เทศน์เช้า วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่หัวใจปรารถนา แต่เราไม่เข้าใจ เราเข้าใจว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตทุกประการ เราปรารถนาสิ่งใดจะได้รับผลตอบแทนสิ่งนั้น
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ผลของการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายในวัฏฏะตั้งแต่พรหมลงมา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเกิดทุกภพทุกชาติไง
ในปัจจุบันนี้เราได้มีอำนาจวาสนา เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าหัวใจคืออริยสัจ แต่ถ้าเป็นประเพณีวัฒนธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย
ถ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะเป็นคนดี
เขาถามว่า ทำไมต้องเป็นคนดี เราเป็นคนที่เราทำความพอใจของเรา มีความสุขของเรา เราปรารถนาของเรา มันก็พอใจแล้ว ทำไมต้องเป็นคนดี
ถ้าคำว่า “คนดีๆ” บุญและบาปไง เพราะคนดีๆ ดีเพื่ออะไร ดีเพื่อใคร
ดีเพื่อตัวเอง ดีเพื่อตัวเรานี่แหละ เพราะอะไร จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีอวิชชา มันมีพญามาร มีเจ้าวัฏจักรที่คุ้มครองหัวใจดวงนี้ แล้วขับไสหัวใจดวงนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าความดีๆ มันพัฒนาให้อวิชชา ให้พญามารมันเบาบางลงไง มันมีบุญมีกุศลถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ไง
คำว่า “เกิดเป็นมนุษย์ ๗–๘ พันล้าน” นึกว่ามีมากใช่ไหม ดูจิตวิญญาณในโลกนี้มีมากมายมหาศาล จิตที่ปรารถนาจะเกิดอีกมากมาย แต่เขาไม่มีวาสนา ถ้ามีวาสนาๆ
“หลวงพ่ออย่าโกหก เมื่อก่อนประชากรโลกมีเท่าไร เดี๋ยวนี้มี ๗–๙ พันล้านแล้ว มันจะมากมายขนาดไหน มันจะมาว่าตามเวรตามกรรมเป็นไปไม่ได้”
อันนั้นเป็นความเชื่อ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราสร้างความดีของตนนะ เราจะเป็นคนที่มีประโยชน์ ถ้าเราเป็นคนมีประโยชน์นะ คนรอบข้างจะเป็นประโยชน์หมดเลย ถ้าเราเป็นโทษ คนรอบข้างทุกข์ยากไปทั้งสิ้น
ถ้ามันเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ตรงไหนล่ะ
ถ้าเป็นประโยชน์ เห็นไหม เราจะเป็นคนดีของเรานี่ไง ถ้าเราเป็นคนดี เรามีศีลมีธรรมของเรา ถ้าเรามีศีลมีธรรมของเรานะ เราจะเป็นคนที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่คนที่เป็นโทษ
คนที่เป็นโทษนะ มันคิดว่ามันเป็นประโยชน์ไง แต่มันทำลายเขาไปทั่วนะ เพื่อแสง เพื่อเป็นแวววาวของตนเองนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ คำว่า “เป็นประโยชน์สูงสุด” คือเป็นประโยชน์กับบุคคลคนนั้นก่อน
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนนั้นจะมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เราดูสิ เราดูคนพาล มันเชื่ออะไรบ้าง มันเชื่อว่าสิทธิมนุษยชน กูเป็นมนุษย์นะมึง กูยิ่งใหญ่นัก กูจะพาลพาโลทำลายเขาไปทั่ว กูจะวางแผนซับซ้อนเพื่อจะเอาผลประโยชน์ของกูไง
