ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ใครแก้

๒๕ เม.ย. ๒๕๖๙

ใครแก้

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๕๗. เรื่อง “ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ”

กราบขอโอกาสหลวงพ่อเป็นครั้งที่ ๒ เจ้าค่ะ (ขอขยายความจากคำถามเดิมที่ไม่ละเอียด)

ขณะหนึ่งของการภาวนา ขณะที่ลูกหลานได้เข้าไปพักผ่อนนอนเล่นในห้อง ขณะนั้นลูกหลานพิจารณาธาตุดิน (ซากกระดูกกลายเป็นดินดับไป ปกติจะเข้าสมาธิด้วยวิธีนี้) จิตก็เกิดสงบลง ธาตุดินปรากฏว่า ธาตุดินมีการแตกแล้วดับไป จึงพิจารณาว่า ซากกระดูกกลายเป็นดิน จึงพิจารณาว่า ถ้ากายดับ อย่างอื่นดับหรือไม่ แล้วพิจารณาต่อว่า ถ้าดินดับ กายดับ เวทนาดับอย่างไร

เวทนาก็ดับ สัญญาก็ดับ สังขารก็ดับไป สังขารร่างกายกับจิตนี้แยกออกจากกัน ทุกอย่างคือคนละส่วนกัน แล้วแยกออกจากกัน พิจารณาในขณะนั้นก็เห็นดวงจิตปรากฏอยู่ พิจารณาต่อว่า จิตพาเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติ จิตนี้ไม่ได้จะพาผ่านพ้นจากทุกข์ อะไรจะกลายเป็นสาเหตุของการพ้นจากทุกข์

ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจขณะปฏิบัตินั้นว่า ผู้รู้ที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ อยู่ท่ามกลาง แต่ผู้รู้ไม่ใช่ขันธ์ ๕ และไม่ใช่จิต เป็นผู้ที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้ แต่จะอยู่ได้ก็ต้องได้อุปกรณ์เครื่องมือคือสังขารร่างกายนี้ในการพิจารณา

การภาวนาของลูกหลานเป็นอย่างนี้ ขอโอกาสเจ้าค่ะ คำถามคือที่ภาวนานี้ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ ขอความเมตตา

ตอบ : โดยพื้นฐานนะ ในการประพฤติปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติมากมายมหาศาล ถ้าการปฏิบัติแล้วเกิดปฏิกิริยา การปฏิบัตินั้น ถ้าพูดถึงว่าความถูกต้องหรือไม่

โดยทั่วไป โดยสังคม โดยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว ท่านปรารถนาให้ชาวพุทธฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้าขยัน ถ้ามีความเจตนาอยากจะประพฤติปฏิบัติ ทางไหนก็แล้วแต่ เรื่องว่าจะให้ถูกต้องชอบธรรม ไม่มี เป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเรื่องการปฏิบัติที่ปฏิบัติมาถูกต้องไหม

ถูก ถูกเพราะตัวเองอยากปฏิบัติ ถูกเพราะตัวเองอยากปฏิบัติ ถูกเพราะตัวเองได้ปฏิบัติ นี่คือถูก ถูกคือมันขยัน มันอยากจะประพฤติปฏิบัติธรรม

แต่ถ้าให้ว่า ถูกในทางกรรมฐาน ในแนวทางปฏิบัติ ถูกต้องหรือไม่

ไม่มีวี่แววอะไรเลย เป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ไร้สาระแบบข้อเท็จจริงนะ แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติถูกไหม ถูก

คำถามครั้งที่แล้วก็ถามมาแล้วไง ถามมาแล้ว เราก็ตอบไปด้วยความเมตตา ว่าการปฏิบัติมามันน่าสงสัยตรงที่วูบ แล้วไปรู้นู่นรู้นี่ เพราะอะไร

เพราะในวงปฏิบัติ ลูกศิษย์ลูกหาเรามากมาย เมื่อก่อนนั้นมานะ “นั่งคุยกับหลวงพ่อนี่จิตยังเป็นสมาธิอยู่เลย”

โอ้โฮ! กูจะอ้วก มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก เพราะสมาธิ สมาธิก็อารมณ์ของเอ็งที่เอ็งคิดได้นั่นแหละ

นี่ก็เหมือนกัน ทีนี้เพียงแต่ถ้าถามมาๆ จะถามมาซ้ำสองไง ว่าแนวทางที่ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่

ในสังคมปฏิบัติอีลุ่ยฉุยแฉกมากมายมหาศาล วิธีการปฏิบัติมากมายมหาศาล แล้วก็สร้างเป็นอุปาทานหมู่กันร้อยแปดพันเก้า

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่า การทำสมาธิโดยวิธีการนี้ นี่ไง เขาบอก เห็นซากกระดูก

การทำสมาธิโดยการพิจารณากายโดยทั่วไปเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เวลาเราเห็นร่างกายเพศตรงข้าม ถ้าเรามองโดยโลก เขาก็ต้องมีความสวยงามเป็นเรื่องธรรมดา แล้วเวลากรรมฐานเขาเรียกว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หนังหุ้มอยู่โดยสุดรอบ มันก็แค่ผิวหนัง

แล้วถ้าพิจารณาไปแล้วนะ ในร่างกายมีสิ่งสกปรกโสโครกทั้งนั้นน่ะ มีต่อมเหงื่อ เหงื่อไหลไคลย้อย มีอุจจาระ มีปัสสาวะ มีของเสียในร่างกายมากมาย นี่พิจารณาได้ไหม ได้ ทางการแพทย์เขาขยันหมั่นเพียรมากกว่านี้

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าการเข้าสมาธิ เพราะเป็นการจะยืนยันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิๆ ยังทำสมาธิกันไม่เป็น แล้วมันจะเอาข้อเท็จจริงมาจากไหน

