนหลักน่ะ
ผู้นำที่ดีงาม ผู้นำที่ดีงาม ตัวเองก็ครองตัวเองได้ ตัวเองเป็นไปทางเสีย เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่ในทางดีพยายามสร้างสมขึ้นมา แล้วอยู่อย่างนั้นน่ะ ดึงดูด ดึงดูดให้คนที่เป็นธรรมๆ เข้าไปหา เวลาเข้าไปหาแล้วเพื่ออะไร เพื่อต้องการบุญกุศลของเขา
ท่านไม่สนใจเลยเรื่องโลกๆ แต่คนเรามันก็เกิดมาเป็นโลก เพราะเกิดมามีชาติมีตระกูล มีเพื่อนมีฝูง มีหมู่มีคณะ มีสังคม สังคมๆ ก็เป็นสังคมทางโลกๆ ไง
ถ้าวันพระๆ เราสร้างหัวใจของตน
ดีคนเดียวเท่านั้นน่ะ มันดีไปทั้งนั้นน่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนสามโลกธาตุ เทศน์สอนเทวดา อินทร์ พรหม
ไอ้เรานี่ แหม! ไปกราบไหว้บูชาให้เขาคุ้มครอง ให้เขารักษา
เขายังต้องมาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเลย เวลาฟังเทศน์หลวงปู่มั่น ฟังเทศน์เรื่องอะไร ฟังอย่างไร เทวดาไม่รู้ เทวดารู้ว่ากูมีฤทธิ์ กูมีฤทธิ์มีเดช ฤทธิ์เดชโดยใจที่ไม่เป็นธรรมนะ
ในวรรณคดี เทวดารบกันๆ ทำไมรบกัน แย่งชิงอะไรกัน แย่งชิงนางฟ้า แต่ถ้าเป็นเมตตาธรรมค้ำจุนโลกนะ มึงอยากได้ กูแถมให้อีก ๒ คน มึงอยากได้เท่าไร เอาไปให้หมด เพราะอะไร เพราะเราไม่สนใจ เราไม่สนใจเรื่องอย่างนั้น
ถ้าเราสนใจ สนใจว่า ปัจจัย ๔ ชีวิตของเขาทุกข์ยากขนาดไหน ถ้าทุกข์ยากขนาดไหน เพราะมันทุกข์ยากขนาดนั้น มันก็ไปยึดมั่นที่ตรงนั้น
แต่ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา เวลาพระบิณฑบาตมาล้นเหลือเลย อดอาหาร ผ่อนอาหาร ฉันพอดำรงธาตุขันธ์เท่านั้น ถ้าฉันมากเดี๋ยวไปสัปหงก เวลาไปสัปหงกแล้วทุกข์นะ อวดตัวว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ ทำสมาธิก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่ได้ มีแต่เปลือก
แต่ถ้าเราเป็นจริงเป็นจังของเรา สิ่งใดได้มาด้วยความถูกต้องชอบธรรมนะ บิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เป็นศีลเป็นธรรมทั้งหมดเลย ฉันคำเดียว ฉัน ๒ คำ ที่เหลือออกไป ให้เป็นประโยชน์กับเขา
แค่น้ำล้างบาตรสาดไปนะ มันก็เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว นี่ไง สิ่งมีชีวิตได้นี่เป็นอาหาร มันเป็นประโยชน์กับโลกเขา
แล้วเวลาเรามาฝึกหัดปฏิบัติของเรา เวลามันสงบระงับเข้ามา นี่แหละของจริง เวลาของจริงขึ้นมามันอยู่กับเรา
ชำนาญในวสีๆ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมเขาดูแลใจเขาได้ ใจเขากระทบสิ่งใด เขาพยายามระงับเลย เขาระงับไว้ไม่ให้มันไปสัมพันธ์กัน พอสัมพันธ์กันไปแล้วเดี๋ยวมันก็คุ้นเคยกัน แล้วจะเอาอยู่ได้ยาก นี่เวลาเขาดูแล เขาดูแลหัวใจของเขา ขนาดหัวใจของเขา เขายังไม่ให้เสวย ยังไม่ให้ไปคบมิตรชั่ว