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สัตว์มันจะเบียดเบียนกันด้วยเขี้ยวด้วยเล็บเท่านั้น ด้วยสัญชาตญาณของมัน มนุษย์มีปัญญานะ วางแผนซับซ้อน
นี่ไง ให้ผลประโยชน์ๆ ไง ดูสิ ตอนนี้นะ ออนไลน์ๆ นั่นน่ะ ให้ดอกเบี้ย ๒๐–๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นไปได้อย่างไร เป็นความดีไหม
เป็นความดีของความโลภ เป็นความดีของคนโลภ คนโลภมันว่า อู้ฮู! เขาให้ขนาดนั้นน่ะ แล้วโอนครั้งแรกได้นะ แล้วครั้งสองไปๆ จบหมดน่ะ ความดีจอมปลอมไง
ความดีๆ เพราะโลกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงบุญและบาป ทุกคนก็ต้องฉาบตัวเองว่าเป็นความดีทั้งนั้นน่ะ แล้วจะเป็นความดี ดีมาจากไหนไง
ฉะนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราจะเป็นประโยชน์กับตนๆ ไง ถ้าเป็นฆราวาส เราจะทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเราเพื่ออะไร เพื่อตัวของเราเองไง ถ้าเพื่อตัวเราเอง มันไม่มีความทุจริต มันไม่มีความทุกข์ความยากในหัวใจของตน ถ้ามันมีความทุกข์ความยากก็ความทุกข์ยากเพราะกิเลสของเรานี่แหละ กิเลสของเราถ้ามันมีอำนาจวาสนา มันก็ย่ำยีหัวใจของตนมากมายมหาศาล
ถ้าเราเกิดด้วยความมีบุญๆ มีบุญมีกุศลของเรา เราเป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลธรรมในหัวใจของตน ขีดวงมันไว้ มันมีทุกคนน่ะ มีทุกคน เพราะการเกิด เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะมีพญามาร มารมันยิ่งใหญ่ในหัวใจของสัตว์โลกทั้งสิ้น แต่เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง มีอำนาจวาสนาของเรา เราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อธรรมของเรา มีศรัทธา มีศรัทธา ตัวเองก็เป็นประโยชน์กับตนขึ้นมา
ถ้าประโยชน์กับตนขึ้นมาแล้ว ถ้าประโยชน์ทางโลกๆ สภาคกรรมๆ สังคมไง เราช่วยเหลือเจือจานกันมันเป็นประเพณีวัฒนธรรม เป็นทางโลกทั้งนั้นน่ะ แต่ทางโลกจะมากน้อยขนาดไหนถ้าไม่ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้มีภาวนามยปัญญาขึ้นมาในหัวใจของตน ยัง ยังอีกไกลนัก
คำว่า “ยังอีกไกลนัก” นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ทศชาติ ๑๐ ชาตินั้นน่ะ เสียสละชีวิตแล้ว เสียสละชีวิตเล่า
คำว่า “เสียแล้วเสียเล่าขึ้นมา” เพื่ออะไรล่ะ
เพื่อให้จิตใจมันมั่นคงของมันไง ให้มีสัจจะของมันไง ไม่หลอกลวงตัวเองไง
มันหลอกลวงตัวเอง กิเลสนี้มันร้ายนักไง มันรู้ว่าเราปรารถนาอะไรไง เราจะปรารถนาความสิ้นทุกข์ ว่างๆ อย่างนี้สิ้นแล้ว ว่างๆ
ว่างๆ เด็กมันก็ทำได้ อารมณ์ความว่างใครก็ทำได้ ดูพวกคนพาลสิ มันกินเหล้าเมาแอ๋เลย “เลิกแล้วน่ะ พอ ครั้งสุดท้าย” พรุ่งนี้กินอีกแล้ว อิ่มแปล้เลยนะกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก พอใจ เดี๋ยวซ้ำอีกแล้ว
มันเป็นไปไม่ได้หรอก ตัณหาความทะยานอยากล้นฝั่ง แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องมีสัจจะมีความจริงของตน มีขอบมีเขตของตน
