เทศน์บนศาลา

ธรรมปนเปื้อน

๒๓ เม.ย. ๒๕๖๗

ธรรมปนเปื้อน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เราจะประพฤติปฏิบัติ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเป็นผู้ที่มีบุญมีกุศลไง มีบุญมีกุศลเพราะว่าเราเกิดมาแล้วเราไม่เหยียบแผ่นดินผิด

เกิดมานะ เจอพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ แล้วมันเข้าถึงหัวใจของตน ถ้าเข้าถึงหัวใจของตน เราอยากจะประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นความจริงขึ้นมาในใจของตน

ถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นความเป็นจริงในหัวใจของตน เราต้องมีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราไม่ใช่ปฏิบัติตามกิเลส

กิเลสคือตัณหาความทะยานอยาก กิเลสตัณหาความทะยานอยากน้ำล้นฝั่ง ไม่มีขอบเขต จะสิ่งใดทำตามความพอใจของตนๆ ทำตามความพอใจของตนแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆๆ ไง นี่ทำตามกิเลสไง

แต่ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติตามความเป็นธรรม

เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประพฤติปฏิบัติอยู่ ๖ ปีนั่นน่ะ นั่นเรื่องของโลกๆ โลกที่เขาประพฤติปฏิบัติกัน เขาประพฤติปฏิบัติตามกิเลสของเขา แล้วเขาประพฤติปฏิบัติตามกิเลสของเขา แต่เวลาเราศึกษาธรรมะๆ แล้ว ถ้าเป็นกิเลสของเรา เราไม่รู้ไม่เห็นน่ะ แต่เราเข้าใจของเราไปไง

แต่ถ้าเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ธรรมะย่อมชนะอธรรม ถ้าเป็นธรรมๆ

อธรรม อธรรมคือกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันบังเงา มันอ้างอิงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอธรรม อธรรมเพราะอะไร

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา แต่ในหัวใจของเรามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันถึงเป็นอธรรม อธรรมๆ ทำความพอใจของตนไง ทำความพอใจของตนแต่มันไม่เป็นธรรม

ถ้ามันจะเป็นธรรมนะ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา คนเราเกิดมา ธรรมค้ำจุนโลกๆ เรียกร้องความเป็นธรรมๆ คนที่เขามีความทุกข์ความยากขึ้นมา เรียกร้องความเป็นธรรมๆ ถ้าเรียกร้องความเป็นธรรม ความเป็นธรรมคือความเสมอภาค ความถูกต้องชอบธรรม

ถ้าความถูกต้องชอบธรรมทางโลก เขาก็มีกฎหมายเป็นกติกา แต่ถ้าเป็นธรรมขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วมันศีลของใคร เป็นสมาธิของใคร เป็นปัญญาของใคร

ถ้ามันเป็นของกิเลส กิเลสมันครอบงำของมัน มันก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมๆ เป็นธรรมโดยกิเลส

เวลาคำว่า กิเลสๆ เราจะชี้หน้ากิเลสได้ก็ต่อเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรมนะ

พญามารๆ ไง อวิชชาคือความไม่รู้ไง เพราะเราก็ไม่รู้ เจ้าชายสิทธัตถะออกประพฤติปฏิบัติก็ยังไม่รู้ ก็ยังไม่รู้ ก็พยายามขวนขวายด้วยอำนาจวาสนาบารมีของพระโพธิสัตว์ๆ พระโพธิสัตว์สร้างสมบุญญาธิการมามีสัจจะมีความเป็นจริง มีสัจจะมีความเป็นจริงแบบโลกๆ แล้วก็พยายามขวนขวายมีการกระทำ โลกเขาทำกันอย่างไร เห็นไหม

เพราะเรามีการศึกษา มีการค้นคว้าอย่างนั้น ถ้าเราศึกษาธรรมะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือธรรมและวินัย ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเราๆ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่มี

เวลาไม่มี แล้วประเพณีวัฒนธรรมทางโลกที่เขาทำกันอย่างไร เจ้าลัทธิต่างๆ ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นศาสดาๆ ก็ไปศึกษากับเขาๆ พอศึกษากับเขามาแล้วมันไม่เป็นจริง ไม่เป็นจริงเพราะว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนา มันต้องมีเหตุมีผล

ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงมันต้องพิสูจน์ได้ สิ่งที่พิสูจน์ได้ พิสูจน์ได้เพราะอะไร เพราะกิเลสในหัวใจมันท่วมท้น เพราะกิเลสมันทำให้หัวใจเป็นทุกข์เป็นยากขึ้นมา เวลาจะประพฤติปฏิบัติด้วยความไม่รู้ขึ้นมา ก็ไปศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ เจ้าลัทธิต่างๆ ก็ปฏิบัติแบบโลกๆ เขาไง แบบโลกเขาไป เห็นไหม สิ่งที่เป็นโลก

สมัยนั้นมันมีลัทธิศาสนาอื่นมากมายมหาศาล พราหมณ์ เชน ต่างๆ มันมีมาก่อนสมัยพุทธกาลอยู่แล้ว แล้วความเชื่อถือเข้าไปในสายเลือดของเขา เวลาไปประพฤติกับเขาๆ ทำสิ่งใดสมบูรณ์แบบแล้วมันก็ไม่เป็นความจริง ไม่เป็นความจริงเพราะอะไร เพราะมันแก้กิเลสไม่ได้

พอแก้กิเลสไม่ได้ คนที่มีสัจจะมีความจริง ก็มันแก้ไม่ได้ มันแก้ไม่ได้เพราะเรายังไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ มันยังมีความสงสัย แล้วเกิด เกิดอย่างไรล่ะ แล้วเวลาเกิด แก่ เจ็บ ตายมันเป็นอย่างไรล่ะ แล้วถ้ามันสิ้นสุด มันสิ้นสุดกันตรงไหนล่ะ มันก็สงสัย มันมีความลังเล มีความสงสัยในหัวใจของตนไง

ละทิ้งความเชื่อในประเพณีวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสมัยนั้น แล้วมาประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เห็นไหม นี่พระอรหันต์ วิชชา ๓ โดยสัจจะโดยความเป็นจริง

โดยสัจจะโดยความเป็นจริงขึ้นมา เวลาชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้ บุคคล ๔ คู่ จิตใจนี้เป็นความมหัศจรรย์ เวลาเป็นบุคคล ๔ คู่ไง

เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม นั้นก็เป็นเพราะบุญกุศล ตกนรกอเวจีไปก็เพราะบาปของตนที่สร้างบาปหนากรรมหนา ตกนรกอเวจีขุมไหนแล้วแต่ที่กรรมมันให้ผล เวลาถ้ามันเป็นเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนักๆ

เวลาหูตาที่มันสว่างแล้ว เห็นไหม บุพเพนิวาสานุสติญาณนี่อดีตชาติ จุตูปปาตญาณที่กำเนิด กำเนิดของสัตว์โลกที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร มารที่เป็นเชื้อไขที่ทำให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันได้ทำลายหมดสิ้นไปแล้ว มันสิ้นสงสัย มันจบกระบวนการของมัน

เกิด เกิดอย่างไร ตั้ง ตั้งอยู่อย่างไร เกิด แก่อย่างไร ชราคร่ำคร่าอย่างไร เวลาหมดอายุขัยแล้วมันไปไหน มันไปไหนเพราะมันมีอวิชชา มันมีพญามารที่รู้ที่เห็นอยู่นั้น แล้วทำลายพญามาร พ้นจากการครอบงำของมาร พ้นจากวัฏฏะ

วัฏสงสาร กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันถึงเห็นว่าจิตใจของคนที่ประพฤติปฏิบัติมันถึงมหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ บุคคล ๔ คู่ บุคคล ๘ แล้วบุคคล ๘ ใครเป็น

ใจนี้เป็น เป็นเพราะอะไร

เป็นเพราะมีมรรคมีผล ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ไง เหตุให้เกิดทุกข์คือกิเลส ทุกข์คือผลของกิเลสที่มันป้อนให้

นี่ไง กิเลสมันเป็นความทุกข์ความยาก แล้วเราเกิดมามันมีกิเลสตัณหาความทะยานยากในหัวใจ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นทฤษฎี ทรงจำธรรมวินัยๆ แล้วใช้เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือไม่

นี่ไง ชาวพุทธๆ ที่เกิดมานับถือพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธศาสนาที่ทะเบียนบ้านไง นับถือพระพุทธศาสนาที่ทะเบียนบ้านนะ แล้วกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตนไง ทำให้ชีวิตนี้ทุกข์นี้ยากลำบากลำบน ทุกข์ไปหมด ทุกข์แสนทุกข์

ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราเห็นประเพณีวัฒนธรรม เขาทำบุญกุศลขึ้นมาก็เพื่อบรรเทาทุกข์ๆ ของเขา ถ้าจิตใจมันเร่าร้อน ไปวัดไปวาไปกราบพระ ให้พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณคุ้มครองดูแลรักษา รักษาเพราะอะไร เพราะเราไม่มีที่พึ่งที่อาศัย

แต่ถ้าเรามีที่พึ่งที่อาศัย เราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา มันมีสติมีปัญญาไง มีสติมีปัญญาควบคุมดูแลหัวใจของตน มันก็จะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของตน

ถ้าเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของตน สิ่งที่เวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันยุมันแหย่ มันชักจูง มันฉุดกระชากของมันไป มันมีแต่ความทุกข์ความยากของมัน เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มันเกิดความรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด มีสติปัญญาเท่าทันความรู้สึกนึกคิด

ฝึกหัดธรรม ฝึกหัดธรรมโอสถมันเป็นความสุขๆ เป็นความสุข ความสุขเพราะอะไร เพราะบุคคลคนนั้นเป็นผู้ได้เผชิญกับสัจจะความจริงในข้อเท็จจริงในหัวใจของตนเอง

เวลามันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากเพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่ไม่รู้เท่าทันมันๆ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันก็ชักจูงของมันไป เวลาชักจูงไป มันก็ทุกข์มันก็ยากของมันเพราะอะไร เพราะผลของการกระทำนั้นมันทำ กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวงขึ้นไปให้มีการกระทำ พอทำเสร็จแล้ว วิบากกรรมๆ ใครเป็นคนรับผิดชอบล่ะ

สิ่งที่มันเกิดขึ้นมา สัญญาอารมณ์ขึ้นมามันเกิดจากจิต กิเลสตัณหาความทะยานอยากขึ้นมามันดิ้นรนในหัวใจของตน มันก็พาให้กระทำสิ่งนั้น พอทำสิ่งนั้น มันก็เป็นบาปเป็นกรรมขึ้นมา สิ่งที่เป็นผู้ที่รับผิดชอบ เป็นผู้ที่รับผลนั้น ก็คือจิตของตน

เวลาที่มันไม่เท่าทัน มันก็ลากถูลากจูงไปอย่างนั้น แล้วมันความทุกข์ความยาก มันก็ทำให้ชีวิตตกต่ำ ชีวิตนี้มีความทุกข์ความยากตลอดไป แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาของเราขึ้นมา เราจะสร้างบุญสร้างกุศลของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เห็นไหม

ในทางฆราวาส ในบริษัท ๔ อุบาสก อุบาสิกา เขาประพฤติปฏิบัติของเขา เวลาประพฤติปฏิบัติของเขาขึ้นมา เขามีสติปัญญาขึ้นมา เขาเท่าทันความคิดของเขา ความคิดที่กิเลสมันฉุดกระชากลากไป มันเท่าทันกิเลส มันเท่าทันกิเลส มันก็มีสติสัมปชัญญะไง มันก็ปล่อยวางไป เวลาปฏิบัติโดยสังคม โดยโลกที่เขาประพฤติปฏิบัติกัน มันก็เป็นบุญเป็นกุศลของเขา

นี่พูดถึงว่า เวลาถ้ากิเลสมันให้แต่ผลความทุกข์ความยากๆ ความทุกข์ยากทั้งสิ้น เพราะมันเป็นกิเลส มันเป็นตัณหาความทะยานอยาก ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์

ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนมันมีมรรค ๘ มรรคมีสติชอบ ปัญญาชอบ เพียรชอบ มันเห็นคุณค่าเลยไง ถ้าเห็นคุณค่าขึ้นมา มันมีความสุข เออ! มีความสุข มีความอิ่มเอิบในหัวใจของตน แล้วไม่ทุกข์ไม่ยากไปกับสังคม กระแสสังคมโลกไง เพราะกระแสสังคมของโลกนี่ผลของวัฏฏะไง

ใครจะดี ใครจะชั่ว มันอยู่ที่เวรที่กรรมของสัตว์ แล้วเวรกรรมของสัตว์ จริตนิสัยของคนแต่ละคนมันแตกต่างกัน นี่แตกต่างกันไป เห็นไหม แล้วถ้าคนที่จิตใจที่มันหยาบช้า มันก็เป็นพาลชน มันก็ทำลายเขาไปทั่ว ทำลายเขาไปทั่วแล้วเราจะไปหักไปห้ามเขาได้อย่างไร

เราหักห้ามเขาไม่ได้ เพราะอะไร

เพราะเขาคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมของเขา เขาว่านั่นน่ะเป็นสิทธิเสรีภาพ เป็นสิ่งที่เขาพอใจของเขา

เราไปบอกเขาให้เขามีสติปัญญา เขาบอกว่า ไอ้พวกคนโง่ ไม่เท่าทันคน

ไม่เท่าทันคน มันมีสติปัญญาในหัวใจของตนไง มันเท่าทันกิเลสในใจของเรา ไอ้กิเลสที่มันปล่อยจนมันเคยชินเคยตัวนั่นแหละ ตัวนั้นน่ะตัวร้าย ตัวร้ายขึ้นมา เวลามันฉุดกระชากลากไปมันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ

กิเลสเป็นทุกข์ๆๆ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์

เราฝึกหัดๆ ขึ้นมา ถ้ามันมีสติมีปัญญาของมัน มันก็เท่าทันของมันไง ถ้าเท่าทันของมัน สิ่งนี้เราฝึกหัดปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมแบบโลกๆ ไง โลกๆ สิ่งนั้นก็เป็นประโยชน์ พระพุทธศาสนาไง ไม่ให้เชื่อใคร ไม่ให้เชื่อนอกจากพระพุทธศาสนา นอกจากคำอบรมบ่มเพาะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือธรรมะ

ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา

ธรรมวินัยเป็นศาสดาของเรา ถ้าเรามีศาสดาคุ้มครองเรา เราก็เป็นชาวพุทธ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย แล้วถ้าจะเอาจริงเอาจังแบบพระปฏิบัติ แบบผู้ที่จะเข้าถึงธรรมที่ว่าเป็นบุคคล ๔ คู่

ถ้าโลกเขาปฏิบัติ ปฏิบัติแบบโลกๆ ไง ปฏิบัติแบบโลกๆ ก็ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีธรรมโอสถเป็นที่พึ่งที่อาศัย ก็อาศัยตรงนั้นไป มันก็เป็นปุถุชนไง

แต่ถ้าจะเอาจริง

นี่บอกว่า มนุษย์เกิดมามันก็มีสมาธิของมันอยู่แล้ว

ถ้าคำว่า สมาธิ มนุษย์ สมาธิของความเป็นปุถุชนคนหนา ปุถุชนมีสมาธิมาก สมาธิน้อย เขาก็เป็นปุถุชนของเขา แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ๆ อริยสงฆ์ พระอัญญาโกณฑัญญะ สงฆ์องค์แรกของโลกไง ถ้าสงฆ์องค์แรกของโลก จิตมันต้องมีความสงบระงับมากกว่านั้น ถ้าความสงบระงับมากกว่านั้น เห็นไหม

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านบอกให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน คือทำสมาธิ คือทำสมถกรรมฐาน

ผู้ที่ปฏิบัติไม่เป็นขึ้นมา เขาบอกว่า สมาธิไม่ต้องทำมัน ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง

ปัญญาจะเกิด ปัญญาที่เขาใช้สติปัญญาของเขา เขาว่านั่นคือปัญญาไง

ใช่ มันเป็นปัญญา แต่มันเป็นปัญญา เวลาชาวพุทธที่เกิดมา กิเลสมันทุกข์แสนทุกข์ ทุกข์เสียดแทงหัวใจจนมีความทุกข์มากมายมหาศาล เวลาเขาฝึกหัดปฏิบัติเพราะกระแสสังคม เราฝึกหัดปฏิบัติของเขา ปฏิบัติของเขาขึ้นมา ถ้าเขามีสติปัญญาในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันก็เท่าทัน ธรรมะมีความสุขๆ ไง ถ้าสุขอย่างนั้นมันก็สุขแบบโลกๆ แบบโลกๆ เพราะเขาปฏิบัติเพื่อความสุขความสงบในหัวใจของตน เขาก็ว่านั่นเป็นธรรมๆ

นั่นเป็นธรรมของชาวพุทธไง ชาวพุทธในพระพุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติ

แต่เราจะปฏิบัติตามความเป็นจริงของเราขึ้นมา มันในวงปฏิบัติ พระปฏิบัติๆ ไง

เวลาพระบ้านๆ พระบ้านเขามีการศึกษา มีการค้นคว้า เขาก็ปฏิบัติของเขา เขาก็เป็นพระที่ดีงามมีศีลมีธรรม นั่นก็เลื่อมใส น่าเคารพบูชา

แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ท่านเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา พระป่าๆ พระกรรมฐาน วิปัสสนาธุระ คันถธุระไง คันถธุระก็ต้องมีศีลมีธรรม ต้องเข้าใจธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเป็นบรรทัดฐาน

ในการเผยแผ่ธรรมๆ เผยแผ่ธรรม ธรรมและวินัย ศาสดา พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เราก็เผยแผ่ธรรมในวงพระพุทธศาสนา

ในวงพระพุทธศาสนาก็ธรรมและวินัยที่ศึกษามา นั่นล่ะในวงพระพุทธศาสนา ต้องให้เป็นข้อเท็จจริงของมัน

เราเผยแผ่ธรรม เผยแผ่ธรรมขึ้นมา นั้นก็เป็นเผยแผ่ความรู้ให้โลกเขารู้ได้ โลกรู้ได้แล้ว เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ก็ปฏิบัติขึ้นมา กิเลสเป็นทุกข์ ถ้าธรรมเป็นสุขๆ เขาก็มีสติมีปัญญารักษาของเขา มันก็เป็นประโยชน์กับสังคม ประโยชน์กับโลก มันเป็นที่พึ่งที่อาศัยที่อยู่ในสังคมไง

แต่ถ้าเอาจริงเอาจัง พระปฏิบัติ เวลาพระปฏิบัติปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ไง วิปัสสนาธุระๆ ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ท่านจะให้ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

แล้วสิ่งที่ทางสงฆ์เขาปฏิบัติอยู่แล้ว มันก็เป็นปฏิบัติแบบโลกๆ ปฏิบัติแบบอำนาจวาสนาของคนที่มันเป็นอุบาสก อุบาสิกาที่เขาทำได้มากน้อยขนาดไหน

แต่ถ้าจะทำความเป็นจริงๆ สัจจะความจริง ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มันจะรู้จริง มันรู้จากไหน มันรู้จากประพฤติปฏิบัติไง

เวลาพระสุภัททะไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน

ศาสนาไหนเขาว่ายอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมไปหมดเลย

สุภัททะ เธออย่าถามให้มากไปเลย ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล

แล้วมันยอดเยี่ยมๆ

เธออย่าถามให้มากไปเลย คืนนี้เราจะปรินิพพาน ให้พระอานนท์บวชซะ

ให้พระอานนท์บวชเป็นพระขึ้นมา พอบวชเป็นพระขึ้นมา คืนนั้นเวลาประพฤติปฏิบัติไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาที่ว่ากำหนด มีสติสัมปชัญญะพร้อม เพราะเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา เวลาจะปรินิพพาน เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าสมาบัติ ๘