มิตรชั่วคือพวกกิเลสที่มันมาป้อนไง กิเลสไง ศักดิ์ศรี มีอำนาจ มีวาสนา นั่นน่ะยุแหย่ทั้งนั้นน่ะ
อยู่เฉยๆ อยู่เงียบๆ หัวใจผ่องแผ้ว นี่ไง เวลาหัวใจมันผ่องแผ้ว มันมีความปกติสุขไง
เวลาคนที่มีอำนาจวาสนา เวลาจิตมันลงไปแล้วมันสว่างไสว มันสว่างโพลงไปทั้งสามโลกธาตุ นั้นมันเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา
แต่นี่เขาบอกว่าสว่างไสว
สว่างไสวก็ไฟฟ้าไง กดสวิตช์มันก็ดับ เวลาพระอาทิตย์ขึ้น อรุณขึ้น เดี๋ยวพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว ตกเย็นพระอาทิตย์ก็ตก มันเป็นธรรมชาติของมันไง ความสว่าง สว่างให้เป็นกลางวัน ให้เรารู้เราเห็นสิ่งต่างๆ เวลากลางคืนมันมืดตึ๊ดตื๋อไง
ไอ้นี่มันสว่าง สว่างอะไร ไปคิดที่สว่าง สว่างเป็นจิตหรือ แสงเป็นจิตหรือ จิต จิตมันคืออะไร ความว่างมันคืออะไร
ถ้าจิตมันสงบแล้วมันสว่างไสว นั่นเพราะคนที่มีอำนาจวาสนา
ไอ้เราขี้ครอก ให้กิเลสมันหลอกอยู่อย่างนั้นน่ะ สว่างไสว มันสว่างตรงไหนล่ะ
แต่ถ้ามีสติมีปัญญาสิ สว่างมันคือส่งออก สว่าง ใครรู้มัน คนตาบอดเขาไม่เห็นแสง คนตาดีเขาถึงเห็นแสง จิตของเรามันไม่เคยสงบระงับ เราไม่รู้สิ่งใดหรอก แต่ไปฟังเขาว่ามามันก็เป็นสัญญา สัญญามันก็สร้างภาพ สร้างภาพสว่างๆ สว่างอะไรของเอ็ง พอสว่าง จิตมันส่งออกไปรับรู้ไง แม้แต่คนที่ทำสมาธิเป็นนะ ติดนิมิต
หลวงปู่ดูลย์ไง “เห็นจริงไหม”
“จริง”
“แต่ความเห็นนั้นจริงไหม”
“ไม่จริง”
ไม่จริงเพราะมันเป็นอนิจจัง มันไม่มีอำนาจวาสนาจะรู้เท่ามันหรอก
เวลาเห็นสิ่งใด นิมิต นิมิตก็วางไว้ เพราะอะไร
เครื่องหมายบอก เครื่องหมายบอกว่าจิตมันเคลื่อนไหว มันถึงได้ไปรู้ไปเห็นสิ่งนั้น
ถ้าไปรู้ไปเห็นสิ่งนั้น คนโง่มันก็วิ่งตามไป ชำนาญในวสี มันทิ้งใจมันไปหมดเลย แล้วก็พอเอาครั้งต่อไปมันก็สร้างภาพ ว่างๆ ว่างๆ สว่างๆ
ไฟถนนกูดีกว่ามึงอีก เขาเปิดไว้ ถนนสว่างไปทั้งสาย แล้วมันเป็นอะไรล่ะ
ถ้าจิตมันเป็นนะ นี่ไง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราจะรู้ถึงวุฒิภาวะของจิตของเราเลย
ภาวนากันไม่เป็น แล้วไม่ชำนาญในวสีคือรักษาไม่ได้
ทุน ทุนมันเสื่อมสภาพไปตลอดเวลาทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าใครมันเพิ่มทุนๆ ดอกเบี้ยมันทับถมเข้าไป เห็นไหม ชำนาญในวสีๆ คนมีตังค์นะ เซลมันวิ่งไปถึงบ้านหมดน่ะ มันจะขายของมัน
จิตถ้ามันสงบแล้วมีกำลังขึ้นมา ถ้ามันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง อันนั้นมันถึงจะเป็นสมบัติของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