เวลาคนที่ภาวนาไม่เป็นมันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภาคปริยัติ ภาคปริยัติมันก็มหัศจรรย์ มันก็เป็นไปได้ ถ้ามันเป็นไปได้ คือมันคิดมันจินตนาการแล้ว โอ๋ย! มันก็ว่าง มันก็ดีของมันน่ะ
เอ็งภาวนาเป็นหรือเปล่า
ผู้ที่จะภาวนาได้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น คนที่ภาวนาได้ขึ้นมานะ เพราะเริ่มต้นคนที่ภาวนาได้มันต้องผิดพลาด มันต้องพลั้งเผลอ มันต้องโดนกิเลสเหยียบย่ำทำลายมาจนเจ็บปวดมากมายมหาศาลถึงจะรู้เท่าทันและเห็นหน้ามันได้
กว่าจะรู้เท่าทันมัน กว่าจะเห็นหน้ามันได้นะ โอ๋ย! หลวงตาพระมหาบัวท่านอดอาหารของท่าน ไปบิณฑบาตจนบิณฑบาตไม่ไหว เวลาเดินไปแล้วนั่งลงน้ำตาไหลเลยนะ “กิเลสนะ มึงเอากูขนาดนี้ ถ้าวันใดกูมีสติปัญญาเห็นหน้ามึงบ้าง กูจะไม่รามือเลย” เห็นไหม เพราะอะไร
เพราะท่านมีหลวงปู่มั่นเป็นผู้คุ้มครองดูแลรักษา ท่านมีหลวงปู่มั่นเป็นผู้ขับดันไง ทั้งที่ไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่รู้ไม่เห็น มันเหยียบย่ำทำลายจนนั่งร้องไห้ จนน้ำตาตก นี่นักรบนะ แล้วเป็นผู้ที่มีวาสนาด้วย เพราะอะไร เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เริ่มต้นท่านล้มลุกคลุกคลานมาแค่ไหน
หลวงปู่มั่นเวลาท่านล้มลุกคลุกคลานมา พิจารณากายขนาดไหนก็ไม่ใช่ๆ จนลาความเป็นพระโพธิสัตว์นั้นแล้วถึงพอเห็นกิเลสไง “เออ! มันต้องอย่างนี้สิ” มันมีเหตุมีผลของมันไง พอมัน “เออ! ต้องอย่างนี้สิ” ยังจะต้องสมบุกสมบันไปเป็นบุคคล ๔ คู่อีกมากมายมหาศาล ด้วยอำนาจวาสนาบารมีของตนไง
ถ้าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าตนมันรู้จักตน ตนมันพิจารณาของตนได้ ตนทำได้ มันจะมหัศจรรย์ในใจของตน คำว่า “มหัศจรรย์ในใจของตน” มันจะเห็นโทษของกิเลสไง
แล้วไอ้พวกสวมรอยนั่นแหละตัวร้าย สวมรอยเป็นธรรมๆ เพราะมายาไง ต่อหน้าก็เป็นธรรม ลับหลังน่ะ ลับหลังขนาดไหน เพราะอะไร เพราะสิ่งที่แสดงออกมานั่นน่ะกิเลสทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเป็นธรรมๆ ขึ้นมา จะรุนแรงขนาดไหน หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก อยู่กับหลวงปู่มั่นไง เทศนาว่าการฟ้าถล่มเลย หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกเลยนะ “ฟ้าร้อง ฟ้าร้อง” เวลาฟ้าร้องคือท่านเทศน์นั่นน่ะ
ความรุนแรงอย่างนั้นเป็นความรุนแรงของธรรม ถ้าของธรรมมันไม่มีมารยาสาไถย มันไม่มีสิ่งใดเจือปนนะ มันสะอาดบริสุทธิ์ มันร่มเย็นเป็นสุข
ไอ้ของเราก็...ฟ้าร้องบ้าง ร้องออกมาไม่มีฝนสักเม็ด มันเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าเรื่องไร้สาระขึ้นมา เห็นไหม นี่ไง ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น
ถ้าประโยชน์ตนยังทำไม่ได้ ประโยชน์ตนยังไม่มี มันเป็นกิเลสทั้งนั้นล่ะ มันเป็นมารยาสาไถย เถยจิตๆ จิตมันอยากได้ อยากได้คืออะไร ตัณหาความทะยานอยาก นั่นไงตัวกิเลส เอ็งรู้หรือยัง