แล้วถ้าเอาข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลาพิจารณาไปแล้วว่ากายดับ ขันธ์ดับ ทุกอย่างดับ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันเป็นหลักในพระพุทธศาสนา

ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ นี่ไง สักกายทิฏฐิ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทุกคนปฏิบัติธรรมๆ แล้วก็จะรอบรู้เรื่องสิ่งนี้ ถ้ามันพูด ใครก็พูดได้ คำพูดใครก็พูดได้

นักธรรมโท นักธรรมตรี นักธรรมเอก เวลาเขาเรียนทางพระพุทธศาสนา เขาท่องจำ แล้วขยายความ แล้วเขาตั้งเป็นการตอบกระทู้เพื่อเอานักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ร้อยแปดพันเก้า เรื่องธรรมะใครพูดก็ได้ ใครทำก็ได้

แล้วคำถามนี้พูดมา พูดก็พูด แล้วเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ เพราะการปฏิบัติลึกซึ้งมากกว่านี้อีกมากมายมหาศาล

ที่ตอบนี้ด้วยความเมตตานะ ฉะนั้น สิ่งที่ตอบด้วยความเมตตา วุฒิภาวะมันห่างไกลกันมาก ปุถุชน กัลยาณชน บุคคล ๔ คู่

ฉะนั้น เวลาฝึกหัดปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้น คราวเริ่มต้นคือพื้นเพของชาวพุทธที่ฝึกหัดปฏิบัติ ชาวพุทธทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ท่านอยากให้ฝึกหัดปฏิบัติ แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปแล้วก็ไปเกาะเป็นกลุ่มเป็นก้อนกัน เกาะเป็นกลุ่มเป็นก้อนกันแล้วก็โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระแสขึ้นมา แล้วมันก็เกิดผลประโยชน์ขึ้นมา ผลประโยชน์ทางโลก ผลประโยชน์ทางอิทธิพล ผลประโยชน์ร้อยแปดพันเก้า

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวตอนที่ท่านปฏิบัติอยู่ เสียลับ ภาวนาให้คนเห็นไม่ได้ มันเป็นเรื่องส่วนตัว อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนถ้าทำความสงบได้ตามความเป็นจริง สมาธิคือสมาธิ

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง “ติดสมาธิอยู่ ๕ ปี เรื่องสมาธิใครจะมาหลอกเราไม่ได้นะ”

แต่ก็โดนกระแสสังคมเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกมากมายมหาศาล ว่าหลวงตาเห็นด้วยอย่างนั้น หลวงตารับรองอย่างนั้น

ใครรับรอง ท่านก็นั่งแคะฟันเฉย ใครจะถามปัญหาอย่างไรนะ ท่านไม่ตอบไง บางทีท่านไม่ตอบ ท่านไม่พูด

แล้วใครมาถามปัญหาว่า ทำปฏิบัติถูกไหม

ถูก

แล้วทำอย่างไรต่อไป

ให้ทำซ้ำ

การประพฤติปฏิบัติซ้ำนั่นน่ะมันจะเคลียร์ปัญหาเดิมๆ ที่เราได้ทำมาแล้วทั้งนั้นน่ะ เพราะการปฏิบัติแต่ละหนมันจะไม่เหมือนกันทั้งสิ้น

นี่ก็เหมือนกัน เขาบอกว่า ถ้าการพิจารณากาย กายดับ เห็นจิต เห็นเวทนา

ลองทำอีก ได้อย่างนี้ไหม ลองทำอีกจะได้อย่างนี้ไหม ลองทำซ้ำสิ มันจะเป็นอย่างนี้อีกหรือไม่

อารมณ์มันแตกต่างกันไปเลย มันจะไม่ได้อย่างนี้อีกหรอก แล้วถ้ามันได้อย่างนี้ ถ้ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ

การปฏิบัติอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

ถูก ถูกในการอยากปฏิบัติ แต่มันเป็นสมาธินะ ไอ้สิ่งที่ว่าเห็นซากกระดูก เห็นซากอะไร มันจะหยุดหมด เพราะการเห็นนั้นคือนิมิต การเห็นคือมันส่งออกไปเห็น คนหลับตาจะไม่เห็นอะไรเลย คนลืมตาจะเห็นสิ่งที่ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า

แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็น เห็นโดยอะไร แล้วเห็นอย่างไร แล้วเห็นแล้วมันแก้กิเลสไม่ได้

เวลาจะแก้กิเลสต้องผู้รู้จริง แล้วผู้รู้จริง จริงอย่างไร

การปฏิบัติแล้วมีประสบการณ์ ถ้ามันเป็นธรรมเกิด มันก็เกิดรอบหนึ่ง แล้วบอกว่าการฝึกหัดปฏิบัติใหม่ยากอยู่ ๒ คราว คือคราวเริ่มต้น

ทุกคนก็จะบอกว่า หนูปฏิบัติมา ๑๐ ปีแล้วนะ ๒๐ ปี ๓๐ ปี

กรรมฐานเขาปฏิบัติเป็นร้อยๆ ชาติ ปฏิบัติให้เป็นจริตนิสัย

เพราะคนฝึกหัดปฏิบัติใหม่มันก็พูดอย่างนี้ทุกคนน่ะ

ฉะนั้นว่า การปฏิบัตินี้ถูกต้องหรือไม่

ถูก ถูกเพราะอยากปฏิบัติ ถูกเพราะได้ปฏิบัติแล้ว

แล้วการเข้าสมาธิด้วยการพิจารณากาย มันก็เป็นการปฏิบัติในแนวทางหนึ่ง ถ้าผลของมันเป็นสมาธิ มันจะหยุดคิด มันจะไม่เห็นอะไรเลย หยุด แล้วจะคิดอีกก็พุทโธต่อเนื่องไป