ถ้าคนเราไม่ชำนาญในวสี ไม่ชำนาญในการรักษา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านห่วงตรงนี้ที่สุด จิตเป็นอย่างไร ท่าจะเน้นย้ำว่าจิตเป็นอย่างไร คือรักษาคุณภาพ รักษามาตรฐานของจิตเราได้หรือไม่ ถ้ามันรักษามาตรฐานสิ่งใดไม่ได้เลย มันจะไปวิปัสสนาตรงไหน กว่าจะวิปัสสนาได้ ฐานมันต้องมั่นคง
สร้างบ้านๆ ไปสร้างบนดิน ดินเหลวๆ แล้วก็ปักๆๆ ให้มันเป็นบ้านขึ้นมา มันก็เป็น เป็นตอนที่มึงปักนั่นแหละ มึงหันหลังมันก็ล้มหมดน่ะ
จิตใจที่มันหวั่นไหว จิตใจที่มันอ่อนแอ แสงสว่างๆ สว่างอะไรของมึง
จิตสงบระงับแล้วดูรักษามันให้เป็น รักษามันให้ได้ ถ้ารักษามันให้เป็น รักษามันให้ได้ มันควบคุมได้ มันไม่ไปยุ่งกับอะไรเลย มันยุ่งกับตัวมันเอง
สติสัมปชัญญะไง ผู้รู้ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พาดพิงอารมณ์ ไม่พาดพิงที่ให้มันแสดงตัว ตัวของมันเป็นตัวของมัน แล้วมีสติปัญญาควบคุม ควบคุมตัวเองให้ได้ไง แล้วควบคุมตัวเองได้มันจะไปไหนล่ะ เราก็ดูแลรักษาไง เรารักษาแล้ว แล้วมันจะนอนตายอยู่นั่นใช่ไหม
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ก็มึงยังทำสมาธิไม่เป็น มึงยังไม่มีสมาธิ มันจะไปแก้กิเลสอะไรล่ะ นั่นน่ะมันเพิ่มทั้งนั้นน่ะ มันสังเวชเวทนานั่นน่ะ
พระกรรมฐานๆ ทำอะไรกันอยู่ พระกรรมฐานก็ได้ผ้ากาสาวพัสตร์มานุ่งห่ม ธงชัยพระอรหันต์ๆ หันตรงไหน หันไปพญามาร หันหากิเลส หันไปให้กิเลสมันหลอกใช่ไหม
ชำนาญในวสี ชำนาญในการควบคุมดูแลจิตของตน ถ้ามันชำนาญในการดูแลจิตของตน ถ้ามีอำนาจวาสนานะ สมาธิๆ มันก็น้ำล้นแก้ว สมาธิก็คือสมาธินั่นน่ะ มันก็สุขสงบ แต่มันหลงไง นิพพานเป็นอย่างนี้เอง ว่างหมดเลย
ว่างจนไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไง แล้วถ้ามันสังเวชขึ้นมาได้นะ โอ้โฮ! มันขนพองสยองเกล้า
เราอุตส่าห์ขวนขวายการทำความสงบของใจ การปฏิบัติเริ่มต้นยาก ยากครั้งต้นนี่แหละ พอมันสงบระงับแล้วมันมีสติมีปัญญา ถ้ามันไม่เห็นก็นึกขึ้นมาสิ นึกขึ้นมาเขาเรียกว่าน้อม น้อมไปนึกขึ้นมา
นึกขึ้นมาด้วยอะไร
นึกขึ้นมาด้วยจิตที่เป็นธรรมไง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก จิตที่เป็นธรรม เรามองโลก เราจะสลดสังเวช มันทุกข์มันยาก แล้วตะครุบเงากันอยู่อย่างนั้นน่ะ สุดท้ายแล้วก็ตายมือเปล่า
ทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ ใจสงบระงับแล้วทำไมมึงไม่รู้จักวิปัสสนา ถ้ามันมอง สงบระงับแล้วก็เท่านี้ สมาธิก็คือสมาธิ สุขก็คือสุข
แต่เวลามันเสื่อมนะ พอมันเสื่อม มันคลายออกไป มันทุกข์มันร้อน เวลามันทุกข์มันร้อน มันจะแสวงหาอย่างนั้นหรือ ทีนี้กระเสือกกระสนเลย กระเสือกกระสนเพราะอะไร
เหตุไง
ถ้ามีศีล เรารักษาศีล มีข้อวัตรปฏิบัติ เครื่องอยู่ของใจๆ มัดมันไว้อยู่กับการกระทำของเรานี่ไง การกระทำเปลือกๆ ด้วยมือ ด้วยสมอง ด้วยความคิดนี้ ก็มัดไว้แค่นี้ ไม่ใช่คิดแค่นี้แล้วมันก็ส่งออกไป พรวดพราดไปวุ่นวายกับคนภายนอกไง