เวลาพระที่ล้อมวงอยู่ ท่านเข้าของท่านโดยนอนสีหไสยาสน์ พระถามขึ้นมาว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วหรือยัง

พระอนุรุทธะเป็นเอตทัคคะในทางฤทธิ์ ในทางเจโต เข้าถึงจิตของตนได้ จิตของสัตว์โลกได้ มีความถนัด บอก “ยัง”

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้ามาถึงระหว่างกลางนิพพานช่วงนั้น

นี่ไง สุภัททะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็เป็นสงฆ์องค์สุดท้ายที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ แล้วประพฤติปฏิบัติให้

นี่ไง หัวใจดวงใดไม่มีมรรค หัวใจดวงนั้นไม่มีผล

สิ่งที่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา บุคคล ๔ คู่ จิตใจที่มันมหัศจรรย์ขึ้นมา ถ้าทำความสงบของใจเข้ามา ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ายกขึ้นสู่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล บุคคล ๔ คู่ไง ถ้าบุคคล ๔ คู่ มันมีเหตุมีผลของมันอย่างไรไง

ถ้ามีเหตุมีผลของมัน เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติ ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามาก็นี่ไง ทำความสงบของใจเข้ามา

กิเลสเป็นทุกข์ ธรรมเป็นสุข

แต่กิเลสเป็นทุกข์ ธรรมเป็นสุข เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันมีธรรมและวินัยไง มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึกให้เราเป็นที่คุ้มครองดูแลหัวใจของเรา ถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันก็เป็นความสุข ความสุขของมนุษย์ ความสุขของโลก ความสุขของชาวพุทธ

แต่ถ้าเอาความจริงๆ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติของท่าน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้ามันความสงบของมัน เห็นไหม

เวลาทางโลกๆ สิ่งที่เขาประพฤติปฏิบัติ ที่ว่ากิเลสเป็นทุกข์ ธรรมเป็นสุขน่ะ แต่ถ้าอากาศที่มันปนเปื้อน อากาศเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ เวลาขาดอากาศหายใจ ตาย เวลาอาหารเป็นพิษ อาหารปนเปื้อน เวลาอาหารปนเปื้อน เวลาใครกินเข้าไป ใครกินอาหารที่ปนเปื้อน อาหารที่เป็นพิษเข้าไป อาหารเป็นพิษ มันอาเจียน อาเจียนออกมา มันมีอาการต่างๆ จนถึงที่สุด ถ้าแก้ไขไม่ทัน ตาย อาหารเป็นพิษ

ถ้าอากาศเป็นพิษๆ อากาศเป็นพิษ คนถึงสิ้นชีวิตได้เหมือนกัน

แต่ถ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติของเขา เขาฝึกหัดในฐานะของอุบาสก กิเลสเป็นทุกข์ๆ ธรรมเป็นสุขๆ

นั่นธรรมเป็นสุข นั่นมันก็เป็นที่เป็นจริตนิสัย เป็นความรู้สึกนึกคิดของคน

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นวิปัสสนาธุระๆ ไง

เวลาธรรมมันปนเปื้อน ธรรมมันปนเปื้อน ธรรมมันจะเป็นพิษ ธรรมเป็นพิษ เพราะปฏิบัติ สิ่งที่ว่าสมาธิ ทำสมาธิเป็นสมถะ สมถะมันไม่ใช่วิปัสสนา มันแก้กิเลสไม่ได้ๆ ไง เวลาธรรมมันจะเป็นพิษไง มันจะไม่เป็นประโยชน์กับใครเลยไง

แต่ถ้ามันเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา สิ่งที่ว่าธรรมปนเปื้อนๆ ปนเปื้อนมา ปนเปื้อนกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตน เวลาปุถุชน เวลาอุบาสก อุบาสิกา เขาปฏิบัติของท่าน กิเลสเป็นทุกข์ๆ  มันทุกข์มันยาก มันตรอมใจ มันทิ่มตำหัวใจ มันเป็นทุกข์ เป็นทุกข์มากๆ เวลาไปฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ ธรรมมันเป็นสุขๆ มันรู้เท่าทันไง

มันรู้เท่าทัน มันก็มีรัตนตรัย มีที่พึ่งที่อาศัย ที่พึ่งอาศัยแล้วมันไปชำระล้างกิเลสตรงไหน มันไปทำให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาตรงไหน แต่เขาก็ได้ประโยชน์ไง เขาได้ประโยชน์กับพระพุทธศาสนามาก

พระพุทธศาสนามีประเพณีวัฒนธรรม มีศีลมีธรรม เวลาวันพระ วันโกน ไปวัดไปวา ไปฟังธรรม จำศีล จะหวังว่าเป็นคนดีไง ถ้าหวังว่าเป็นคนดี มีให้อภัยต่อกัน มีน้ำใจต่อกัน สังคมร่มเย็นเป็นสุข พอสังคมร่มเย็นเป็นสุข สมณะชีพราหมณ์ได้ประพฤติปฏิบัติไง

เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ากิเลสมันเป็นพิษ เพราะอะไร เพราะมันทำให้ธรรมปนเปื้อน ปนเปื้อนด้วยกิเลสไง ถ้าปนเปื้อนด้วยกิเลส เห็นไหม

เวลาทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าความสงบของใจเข้ามา เห็นไหม

เวลาที่ประพฤติปฏิบัติไม่มีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา มันปฏิบัติบนจอกแหน บนจอกแหน เห็นจอกเห็นแหนไหม ในแหล่งน้ำต่างๆ ที่มันมีจอกมีแหนของมันเต็มไปหมด มันมีสัตว์ มันอาศัยดำรงชีพอยู่บนจอกบนแหนนั้น

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราทำสมาธิๆ บนจอกบนแหนไง แหวกจอกแหนๆ แหวกจอกแหน ถ้าแหวกออก มันเจออะไร มันเจอน้ำใสๆ

สัมมาสมาธิๆ ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบระงับเข้ามา ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าสัมมาสมาธิ มันมีความปกติสุข สัมมาสมาธิคือจิตตั้งมั่น สมาธิก็ไม่ใช่สมาธิปนเปื้อนด้วยกิเลส

ถ้าเป็นธรรมๆ นะ เวลาภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้น วิปัสสนานั่นน่ะ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง สัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันก็จะเป็นธรรม มันไม่ปนเปื้อน

การปนเปื้อนกิเลสๆ เพราะอะไร

เพราะว่าเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคล ๔ คู่ จิตนี้เป็นได้หลากหลายนักๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก แล้วหัวใจของสัตว์โลก ปุถุชนคนหนา กิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ กิเลสเต็มๆ เลย ถ้ากิเลสร้อยเปอร์เซ็นต์ กิเลสมันครอบงำ แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติของเขา เขาต้องทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามาไม่ให้สมาธิเป็นพิษ

สมาธิเป็นพิษ ว่างๆ ไง

เวลาอุบาสก อุบาสิกา เขาประพฤติปฏิบัติของเขา เขามีความสงบระงับของเขาขนาดไหน นั้นมันเป็นความสงบระงับด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยอำนาจวาสนาของเขา เวลากิเลสมันทุกข์มันยากขึ้นมา เวลามันเท่าทันๆ ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าธรรมะเป็นสุขๆ มันเท่าทันอารมณ์เท่านั้น ถ้ามันเท่าทันอารมณ์เท่านั้น เห็นไหม

ปุถุชนคนหนาทำสมาธิได้ยาก สมาธิของเขา สมาธิของปุถุชน สมาธิของมนุษย์ไง คนเราเกิดมาต้องมีสมาธิ สมาธิสั้น สมาธิยาว มันก็เป็นสมาธิของมนุษย์ สมาธิของปุถุชนคนหนา

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน นี่คันถธุระ ถ้ามีความสุข มีความสงบในใจของตน มันก็มหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา แล้วถ้ามหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา เพราะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย เขาก็อาศัยพึ่งพาอาศัยในพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นพระก็เป็นผู้มีศีลมีธรรม มันก็เป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส

เวลาปฏิบัติขึ้นมา เพราะอะไร

เวลาปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงโดยพระกรรมฐาน นั่นมันจะเป็นอริยทรัพย์

เวลาสวดปาติโมกข์ นี่ไง ปาราชิก ๔ อวดอุตตริมนุสธรรม ตั้งแต่ฌานสมาบัติขึ้นไป ฌานก็สมาธินี่ไง

โดยธรรมชาติ โดยปุถุชน ปุถุชนเขาก็มีสมาธิของเขา แต่สมาธิของเขาเป็นสมาธิของปุถุชน แต่ถ้าเป็นฌาน เป็นสมาบัติ เป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา มันอวดอุตตริมนุสธรรม มันจะธรรมเหนือมนุษย์ไง ถ้ามันธรรมเหนือมนุษย์ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ จิตที่ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นความมหัศจรรย์ในตัวมันแล้ว ถ้ามันมหัศจรรย์ในตัวมันแล้ว แล้วมันเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

ถ้าเป็นข้อเท็จจริง แล้วปฏิบัติเริ่มต้นมันจะล้มลุกคลุกคลาน เดี๋ยวก็เป็นสมาธิ เดี๋ยวมันก็คลายออก

แล้วความเป็นสมาธิ เวลาถ้ามันจะเป็นสมาธิโดยที่คนที่ไม่มีอำนาจวาสนาไง มันก็เหมือนนก เหมือนกาที่ไปไปอาศัยอยู่บนจอกแหนไง เวลาถ้ามันแหวกจอกแหนๆ แหวกจอกแหน มันก็จะเห็นน้ำของมันใช่ไหม ถ้ามันแหวกจอกแหนๆ เห็นน้ำ น้ำนั้นเป็นสัจจะเป็นความจริงไง