ถ้ามันวูบ วูบมันก็ต้องมีสติสัมปชัญญะพร้อม ไม่ใช่วูบเป็นหัวตอ

การปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่ คราวการทำสมาธินี่

หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ บริกรรมพุทโธ บริกรรมอานาปานสติ พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาขันธ์ต่างๆ พิจารณาให้มันหยุด พิจารณาให้มันปล่อย ถ้ามันหยุดและมันปล่อย คนที่ภาวนาจะรู้ เอ๊อะ! อาการหยุด อาการที่คิด แตกต่างกันอย่างไร

อาการที่คิดคือจิต ผู้รู้ที่แท้จริงนั่นน่ะมันเสวยอารมณ์ มันเสวยอารมณ์มันก็เป็นความคิด พอความคิด เราก็เอาความคิดคือจิต

ฉะนั้น เวลาจิตแท้ๆ เห็นไหม จิตแท้ๆ คือน้ำใสๆ อยู่ในแก้ว แล้วถ้าทำสมาธิ สมาธิก็น้ำล้นแก้ว ก็ได้แค่นั้น สมาธิคือสมาธิ แล้วคนที่ไม่รู้จักสมาธิก็ไม่รู้ว่าในแก้วมีน้ำหรือไม่มีน้ำ

แล้วถ้าอยากจะรู้ว่ามันมีน้ำหรือไม่มีน้ำ เติมสี สีอะไรก็แล้วแต่ในแก้วนั้น กับสีไปละลายน้ำ มันก็จะเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง

อารมณ์ความคิด ความคิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความคิดก็น้ำในแก้วนั่นน่ะ จิตมันเสวยความคิด เสวยอารมณ์นั่นน่ะ แล้วถ้าพิจารณาไป ถ้ามันเป็นสมาธิคือมันหยุดคิด

นี่เขาบอกว่า “ปกติเข้าสมาธิด้วยวิธีนี้”

วิธีนี้คือวิธีปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือพิจารณาความคิดของตน พิจารณาสีในแก้วนั้น แล้วถ้าพิจารณาสีในแก้วนั้น นี่มันเป็นนามธรรม พิจารณาสีในแก้วนั้น สีนั้นก็จะระเหิดไปเหลือแต่น้ำนั้น ถ้าเหลือแต่น้ำนั้นมันก็เป็นความหยุดคิด น้ำในแก้วเฉยๆ ไง

สมาธิน้ำในแก้ว

จะมีสมาธิมากน้อยขนาดไหนมันก็เป็นน้ำล้นแก้ว

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

น้ำไว้ปรุงอาหาร น้ำไว้ทำอาหาร น้ำไว้ดื่มแก้กระหาย น้ำดื่มเข้าไปร่างกายนี้ ที่ไหนมีน้ำ ที่นั่นมีชีวิต

เราก็เอาความคิดๆ นั้นเป็นจิต ความคิดนั้นเป็นจิตไง แล้วเวลาพิจารณาไป พอพิจารณากาย กายมันดับ เป็นซากกระดูก เป็นอะไร

เป็นก็เป็น แล้วเป็นอะไรล่ะ ถ้าเป็นมันก็หยุดสิ เป็นก็เกิดธรรมสังเวชสิ เป็นก็เกิดสติสิ เป็นก็รู้ตัวตลอดเวลาสิ นี่คือสมาธิไง แล้วสมาธิพิจารณาต่อไป พิจารณาทุกอย่างดับหมด ดับหมดมันแก้กิเลสไม่ได้ แก้กิเลสที่รู้จริง

อะไรรู้จริง อะไรรู้ปลอม ผู้รู้ที่แท้จริง ผู้รู้ที่ไหน ผู้รู้อะไร สมาธิคือสมาธิ วิปัสสนาคือวิปัสสนา แล้วอะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นวิปัสสนา ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ตัวอยู่ จะภาวนาแล้วได้อะไร

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน รู้โดยสมบูรณ์แบบในใจของตน

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า “ภาวนาถูกหรือผิด”

นี่เขาถามซ้ำมาไง ตอบไปแล้วว่าการภาวนามันหลากหลาย ไม่ใช่หลากหลายธรรมดานะ มันหลากหลายทั้งผู้ที่ภาวนาด้วย

ผู้ที่ภาวนานะ ครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ เวลาไปหาครูบาอาจารย์ที่ไม่ชอบธรรม พอไปสัมผัส เขาออกหมดน่ะ เขาสละไว้ แล้วมันก็เป็นสำนักปฏิบัติอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วคนที่วุฒิภาวะอ่อนแอ ไปก็เชื่อ ไปก็เป็นเหยื่อ ไปก็ไปเป็นอุปาทานหมู่อยู่ในนั้นน่ะ

แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรมนะ ถ้าไปสัมผัสแล้วแยกตัวออกมา แยกตัวออกมาจะหาความจริง

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแสวงหามามากมาย แสวงหามาจนถึงที่สุดแล้วต้องแก้ไขด้วยตัวเอง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ มันเป็นธรรมตั้งแต่เราแสวงหาแล้ว เราแสวงหาความจริง เราไม่ได้แสวงหาความจอมปลอม

ไอ้นี่เวลาคำถาม มันพิจารณาไปแล้วถูกหรือผิดไง

จะว่าผิด ผิดแล้วจะเริ่มต้นภาวนาที่ไหน ผิดแล้วคนจะเริ่มสร้างคุณงามความดีกันที่ไหน

ทาน ศีล ภาวนา แล้วภาวนาๆ อยู่ที่อำนาจวาสนาของตัว อำนาจวาสนาของตัวมันแยกถูกแยกผิดไง อะไรผิดก็ผิดซ้ำๆ ซากๆ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ว่านั่นเป็นธรรม