กิเลสตัวมันเป็นอย่างไร กิเลสน่ะ
ไอ้ความอยากๆ ไง
อภิธรรมบอกไง มีกิเลสภาวนาไม่ได้ มีกิเลสภาวนาไม่ได้
ทีนี้คนมีกิเลสภาวนาไม่ได้ ผู้ที่มีวาสนา หลวงตาพระมหาบัวไง ท่านบอกว่าความอยาก ความอยากที่มันถูกต้องชอบธรรมมันเป็นมรรค พอมันเป็นมรรคขึ้นมา คนเราก็ต้องเริ่มต้นด้วยความทะยานอยากในหัวใจนี้ ถ้าความทะยานอยากในหัวใจนี้มันมีศีลมีธรรมของมัน แล้วมันมีความซื่อสัตย์สุจริตของมันไง แล้วเอาความอยากนี้มาตีแผ่ เรามาขึงพืดเองว่า เฮ้ย! อย่างนี้ถูกหรือเปล่า เฮ้ย! อย่างนี้สมุทัยมันเจือปนมาไหม อย่างนี้กิเลสมันร่วมทุนเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ มันพิจารณาของมันขนาดนี้นะ พอพิจารณาขนาดนี้ กิเลสไม่ให้ร่วมทุนเลย สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือจิตสงบตัวลง จิตสงบตัวลง
แล้วการทำความสงบของใจขึ้นมา ใจใครจะสงบอยู่ตลอดไป
เป็นวิทยาศาสตร์ไง ทำสมาธิๆ นั่งคุยกับหลวงพ่อ สมาธิก็ยังแจ่มแจ้งเลย
โอ้โฮ! ไร้สาระสิ้นดี
ถ้าเป็นสมาธิมีความสงบสุข ความสงบสุขมันจะมีกำลัง คำว่า “กำลังของสมาธิๆ” ไง ถ้ากำลังของสมาธินะ ถ้ามันเท่าทันนะ มันจะเห็นกิเลสแล้ว มันเท่าทันแล้ว คิดอย่างนี้ผิด ทำอย่างนี้ผิด ทำแล้วค่อยมารู้ตัวทีหลังก็ผิด ถ้าผิดแล้วแสดงว่าเราไม่รอบคอบพอ ถ้าเราไม่รอบคอบพอ เราต้องตั้งสติมากกว่านี้
เพราะครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัตินะ คนที่ไม่เป็น เห็นไหม “สติตัวจริง สติตัวปลอม” ไม่มีหรอก สติคือสติ คือมันสติแบบโลก สติแบบธรรม สมาธิแบบโลกๆ
โดยสมาธิ มนุษย์เรามีสมาธิโดยสามัญสำนึกเพราะเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์ไม่มีสมาธิก็บ้า ก็ขาดสติ ทีนี้สมาธิของมนุษย์ขึ้นมา ถ้าทำสัมมาสมาธิ ฌานสมาบัติ เป็นอวดอุตตริมนุษยธรรม เป็นบัญญัติในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นแต่ฌานสมาบัติคือสมาธินี่แหละ มันอวดอุตตริมนุษยธรรม มันแสดงว่ามันธรรมเหนือมนุษย์ไง
มันต้องเหนือมนุษย์สิ ถ้ามนุษย์มันทำได้ทุกคน มนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างนั้นหมดสิ มนุษย์ทำได้ทั้งนั้น สมาธิสั้น สมาธิยาว นักวิทยาศาสตร์พวกทำวิจัย สมาธิเขาแน่วแน่อยู่แล้ว สมาธิ แต่เวลาเสร็จจากงานล้ามากเลยนะ เพราะมันจงใจ
ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา ถ้าใจสงบเข้ามาแล้วฝึกหัด เพราะถ้าจิตมันสงบแล้วมันจะมีกำลังของมัน ถ้ามีกำลังของมันนะ ถ้ามันมีสติปัญญา มันรื้อค้นค้นคว้าของมัน สะเทือนใจมาก
แล้วสะเทือนใจมาก ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติจำไว้ ถ้ามีสมาธิเป็นพื้นฐานนะ ทำไมวันนี้ แหม! เราคิด อู้ฮู! ทำไมมันชัดมันเจน มันแจ่มมันแจ้ง นั่นแหละมันมีกำลังของสมาธิ
ถ้าวันไหนไม่มีกำลังของสมาธิ ก็คิดเหมือนกัน คิดแง่เดียวกัน เอ๊! มันจืดมันชืด คิดแล้วมันยัง แหม! เรานี่ไม่มีวาสนาเลยนะ คิดแล้วเราทุกข์เรายาก นั่นน่ะสมาธิมันอ่อน ถ้ามันยังจะทะลวงไปข้างหน้า มันจะเสื่อมหมดเลย แต่ถ้าวางแล้วถอยกลับมาทำสมาธิขึ้นมานะ จนสมาธิมันมีกำลังขึ้นมา มันเริ่มต้นขึ้นไปใหม่ มันจะเจริญงอกงามขึ้นไป ถ้าเจริญงอกงามขึ้นไป เห็นไหม ประโยชน์ตน ประโยชน์ตน
เราทำมาหากินนะ เราทำหน้าที่การงานเพื่อประโยชน์ตนนะ สิ้นเดือนเราได้รับเงินเดือน แล้วมนุษย์มีเท่านั้นใช่ไหม นี่คือสมบัติสาธารณะ สมบัติหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่เรามีคุณสมบัติ เรามีคุณประโยชน์พอหรือไม่ ชีวิตนี้คืออะไร ชีวิตนี้เกิดมาทำไม สุขทุกข์มันอยู่ที่ไหน แล้วสุขทุกข์มันจริงหรือปลอม
เขาเอาอะไรมาล่อหน่อยเดียวไปแล้วล่ะ ตัณหาความทะยานอยากวิ่งตามเขาไปเลย ถ้ามีสติปัญญานะ เขาเอาอะไรมาล่อ มองแล้ว ไปไกลๆ ไร้สาระ มันไม่ตามเขาไป ความคิดมันไม่ไปกับเขา เห็นก็สักแต่ว่าเห็นไง
ว่าไม่เห็น
ไม่เห็นมันก็โง่ไง ไม่เห็นมันก็เป็นเหยื่อไง อ้าว! ต้องเห็นสิ เห็นสักแต่ว่าเห็น เห็นแล้วมีสติปัญญาเท่าทันความเห็นของตนว่า สิ่งนี้เป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นสัจจะความจริงตามธรรม ไม่ใช่ทั้งของเขาและของเราด้วย มันเป็นของประจำโลก สมบัติผลัดกันชม ใครมีสติปัญญาทำหน้าที่การงานก็ได้สมบัตินั้นมาครองโดยสิทธิ์
ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด เราไม่ตายจากเขา เขาก็ต้องตายจากเราไป
มีเงินขึ้นมา เราเก็บไว้ก็อยู่กับเรา เราใช้จ่ายไป นี่เขาตายจากเราไป เราเก็บรักษาไว้แล้วเราก็ต้องตายไป มันไม่เป็นสมบัติของใครๆ ทั้งสิ้น มันเป็นสมบัติสาธารณะ แล้วจิตใจของเรา เราไปตะครุบเอาสิ่งที่เป็นสาธารณะ ยศถาบรรดาศักดิ์ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นี่ไง มันเป็นเครื่องล่อให้คนที่ขาดสติปัญญาตื่นเงาๆ เงาคือไม่ใช่ของจริง
แล้วของจริงมันอยู่ไหนล่ะ
สตินี่ไง ของจริงมันรู้เท่าทันตัวมันเองไง นี่ประโยชน์ตน
ถ้าไม่รู้จักประโยชน์ตน ตนไม่เป็นประโยชน์ ตนไร้สาระ แล้วจะบอกสารคุณให้คนอื่นได้อย่างไร เราก็ไร้สาระ สอนความไร้สาระให้กับคนที่ไร้สาระ แล้วบอกว่าเป็นพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียนไง การศึกษาเล่าเรียนด้วยสติด้วยปัญญาของมนุษย์ไง มนุษย์เกิดมาก็มีสมาธิของความเป็นมนุษย์ไง มนุษย์มีสมาธิสั้น สมาธิยาว การศึกษาเล่าเรียนขึ้นมาก็มีสติปัญญามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีสติปัญญามากน้อยขนาดไหนนะ เขาก็ทำวิทยานิพนธ์ เขาทำเป็นศิลปะวัฒนธรรมไว้ให้น้อมนำจิตใจของคนให้ดีงาม นั่นก็เป็นเรื่องของโลก นี่ภาคปริยัติ
แล้วถ้าปฏิบัติๆ ล่ะ ปฏิบัติมันจะเป็นความจริงหรือไม่ไง ถ้าเป็นความจริง คนจะมีประโยชน์ขึ้นมา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง ใครทำความสงบของใจได้ให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา
ถ้าไม่มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันก็เป็นมารไง มันเป็นสัญญาไง มันเป็นความจำได้หมายรู้โดยธรรมชาติไง ธรรมชาติของความรู้สึกนึกคิดมันมีของมัน ธรรมชาติของมันไง นี่เป็นโลกียะ เป็นสถานะของภพ เป็นสถานะของมนุษย์หนึ่งชาติไง
หนึ่งชาติก็มีความรู้สึกนึกคิดขนาดนี้ ศึกษาเล่าเรียนมาเอกสาขาใดจะมองปัญหาทางโลกด้วยวิชาความรู้ของตน ด้วยมุมมองด้วยทัศนคติของตนไง ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา ถ้ามันเห็นของมันตามความเป็นจริงนะ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ไง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเห็นไหม ตนเท่านั้นจะรื้อถอน รื้อถอนมาร รื้อถอนความไม่รู้
จะรู้ไม่รู้สิ่งใดข้างนอกไม่เป็นปัญหา ปัญหาต้องรู้จักตัวเอง ปัญหาต้องรู้จักตน เพราะตนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะตนนี้มืดบอด
จิตสงบแล้วสว่างไสว สว่างไสวคืออวิชชา จิตเดิมแท้สว่างไสว ธรรมะนี้ผ่องใส
พระอาทิตผ่องใสกว่ามึง ผ่องใสคู่กับเศร้าหมอง ดีคู่กับชั่ว มีคู่กับไม่มี มันไม่จริงหรอก แต่มันเป็นต้นเหตุจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วรู้เห็น รู้เห็นด้วยพญามาร รู้เห็นด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับมัน ทั้งๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติแล้วนะ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึง เห็นไหม ท่านประพฤติปฏิบัติแล้วท่านทุกข์ท่านยากขนาดไหน ในวัฏฏะนี้ไม่มีสิ่งใดเหนียวแน่นเท่ากับแก่นกิเลส พญามารมันครอบงำจิตใจของสัตว์โลก มันไม่เคยปล่อยใครให้พ้นจากมือมันได้แม้แต่จิตดวงเดียว เป็นไปไม่ได้ แล้วเรามาฝึกหัดปฏิบัตินั่งสัปหงกโงกง่วง “บรรลุธรรม” นั่งสัปหงก
บรรลุธรรมเก็บไว้ในกระเป๋าก่อน ความจริงสุขหรือทุกข์ในใจของตน ให้เป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์ รู้จักสารประโยชน์ของตน ถ้าสารประโยชน์ของตนมันจะเกิดได้ เกิดจากความเพียรชอบ
เราเกิดมา ใครจะมีทรัพย์สินมากน้อยขนาดไหน เราเป็นคนทำมาหากินเองทั้งนั้น สิ่งที่เราทำมาหากินเอง มีทรัพย์มีสิน ถึงจะเป็นของเรา
ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน มันจะมีสมบัติอะไรเป็นของของตน ถ้าเป็นของของตน นั่นน่ะมันจะรู้เท่า แล้วมันจะอบรมบ่มเพาะเขาได้
ถ้ามันไม่รู้ มันเป็นเรื่องไร้สาระ ตัวเองยังพึ่งตัวเองไม่ได้ แล้วสิ่งที่มารยาสาไถยออกไปมันจะเป็นประโยชน์กับใครล่ะ
ฉะนั้น เกิดเป็นมนุษย์ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนสำคัญ สร้างตนให้เป็นคนดี
ทำไมถึงต้องมีดีล่ะ
มีดีเพราะเพื่อป้องกันมารไง เพื่อไม่ให้มารมันข่มเหงรังแกหัวใจของเราจนเกินไป เรามีศีลมีธรรม มีคุณงามความดีปกป้องคุ้มครองหัวใจของเราบ้าง เป็นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติเอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เอวัง