แล้วถ้าฝึกหัดทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบระงับบ้าง มันเข้าถึงน้ำนั้น มันมีความชุ่มชื่น มันมีความสุขในใจดวงนั้น เพราะมันสดชื่นแจ่มใสขึ้นมา

ถ้าจิตมันตั้งมั่นๆ ในสัมมาสมาธินั้นน่ะ ถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา ไอ้จอกแหนบนน้ำนั้นๆ จอกแหนก็คือกิเลสนั่นแหละ มันก็อยู่บนน้ำนั่นแหละ ถ้าใช้ปัญญาบนจอกแหน ปัญญาแบบโลกียปัญญาไง ปัญญาที่มันคิดได้

สัตว์ที่มันดำรงชีพอยู่บนจอกบนแหน มันก็ดำรงชีพของมันได้ ถ้าสัตว์น้ำๆ มันอยู่ใต้น้ำ มันก็ดำรงชีพของมันได้ อยู่ที่วาสนาของใคร ถ้าใครมีวาสนา มันจะกลับมาทบทวน เวลาปฏิบัติ ท่านให้ทำซ้ำๆ

เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเริ่มต้นน่ะ นี่ไง สุภัททะ ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล

ในการประพฤติปฏิบัติของเรา ไอ้การล้มลุกคลุกคลาน มันเป็นมรรคเป็นผลไหม แล้วมันเชื่อถือไว้วางใจได้ไหม แล้วมันทำให้มันไม่มีได้ไหม

ไม่ได้ มันก็เป็นของมันโดยอำนาจวาสนา มันเป็นของมันโดยจริตนิสัย โทสจริต โมหจริต โลภจริต จริตนิสัยของคนอย่างไร สิ่งใดกระตุ้นขึ้นมา กิเลสมันจะเฟื่องฟูขึ้นมาทันที แล้วเวลาเป็นจริตเป็นนิสัยของตน แล้วเราเท่าทัน เท่าทันเพราะอะไร เพราะมันชอบ กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง ล้มลุกคลุกคลานขนาดไหนก็ตรึกในธรรม

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบาสก อุบาสิกาที่เขาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เขาอบอุ่น เขามีความสุขของเขา เพราะกิเลสเป็นทุกข์ ธรรมเป็นสุข

เป็นสุขก็เป็นสุขของปุถุชนไง เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พระกรรมฐานๆ วิปัสสนาธุระๆ เขาสมบัติอย่างนั้นมันเป็นสมบัติประจำโลก สมบัติอย่างนั้นมันเป็นสมบัติของจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ มันเป็นศาสนา พระพุทธศาสนามีธรรมและวินัย พระพุทธศาสนามีศาสดา พระพุทธศาสนาเวลาประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงไง อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย

แล้วเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา จะเอาแบบอุบาสก อุบาสิกาอย่างนั้นใช่ไหม กิเลสเป็นทุกข์ๆ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ธรรมะเป็นสุขๆ ธรรมะเข้าใจธรรมเท่าทันกิเลส

มันก็เป็นเรื่องอุบาสก อุบาสิกาไง มันก็เรื่องปฏิบัติเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธไง

วิปัสสนาธุระๆ วิปัสสนาธุระถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา ไอ้ที่ทำๆ นั่นแหละ ไอ้ที่ทำๆ ไอ้ที่ใช้ปัญญาๆ นั่นแหละเป็นปัญญาอบรมสมาธิ นั่นแหละ

จะบอกว่ามันไม่มีไม่ได้ มันก็มีของมันอย่างนั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไว้ ปฏิบัติมียากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี่ กับคราวอีกคราวหนึ่งคือคราวจะสิ้นสุด ทำลายภวาสวะ ทำลายอวิชชา ปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว

ฉะนั้น คราวเริ่มต้น ล้มลุกคลุกคลานแล้วแสนยาก แสนยากขนาดไหน เพราะอะไร เพราะกิเลสมันร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วกิเลสมันร้อยเปอร์เซ็นต์ กิเลสเป็นทุกข์ๆ ไง เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันก็ทุกข์ ก็อยากปฏิบัติแล้วให้ได้ผลตามที่เราพอใจ อยากประพฤติปฏิบัติแล้วให้บรรลุธรรม ให้สมควรแก่ธรรม แล้วกิเลสมันก็สวมรอย มันก็พาให้ล้มลุกคลุกคลานอยู่ขนาดนั้นน่ะ

ฉะนั้น เวลาทำสิ่งใดแล้วเราก็ปฏิบัติจากเริ่มต้นที่ล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้ มันก็ต้องเริ่มต้นจากสมมุติของเรา เริ่มต้นจากภวาสวะ เริ่มต้นจากภพ เริ่มต้นจากโลกียปัญญานี่แหละ

แต่เวลาก้าวเดินไปแล้ว จากโลกียปัญญา ถ้าจิตสงบแล้วทำความสงบของใจให้ได้ แล้วใจที่มันสงบๆ ที่เราจะสงบได้โดยใช้สติปัญญา นั่นน่ะตรึกในธรรม นั่นน่ะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จะใช้พุทโธๆ ใช้อานาปานสติ จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ให้มันสงบระงับขึ้นมา ให้มันเป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่มั่นแห่งการงาน ฐานที่เป็นความเป็นจริง

มันก็เหมือนเท่ากับว่าแหวกจอกแหน แหวกอยู่อย่างนั้นน่ะ แหวกจนจะถึงเห็นน้ำนั้น

นี่ก็เวลาพุทโธๆ ก็แหวกกิเลส แหวกความเคยชิน แหวกสันดานเดิม แหวกความพอใจ แหวกความคิดว่ามันเป็นธรรมๆ นั่นน่ะ แหวกให้ได้

ถ้ามันเห็นน้ำ เออ! ใช่

แล้วในน้ำมันมีสัตว์น้ำนะ ในน้ำยังมีปลาอีกนะ

น้ำใสจะเห็นตัวปลา ทำสมาธิๆ เวลาสมาธิแล้วมันจะใส ใสแล้วเดี๋ยวจะเห็นตัวปลา

นี้มันเป็นคติธรรม แต่ความเป็นจริง ความเป็นจริงกิเลสมันจะโง่ขนาดที่ว่าเอ็งจิตสงบแล้วมันจะเป็นปลา มันจะเป็นกิเลสว่ายมาให้จับใช่ไหม

กิเลสมาแล้วค่ะ ผู้ปฏิบัติธรรมจะเห็นอิฉันหรือไหมคะ

เพราะว่าศึกษาธรรมะ ศึกษาธรรมะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาแสดงธรรมๆ ท่านบอก กิเลสมันคืออะไร ท่านบอกว่า ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ใจสงบแล้วน้ำมันจะใส พอน้ำใสแล้วมันจะเห็นตัวปลา ถ้าเห็นตัวปลา ถ้าจิตสงบแล้ว เราก็ฝึกหัดศึกษาค้นคว้าเพื่อจะขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส

นี่ท่านเปรียบเทียบ เวลาเปรียบเทียบขึ้นมาว่า น้ำใสแล้วจะเห็นตัวปลา

ไอ้เรา ไอ้พวกนักปฏิบัติวิปัสสนาธุระที่กิเลสท่วมหัวไง ทำความสงบของใจ เดี๋ยวน้ำใสจะเห็นกิเลส จะเห็นตัวปลา

แล้วปลามันอยู่ไหน ปลามันคือปลา คือธรรมชาติของมัน เห็นไหม เวลาโมฆบุรุษ โมฆบุรุษตายเพราะลาภไง เวลาเขาตกปลา เบ็ดมันต้องเกี่ยวเหยื่อ เกี่ยวเหยื่อเพื่อจะตกปลา เวลาไอ้โมฆบุรุษ ไอ้ปลาโง่ๆ มันก็กินเหยื่อ กินเหยื่อมันก็โดนเบ็ด เบ็ด เวลาเขาวิดเบ็ดขึ้นมา ปลามันก็ติดเบ็ดไปเลย

โมฆบุรุษตายเพราะลาภ เห็นเขาอ่อยเหยื่อไง เอาเหยื่อเกี่ยวเบ็ดแล้วตกปลา ไอ้ปลาโง่ๆ มันก็งับเลย แต่ปลาที่ฉลาดนะ มันตอดเหยื่อ มันกินเหยื่อแล้วมันไม่กินเบ็ด

ฝึกหัดปฏิบัติของคน นี่พูดถึงคติธรรมๆ ทั้งนั้น

น้ำใสจะเห็นตัวปลา แหวกจอกแหนแล้วจะเห็นกิเลส นี้เป็นคติธรรม แต่โดยสัจจะโดยความจริง โดยสัจจะความจริงของตน ถ้าเห็นกิเลส เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันสะเทือนกิเลส เวลาจับกิเลสได้

สติปัญญาบนจอกแหนๆ นี่มันเป็นโลกียปัญญา กิเลสเป็นจอกแหน จอกแหนมันก็เป็นสามัญสำนึก

ผู้นักปฏิบัติทั้งหลายใช้ปัญญา โอ๋ย! มันปล่อยวางหมดเลย

มันบนจอกแหนนั่นน่ะ

แหวกไปเรื่อยๆ ใช้สติปัญญาอย่างที่ว่านั่นแหละ ที่ทำนั่นน่ะถูก แต่ผลของมันยังไม่ถึงที่ ผลของมันยังไม่เป็นความเป็นจริง

ถ้าผลของมันเป็นความเป็นจริง พุทโธก็ได้ อานาปานสติก็ได้ ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้ แหวก แหวก แหวก ศึกษาค้นคว้าไป นั้นมันสมถะทั้งนั้นน่ะ นั่นล่ะปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าเห็นธรรม เห็นน้ำๆ เวลาแหวกแล้วเห็นน้ำ

เห็นน้ำ ตักน้ำได้ไหม เห็นน้ำ มีสติปัญญาเท่าทันกับผลการปฏิบัตินั้นไหม ถ้ามีผลเท่าทันกับการประพฤติปฏิบัตินั้น ชำนาญในวสี