แต่ถ้าคนมีอำนาจวาสนานะ ไอ้ที่ผิด ผิดเพราะอะไร ผิดเพราะเราไปยึดมั่น ผิดเพราะเราต้องการโจทย์อย่างนี้ ผิดเพราะเราเคยเห็นอย่างนี้ แล้วถ้าเราทำตามความเป็นจริง เวลามันปล่อยหมด มันหยุดคิด มันหยุดทั้งสิ้น มันอยู่ที่ไหน แล้วมันอยู่อย่างไร อะไรเป็นสมาธิ

พูดอยู่ทุกวันว่า “สมาธิทำไม่เป็น สมาธิทำไม่เป็น”

สมาธิทำไม่เป็นจริงๆ ไม่เป็น

ถ้าเป็นนะ โอ้โฮ! มันจะมีความสุขของมัน เพราะอะไร เพราะอะไรในโลกนี้ไม่มีใครทำร้ายเราได้ เว้นไว้แต่ความคิดเราเอง

หลงไปผิดนะ เตลิดเปิดเปิงไปเลย เข้าใจผิดว่าคนนั้นกลั่นแกล้ง คนนั้นทำร้ายเรา ผูกเจ็บกับคนคนนั้นโดยที่คนคนนั้นไม่รู้เรื่อง

เราจะดีจะชั่ว อยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของเราเอง เรามีสติปัญญามากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าเราแสวงหาอยู่ เราทำสิ่งใดไม่ได้ เราก็แสวงหาครูบาอาจารย์ ถ้าครูบาอาจารย์คอยเตือนเรา คอยแนะเรา แล้วทดสอบได้ ปฏิบัติได้ รู้เท่าทันกันได้

นี่ไง ในทางการศึกษา เขาบอกลูกศิษย์ต้องฉลาดกว่าอาจารย์ อาจารย์จบการศึกษาปริญญาตรีจะสอนลูกศิษย์ให้จบดอกเตอร์ คนที่จบดอกเตอร์จะไปสอนลูกศิษย์ให้เป็นดอกเตอร์และศาสตราจารย์

นี่ก็เหมือนกัน เราไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ถ้าเรามีปฏิภาณ เรามีสติปัญญา เราวัดภูมิได้ ศีลจะรู้ได้ต่อเมื่ออยู่ด้วยกัน ธรรมจะรู้ได้ตอนสอนเรานี่ ถ้าเราทำมาเป็นอย่างนี้ ท่านพูดไปอีกอย่างหนึ่ง อ้าว! ใครผิดใครถูกแล้ว นี่พูดถึงว่า ผู้ที่ปฏิบัติมีวุฒิภาวะ มีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน

ฉะนั้น สิ่งที่คำถามๆ นี้ ภาษาเรานะ ไร้เดียงสามาก

แล้วบอกว่า ไอ้ที่รู้เวทนา รู้จิตนั่นใช้ไม่ได้ ต้องว่าผู้รู้ที่แท้จริง ผู้รู้ที่แท้จริงก็คือผู้รู้ที่เห็นขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ แล้ววูบไป หายไป เข้าสมาธิโดยการพิจารณา

เราจะบอกว่า ห่างไกลกันมาก

ไอ้นี่ตอบด้วยความเมตตานะ แล้วบอกให้ไปหาหมอ ก็ลองไปหาหมอให้หมอได้ตรวจก่อนว่าเป็นปกติไหม ถ้าเป็นปกติแล้วค่อยมาปฏิบัติ

แล้วถ้าปฏิบัติ คำถามนี้ ตั้งแต่คำถามที่แล้วแล้ว ครั้งที่ ๑ นี่บอกว่าถามครั้งที่ ๒ มันต้องไอ้สิ่งที่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ มันอยู่ภายนอก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าปฏิบัติไปแล้ว ผู้รู้ที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะรู้เท่าทันกิเลส แล้วผู้รู้ที่ไปรู้เห็นขันธ์ไปรู้จอมปลอม รู้เปลือกๆ ไอ้เราปฏิบัติไปแล้ววางสิ่งที่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เราแล้ว มันมีผู้รู้ที่แท้จริง ผู้ที่แท้จริงนี้จะเป็นผู้ที่รู้จริง

ไปเล่านิทานที่ศาลาโกหกไป

นี่ปฏิบัติถูกไหม

วิธีการที่ปฏิบัติ ปฏิบัตินี่ถูก ไอ้ที่รู้ที่เห็นยังอีกยาวไกล ร้อยแปดพันเก้า

แล้วจะบอกว่า อ้าว! ก็ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ก็พูดเหมือนหลวงพ่อเลย

หลวงพ่อก็พูด แต่ผู้ที่ปฏิบัติ ถ้าเขารู้ของเขา เขาจะสันทิฏฐิโก รู้ในหัวใจของเขา

แล้วภาษาเรานะ เมื่อก่อนมีความโต้แย้งกันเรื่องปฏิบัติ คนที่โต้แย้งมากมายมหาศาล สุดท้ายแล้วมาหาเรานี่ เดี๋ยวๆ ก็เอาเท้าลูบหัว ขอขมา ขอขมา

เวลาโต้แย้งกัน โต้แย้งกัน โอ้โฮ! ทุ่มเททั้งชีวิตนะ เวลาสำนึกได้ โอ้โฮ! มาขอขมากันเต็มเลย

บอกว่า กูให้อภัยมึงตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพราะรู้ว่าเห็นผิดมาตั้งแต่ต้น คนเห็นผิด คนเข้าใจผิด มันก็ทำเรื่องผิดๆ ไปตลอด แล้วเวลาสังคมเขาเคลียร์กันแล้วนะ โอ้โฮ! ผิดเต็มตัวเลย แต่เวลาเราเชื่อ เราก็เชื่อของเราไป