ถ้ามันจะไป ก็มัดมันไว้ที่ข้อวัตรปฏิบัตินี้ ถ้ามัดไว้ที่ข้อวัตรปฏิบัตินี้ ถ้ามันสงบระงับเข้ามา มันจะสงบนิ่งกลับเข้าไปสู่ใจของตน ถ้าสงบนิ่งกลับเข้าไปสู่ใจของตน แล้วก็สังเกต แล้วดูแลมัน ก็รักษามันไง
เวลารักษามัน มีสติมีปัญญาดูแลรักษานะ ถ้ามันจะคิดเรื่องที่ไม่ดีก็ตบมันๆๆ ตบความคิดนั่นแหละ ด้วยสติ ฝึกหัดบ่อยครั้งเข้าๆ มันเห็นโทษหมดน่ะ
แล้วมันสงบ สงบก็เห็นโทษของความสงบอีกต่างหาก เห็นโทษเพราะมันติดไง
ถ้ามันน้อมไป
โอ๋ย! น้อมไปทำไม ทำงานก็เหนื่อยยาแสนเข็ญอยู่แล้ว อย่างนี้สงบสุข มีความสงบ มีความสุข
มันเสื่อมหมดน่ะ เพราะสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเสื่อมๆ เวลาที่มันเสื่อมๆ พระกรรมฐานเริ่มต้นก็ภาวนาฮึดฮัดๆ เวลามันเสื่อมแล้วนะ ธรรมะมันคงหมดยุคหมดสมัยแล้วล่ะ
ตอนนี้ความคิดฟุ้งซ่านไปร้อยแปดเลย เพราะอะไร เพราะมันล้มละลายไง มันล้มละลายกับตัวมันเองไง ตัวมันเองรักษาความสงบสุขของตัวเองไม่ได้ไง ล้มละลายกับหลักการในหัวใจนี้ มันก็ไปตามกิเลสทั้งนั้นน่ะ
แล้วตอนนี้พอไปตามกิเลสแล้วมันก็กลับมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็หลอก ครูบาอาจารย์เราก็หลอก ชาวพุทธก็หลอก ชีวิตทั้งชีวิตเลยต้องมาจมปลักอยู่กับเรื่องไร้สาระอย่างนี้
นี่เวลามันหลอกนะ
เวลาถ้ามีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง ท่านจะให้สติปัญญา สติปัญญาเริ่มต้นขึ้นมา เราก็ต้องฟื้นฟูขึ้นมา ฟื้นฟูขึ้นมา ตอนนี้มันจะทุกข์มันจะยากมากเลย แล้วทีนี้รู้จักรักษาไหม
เวลาจะทำก็ทำเกือบเป็นเกือบตายกว่าจะได้ เวลาได้ขึ้นมาแล้วก็รักษามันไม่เป็น พอได้มาแล้วก็คิดว่าเป็นนิพพาน ได้มาแล้วมันก็ “สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”
สมาธิไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่สมาธิ นิพพานมันมหัศจรรย์กว่านี้อีกร้อยแปดพันเท่า เพราะอะไร เพราะเวลายกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมในหัวใจของตน
ธรรมารมณ์ อารมณ์ที่กิเลสมันหลอก ที่มันคิดมันฟุ้งมันซ่าน ที่มันยึดมันมั่นอยู่นั่นน่ะ เวลาถ้ามันมีสติปัญญา ถ้ามันจับ มันเกิดจักขุญาณ เห็นธรรมไง
เห็นธรรม ใครเห็น
จิตตภาวนาน่ะ
แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมืดบอด ทำสมาธิก็ไปติดมัน ทำสมาธิพอมันเสื่อมก็เกือบตาย เกือบตาย ไม่มีวาสนาก็ทิ้งหมดเลย เหลือแต่เศษ ซากศพ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เวลาทำขึ้นมา เห็นไหม แม้แต่หลวงปู่มั่นเวลาท่านอยู่สงบของท่าน เทวดาจากเยอรมันเขามาถาม แล้วมาหาหลวงปู่มั่นได้อย่างไร