ถ้ามีน้ำที่ไหน มีแหล่งมีสิ่งมีชีวิตที่นั่น

ถ้าจิตสงบระงับได้ สิ่งนั้นจะเป็นการเริ่มต้นที่เราจะแสวงหา

เขาจะทำอาหาร เขาจะต้องมีวัตถุดิบ ถ้าจะแกงก็ต้องมีพริกแกง จะต้องมีเป็ดมีไก่ สิ่งที่ว่าจะแกง ถ้าจะทำอาหารชนิดใด มันก็ต้องมีวัตถุอย่างนั้น

สติก็เป็นสติธรรม สมาธิก็เป็นสมาธิธรรม เห็นไหม สัมโพชฌงค์ไง วิจัยในธรรมะนั้นไง อินทรีย์ ๕ ไง ถ้ามันพร้อมแล้ว ถ้าจิตสงบแล้วมันคิดได้ มันแยกแยะได้ มันศึกษาได้ มันค้นคว้าได้

แต่ปล่อยให้มันเน่าให้มันเสีย ปล่อยให้มันเน่ามันเสีย เวลามันเสื่อมไง เจริญแล้วเสื่อมไง เวลาเสื่อมแล้วจะเจริญขึ้นมาได้อย่างไร

เวลาสิ่งที่เราฝึกหัด เราศึกษา เราค้นคว้า เราฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มันมีความชำนาญในวสี

สิ่งที่เวลาประพฤติปฏิบัติเข้าไปแล้ว จิตสงบระงับแล้วก็เป็นความสุขอันหนึ่ง เห็นไหม กิเลสเป็นทุกข์ ธรรมะเป็นสุข

นี่ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ แต่เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันยังไม่ได้ดับทุกข์ มันเป็นการศึกษาค้นคว้าแสวงหากิเลสตัณหาความทะยานอยากต่างหาก

การขุดคุ้ยค้นคว้า ขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส ถ้ามันจับกิเลส มันจับกิเลสได้ เห็นไหม จิตเห็นจิตเป็นมรรค

ความคิดทั้งหลายเป็นสมุทัย ผลของมันเป็นทุกข์

จิตเห็นจิตเป็นมรรค ผลของมันคือนิโรธ คือขณะ คือดับทุกข์ ถ้ามันเป็นจริงไง นี่คืออริยทรัพย์

สิ่งที่ทางโลกเขาแสวงหา ทางโลกเขาประพฤติปฏิบัติกันไป ที่เขาปฏิบัติด้วยอุบาสก อุบาสิกา เขาฝึกหัดปฏิบัติของเขา กิเลสเป็นทุกข์ๆ ไง เวลาศึกษาค้นคว้าขึ้นมา ถ้าฝึกหัดแล้ว ปัญญาอบรมสมาธิ คือเขามีสติมีปัญญาของเขา มันเป็นความสุขๆ

ความสุขของเขาเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเขา เขาควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ สิ่งที่มันจะฉุดกระชากลากไปตามความไม่ดี ทำให้เป็นบาปเป็นกรรม เขาละเว้นได้ เขาละเว้นได้ เขาบอกเขามีความสุขมาก ความสุขมากด้วยการประพฤติปฏิบัติ

นั่นเป็นอุบาสก อุบาสิกา นั่นเป็นปฏิบัติแบบโลก อยู่กับโลก มันก็เป็นคุณสมบัติของโลก

ถ้าเป็นคุณสมบัติที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรม คุณสมบัติของธรรม

ถ้าคุณสมบัติของธรรม ถ้าจิตสงบระงับแล้วแหวกจอกแหนๆ แหวกให้มันได้จริงได้จังขึ้นมา

เราจะมีสติปัญญาบนจอกแหนมากน้อยขนาดไหน เราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเราตามจริตนิสัยตามความเห็นของตน แล้วถ้ามันแหวกจอกแหนจนเห็นน้ำ แล้วพอเห็นน้ำ สิ่งที่จิตเป็นน้ำ เราก็ฝึกหัดปฏิบัติให้ชำนาญในวสี ชำนาญในการรักษาสิ่งนั้นได้ ถ้าการชำนาญรักษาสิ่งนั้นได้ งานชอบ งานชอบในการแหวกจอกแหนๆ

แหวกจอกแหน ถ้ามันจับจอกแหนได้ ว่าจอกแหนนี้มันเป็นนามธรรม จอกแหนที่มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันสะเทือนหัวใจของเรานะ ถ้ามันสะเทือนหัวใจคือมันสะเทือนกิเลส ถ้ามันสะเทือนกิเลส มันรู้มันเห็นของมันเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามาไง

เริ่มต้นปฏิบัติ มันปล่อย มันวาง มันเวิ้ง มันว้าง

นี่มันเป็นพันธุกรรมของจิต อำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน มันเวิ้ง มันว้าง เราก็เปรียบเทียบได้ เดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็ร้าย แล้วมันเวิ้งมันว้าง คนที่เขามีความรู้สึกนึกคิดที่ดีงาม เวลาเขามีผลกระทบทางจิตใจ เขาเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย

นี่ก็เหมือนกัน กิเลสเป็นทุกข์ๆ มันเป็นทุกข์ประจำใจในหัวใจของทุกๆ คนอยู่แล้ว เวลามันทุกข์มันยากแล้วไม่มีทางออกขึ้นมา มาศึกษาค้นคว้า มาฝึกหัดปฏิบัติธรรมขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติธรรมขึ้นมา มันเท่าทันความคิดของตน มันก็เป็นความสุขๆ ธรรมะเป็นความสุข แล้วความสุขมันก็ได้แค่นั้นแหละ เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้วมันจะรู้จริง เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นกิจจะลักษณะขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้ามันจะเป็นจริงเป็นจัง เป็นกิจจะลักษณะขึ้นมา เห็นไหม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านถึงบอกให้ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

เพราะเราจะประพฤติปฏิบัติจริงๆ เราไม่ได้ปฏิบัติพอเป็นพิธี เราไม่ได้ปฏิบัติแบบอุบาสก อุบาสิกาเขาปฏิบัติ เพราะเขาเป็นอุบาสก อุบาสิกา เขามีหน้าที่การงานของเขา เขาต้องทำวิชาชีพของเขา

เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เรามาบวชเป็นพระ เราเป็นนักรบแล้ว เราจะรบกับกิเลสตามความเป็นจริงขึ้นมา ถ้ารบกับกิเลสตามความเป็นจริง

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในฆราวาสเขากินเพื่อเกียรติ เพื่อกาม เพื่อศักดิ์ศรีของเขา เรามาบวชเป็นพระแล้วเราไม่ต้องวิตกกังวลกับปัจจัยเครื่องอาศัยทั้งสิ้น ปัจจัยเครื่องอาศัย ชาวบ้าน ชาวพุทธเขาพร้อมที่จะส่งเสริมเราตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ไอ้พวกเรามันดัดจริตเอง นู่นก็ขาดแคลน นู่นก็ไม่พอ นี่ก็ไม่สะใจ มันดัดจริต

ถ้าเป็นความเป็นจริงๆ มันเป็นหน้าที่อะไรของเอ็ง หน้าที่ หน้าที่เราเลี้ยงชีพชอบ เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยไว้กับชาวพุทธไง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

อุบาสก อุบาสิกาที่เขาพร้อมที่จะส่งเสริมมากมายมหาศาล ขอให้เราทำให้มันจริงมันจังขึ้นมาเถอะ หน้าที่ของเราคือการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้เป็นความจริงขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ไอ้นี่ไม่อย่างนั้นน่ะ เวลาเจอทางจงกรมก็แขยงเลย แหยงเลย แต่เจอโยม “เจริญพรๆ ปฏิบัติธรรมๆ” จะยุยงส่งเสริมให้คนอื่นทำ ไอ้ตัวเองน่ะไม่ทำ ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเลย

แล้วถ้าหน้าที่ของตัว เราบวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติอยู่แล้ว พระปฏิบัติ ปัจจัยเครื่องอาศัยมันทับตาอยู่แล้ว สิ่งที่เอาจริงเอาจังขึ้นมามันอยู่ที่การภาวนาของเราเท่านั้น เวลาภาวนาของเราเท่านั้น ให้มันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา

เวลามันยาก มันยากอยู่คราวเริ่มต้นนี่ คราวเริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานตลอดเวลา เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา จิตมันเสื่อม มันก็บอก เราก็ทำได้ โลกเป็นอย่างไร เราก็ทำได้ทั้งนั้นน่ะ

มันคิดไปนู่น จิตมันส่งออก เวลามันอั้นตู้ขึ้นไป มันดีดกลับหมดล่ะ

แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันจะเสื่อมขนาดไหน มันต้องเจริญได้ เวลาที่มันเจริญมา มันเจริญมากับใจของเรา เวลามันเสื่อม เสื่อมไปจากใจของเรา มันเสื่อมไปเพราะอะไร

มันเสื่อมไปเพราะประมาทเลินเล่อ ไม่สนใจ ไม่ศึกษา ไม่ค้นคว้า ไม่ทำให้มันงอกงามของมันขึ้นไปไง

ทำให้งอกงามของมันขึ้นไป ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิก็คือสมาธิ แล้วสมาธิมันมีความสุข มีความเวิ้งว้าง มีความมหัศจรรย์ของมันนั่นแหละ แต่ความเวิ้งว้าง ความมหัศจรรย์ของมัน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน แล้วฐานที่ตั้งแห่งการงาน รำพึงให้เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง

ถ้ามันเห็นจิตๆ จิตที่มีความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิด ถ้ามันจับได้ มันเป็นขันธ์ ๕ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมันสมบูรณ์แบบของมันถึงเป็นอารมณ์ ถ้ามีสติมีปัญญามันแยกแยะของมัน ถ้าเท่าทันของมัน ถ้ามันเท่าทัน มันก็ปล่อยๆ