ไอ้นี่ปฏิบัติก็เหมือนกัน มันรู้มันเห็นอย่างนี้ มันเข้าใจอย่างนี้ ถ้ามันเข้าใจอย่างนี้ ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เราก็ตรวจสอบได้ สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตน แต่รู้จริงหรือเปล่า

ทำซ้ำเข้าไปสิ มันจะเป็นโจทย์อันเก่าไหม

มันคนละเรื่องเลยนะ หลอกแล้วหลอกอีก หลอกแล้วหลอกอีก

ฉะนั้น สิ่งที่ถามมานี่จะต้องการให้ยอมรับว่าถูกต้อง

ปฏิบัติถูกไหม

ปฏิบัติน่ะ วิธีการนั่งสมาธิ วิธีเดินจงกรม หลวงตาพระมหาบัวท่านย้ำหมด “ไอ้พวกที่ปฏิบัติทางโลกมันปฏิบัติพอเป็นพิธี”

คือมันเดินจงกรม มันนั่งสมาธิ มันก็ทำ นี่วิธีปฏิบัติ แล้วเวลาจิตที่มันจะเป็นน่ะอีกยาวไกล กิเลสมันไม่แก้ไขง่ายอย่างนี้หรอก กิเลสร้ายกาจนัก แล้วกิเลสในหัวใจของคนร้ายกาจนัก

ไปหาหมอก่อนนะ แล้วคำถามนี้อ่านครั้งที่แล้วก็จบแล้ว ก็ยังย้ำมาอีก กลัวว่าหลวงพ่อใคร่ครวญไม่รอบคอบ ถ้ารอบคอบก็ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติถูก ถูกเพราะอะไร เพราะพูดเหมือนกัน ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ร่างกายไม่ใช่เรา ทุกอย่างไม่ใช่เรา ผู้รู้ที่แท้จริงคือผู้รู้ที่ยอดเยี่ยม

ไปหาหมอนะ แล้วตรวจสอบตัวเอง จะถามใครก็แล้วแต่มันเรื่องภายนอก การปฏิบัติเป็นเรื่องภายใน ตรวจสอบในใจของตน จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๕๘. เรื่อง “แก้กรรม ควรแก้อย่างใด”

๑. กรรมที่ว่า ของใครของมัน เราเคยทำอะไรลงไป สักวันต้องชดใช้ อยากให้หลวงพ่อตอบชัดๆ ว่าสามารถแก้กรรมได้ไหม ต้องแก้อย่างไรจึงจะถูกวิธี

เนื่องจากใจที่อ่อนแอเคยตกเป็นเหยื่อของคนที่บอกว่าสามารถแก้กรรมได้อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นภาพหลวงพ่อขึ้นมาในหัวขณะที่เขาแก้กรรมอยู่ แล้วท่านพูดขึ้นว่าแก้กรรมๆ เหมือนมาเตือนหัวใจครับ ตอนนั้นน้ำหูน้ำตาไหลไปหมด จึงนำมาสอบถามเพื่อความกระจ่าง

๒. แฟนผมมักแซวเล่นว่า ถ้าเอาเงินก้อนให้เขา ๓ ล้าน จะหมดเวรหมดกรรมกับเขาเลย

ท่านมีความเห็นอย่างไรครับ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : การแก้กรรมๆ มันเป็นโวหาร มันเป็นคำพูดนะ ว่าแก้กรรมแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ ถ้าโดยทางโลกเขาบอกแก้ไม่ได้ๆๆ แต่พอแก้ไม่ได้แล้ว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระอรหันต์นั่นคืออะไร ผู้ที่ปฏิบัติมันสิ้นเวรสิ้นกรรมเลยล่ะ การสิ้นเวรสิ้นกรรม แต่มันก็มีเศษกรรม เห็นไหม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปนิพพาน เวลาจะไปข้ามลำธารไง

“เรากระหายเหลือเกินอานนท์ ตักน้ำให้เราฉันเถิด”

พระอานนท์บอกว่า “น้ำมันขุ่น ให้ไปข้างหน้าเถิด”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เรากระหายเหลือเกิน ไปตักมาเถอะ”

พอไปตัก น้ำที่ขุ่นๆ มันใสขึ้นมาไง นั่นน่ะท่านบอกว่ากรรมเก่าของท่าน

พระอานนท์เอาน้ำมาถวาย “สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วพระเจ้าค่ะ น้ำที่มันขุ่นๆ มันใสเลย”

“อานนท์ มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เศษกรรมๆ ตั้งแต่เราเคยเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เคยเป็นพ่อค้าโคต่าง ทำแบบที่เขาทำนั่นแหละ”

นั่นคือเศษกรรม แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นกรรม

กรรมแก้ไขได้ไหม

กรรมแก้ไขได้คือว่าหมดเวรหมดกรรม สิ้นเวรสิ้นกรรมโดยการฝึกหัดปฏิบัติ บุคคล ๔ คู่ นี่การแก้กรรมที่ถูกต้องชอบธรรม แก้กรรมต้อง “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร” ที่หลวงปู่มั่นท่านถามพระว่าจิตเป็นอย่างไร

จิตดวงนั้นจะต้องยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตดวงนั้นต้องทำสัมมาสมาธิเป็น จิตดวงนั้นแก้กรรมด้วยวิปัสสนา มันชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป นี่แก้เวรแก้กรรมทั้งนั้นน่ะ เวรกรรมตามไม่ทัน ตามสิ่งนั้นไม่ได้ นี่แก้กรรมโดยในพระพุทธศาสนา โดยกรรมฐาน โดยการฝึกหัดปฏิบัติบุคคล ๔ คู่

แต่แก้กรรม แก้กรรมทางโลก ไม่มี ใครจะแก้ใครได้ ยืมเงินกันน่ะได้ เงินยืมแล้วใช้หรือไม่ใช้ ไม่ใช้ก็สร้างเวรสร้างกรรมอีกแล้ว ยืมเงินยืมทองกันนั่นน่ะ ให้ช่วยเหลือเจือจานกันน่ะ ไอ้แก้กรรมอย่างนี้

พูดถึงนะ ศาสนาแรกของโลกคือศาสนาถือผี สุดท้ายแล้วก็มาพราหมณ์ พิธีพราหมณ์ที่เขาทำกันน่ะ เป็นพิธีพราหมณ์ ถ้าเราเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย เราจะเชื่อวิธีการอย่างนี้ไหม ไม่มี ถ้าเชื่ออย่างนี้ออกนอกลู่นอกทาง แต่เขาก็เชื่อ

แล้วเวลาเชื่อ เวลาโฆษณาชวนเชื่อ เห็นไหม พวกที่ดูดวง ดูนั่นน่ะ จะไปเอาคนที่มีชื่อเสียง “คนคนนั้นก็มาหาเรา คนคนนี้ก็มาหาเรา เราได้แก้ให้คนคนนั้นจากคนขี้ทุกข์ขี้ยากเป็นมหาเศรษฐี”

โฆษณาชวนเชื่อ หาเหยื่อ

อย่าว่าแต่โยมทำเลย แม้แต่พระก็ทำ พระที่ดูหมอ พระที่แก้กรรม นี่มันนอกจากรัตนตรัยทั้งนั้นน่ะ ไม่มี ขาดจากไตรสรณคมน์นะ

ให้เชื่อฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

แล้วเวลาคนพูดมันก็อ้างธรรมะพระพุทธเจ้านั่นแหละ เวลามันจะบอกโลกแตก มันก็บอกว่าเป็นพุทธพจน์ เวลามันจะพูดอะไร มันก็ว่าเป็นคำพูดพระพุทธเจ้า

มันมีมาตั้งแต่สมัยโลกแตกแล้ว แล้วบอกว่าใครบอก เขาบอกพุทธพจน์

พุทธพจน์ กูก็ดูพระไตรปิฎกมานะ พระไตรปิฎกนี่ ๒ รอบ ๓ รอบ กูไม่เห็นมี มีแต่ว่าโลกนี้เป็นอจินไตย อจินไตย ๔ โลกนี้เป็นอจินไตย คาดหมายอะไรไม่ได้เลย อจินไตยตั้งแต่พุทธวิสัย กรรม ฌาน โลก

แล้วบอกโลกแตกๆ

ในพระไตรปิฎกไม่มี

ไอ้นี่พระไตรปิฎกเอ็งกับพระไตรปิฎกข้าคนละเล่ม พระพุทธเจ้าเอ็งกับพระพุทธเจ้าข้าคนละองค์ พระพุทธเจ้าข้าฆ่ากิเลสอันนั้น การทำร้าย การหลอกลวง การปลิ้นปล้อน การลวงโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยสรรเสริญ สรรเสริญแต่การฆ่ากิเลส

นี่ก็เหมือนกัน แก้กรรมๆ แก้ที่ไหน แก้อย่างไร

เห็นเขาหลอกลวงกันแล้วมันเศร้า ไอ้ที่ว่าหลอกออนไลน์ๆ โอนบัญชีมาๆ เขาหลอกโดยการหลอกลวงให้เชื่อ

ไอ้นี่เราเป็นชาวพุทธ แก้กรรมแก้ที่ไหน

แก้กรรมก็นั่งสมาธิสิ เราจะแก้ความทุกข์ความยากให้เป็นความสุข ถ้าจิตมันสุขสงบขึ้นมานี่เราแก้ คนอื่นแก้ให้เราไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำให้ใครดีใครชั่วไม่ได้ เว้นไว้แต่แสดงธรรมะ สอนให้เขาดีหรือชั่ว ถ้าจิตใจเขาเป็นธรรม เขาจะเป็นคนดีขึ้นมา แล้วเขาจะสร้างคุณงามความดีขึ้นมาเพื่อหัวใจของเขา

สิ่งที่เขาทำทั้งหมดเป็นแค่กิริยา พระโพธิสัตว์ๆ ที่ช่วยโลก ช่วยรื้อสัตว์ขนสัตว์ มันก็เป็นผลของสังคมใช่ไหม เป็นแค่กิริยา แค่ปรากฏการณ์ของโลก แต่ผู้ที่มาทำนั่นน่ะ จิตใจของเขาสร้างบุญสร้างกุศล จิตใจของเขาพัฒนาให้สูงขึ้นๆ ถ้าสูงขึ้นๆ เขาก็มีบารมีธรรม ถ้าเขาทำจนเป็นจริตเป็นนิสัย เขาพูดคำไหนคำนั้น สังคมจะคล้อยตามหมด เพราะเขาเป็นคนจริง นั่นน่ะบุญกุศลของเขา เพราะเขาสร้างคุณงามความดี

ส่วนปรากฏการณ์ของโลก มันผ่านไปแล้วไง สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กรุงเทพฯ อดีตทั้งนั้นน่ะ ปัจจุบันนี้ ๒๕๖๙ ใช่ไหม แล้วก็จะ ๒๕๗๐ เราอยู่ในปัจจุบันนี้ไง นี่มันเป็นปรากฏการณ์ของสังคม แล้วเราเกิดมาในสังคมนั้น ทำดีหรือทำชั่ว มันก็จะติดหัวใจดวงนั้นไป

กรรมอะไร

มันเป็นกรรมของสัตว์

ฉะนั้นว่าเรื่องแก้กรรมๆ เราถือว่าเป็นมงคลตื่นข่าว ลวงโลก แล้วเราไปเชื่อเขาเอง

แล้วเขาบอกว่า “เนื่องจากเป็นคนจิตใจที่อ่อนแอ”