นั่นน่ะสิ่งที่ว่ามันสว่างโพลงในใจอันนั้นสำคัญที่สุด
เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ถ้าฝึกหัดๆ บวชใจ เมตตาตัวเอง แล้วเมตตาคนอื่น สงสารตัวเองก่อน สงสารที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เห็นไหม บุญกุศลส่งขึ้นมาให้เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มีบุญมากนะ
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ แล้วเราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เรามาฟื้นฟูขึ้นมา
ศาสนา ถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไม่มีครูบาอาจารย์ที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งขึ้นมาเป็นเสาหลักไว้ ศาสนามันไปไหน มันธุรกิจทั้งนั้นน่ะ มันหลอกลวงโลก เอาเงินมาแล้วเอาบุญไป
แล้วมันบุญจริงหรือเปล่าวะเนี่ย
แต่เวลาครูบาอาจารย์เราไม่เอา เอาหัวใจคน เอาสติปัญญาของคนที่ฉลาดขึ้น
กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ ห้ามเชื่อใครเทศนาว่าการ ห้ามเชื่อใครชักจูง ห้ามเชื่อคนจูงจมูกทั้งหมด แต่ถ้ามีวาสนานะ เวลาครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ ก็เทศน์ทุกองค์น่ะ พระก็เทศน์ทุกองค์นั่นแหละ แต่จับประเด็นสิ ท่านเทศน์ให้เรามั่นคงเข้มแข็งแข็งแรงขึ้นหรือท่านเทศน์ให้เราอ่อนแอลงเรื่อยๆ เทศน์ให้เราเป็นวุ้นเลย พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องอาศัยให้เขามาคอยประคอง เทศน์อย่างนั้นหรือ เทศน์ต้องให้คนฉลาดขึ้น ให้คนมีสติปัญญาขึ้น
แล้วกาลามสูตร ห้ามเชื่อๆๆ แล้วเราพิจารณาของเรา ทำของเราขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ฟังเทศน์รู้หมดน่ะ ใครหลอก ใครไม่หลอก แล้วฟังธรรมะที่ฟาดหัวกิเลสๆ ก็ฟาดหัวกิเลสในใจเรานี่ไง
ไอ้ที่เขาชักจูง ไอ้ที่เขาสอพลอนั่นน่ะ นั่นมันเรื่องไร้สาระทั้งนั้นน่ะ ใส่บาตรก็ใส่บาตรด้วยประเพณีวัฒนธรรม จบแล้วเป็นเรื่องของพระ ไม่ใช่ใส่บาตรแล้วจะตามไปดูในบาตรว่าของฉันอยู่ตรงไหน มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้นน่ะ
ถ้าใส่บาตรๆ ใส่บาตรไปแล้ว ใส่บาตรถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย อธิษฐานถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้วใส่บาตรไป ตัวแทนที่มันบิณฑบาตไป เขาจะดี เขาจะชั่วมันเรื่องของเขา แล้วถ้าไปเจอครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ของเรามหัศจรรย์ทั้งนั้นน่ะ
แล้วถ้าเรามีบุญมีกุศล หูตาเราสว่าง เราจะนั่งลง เอาพระพุทธเจ้าตัวเป็นๆ ในหัวใจของเราให้มันแจ่มแจ้งขึ้นมาให้ได้ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เราเข้มแข็ง ให้เราฉลาด อย่าเป็นเหยื่อ เอวัง