ปล่อยขนาดไหน เราก็แยกแยะของมัน ในรูปก็มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร วิญญาณ ในเวทนาก็มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในสัญญามันก็มีของมัน ถ้ามันเท่าทัน ความรู้สึกมันหยุดหมดล่ะ

เวลามันหยุด มันหยุดเพราะอะไร

หยุดเพราะเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนจิตเราสงบระงับแล้ว แล้วเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ คือเห็นธรรม เห็นจิตๆ ไง จิตที่มันจับของมัน พิจารณาของมัน ความคิดมันรวดเร็วขนาดไหน แล้วกิเลสมันแทรกซ้อนเข้ามาอย่างไร มันรู้มันเห็นของมันนะ

กิเลสถ้ามันแทรกซ้อน มันมีสติปัญญาว่าเท่าทันแล้ว ขันธ์ ๕ มันหมุนไปไม่ได้ ขันธ์ ๕ หมุนไปไม่ได้ มันคิดไม่ได้ มันคิดไม่ได้ มันก็หยุดคิด มันหยุดคิดด้วยสติปัญญา ไม่ใช่หยุดคิดด้วยการกดทับ มันไม่ได้หยุดคิดด้วยการจินตนาการ มันหยุดคิดโดยที่ว่าเราคิดเอง

จิตสงบแล้วฝึกหัดวิปัสสนา มันเป็นการฝึกหัดวิปัสสนาอ่อนๆ

จิตสงบแล้วจะเกิดปัญญาโดยอัตโนมัติ เพราะความเข้าใจผิด เพราะคิดว่าน้ำใสแล้วจะเห็นตัวปลา

น้ำใสคือมันสงบระงับที่รักษาจิตของตนได้ เดี๋ยวน้ำมันก็ขุ่น เดี๋ยวน้ำนะ จอกแหนมันก็ปิด สัตว์ในน้ำมันก็กวนให้น้ำนั้นขุ่น นกกาต่างๆ นักล่าต่างๆ มันก็กวนให้น้ำนี้ขุ่น

ในการประพฤติปฏิบัติ จิตที่มันสงบระงับ เดี๋ยวมันก็คลายออก คำว่า คลายออก ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติถ้ายังไม่ใช่บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ไม่รู้จักเหตุจักผลหรอก

นี่ไง สุภัททะ ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล

หัวใจดวงใดที่ยังประพฤติปฏิบัติไม่รู้จักมรรคจักผล สิ่งที่มันกว้านมาทั้งหมดว่าเป็นธรรมๆ อุบาสก อุบาสิกา

แล้วภาคปริยัติที่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษามามาก ศึกษามารู้มาก แล้วปฏิบัติไปแล้วสิ่งนั้นน่ะ สิ่งที่รู้ๆ มันจินตนาการหมดล่ะ มันโผล่ขึ้นมาในใจของตน แล้วก็มหัศจรรย์ อู๋ย! มันเป็นอย่างนั้นๆ เป็นอะไร เวลากิเลสมันพลิกมันแพลง กิเลสมันอ้างมันอิง กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส กิเลสมันบังเงา ร้อยแปด

เพราะเวลาที่เราฝึกหัดปฏิบัตินี้ เพื่อเราจะเห็น เราจะจับกิเลสให้ได้ แล้วเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติมาแล้วนะ กองทัพธรรมเข้าประหัตประหารกองทัพกิเลส เพราะมันเห็นกิเลส

กิเลสเดี๋ยวมันก็พลิกมันก็แพลง เดี๋ยวมันก็ยันจนหงายท้อง เดี๋ยวมันก็หลอกมาล่อว่าจะบรรลุธรรม เดี๋ยวมันก็พลิกมันก็แพลง มันเป็นเราไง กิเลสเป็นเราไง ธรรมะ กิเลสมันก็อ้างได้

เวลาที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ปฏิบัติแล้ว ทบทวนแล้วทบทวนอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันปล่อย ปล่อย มันไม่มีเหตุมีผล ไม่เอา

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง เวลาปฏิบัติขึ้นไปมันปล่อยหมดเลย อย่างนี้ไม่ใช่พระอรหันต์หรือ

มันไม่มีเหตุมีผล ไม่เอา มันต้องมีเหตุ มันต้องมีผล มันต้องมีที่มา มันต้องมีที่ไป มันมีเริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด

ต้นคด ปลายตรงไม่มี

อันนี้ต้นไม่ได้คด มันมุดลงในภวาสวะ มุดลงในใจ ไม่มีต้นเลยล่ะ จับต้นชนปลายไม่ได้ ล้มลุกคลุกคลาน ปฏิบัติไปให้กิเลสมันบังเงา ให้กิเลสมันย่ำยีอยู่อย่างนั้นน่ะ

กิเลสเป็นทุกข์ๆ นี้การประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ปฏิบัติธรรม ธรรมะเป็นสุขๆ

เวลาที่จิตมันสงบระงับได้มันก็เป็นสุขชั่วคราวๆ แล้วอำนาจวาสนามันก็อ่อนแอขนาดนั้นน่ะ

เวลาเป็นสุขๆ ธรรมะๆ

ธรรมอะไรของมึง ก็มันเสื่อมให้เห็นซึ่งๆ หน้าไง ธรรมมันเป็นสุข มันต้องไม่มีทุกข์สิ แล้วเวลาอมทุกข์อยู่ในใจนั่นน่ะ มันเป็นธรรมได้อย่างไร ทำไมไม่ได้คิดเลย

คนป่วย ถ้ามันมีเชื้อโรค โรคมันอยู่ในร่างกายนั้น เดี๋ยวถ้าร่างกายอ่อนแอ เดี๋ยวมันก็ปะทุ

เหมือนกัน กิเลสมันเป็นกิเลสวันยังค่ำ

เวลาทำความสงบของใจขึ้นมาได้บ้างๆ ปล่อยปละละเลย ประมาทเลินเล่อ ต้นยังไม่ได้เกิดเลยนะ

ถ้าต้นมันจะเกิด จิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้ามีปัญญามันแยกมันแยะแล้ว การฝึกหัดใช้มันต้องฝึกหัด ฝึกหัดคือเริ่มต้น นี่จากปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธินี่สุตมยปัญญาชัดๆ เลย เพราะอะไร

เพราะตรึกตรองธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดๆ นึกคิดธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพื่อเข้าไปแยกแยะกับอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นกิเลส

แล้วกิเลสมันไม่กลัวอะไร กลัวธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้วนๆ

แล้วทั้งจะเป็นภาษาไทย จะเป็นภาษาบาลี จะเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่ เพราะสิ่งนี้จารึกธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราตรึกในธรรมๆ เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

คำว่า ปัญญาอบรมสมาธิ” มันเป็นโลกียะไหม มันเป็นโลกไหม

มันคิดจากเราสามัญสำนึก โลกทั้งนั้น เวลาทำความสงบของใจเข้ามา จิตมันสงบระงับแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าสัมมาสมาธิ ถ้าไม่ฝึกหัด ภาวนามยปัญญามันเกิดอย่างไร แล้วภาวนามยปัญญามันจะใช้ปัญญากับอะไร

ถ้ามันจะใช้ปัญญา ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นไหม เห็นจิตๆ จิตที่ว่ามันเป็นนามธรรมๆ เวลามันจับแล้ว โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ ถ้ามันแยกได้ มันเป็นกองๆ เลย นี่กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึกเป็นกองๆ เลย แล้วมันแยกมันแยะออกมา มันแยก ๕ กองออกจากกัน ถ้ามันแยก ๕ กองออกจากกัน ความรู้สึกนึกคิดจะเกิดขึ้นได้ไหม

แล้วขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด เดี๋ยวความคิดอันละเอียดนะ ละเอียด ละเอียดกว่านี้อีก ไอ้ที่ว่าเป็นกองๆ เดี๋ยวมันจะแวววาวเลยล่ะ แล้วที่ขันธ์อย่างละเอียดในหัวใจ กามราคะ ปฏิฆะ อันนั้นมันต้องใช้มหาสติ มหาปัญญา มันมหัศจรรย์ไปมากกว่านั้นอีก

ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาจากการฝึกหัดภาวนา มันจะเป็นปัญญา มหาปัญญา

นี่เวลาฝึกหัดสัจจะความเป็นจริงไง มันไม่ใช่เรื่องโลกๆ

ธรรมะปนเปื้อน มันเปื้อนไปด้วยกิเลสไง แล้วก็ปฏิบัติโดยกิเลส แล้วกิเลสก็บูชา มันก็ว่าขันธ์ ๕ เหมือนกัน รูป เวทนา สัญญา สังขารเหมือนกัน เพราะอะไร เพราะธรรมและวินัยไง เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ไง แล้วศึกษามาแล้วไง นี่ปริยัติไง ทรงจำไง ทรงจำได้หมดล่ะ แล้วปฏิบัติไป น้อมไปให้เป็นหมดล่ะ น้อมไปโดยกิเลสไง ธรรมะปนเปื้อน ปนเปื้อนด้วยกิเลส แล้วเลยธรรมเป็นพิษ ธรรมเป็นพิษเพราะมันไม่เป็นธรรม

กินอาหารปนเปื้อน อาหารเป็นพิษ ตาย อากาศเป็นพิษ ขาดอากาศหายใจก็ตาย ปฏิบัติธรรมปนเปื้อนๆ ธรรมเป็นพิษ ธรรมเป็นพิษมันก็เป็นกิเลสไง ธรรม ปฏิบัติธรรม บรรลุธรรม มีคุณธรรม

โลกามิสยิ่งใหญ่ ไปตามโลกหมดเลย ธรรมเป็นอย่างนั้นหรือ

ถ้าธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม มีสติเท่านั้นน่ะ มันก็เท่าทันความคิดแล้ว มีสติไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเราเป็นพระ เป็นพระมีศีล ๒๒๗ ศีลสมบูรณ์แบบ มีศีล มีสมาธิ แล้วมีปัญญา มีศีลคือมีรั้วรอบขอบชิดว่าเราเป็นพระ ไม่พูดจาเหลวไหล ไม่พูดจาโป้ปดมดเท็จ มีสมาธิ มีสมาธิคือไม่ล่อกแล่ก มีสมาธิ มีความมั่นคงในชีวิต

ฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าได้ปัญญาขึ้นมา ภาวนามยปัญญามันจะเกิดความมหัศจรรย์ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ เวลาภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากจิต เกิดมาจากหัวใจดวงนั้น ไม่ใช่เกิดจากสมอง ไม่ใช่เกิดจากวิทยาศาสตร์ เกิดจากโลกต่างๆ ทั้งสิ้น สิ่งนั้นมันเป็นปัญญาโลกๆ มันเป็นโลกียะทั้งสิ้น ไอ้ยังพูดแจ้วๆๆ นั้นไม่ใช่

แต่ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา มันจะเร็วเพราะอะไร เพราะเวลาจิตถ้ามันเคลื่อนที่ เวลาปัญญามันว่องไว ความคิดเร็วกว่าแสงๆ เวลาภาวนามยปัญญาเกิดขึ้น มันเร็วยิ่งกว่าแสง มันเท่าทันความคิดทั้งสิ้น มันจับความคิดมา เพราะอะไร

เพราะเป็นสงครามธาตุ สงครามขันธ์ สงครามธรรมกับสงครามกิเลสที่มันเกิดขึ้น มันเข้าต่อสู้กันโดยบนหัวใจของเรา มันจะหมุนติ้วๆ แล้วเราจะมีสติมีปัญญา เราจะมีความสุขของเรา เราจะมีความมุมานะของเรา มันจะมีความเพียรไง

ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะที่การกระทำ มักน้อยสันโดษ มันน้อยสันโดษจากปัจจัยเครื่องอาศัย แต่มันจะเพิ่มสติ เพิ่มปัญญา เพิ่มแนวทางในการปฏิบัติในหัวใจของตนอีกมากมาย ถ้าอีกมากมายขึ้นมา เห็นไหม

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมาแล้ว ท่านแก้จิตๆ เพราะท่านได้แก้กิเลสในใจของท่านแล้ว แล้วถ้ามันเท่าทันกิเลสในใจของท่าน ท่านมาแก้จิตของลูกศิษย์ลูกหา ธรรมทายาทๆ ที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอบรมมานี่ แก้แต่ละชั้นแต่ละตอนขึ้นมา แต่ละบุคคล คู่ ๑ คู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ๔

เวลาคู่ ๑ ขึ้นมา โอ้โฮ! มันทุกข์มันยากขนาดไหน เวลามันทุกข์มันยาก เริ่มต้นภาวนาไม่ได้ ภาวนาไม่เป็นไง แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้ว เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ถ้ามีดวงตาเห็นธรรม นี่พาดกระแส เท้าพาดฝั่งแล้ว

แต่ถ้าอยู่ในโอฆะ อยู่ในวัฏสงสาร ป๋อมแป๋มๆ อยู่กลางทะเลนั่นน่ะ จะทุกข์จะยาก แล้วมันมีฉลาม มันมีสัตว์ร้ายเข้ามากัดทำลายชีวิต มันทุกข์มันยาก มันหวาดมันระแวง มันทุกข์ไปหมดล่ะ

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา ด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่การประพฤติปฏิบัติ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไง นี่เท้าเข้าถึงฝั่ง พาดกระแส

เท้าเข้าถึงฝั่ง พาดกระแส มันเกิดมาจากไหน

มันไม่ใช่ธรรมะปนเปื้อน

เพราะธรรมะปนเปื้อน เป็นสมาธิก็สมาธิที่กิเลสตัณหาความทะยานอยาก เป็นธรรมๆ ก็เป็นธรรมเป็นพิษ เป็นพิษเพราะทำลายตนเอง เป็นพิษเพราะทำลายอำนาจวาสนาของตนที่เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ มาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา จะเอาความเป็นจริงขึ้นมา เราจะจับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทุกข์ สมุทัย ตัณหาความทะยานอยากที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้ววิปัสสนาขึ้นไป เวลามันชำระล้าง มันดับหมด สำรอก ขาด ดับหมดโดยความเป็นสัจจะความจริง อริยทรัพย์ นี่เท้าถึงฝั่ง

เท้าถึงฝั่งแล้ว คนที่เท้าถึงฝั่งไม่ต้องตะเกียกตะกาย ไม่ต้องป๋อมแป๋มๆ อยู่ในโอฆะ มันต่างกันมากน้อยขนาดไหน

สถานะของจิตแตกต่างไปเลย แล้วสถานะของจิตที่มันมีวิหารธรรมในหัวใจของตนไม่สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำ มันเป็นความจริงนะ ถ้าเป็นความจริง ความจริงจากใจดวงนั้นเพราะอะไร

บุคคลคู่ที่ ๑ ก็ยังขวนขวายขึ้นมาเป็นบุคคลคู่ที่ ๒ บุคคลคู่ที่ ๒ ก็พยายามขวนขวายขึ้นไปให้เป็นบุคคลคู่ที่ ๓ บุคคลคู่ที่ ๓ ให้เป็นบุคคลคู่ที่ ๔ บุคคล ๔ คู่ จิตมหัศจรรย์ เวลาจิตมหัศจรรย์นี่ไง

สิ่งที่เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่ถ้าเป็นโลกๆ เป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องกิเลส ถ้าธรรมมันปนเปื้อน ปนเปื้อนด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก สมาธิก็สมาธิที่เป็นพิษ ถ้าเป็นธรรมๆ ก็เป็นธรรมที่เป็นพิษ เป็นพิษขึ้นมาก็ทำให้การประพฤติปฏิบัติของตนเหลวไหล

การประพฤติปฏิบัติของตนวังวนอยู่ในกิเลส ทั้งๆ ที่เรามีอำนาจวาสนาที่มาจะประพฤติปฏิบัติให้ทำตามความเป็นจริง เราไม่ใช่ปฏิบัติไปตามอุบาสก อุบาสิกาที่เขาปฏิบัติกันอย่างนั้น

เขาปฏิบัติกันอย่างนั้น สาธุนะ เขาก็เป็นคนดี เขาก็เป็นชาวพุทธ แต่เขาประพฤติปฏิบัติ กิเลสเป็นทุกข์ๆ ธรรมะเป็นสุขๆ แต่มันก็สุขในวัฏฏะไง

คนจะวิวัฏฏะๆ แยกออกไป เพราะอะไร

เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เกิดอีก ๗ ชาติ เกิดที่ไม่สิ้นสุด นี่เวลาเท้าถึงฝั่งมันรู้ มันเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เพราะมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ

ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย

แล้วจิตที่มันเป็นๆ มันไม่เป็นตามข้อเท็จจริงในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม เวลาปฏิบัติไปมันเป็นแต่ความเข้าใจของตน

น้ำใสแล้วจะเห็นตัวปลา ปลามันจะเข้ามาชน ชนกับลอบกับไซที่เราดักไว้ แล้วเราจะจับมันได้

มันเป็นจริงตรงไหน กิเลสมันเป็นอย่างนั้นไหม

กิเลสมันเป็นนามธรรม ความอยาก อนุสัยมันนอนเนื่องมากับใจ มันครอบครองหัวใจของตน

เราศึกษาธรรมๆ ประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธ ตามวัดตามวาเขาเขียนตัวอวิชชาเป็นยักษ์เป็นมารเลย

เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส

มันเป็นยักษ์เป็นมารไหม ผ่องใสจนเราต้องไปยอมจำนนกับมันน่ะ คนที่ปฏิบัติไม่มีครูบาอาจารย์แก้ มันจะรอดพ้นไปได้อย่างไร เพราะมันมหัศจรรย์

แล้วมันนี่ไง กิเลส อุปกิเลส ความว่าง ความผ่องใส อุปกิเลสทั้งนั้น สิ่งที่ผ่องใส สิ่งที่เป็นนามธรรม กิเลสทั้งหมด

ที่ไหนมีจิต ที่นั่นมีภพ ที่ไหนมีความรู้สึก ที่นั่นมีตัวตน

ที่ไหนๆ ก็ในใจเราทั้งนั้นน่ะ

แล้วเวลามันเป็น ที่ไหนก็ว่างหมดไง ที่ไหนเวิ้งว้างๆ

กิเลส อุปกิเลส

กิเลสหยาบๆ เห็นไหม กิเลสเป็นทุกข์ เป็นทุกข์เป็นยาก เป็นความหิว เป็นความโหย เป็นความกระหาย เป็นความไม่ได้ดั่งใจ กิเลส

เป็นสุขๆ สมความปรารถนาได้ดั่งใจ ทำสิ่งใดได้ผลประโยชน์ มันเป็นความสุข ธรรมะเป็นสุขๆ

นี่กิเลส กิเลสของมนุษย์

เวลาปฏิบัติขึ้นไป นี่ไง สิ่งที่ว่าอุตตริมนุสธรรมไง ฌานสมาบัติตั้งแต่สมาธิขึ้นไป แล้วเวลาทำสมาธิ เวิ้งว้างๆ แล้วกิเลสอย่างละเอียดไง กิเลสที่เป็นนามธรรมไง

กิเลสที่เป็นวัตถุที่เราจับต้องได้ที่เป็นทุกข์เป็นยาก เรารู้ว่านี่กิเลส เพราะมันขัดแย้งกับหัวใจ มันขัดแย้งกับหัวใจเรา มันไม่สมความปรารถนา เป็นทุกข์ทั้งหมดเลย

แล้วมันเวิ้งว้างๆ อุปกิเลสครับ อุปกิเลส ๑๖ กิเลสทั้งนั้น

ถ้าธรรมะมันปนเปื้อน ธรรมะปนเปื้อน ธรรมมันก็เป็นยาพิษ เวลาผู้ปฏิบัติก็ล้มเหลว แล้วปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แต่ปฏิบัติเป็นมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติบูชาไปไง ตามโลกๆ เขาไง โลกปฏิบัติอย่างไรก็ชื่นชมไปกับเขา