จิตใจที่อ่อนแอ ก็ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พุทโธๆ ไว้ เราพูดประจำ เราพูดก็เพราะหลักนี้แหละ ว่าเราอยู่กับพระพุทธเจ้าปลอดภัยที่สุด

ทั้งๆ ที่ใจเราก็เป็นพุทธะนะ ใครทำสัมมาสมาธิได้จะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวเป็นๆ

แต่ในเมื่อเรายังไม่เห็นร่องรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรายังเชื่อหัวใจของเราไม่ได้ หัวใจของเราอ่อนแอ หัวใจของเราไม่มีที่พึ่ง หัวใจของเรามันเหงา มันว้าเหว่ ให้นึกพุท นึกโธ

“นึกพุท นึกโธ เดี๋ยวมันก็จืด มันก็ชืด มันก็เครียด มันไม่มีอะไรเลย”

นี่จิตใจที่อ่อนแอ จิตใจที่ไม่มีกำลัง

เหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะออกปฏิบัติ ๖ ปี หลวงปู่มั่นบวชปีแรก หลวงปู่เสาร์พาออกวิเวก ลุ่มๆ ดอนๆ ขนาดไหน หลวงตาพระมหาบัวท่านบวช บวชแล้วมีอำนาจวาสนาไปเรียนธรรมะ ไปเรียนมหา ๗ ปี ปีที่ ๘ ถึงมาปฏิบัติ พรรษาที่ ๑๖ สิ้นกิเลส

เวลาจิตใจที่มันอ่อนแอ จิตใจที่มันอ่อนแอไง ให้ระลึกพุทโธๆ แต่เราระลึกพุทโธแล้วมันก็เครียด ก็ฝึกหัด

อยู่กับพระพุทธเจ้าปลอดภัยที่สุด แต่พระพุทธเจ้ารูปเคารพนั้นมันเป็นวัตถุ วัตถุที่เราหล่อขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แล้วเราก็กราบไหว้บูชา แต่เราระลึกพุทโธๆ มันเป็นนามธรรมแล้ว เพราะจิตใจของเราเป็นนามธรรม

จิตใจที่อ่อนแอ เราก็อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเราจิตใจอ่อนแอ จิตใจของเราไม่เข้มแข็ง แล้วไม่มีสติปัญญาที่จะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง

เรามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราระลึกพุทโธๆๆ เป็นนามธรรม เป็นพระนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าจากนามธรรม จากพระนาม แล้วบริกรรมให้มา ใจที่เป็นนามธรรม เวลามันพุทโธได้ เห็นไหม มันชักกลมกลืนกัน มันชักมีที่พึ่งนะ แล้วที่อื่นมันไม่อยากไปแล้ว

เพราะที่อื่นนะ มันเสียพลังงาน อยู่กับพุทโธพลังงานเต็มตัว พลังงานสมบูรณ์ แล้วพลังงานมีความสุข โลกนี้ไร้สาระเลยนะ เขาแตกตื่นกัน กูไม่ไปกับมึง ใครจะแตกตื่นอย่างไร กูไม่ไปกับมึง กูอยู่กับพระพุทธเจ้ากูนี่ กูมีความสุข แล้วถ้ามันเป็นสมาธิขึ้นมามันจะมีความสุข แล้วมันเข้มแข็งขึ้น นี่แก้กรรม แล้วไอ้แก้ที่ไปหาเขา ที่ให้เขาหลอกให้ลวง จบครับ จะเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนามาก

แก้กรรมมันต้องแก้ที่ตัวเรา แก้ที่เรา ไม่ใช่ไปแก้ที่ใคร

ถึงว่าแก้กรรมได้ไหม ให้ตอบมาให้เด็ดขาด

ภาษาเรานะ ถ้าโลกสมมุติไม่ได้ แก้ไม่ได้หรอก ไม่มีหรอก ถ้าแก้ได้นะ ทุกคนเขาแก้ให้เอ็งเป็นคนดีหมดน่ะ แต่พิธีกรรมในการปกครอง นั่นน่ะพราหมณ์ โขนมาจากรามเกียรติ์ สิ่งที่รามเกียรติ์สอนให้คนดีและคนชั่ว เอาไว้เป็นคติสอนคน แล้วเวลาพิธีกรรมมันก็เรื่องพราหมณ์ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติมันก็เป็นชาวพุทธ มันถึงว่ามันทะแม่งๆ ไง

หลวงพ่อพูดให้ชัดๆ สิ

พูดให้ชัดๆ แก้ไม่ได้หรอก เราจัดการของเราเอง เราทำของเราเอง

นี่พูดถึงข้อที่ ๑.

“๒. แฟนผมมักแซวว่า ถ้าเอาเงินก้อนให้เขา ๓ ล้าน มันก็หมดเวรหมดกรรม”

ใช่ เขาก็จากเล็กน้อย เริ่มต้นบัญชีนี้ก็ไปผูกพันกับการค้ายาเสพติด ต้องโอนมาให้ดูก่อน โอนมาแล้วในบัญชีเหลืออีกเท่าไร แล้วโอนต่อเนื่องมา ถ้าโอนเสร็จแล้วนะ ทรัพย์สินก็ต้องเอาไปขาย ขายแล้วส่งเงินมาตรวจสอบ ตรวจสอบว่ามันเป็นความผิดหรือเปล่า นู่นเขาต่อเนื่องกันไป

นี่ก็เหมือนกัน โอนให้เขา ๓ ล้านจบเลย

ไปเชื่ออะไรเขา เขาก็เป็นคนเหมือนกัน เขาก็มีพุทธะเหมือนกัน แต่เขาเป็นซาตาน เป็นคนหลอกลวง เป็นคนหาผลประโยชน์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ แม้แต่เอาอะไรไปถวายท่าน ท่านยังไม่รับเลย ไม่เอา เป็นของโลก เอาก็เอาไว้เพื่อสังคมของโลก เพราะโลกต้องการใช้ แต่ของท่าน ท่านต้องการบุญและบาป ดีหรือชั่ว ต้องการให้คนฉลาด ต้องการให้คนเอาตนให้รอดจากการครอบงำของซาตาน

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ สิ่งนั้นมันเป็นกิริยา เป็นการแสดงออก ถ้ามันแสดงออกมาจากหัวใจที่ดีงาม เราใช้คำว่า ฝังดินไว้”

ฝังดินไว้ว่า ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต ถ้ามันคิดดีงาม มันก็สร้างแต่ผลดีงามฝังลงที่จิต เพราะความคิดเกิดจากจิตแล้วไปสร้างคุณงามความดี จิตนั้นมันก็ชื่นบาน ถ้าความคิดนั้นมันเป็นมาร มันก็ทำความชั่วร้าย มันก็เบียดเบียนสังคม แล้วมันก็ทำลายสังคม สร้างแต่ความบาดหมาง แล้วก็ฝังลงที่จิต มันก็เลยเป็นจริตเป็นนิสัยไง

ฉะนั้น เรามีสติมีปัญญาให้มีความเท่าทัน แล้วถ้าเท่าทันเข้ามา เท่าทันจิตของตน

ไอ้ที่ว่าโอนให้ ๓ ล้านแล้วหมดเวรหมดกรรม

ลองโอนสิ ไอ้คนนี้มีตังค์ มันจะสร้างเรื่องเลย “โอ๋ย! มันจะเป็นกรรมไอ้นั่น”

เราฟังแล้วเราสังเวชมากนะ ยิ่งครอบครัวใดมีคนเสียชีวิต ไอ้พวกนี้มันจะเข้ามาทันทีเลย บอกผู้เสียชีวิตนั้นไปตกระกำลำบาก จะต้องสร้างบุญกุศลอย่างนั้น จะต้องโอนมา ๒๐ ล้าน ไอ้คนที่ตายไปจะพ้นจากความลำบาก

ใครเห็น

เรื่องอย่างนี้ คนที่ไม่โดนก็ไม่รู้ แต่เรานั่งอยู่นี่ คนมาเล่าเรื่องที่เขาโดนนี่เยอะมาก คนนั้นโดน เพราะมันเป็นอาชีพ อาชีพหาเงินจากคนที่สติปัญญาอ่อนแอ แสวงหาเงินจากคนที่ลุ่มหลง หลงใหล

เงินของเรา กระเป๋าของเรา ทำไมต้องให้คนมาหลอก เราอยากจะทำคุณงามความดีให้พ่อให้แม่เรา ทำไมเราทำไม่ได้ นั่งสมาธิ ทำความสงบของใจ แล้วใจมันสงบสุข โอ้โฮ!

เกิดก็เกิดจากพ่อจากแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ให้ชีวิตนี้มา ให้ชีวิตนี้มา มีสติมีปัญญาทำความสงบของใจเข้ามา มีความสุขอย่างนี้ อุทิศส่วนกุศลอันนี้ จิตถึงจิต ความคิดถึงความคิด คนถึงคน

อุทิศส่วนกุศลจากความสงบสุขนี้ให้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เจ้ากรรมนายเวร นี่เขาเรียกอุทิศะ เจาะจง แล้วเวลาแผ่เมตตาไม่เจาะจงใคร แผ่เมตตาเพื่อสังคมของสิ่งมีชีวิต ขอให้มีความปกติสุข

แล้วมันสุขไหม รบราฆ่าฟันกันอยู่นั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน แก้กรรมๆ ถ้าทางโลก หลอกลวง ลวงโลก

ครูบาอาจารย์ของเรานะ นั่งลง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ นี่ของจริง ของจริงที่เราจะต้องแสวงหา ของจริงที่เราต้องทำ

แต่ใจอ่อนแอไง อยากจะให้คนอื่นทำให้ อยากจะให้คนอื่นอุ้มชูบูชา

ถ้าเรายังอุ้มชูบูชาตัวเราไม่ได้ ใครจะอุ้มชู เราต้องอุ้มชูหัวใจของเราให้เข้มแข็ง ให้มีสติมีปัญญา แต่มันเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมเนาะ

เราบวชใหม่ๆ ก็อย่างนี้ บวชใหม่ๆ เห็นไหม หมาตัวหนึ่งโดนหมาทั้งฝูงรุมกัด ไปไหนมา สามวาสองศอก ถามใคร ใครก็ชักนำไปเหลวไหล แต่ตอนนั้นไม่รู้เลย ไปเจอหลวงปู่จวนทีเดียวเท่านั้นน่ะ หูตาสว่าง ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยไปหาใคร ไม่เคยหาใครอีกเลย

พอหลวงปู่จวนเครื่องบินตก เข้าบ้านตาด ถ้ามีปัญหา เราจะเข้าไปชาร์จไฟให้ท่านสับโขก เสร็จแล้วก็หาที่สงบสงัดฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

ติดข้องหมองใจ ใครก็ตอบกูไม่ได้หรอก ไปไหนมา สามวาสองศอก กะล่อนปลิ้นปล้อนทั้งนั้น ต้องเข้าไปหาท่าน ท่านก็สับก็โขก หูตาสว่างทีหนึ่ง ออกมาปฏิบัติใหม่ เห็นไหม

มันถึงบอกว่า ระยะเวลาที่เราจะประพฤติปฏิบัติ บุคคล ๔ คู่ ไม่ใช่จะกำหนดเวลาได้หรอก มันอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์ อยู่ที่วาสนาของคน อยู่ที่การกระทำจริงหรือเท็จ แล้วมีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงคอยตรวจสอบ มีวาสนามาก คุ้มครองดูแลไง ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เอวัง