แต่ถ้าเราปฏิบัติแล้วไม่เชื่อ สติมันยับยั้งความรู้สึกนึกคิดได้ สมาธิก็ให้เราเป็นสุข แล้วมันเป็นสมาธิก็คลายออก ปัญญาๆ ยังไม่เกิด

ถ้าปัญญามันเกิดขึ้นมาโดยความชอบธรรม มันจะรู้เลย อ๋อ! ภาวนามยปัญญา ปัญญาเป็นอย่างนี้ มันถึงแยกวิปัสสนาธุระกับคันถธุระ

คันถธุระนั่นน่ะโลกียปัญญา ปัญญาของโลก ปัญญาของจิตวิญญาณ ปัญญาของผู้มีชีวิตนั้น นั่นน่ะโลกียะทั้งหมด เพราะมันเกิดจากจิต มันเกิดจากอวิชชา มันเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน นี่โลกียปัญญา

แล้วถ้าเป็นภาวนามยปัญญา สมาธิยังทำไม่เป็น ทำไม่ได้ มันเกิดภาวนามยปัญญาไม่ได้ สิ่งที่เกิดก็เหมือนกับปริยัตินั่นแหละ นี่ไง ภาคปริยัติ สิ่งที่เกิดขึ้น โลกียะ คือเกิดจากตัวจากตนของตนทั้งสิ้น

ภาวนามยปัญญา เห็นไหม จิตนี้เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาเกิดจากจิตนั้น ถ้าสมาธิมันมั่นคง มันก็ใช้ปัญญานั้น มันก็ก้าวเดินไปได้ ถ้าก้าวเดินสักพักหนึ่ง สมาธิมันอ่อนแอลงนะ มันเป็นสัญญาแล้ว

สัญญาคือการเปรียบเทียบเทียบเคียงของเดิมๆ ถ้าของเดิม ถ้าเป็นสัญญา มันก็เป็นโลกียะนั่นแหละ แต่มันเป็นสัญญา

สัญญานี้ร้ายกาจนัก เพราะมันเกิดสัญญาแล้ว เราจะยึดมั่นความรู้ความเห็นอันนั้น ถ้ายึดมั่นความรู้ความเห็นอันนั้นก็เข้าใจว่าจะเท่าทันกิเลสๆ

มันเป็นสัญญา มันเป็นโลกียะ มันจะเข้ากับโลกุตตระได้อย่างไร

ถ้าโลกุตตระ เวลาพิจารณาไปแล้วมันปล่อย โอ้โฮ! โอ้โฮ! มันยังไม่มีขณะ มันยังไม่สมุจเฉท การปล่อยๆ นี่ตทังคปหานชั่วคราวๆ การปล่อย ปล่อยจริงๆ แต่มันปล่อยแบบไม่สะเด็ดน้ำ มันปล่อยด้วยกำลัง มันปล่อยด้วยความอุตสาหะ มันปล่อยด้วยความเพียร แต่มันปล่อยมากปล่อยน้อยขนาดไหน มันปล่อย เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก มันปล่อยแล้ว เดี๋ยวมันก็ฟูมาอีก มันปล่อยแล้ว เดี๋ยวก็ล้มลุกคลุกคลานอีก มันอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าไม่มีวาสนา ไม่มีวาสนาก็หลงเชื่อมันไป

แต่ถ้าคนมีวาสนา เคยหลงเชื่อไปแล้ว แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้วเดี๋ยวกลับมา อ้าว! ก็ไหนว่ามันตายแล้วไง มันตายแล้วทำไมมันทิ่มมันแทงอยู่อย่างนี้ แสดงว่ามันไม่ตาย แสดงว่าไม่ได้สมุจเฉทปหาน

ชั่วคราวๆ กิเลสมันสลบไป เพราะด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยความอุตสาหะของเรา แล้วพอกิเลสมันสลบไง พอมันฟื้นขึ้นมานะ มันเอาหนักกว่าเก่า มันละเอียดกว่าเก่า มันพลิกแพลงกว่าเก่า เพราะมันรู้แล้วไง

ถ้ากิเลสมันยังไม่รู้นะ เราทำ กิเลสมันก็ผิดพลาดได้บ้าง แต่เวลาถ้ามันเคยพ่ายแพ้ มันเคยโดนการกระทำแล้ว มันจะยิ่งพลิกตัวมันขึ้นมาให้ฉลาดกว่านั้น ให้ทำให้พลิกแพลงกว่านั้น ไอ้การปฏิบัติมันถึงยากขึ้นไปอีก

ถ้ายากขึ้นไป เราก็พิจารณา เพราะอะไร

กิเลสเป็นเราไง เพราะเรามีอวิชชา เราเกิด มันถึงอยู่กับเรานี่ไง แล้วเรามีอำนาจวาสนา เราบวชเป็นพระ เรามาประพฤติปฏิบัติ เราจะปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไง

เราปฏิบัติ มันเป็นธรรมชาติ มันต้องมีปนเปื้อนโดยกิเลส เพราะเรามีกิเลสโดยข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่วิธีการปฏิบัติๆ เขาให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ให้เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิโดยความชอบธรรม ถ้าเรายกขึ้นสู่วิปัสสนาก็ฝึกหัดใช้ปัญญา ก็ฝึกหัดใช้ปัญญาโดยความชอบธรรม ไม่ให้มันปนเปื้อนโดยกิเลส

แต่พอมันพิจารณาไปแล้ว พอสมาธิมันอ่อนแอลง สมาธิมันเบาบางลง สิ่งที่เป็นสัญญานั่นน่ะปนเปื้อนร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้ามันปนเปื้อน ปนเปื้อนร้อยเปอร์เซ็นต์ การวิปัสสนานั้นมันก็เป็นธรรมเป็นพิษ มันก็เป็นประโยชน์ที่ล้มลุกคลุกคลาน ว่าจะไม่ได้ มันก็ได้สัญญา ได้ความจำไง แต่ความเป็นจริงมันไม่เกิดไง

ถ้าความเป็นจริงมันเกิด เราต้องกลับมาทำความสงบของใจ คนที่ฉลาด ถ้ามันใช้ปัญญาไปแล้วล้มลุกคลุกคลาน กลับ วางไว้ กลับมาทำความสงบของใจเข้ามา พอทำความสงบของใจเข้ามา พอจิตมีกำลังแล้วยกขึ้นไปสู่วิปัสสนาด้วยกำลัง ด้วยความสดชื่น ด้วยความพร้อม ด้วยความฟิต ใช้สติปัญญา ปัญญาภาวนามยปัญญาเกิดอีกแล้ว ไม่ใช่สัญญา

ไอ้นี่สัญญาๆ ธรรมปนเปื้อน ปนเปื้อนโดยกิเลส ปนเปื้อนโดยโลก ปนเปื้อนด้วยความเข้าใจผิด มันปนเปื้อนไปหมด มันก็เลยธรรมเป็นพิษ เป็นพิษเพราะปฏิบัติแล้วยอมจำนนกับกิเลส โลกก็เลยเป็นใหญ่ ธรรมไม่เป็นใหญ่

ถ้าธรรมเป็นใหญ่ สติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบ

วิหารธรรมนะ ธรรมนั้นยิ่งใหญ่เพราะอริยทรัพย์ อริยบุคคล ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่กัลยาณชน โสดาปัตติมรรคนั้นระหว่างความขวนขวายกระทำ เหตุ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ไม่มีเหตุสมดุลสมควรพอดี ผลเกิดขึ้นไม่ได้ มันจะเป็นธรรมปนเปื้อน แล้วธรรมเป็นพิษ เป็นพิษเพราะมันทำลายความเพียร ทำลายความวิริยะ ทำลายการเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วจะทำจริงทำจังของเราขึ้นมาให้เป็นสัจธรรม ให้เป็นวิหารธรรม ให้เป็นอกุปปธรรมในใจ

มันทำไม่ได้

ทำไม่ได้ก็ขวนขวาย บารมีเกิดจากการสะสมเพิ่มพูน บารมีเกิดจากความเป็นมนุษย์ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่าแล้ว แต่คุณค่า กิเลสมันยิ่งใหญ่กว่า กิเลสมันซับซ้อนกว่า กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายมากกว่า เราถึงได้พยายามขวนขวาย

ถ้ายังขวนขวาย ยังซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ สัจจะ มีสัจจะในการกระทำของตน อย่าเหลวไหล อย่าอ่อนแอ อย่าไหลตามกิเลสไป

ไหลตามกิเลสไป เราเข็นครกขึ้นภูเขา เวลาครกมันหล่นมา กลิ้งมาทับเราแบนแต๊ดแต๋ แล้วเจ็บปวด มีบาดแผล มีการกระทำแล้วมันฝังใจ

แต่ถ้าเป็นบัณฑิต ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี เราฝึกหัดปฏิบัติ ทำไมจะทำไม่ได้ เวลาทุกข์ทางโลก ตกนรกอเวจีมันแสนทุกข์แสนยาก มันยอมจำนน กิเลสมันครอบงำ มันก็ไหลไปตามมัน

แต่ขณะนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านทำสมความปรารถนาของท่าน

แล้วเราก็พยายามขวนขวายอยู่ เพียงแต่มันปนเปื้อนโดยกิเลส ปนเปื้อนโดยความเห็นผิด เราก็พยายามทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เราก็พยายามแยกแยะขึ้นมาให้มันเป็นความจริง อย่าเอาธรรมะเป็นพิษเข้ามาในใจของตน ล้มลุกคลุกคลาน มีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจ

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ท่านได้มาแบบลอยมาจากฟ้า ได้มาแบบลาภหล่นใส่ศีรษะท่านอย่างนั้นหรือ

อ่านประวัติครูบาอาจารย์สิ ท่านทุกข์ยากขนาดไหน ท่านขวนขวายขนาดไหน ด้วยบารมีธรรมของท่าน ท่านถึงปฏิบัติของท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง