ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

กิเลสซ้อน

๒๓ ธ.ค. ๒๕๖๖

กิเลสซ้อน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๙๔. เรื่อง “เรือนยอดสามหลัง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูรบกวนถามหลวงพ่อเจ้าค่ะ

นั่งสมาธิเริ่มมีความรู้สึกเกิดขึ้น จิตมีความฟุ้งเป็นบริเวณ วางแล้วสบาย บางครั้งมีความรู้สึกที่จับความกระเพื่อมก็วาง หนูก็มองไปตรงจุดที่มันกระเพื่อมขึ้นมาว่าเรือนยอด กิเลสมันอยู่ตรงนั้น มันก็ไม่เห็น ถ้าจะเห็นเรือนยอดกิเลสต้องวางต่อๆ ไปแบบนี้เรื่อยๆ ใช่ไหมเจ้าคะ เราจะเห็นมันได้อย่างไรเจ้าคะ กราบขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : ไอ้เรือนยอดๆ เราเป็นคนเทศน์ แล้วเทศน์ช่วงหลังๆ นี่เทศน์บ่อย เทศน์บ่อยเพราะอะไร เพราะเราพูดแล้วเราเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ มันเป็นผลกระเทือน กระเทือนตรงไหน

กระเทือนเราไปฟังพระเทศน์ๆ น่ะ เราได้ยินเขาพูดว่า “เรือนยอดมันยอด ยอดอย่างนี้เลย”

ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนะ คำว่า เรือนยอด” มันอยู่ในพระไตรปิฎก เรือนยอดของเรือนสามหลัง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หักลงแล้ว การที่หักลงแล้วมันหักอวิชชา หักอวิชชาเพราะว่าเรือนยอดของเรือนสามหลังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง คือลูกสาวพญามาร พญามารนี้เป็นเรือนยอดของเรือนสามหลังไง

ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเป็นกิเลสที่ชาวพุทธรังเกียจเดียดฉันท์ฉันมาก แต่เรือนยอดของมัน มันเป็นอวิชชา

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส

ไอ้จิตผ่องใสๆ ไอ้เรือนยอดของกิเลส พระนักปฏิบัติบอกว่านั่นน่ะคือนิพพาน

เมื่อก่อนเขาเกิดการโต้แย้งกันไงว่า จิตผ่องใสมันเป็นนิพพาน กับจิตผ่องใสเป็นนิพพานมาเกิดทำไม เราว่านิพพานมันไม่เกิด นิพพานมาเกิดอีก มันเลยกลายเป็นสัพเพเหระกันอยู่นี่ไง

ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง เรารู้ได้เพราะว่าโลภ คนมันก็รู้ว่าใครโลภ หลงก็รู้ว่าหลงแล้วมันทุกข์มันยาก เวลามันโกรธใครๆ ก็รู้ได้ แต่มันมาจากไหนมันไม่มีใครรู้ไง ถึงจะรู้มันก็ไม่รู้จักที่มาที่ไปไง

เราเทศน์เอง แล้วเราย้ำเอง

ฉะนั้น เวลาเราเทศน์เองย้ำเอง ให้เห็นว่า ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจริงมันเป็นบุคคล ๔ คู่ บุคคล ๔ คู่เวลาที่มันชำระล้างกิเลสตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่บรรลุธรรม สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันเด็กๆ คำว่า เด็กๆ” เด็กๆ ในพระพุทธศาสนาไง

เวลาอนาถะ เวลาลูกสาว ลูกสาวเขาเป็นสกิทาคามี เวลาลูกสาวจะตาย พ่อไปเยี่ยมไง

“น้องชายๆ”

น้องชายก็บรรลุธรรม โสดาบันก็เป็นน้องชาย เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ ไง

บุคคลคู่ที่ ๒ เขาบอกว่า “น้องชาย”

อนาถะก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เสียใจมากว่าลูกสาวตายด้วยความหลง ด้วยความพร่ำเพ้อ

พระพุทธเจ้าบอก ไม่ใช่หรอก เขาพูดถูก เพราะว่าเขาอยู่สูงกว่าไง

เห็นไหม อนาถบิณฑิกเศรษฐีไง แล้วอนาถบิณฑิกเศรษฐี เวลาไปฟังเทศน์ของพระสารีบุตรไง พระสารีบุตรเทศน์ถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง เทศน์ถึงอสุภะอย่างนี้

อนาถะบอก เสียใจมาก ทำไมญาติโยมไม่ได้ฟังธรรมอย่างนี้บ้างล่ะ มีแต่นักปฏิบัติ มีแต่วงในได้ฟัง

แล้วพระสารีบุตรก็ไปรายงานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าติเลย เธอสอนบุคคลต่ำๆ อย่างนั้นหรือ ทำไมไม่สอนถึงเรือนยอด สอนถึงที่สุดเลย

ในพระไตรปิฎกนะ เวลาภาวนาเป็น เวลาท่านสนทนากันมันจับได้หมดน่ะว่าพูดถึงตรงไหน พูดถึงขั้นไหน ถ้ามันเป็นจริง

เรานี่อ่านพระไตรปิฎกสองรอบ เหตุที่อ่านพระไตรปิฎกเพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าหลวงปู่มั่นท่านรื้อค้นค้นคว้า พอหลวงปู่มั่นท่านรื้อค้นค้นคว้า เพราะหลวงปู่มั่นเป็นพระปฏิบัติ พระป่า หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นนักศึกษา ท่านเรียนจบบาลีมาก่อน ท่านรู้

ฉะนั้น เวลาเราภาวนาแล้ว จะหลุดปาก เวลาเราภาวนาแล้วเราก็มารื้อค้น อ่านหมดน่ะ ในพระไตรปิฎกนี่สองรอบ เพื่ออะไร เพื่อไม่ให้พวก ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคมันมาหลอกกู

เวลาพูดอะไร เวลาตอนที่หลวงตาตอนที่ว่าน้ำตาแตกๆ  อาจารย์มหามกุฏ ๗ ๘ ประโยค เกือบ ๑๐ องค์มาโต้กับเรา ว่าพระอรหันต์ร้องไห้ได้อย่างไร พระอรหันต์ ร้อยแปด

นี่พูดถึงว่าเวลาอ่านพระไตรปิฎก อ่านแล้วมันเข้าใจหมด เห็นหมดน่ะ

ฉะนั้นว่า เรือนยอดๆ เรือนยอดนั่นน่ะคือพญามาร เราได้หักลงแล้ว แล้วหักอย่างไร คนมันไม่รู้หรอก ไอ้แค่ทำสมาธิยังทำไม่เป็นเลย

ไอ้นี่ผู้ถามก็เหมือนกัน “เรือนยอดของเรือนสามหลัง”

ไอ้นี่ก็ขี้ปาก ฟังขี้ปากไปแล้วไปปฏิบัติ แหม! หนูวางๆ อยากจะเห็นเรือนยอด

อีกร้อยชาติ ไร้สาระ

โธ่! แค่เห็นสติปัฏฐาน ๔ ยังทำไม่ได้เลย เห็นกิเลสยังรู้จักไม่ได้เลย แหม! จะเห็นเรือนยอดเชียว

ไอ้ที่เขียนมามันเขียนมาแซะ แหม! ถ้าจะเห็นเรือนยอดของกิเลสทำอย่างไร

เห็นเรือนยอดกิเลส มึงก็หลับตาลงสิ จักขุญาณน่ะ เวลามันเห็น มันเห็นที่ใจนู่น

แล้วเห็นอย่างไร จะรู้ได้อย่างไร

นี่มันแซะเฉยๆ ไง ฉะนั้น เราถึงบอกว่ามันฟังแล้วมันสะอิดสะเอียน เวลาให้เขาไปหลอก คนนู้นหลอกคนนี้หลอกน่ะชอบ ก้มลงกราบแล้วบรรลุธรรมนั่นน่ะ ขยับก็รู้ เก่ง เวลาไปให้คนอื่นหลอก แหม! ชื่นชม พอได้ยินเรือนยอดของเรือนสามหลัง ฟังไม่ได้ มันขัดหู มันรู้ด้วยไม่ได้

พอฟุ้งซ่านก็วาง รู้แล้วก็วาง พอวางแล้วก็อยากจะเห็นเรือนยอด แล้วเห็นเรือนยอดมันจะเห็นอย่างไรคะ

เรือนยอดก็เต็นท์ไง กางเต็นท์น่ะ เรือนยอดเรือนเต็นท์ โอ้โฮ! ถ้าเป็นพระเขาแขวนกลดนะ เรือนยอดก็หลังกลดนั่นไง แบบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ

ฝึกหัด เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติ เครื่องอยู่ของใจๆ ผูกใจเอ็งไว้ให้อยู่กับที่อยู่กับทางก่อน ผูกใจไว้ ทำความสงบของใจเข้ามา

แล้วทำความสงบของใจก็ทำไม่ได้ ทำความสงบของใจก็ทำไม่เป็น แล้วเวลามันฟุ้งซ่านก็ทุกข์ยาก แล้วเห็นเขาประพฤติปฏิบัติ เขาหลอกเขาลวงก็ชอบไปกับเขา ที่ไหนเขาเป็นอุปาทานหมู่ เป็นหมู่คณะ แหม! มันสบายๆ ไปที่ไหนมันก็สบาย

สบายสิ มันหลอกแดกอยู่นั่นน่ะ มันมีกิจกรรมทำให้มึงสบายอยู่นั่นแหละ ฟุ้งซ่านก็อยู่นั่น ขวนขวายกันอยู่นั่น จัดพิธีกรรมก็ไม่มีวันสิ้นสุด เริ่มจะปฏิบัติ ง่วงนอนหมดแล้ว เวลามันจะปฏิบัติมันกำลังหาหมอนหาเสื่อ แต่เวลาเตรียมที่เตรียมทางล่ะเก่ง อย่างนั้นน่ะสบายๆ

สบายกิเลสไง กิเลสมันพาสบาย ขยับก็รู้ นั่งคุยกันบรรลุธรรม

เรือนยอดของเรือนสามหลัง มันอยู่ในพระไตรปิฎก แล้วในพระไตรปิฎก เวลาคุยกัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีพระโสดาบัน ลูกสาวเป็นพระสกิทาคามี ครูบาอาจารย์เป็นพระสารีบุตร เวลาพระสารีบุตรไปทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระหนาบเอาเลย

“สารีบุตร เธอสอนต่ำทรามอย่างนั้นหรือ ทำไมเธอไม่สอนให้ถึงที่สุด”

สอนแบบต่ำทราม พระอนาคามีนี่ต่ำทรามหรือ ต่ำทรามมันยังไม่ถึงที่สุดไง

นี่เวลาพระพุทธเจ้าสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร อนาคามีนั่นมันต่ำทราม ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฐานของเรือนยอดของเรือนสามหลังมันต่ำทราม ทำไมไม่สอนถึงเรือนยอด ทำไมไม่สอนถึงอวิชชา ทำไมไม่สอนถึงพญามาร เธอสอนต่ำทรามอย่างนั้นทำไม

นี่พระสารีบุตรนะ อยู่ในพระไตรปิฎก

เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติแล้ว เวลาไปศึกษา ไปอ่านแล้วมันเข้าใจ

แต่เวลาผู้ที่เรา เรามีกิเลส เรายังประพฤติปฏิบัติไม่เป็น แล้วเราเกิดเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราต้องศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ศึกษาธรรม ศึกษาพระไตรปิฎก ศึกษาบาลีไวยากรณ์จบ ๙ ประโยค แล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้เรื่อง ยืนยัน ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง ถ้ารู้ เขาจะเข้าใจของเขาหมด ถ้ารู้ ใจเขาจะเป็นธรรม ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง ทำภาวนาไม่เป็น ทำสมาธิไม่เป็น

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมดาของคนมันก็เกิดความสงสัยเป็นเรื่องธรรมดา เวลาสงสัยขึ้นมา แล้วปฏิบัติไปแล้ว เวลากิเลสมันพลิกมันแพลง มันงงนะ

เจ้าคุณอุบาลีฯ ไง เจ้าคุณอุบาลีฯ นักปราชญ์ราชบัณฑิตของเมืองไทย เป็นผู้วางรากฐานของการศึกษา นี่เวลาหลวงปู่มั่นท่านปรึกษา ท่านปรึกษาอย่างนั้น

นักปราชญ์ราชบัณฑิตกับนักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาคุยกัน เขาสนทนาธรรมกัน เขาประพฤติปฏิบัติกัน ระหว่างพระหลวงปู่มั่นกับระหว่างเจ้าคุณอุบาลีฯ นักปราชญ์ด้วยกัน

ไอ้พวกประชาชนไม่รู้เรื่อง ไอ้คนที่สมองไม่ถึง ไร้สาระ เวลาเขาคุยกัน เขาสนทนาธรรมกัน เขาแก้ไขกัน นั่นน่ะเวลาเขาเอาจริงเอาจัง เขาเอาจริงเอาจังอย่างนั้น

แหม! อยากจะรู้เรือนยอดของเรือนสามหลัง

ภาวนาให้ตาย ตายแล้วก็ไม่รู้ ไร้สาระ

ถ้ามันเป็นสาระความจริง เห็นไหม ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน จิตให้มันสงบระงับเข้ามาก่อน

ไอ้เรือนยอด ช่วงท้ายๆ เราย้ำบ่อย ย้ำบ่อยเพราะว่าให้คนได้รู้จัก

แล้วเราเห็นเลย เราฟังเทศน์อยู่ อู๋ย! มันยอดเยี่ยม เรือนยอด เอาไปโม้กันต่อ เรือนยอดอะไร เพิ่งนึกได้สิ นึกได้เพราะอะไร นึกได้เพราะว่าได้ยินได้ฟังไง แล้วไปจินตนาการ อู้ฮู! เมื่อก่อนทำไมกูจินตนาการไม่ได้วะ เพราะมันไม่มีใครสะกิดไง

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้จิตๆ ไง หลวงปู่มั่นแก้จิตๆ ไง ถ้าเขาไม่ได้แก้ เขาไม่ได้ชี้นำ มึงรู้ไม่ได้หรอก ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ในพระไตรปิฎก ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว มันเป็นสาธารณะนะ พระไตรปิฎกเป็นสมบัติกลาง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ศาสดาของเราครอบสามโลกธาตุ ใครๆ ก็ศึกษาได้ ใครๆ ก็ค้นคว้าได้ ถ้ามันไม่รู้จริงไม่เห็นจริง มันไม่มีรสไม่มีชาติ

แต่คนที่เขารู้จริงเขาเห็นจริงของเขาเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป นั่นเป็นสัจจะเป็นความจริง มันเป็นธรรมขั้นสุดยอด ขั้นละเอียด

ไอ้นี่ แหม! มันฟุ้งมันซ่าน มันทุกข์มันยาก อยากจะเห็นเรือนยอด

อีก ๕๐๐ ชาติ อีก ๕๐๐ ชาติแล้วค่อยมาเห็นนะ สมาธิทำให้เป็นก่อน ปฏิบัติให้มันอยู่ในวงปฏิบัติ ปฏิบัติไปลุ่มๆ ดอนๆ ปฏิบัติไว้ขี้โม้ ปฏิบัติไว้อวดกัน ปฏิบัติไว้คอยแซะกันไง

เรือนยอดของเรือนสามหลัง เรือนยอดของเรือนสามหลังมันถึงที่สุดนะ มันสุดยอดของมัน

ฉะนั้น ทำสมาธิให้เป็นก่อนเถอะ ทำความสงบของใจตัวเองให้ได้ แล้วจะเห็นกิเลสมันเห็นอีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมันในการประพฤติปฏิบัติ

ไม่ใช่ขยับก็รู้ คุยกันทั้งวันทั้งคืนแล้วบรรลุธรรม มันเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะวุฒิภาวะของชาวพุทธมันอ่อนแอขนาดนั้นน่ะ มันถึงให้ใครๆ ก็มาหลอกได้

ใครๆ ก็บอกว่านับถือพระพุทธศาสนาๆ

พระพุทธเจ้าเอ็งกับพระพุทธเจ้าข้าคนละองค์แล้วกันแหละ พระพุทธเจ้าของเราให้มีสติ ให้มีปัญญา ให้อย่าเชื่อใครง่ายๆ กาลามสูตร แม้แต่มันจะโม้ขนาดไหนก็ไม่เชื่อมัน มันจะพูดขนาดไหน มันจะขยับขนาดไหนก็ไม่เชื่อมัน ไม่เชื่อใครทั้งสิ้น เพราะเป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ ให้เชื่อในการประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงอันนี้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๙๕. เรื่อง “กายเละ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมฝึกจินตนาการกายซ้ำๆ เป็นขั้นเป็นตอน เน่าเปื่อยละเอียดชัดเจน มีของเสียไหลออกมาจากทวาร กายบวม หนังเปื่อย และไส้แตกลงมากองกับพื้น กระดูกกร่อนเหมือนเปลือกไม้ สลายถึงฟัน ส่วนระหว่างวัน ระวังอารมณ์มาก พยายามไม่พูดธรรมะ ไม่ยุ่งกับคนอื่น

คำถาม

๑. ปกติผมพุทโธนำร่องก่อน เพราะการตั้งภาพต้องใช้กำลัง แต่ช่วงนี้พอพิจารณาภาพไป ใจกลับยิ่งสงบลงมั่นคง แต่ภาพไม่ต่อเนื่อง จึงไล่ตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นก้อนเลือดมาเป็นกายปัจจุบันแล้วเน่าเปื่อย อันนี้ควรปรับปรุงอย่างไรครับ

๒. เคยได้ยินมาว่า ถ้าสัมผัสศพแล้ว เวลาพิจารณาอสุภะจะชินชา ผมล้างป่าช้าบ่อยๆ จะกระทบไหมครับ

๓. การพิจารณาขนลุกรุนแรงเหมือนระเบิดติดต่อกันหลายนาทีก่อนจะสงบ อันนี้ผิดปกติไหมครับ

ตอบ : นี่ไง ถ้ามันจะเริ่มต้น เริ่มต้นด้วยสติปัญญา ถ้าด้วยสติด้วยปัญญา มันมีสติปัญญาวินิจฉัย ถ้ามันวินิจฉัย สิ่งใดที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาก็เป็นจริงเป็นจัง สิ่งใดไม่จริงไม่จังมันก็ผ่านเนื่องไป

ไอ้เรื่องที่ว่า จะทำแล้วจะบรรลุธรรม จะเข้าใจธรรม

ให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเถอะ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันรู้ของเรา มันชัดเจนในใจของเรา ถ้ามันไม่ชัดเจนในใจของเรา เห็นไหม เพราะเริ่มต้นการปฏิบัติยาก ยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นนี่แหละ เริ่มต้นกว่าจะจับพลัดจับผลูให้มันสงบระงับเข้ามาตั้งมั่นของมันได้ แล้วตั้งมั่นของมันได้ มันจะผิดมันจะถูกล่ะ ทำสิ่งใดมันเลอะมันเลือนของมันเป็นธรรมดา ธรรมดาเพราะอะไร

เพราะมันปุถุชนคนหนา มันหนา มันหนาโดยกิเลส มันโทษใครไม่ได้หรอก กิเลสมันเป็นแบบนี้ แล้วมันครอบงำโดยอำนาจของมันโดยข้อเท็จจริง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก

แล้วเวลาตรัสรู้ธรรมไง มารมันดิ้นพราดๆๆ มันคร่ำครวญนั่นน่ะ “เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นมือเราไปแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นมือเราไปแล้ว”

เราพูดทุกวันเพราะให้เห็นอะไร ให้เห็นว่าไอ้กิเลส ไอ้ตัณหาความทะยานอยากมันยึดมั่นถือมั่น มันครอบงำทั้งหมด แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวที่ตรัสรู้ไป พญามารมันยังไม่ยอม ร้องไห้คร่ำครวญ แล้วมันอยู่ในพระไตรปิฎกเหมือนกัน

รู้ได้อย่างไร

ก็พระพุทธเจ้าสอนไว้ พระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ อยู่ในพระไตรปิฎก แล้ววัดวาทุกวัดเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเยอะแยะ ตอนที่พระพุทธเจ้าจะชนะมารๆ ว่ามารมันรุนแรงขนาดไหน

แล้วเวลาคร่ำครวญๆ นางตัณหา นางอรดี ลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาวของมาร มันเป็นธรรมาธิษฐาน มารมีลูกสาว ๓ คน ลูกสาว ๓ คนก็บอก “พ่อ พ่อไม่ต้องทุกข์ร้อนใจ เดี๋ยวพวกอีฉันจะไปลวงกลับมาเอง”

นี่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวนะ แล้วไอ้อย่างเราปุถุชน เราจะมีวาสนาเหมือนพระพุทธเจ้าไหม เราจะมีศรัทธามีความมั่นคงเหมือนพระพุทธเจ้าไหม

ไร้สาระ

พระพุทธเจ้าสละราชสมบัติมานะ ละภรรยานางพิมพาไว้ที่ราชวัง สามเณรราหุลเกิดแล้ว ทิ้งหมด แล้วเวลามาปฏิบัติ ๖ ปี นี่ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยนะ

แล้วอย่างพวกเราปุถุชนคนหนามีอะไร แล้วทำแล้วจะให้เพียะๆๆ เป็นเหมือนพระพุทธเจ้าหมดเลย นั่งสมาธิแล้วบรรลุธรรม

จิตมันต้องฝึกหัด มันต้องเข้มแข็ง มันมีจุดยืนของมัน

เวลาจุดยืนของมัน เวลาปฏิบัติไป เราก็เอาจริงเอาจังของเรา แล้วเอาจริงเอาจังขึ้นมาแล้ว เวลาผิดพลาดไป สิ่งใดที่ไม่ดีก็ทิ้งๆๆ เอาไว้ข้างหลัง มุ่งไปข้างหน้า มุ่งไปข้างหน้าแล้วพยายามฝึกหัดของเราขึ้นมาให้ได้

แล้วฝึกหัดขึ้นมาให้ได้ เห็นไหม ไอ้ที่ตั้งใจทำๆ ให้มันเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิคือความถูกต้องชอบธรรม อะไรที่มันเป็นเรื่องโลกๆ อะไรที่มันเสียเวลา ทิ้งๆๆ ไปยุ่งกับมันทำไม

ถ้าไปยุ่งกับมัน นี่ไง วัวใครเข้าคอกมัน อะไรที่เหลวไหลน่ะชอบ อะไรที่เป็นจริงเป็นจังไม่สน ไอ้วัวที่ดีงามเขาอยู่ในร่องในรอยของเขา มันก็ฝึกหัดตั้งแต่ตรงนั้นเข้ามา ถ้าตรงนั้นเข้ามา มันก็เป็นจริงเป็นจังของมันขึ้นมา

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าคำถาม

“๑. ผมพุทโธนำร่อง ตั้งภาพขึ้นมาก่อน แล้วพิจารณาภาพนั้นไป ใจกลับมาสงบมั่นคง แต่ภาพนั้นมันไม่ต่อเนื่อง จึงไล่ตั้งแต่ปฏิสนธิ”

อันนี้ก็ใช้ปัญญาไปเรื่อย ปัญญาอบรมสมาธิก็คือปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตสงบแล้วก็คือมันสงบ จิตสงบแล้วก็คิดอีก ก็พุทโธไป พุทโธไปจนทำงานเป็น

ชาวนาเขาไถนา เขาไถนาในพื้นนานั้น ที่นาแปลงนั้นน่ะ ตั้งแต่ปู่ย่าตายายก็ไถลงตรงนั้น เพราะที่นาของปู่ย่าตายายให้มา พ่อแม่เราได้รับมรดกนั้นมา ก็ทำนาในที่นาอันนั้น เราเกิดมา พ่อแม่ไถนาแล้วยกที่นาให้เรา เราก็ไถนาที่นานั้น ที่นานั้นไถนามาชั่ว ๓–๔ อายุคน ก็ยังจะไถนาทำนาต่อเนื่องไป มันก็จะได้โภคภัณฑ์ เกิดข้าวเกิดอาหารขึ้นมาในผืนนานั้น

นี่เหมือนกัน จิตใจของเรา เราก็กลับไปที่พุทโธ เราก็กลับไปที่ใจของเรา

ไอ้เรื่องอารมณ์กระทบ ไอ้เรื่องความทุกข์ความยาก ใครมันไม่มี แล้วมีมากน้อยแค่ไหน กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา มันกรรมของสัตว์ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เป็นไปตามกรรมแล้วก็ไหลไปกับกรรม

นี่สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม แต่ไม่ไหลไปกับกรรม เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะตั้งสติของเรา เราจะฝึกหัดของเรา เราจะฝืนของเรา มันต้องทำอย่างนี้ เราจะฝืนของเรา ฝืนของเราไป

สิ่งใดที่มันยังไม่เกิด มันก็ยังไม่เกิด ถ้ามันเกิดขึ้นมามันก็ชัดเจนของมัน ถ้าไม่ฝึกฝนก็ไม่มีสมบัติของเรา ถ้าไม่ปฏิบัติเองมันก็ไม่ใช่จิตใจที่มันจะรู้เอง ถ้าจิตใจมันรู้เองขึ้นมา มันก็เป็นจริงเป็นจังของมันขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแค่ไหน นิดหนึ่ง นิดหนึ่ง แล้วก็ฝึกหัดของเราไปเรื่อย ฝึกหัดของเราไปเรื่อย

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้ามันตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้วมันอยู่ในศีลในธรรม ตั้งมั่นแล้วมันอยู่ในวัตรปฏิบัติ เพราะอันนี้ เพราะวัตรปฏิบัตินี้มันทำให้จิตเราตั้งมั่น

ถ้าออกไปข้างนอกมันเหลวไหลหมดน่ะ ออกไปข้างนอก นี่ไง เวลามาวัด ตัวอยู่วัด ความคิดอยู่บ้าน นู่นก็ยังไม่ได้ทำ นี่ก็ยังไม่ได้ทำ มันส่งไปนู่น

นี่ก็เหมือนกัน เอาความคิดอยู่กับตัวนี่แหละ อยู่กับเรานี่ แล้วมันจะเป็นอย่างไรให้มันเป็นไป

ฉะนั้นว่า ปกติพุทโธ

มันต้องพุทโธอยู่แล้ว พุทโธก็ไม่อยู่ด้วย เพราะพุทโธมันเป็นแค่นามธรรม พุทโธเป็นคำบริกรรม เพราะจิตมันยังไม่เข้ากัน

ถ้าจิตมันเป็นพุทโธเสียเอง เป็นพุทโธเสียเอง จิตมันเป็นพุทโธแล้วพุทโธอยู่กับเรา

ไอ้ที่พุทโธๆๆ ไอ้เรื่องประชาชนทั่วไปมันเป็นแค่ขยับน่ะ เพราะถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เดี๋ยวมันเหลวไหลหมดน่ะ สิ่งนี้มันเหลวไหลทั้งนั้นน่ะ

พอภาวนาไปๆ หนึ่ง มันทุกข์มันยาก มันทุกข์มันยากขึ้นมาแล้วพอมันเป็น ก็คิดว่าไอ้แค่พยับแดด ไอ้แค่กระทำ มันยังอีกไกล พอยังอีกไกลแล้ว เราตั้งมั่นของเรา เรามีสติปัญญาของเรา แล้วเราฝึกหัดของเรา

มัน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ก่อนที่เราประพฤติปฏิบัติ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี คนที่ทุกข์ที่ยาก ที่เราเป็นคติเป็นแบบอย่าง มีพระพุทธเจ้ากับหลวงปู่มั่น พระพุทธเจ้านะ ๖ ปีทุกข์ยากขนาดไหน

เวลาหลวงตาท่านเทศน์ถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นกษัตริย์ สถานะของความเป็นกษัตริย์ แล้วออกมาเป็นวณิพก ออกมาเพราะยังไม่มีศาสนา อาหารของกษัตริย์มันละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน แล้วมาเป็นวณิพก มันได้ข้าว ได้น้ำจากวณิพก ๖ ปี เวลามันทุกข์มันยาก แม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาของเรายังเผชิญขนาดนั้น 

เวลาเราปฏิบัติ อาจารย์ที่ยึดมั่นเป็นตัวอย่าง มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับหลวงปู่มั่น

เพราะหลวงปู่มั่น เวลาหลวงตาท่านเล่าถึงความทุกข์ความยาก โอ้โฮ! มันซึ้งใจมาก

เวลามันทุกข์มันยาก แล้วเวลาทุกข์ยาก หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า ท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ คือท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน

นี่เพราะบารมีอย่างนั้นมันเลยคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ คิดโดยความถูกต้องชอบธรรม ไม่หลงไปกับกระแสสังคม ไม่หลงใหลไปกับกระแสโลก ใครจะยกย่องสรรเสริญขนาดไหน ลมพัดลมเพ คำพูดคนน่ะไร้สาระ ไอ้เสียงติฉินนินทา ไปกับเขาหรือ ไร้สาระ ตัวเราต่างหากมั่นคงกว่า แล้วพุทโธไปเรื่อย

ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันมีเลือด มีหนอง มีน้ำเหลืองไหลนั่นน่ะ

เวลาถ้ามันเป็นจริงเป็นจังนะ เรารู้ได้ ถ้ามันไม่เป็นจริงไม่เป็นจังนะ พุทโธอย่างเดียว พุทโธอย่างเดียว แล้วถ้ามันจับตัวจริงได้ จับตัวจริงได้มันไม่ไหลอย่างนี้ จับตัวจริงได้ ขยับ มันก็มีรสชาติ ขยับ มันก็เต็มตัวของมัน

ไอ้นี่คิดจนตาย คิดจนเหนื่อยหอบ ก็แค่นั้นน่ะ ก็มันอยู่ที่เปลือก ความคิดข้างนอก

พุทโธ แล้วคิดของเราไป นี่ข้อที่ ๑.

“๒. ผมเคยได้ยินว่า ได้สัมผัสศพแล้ว เวลาพิจารณาอสุภะแล้วมันจะชินชา ผมเคยล้างป่าช้าบ่อยๆ กระทบไหมครับ”

กระทบเมื่ออดีตนู่นน่ะ ตอนนี้มันเป็นปัจจุบัน

เวลาที่บอก “ได้ยินมาว่าๆ” นั่นพระพุทธเจ้าบอก พระพุทธเจ้าบอกว่า เวลาปัจจุบันนั้น เวลาคนที่ขณะจะพิจารณาอสุภะนั้น แล้วถ้าไปชินชากับมันแล้ว มันพิจารณาแล้วมันไม่ต่อเนื่องกัน

ไอ้นี่มันพิจารณาที่ไหน เห็นก็ยังไม่เคยเห็น เป็นก็ยังไม่เคยเป็น แล้วเวลามันจะเป็นขึ้นมา เป็นแล้วมันเป็นจริงหรือไม่

การพิจารณากายๆ เวลาพิจารณากายไปแล้วมันไม่ก้าวหน้า เขาก็ไปพิจารณาเวทนา พิจารณาเวทนาไม่ได้แล้วเขาก็พิจารณาจิต พิจารณาจิตแล้วเขาพิจารณาธรรม

เวลาธรรม เห็นไหม การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ มันเป็นอธรรม ถ้าพิจารณามันเห็น การเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง การทำร้ายกัน นั่นน่ะมันเป็นความไม่เป็นธรรม ถ้าจิตสงบแล้ว มันพิจารณาแล้วมันสังเวช มันสังเวชนะ

พิจารณากายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมก็ได้ มันอยู่ที่มันกระเทือนกิเลสหรือไม่กระเทือนกิเลส

ถ้ามันไม่กระเทือนกิเลส พิจารณากายๆ

พิจารณากายก็อยู่ในบาตรไง ไก่ย่าง ตับปิ้ง พิจารณากาย หอมหวาน พิจารณากาย กินแล้วสดชื่น

พิจารณามันต้องพิจารณาว่า มันเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ มันได้หรือมันไม่ได้ กายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมก็ได้

เวทนาน่ะ ความสุขความทุกข์ในใจน่ะ ความสุขความทุกข์ สิ่งที่กระทบกระเทือนหัวใจ เวทนานั่งทนไหวหรือไม่ เดินแล้วเหนื่อยหอบหรือเปล่า หิวโหยไง มันพิจารณาได้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันพิจารณา ถ้ามันพิจารณา มันตรงกับเชื้อไข มันตรงกับกิเลส มันจะได้ผลของมันเต็มที่

“๓. เวลาพิจารณาไปขนลุกรุนแรง แล้วระเบิดติดต่อกัน”

ขนลุกๆ เวลาถ้ามันเป็นขนลุก ถ้ามันระเบิดรุนแรง มันระเบิดแล้วสติแตกไปเลยหรือ

ไอ้นี่มันเป็นโดยข้อเท็จจริงก็เรื่องหนึ่งนะ มันเป็นสิ่งที่ว่ามันจินตนาการก็เรื่องหนึ่งนะ คำว่า ข้อเท็จจริงๆ” ถ้ามันเป็นอย่างไร มีสติสัมปชัญญะพิจารณาเลย อะไรจะเกิด ดูอะไรจะเกิด ใครเกิดก่อน ใครมีหรือใครไม่มี แล้วโดยจินตนาการ โดยการที่ว่าสัญญามันหลอกมันลวงร้อยแปด

เราน่ะ เราฟังมานะ จะพูดไปหรือ มันก็เหมือนกับว่าดูถูกดูแคลน พูดไปแล้วเหยียบย่ำทำลายคนอื่น

เวลาพระมา “มันสว่างโพลง สว่างเลย”

สว่าง พระอาทิตย์กูสว่างกว่ามึงอีก มึงจะสว่างไม่สว่างมันเรื่องของมึง แล้วมึงมาพูดให้กูฟังทำไม แล้วมาพูดให้กูฟังให้กูเออออห่อหมกหรือ มันไร้สาระ สว่างมันก็สว่าง สว่างอะไร

มัคโค ทางอันเอก ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรมถึง ๘ องค์ความรู้ แล้วมันรวมลง มันพิจารณาไปซ้ำกันน่ะ มันพิจารณาแล้วมันไปด้วยกัน มรรคมันเคลื่อน นั่นแหละมันคือปัญญา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

เอ็งมีอะไร เอ็งแค่สว่าง สว่างมันเกี่ยวอะไรวะ มันใช่สมาธิไหม มันใช่ปัญญาไหม มันใช่งานไหม

งานชอบ งานชอบ งานชอบนี้สำคัญที่สุด งานในการทำความสงบของใจก็สัมมาสมาธิ งานในวิปัสสนามันก็เป็นงานในวิปัสสนา งานชอบ งานอะไรชอบหรือไม่ชอบ งานน่ะ

ไอ้นี่มันจินตนาการไปเรื่อย ไอ้นี่มันเพ้อเจ้อไปเรื่อย นั่นงานอะไรของมึงวะ แต่ตัวเองก็ว่านี่พิจารณานะ นี่ใช้ปัญญานะ

เฮ้ย! มึงกำลังฝันดิบๆ อยู่นั่น พิจารณาหรือวะ

ถ้ามันพิจารณามันต้องมีสติสิ มันต้องมีสมาธิสิ

มีสติ มีสมาธิ หมายความว่า รู้เห็นสิ่งใด มันสมบูรณ์แบบในสิ่งนั้น

ถ้ามันขาดสติ ลมพัดมา อู้ฮู! ลมพัดมาโลกจะแตก น้ำจะท่วม จะเกิดสงครามโลก อู๋ย! ขนลุกเลย มันตื่นเต้นอะไรไปกับเขา มึงไปจินตนาการว่าจะเกิดสงครามโลกหรือ มันไม่เห็นเกี่ยวเลย สงครามโลกเกิดมาสองรอบแล้ว รอบที่สามยังไม่เกิด

ไอ้นี่มันไปพิจารณาจินตนาการอะไรของมันไป แล้วไอ้นี่มันเกี่ยวอะไรกับการปฏิบัติธรรม มันเกี่ยวอะไรกับหัวใจของคน

ถ้ามีสติสัมปชัญญะ คำว่า มีสติ มีสมาธิ” รู้ก็รู้ว่ารู้ ชัดเจนก็รู้ว่าชัดเจน อะไรชัดเจนไม่ชัดเจน

ไอ้นี่รู้แล้วไหลไปเลย ขนลุกเลย

ขนลุกก็คือขนลุก อ้าว! ลมพัดมานี่ก็หนาว ก็ขนลุก พอเดี๋ยวมันอบอุ่นมันก็หาย

มันมีสติสัมปชัญญะมันก็จบ

ฉะนั้น สิ่งที่มีสติมีสัมปชัญญะของเรา แล้วเราปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา มันต้องปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ เพื่อฝึกหัด

การประพฤติปฏิบัติยากอยู่สองคราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี่ เริ่มต้นมันเป็นความเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นๆๆ แต่มันไม่เป็น มันไม่เป็นเพราะมันไม่เป็นความจริง

ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา สติก็คือสติ สมาธิก็คือสมาธิ สมาธิคือความสงบร่มเย็น เดี๋ยวก็เสื่อมแล้ว

ทีนี้สมาธิ โดยการพิจารณากาย พิจารณาต่างๆ อันนี้เป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันหรอก ถ้ามันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ถ้ามันรู้มันเห็นของมันตามความเป็นจริง รู้ก็รู้ว่ารู้ สมาธิก็รู้ว่าสมาธิ มันฝึกหัดจนรู้ว่าสมาธิเป็นสมาธิ

พอมันรู้ว่าสมาธิเป็นสมาธินะ มันจะบอกว่า เฮ้อ! เมื่อก่อนนี้มึงโง่ฉิบหายเลย เพราะมันไม่ใช่อะไรสักอัน มันเป็นสัญญาอารมณ์ทั้งสิ้น แล้วอารมณ์มันก็พาไปรู้สิ่งนั้นน่ะ

แล้วไม่เป็นจริงใช่ไหม

จริง มันเป็นจริง นั่นแหละจริงๆ มันก็เป็นแค่นั้นน่ะ

ถ้ามันพิจารณาไป ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนารู้อะไรก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นๆ รู้ รู้แล้วคิดว่าเป็นไง แต่มันไม่เป็น แต่ถ้ามันเป็นนะ ไอ้ที่รู้ๆ นี่จบหมด เออ! สมาธิเป็นแบบนี้ แล้วถ้ามันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ไอ้ที่ว่าจะพิจารณา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ไอ้นี่ จะบอกว่าเหมือนหนังเลยนะ ตั้งแต่สร้างหนัง ตั้งแต่กำกับหนัง ตั้งแต่มันเป็นหนัง แล้ววนรอบอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วยืนยันนะ

“แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ก็พิจารณากายไง พิจารณากาย โอ้โฮ!”

พิจารณากายโดยกิเลสมันสร้างภาพว่าเอ็งพิจารณา

แต่ถ้าจิตมันสงบ มันรู้มันสงบของมัน แล้วเวลาจิตสงบมันเห็นกาย เห็นกายอย่างไร

เห็นกาย กว่าจะเห็นกายได้นะ ถ้าเห็นกายได้ เพราะเห็น ถ้าสมาธิไม่มีกำลัง ไหลหรือหลุดไปเลย ภาพจะหายทันที แล้วถ้าสมาธิ สมาธิถ้ามันเป็น ภาพคงที่ ภาพอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วภาพอะไร

ไอ้นี่มันเหมารวมไปแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ไง เหมารวมไปว่าเป็นการพิจารณากาย แล้วกายก็เป็นอย่างนั้นน่ะ กิเลสมันยิ้มเลยนะ เออ! เอ็งคิดได้แค่นั้นเนาะ แล้วกูก็ทำอย่างนี้ให้มึงดูเรื่อยๆ แล้วมึงก็ยังคิดว่านี่เป็นการปฏิบัติอยู่นะ

แต่ถ้าวันไหนนะ จิตมันสงบจริงๆ นะ ถ้าจิตมันสงบจริงๆ เห็นไหม ดูสิ คนทำงานถึงเวลาทำงานเขาก็ทำของเขา เสร็จงานเขาก็วางงานนั้นก็จบ แต่อย่างนี้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แม้แต่ทำงานเขายังทำงาน หยุดงาน

ไอ้นี่การพิจารณาของเราพิจารณาอย่างไร

ไอ้ที่ว่ามันพิจารณาแล้วมันจะไปเห็นซากศพ เห็นนู่นเห็นนี่

เห็นอย่างไร เห็นอะไร

ถ้ามันเป็นจริงนะ มันมีผลน่ะ

แต่นี่พิจารณากายๆ อย่างที่ว่าหลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดไง มีสติอยู่กับการพิจารณากาย ๒–๓ ชั่วโมงมันเป็นสมถะ มันเป็นสมถะคือจิตมันจะเป็นสมาธินั่นน่ะ แล้วถ้าจิตมันอยู่ในกาย ๓–๔ ชั่วโมง มันอยู่ของมันได้โดยที่มันไม่แฉลบออกเลยนะ นั่นแหละจิตมันจะดีขึ้น แล้วก็พิจารณาในกายนั่นน่ะ ถ้ามันเห็นกายถึงจะเป็นวิปัสสนา คำว่า วิปัสสนา” นั่นน่ะมันเห็นกายตามข้อเท็จจริง

แต่เห็นกายเป็นชั่วโมงๆ เห็นแล้วแฉลบออกๆ มันไม่อยู่หรอก ไม่อยู่เพราะอะไร ไม่อยู่เพราะมันเคยตัวไง มันยิ่งใหญ่ไง มันเป็นทาสของพญามารไง

แต่พอสติปัญญาควบคุมมันไม่ให้มันแฉลบ เพราะมันเป็นทาสของพญามาร แล้วเราก็มีสติปัญญากำลังจะฝึกหัดตัวเรานี่ไง กำลังจะฝึกหัดตัวเราให้เป็นอิสระจากพญามารไง ให้อยู่ในการพิจารณา อยู่ในวงกายตั้งแต่ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ให้เรียงอย่างนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ

นั่นน่ะ จากที่มันเป็นทาสของพญามาร มันโดนควบคุมด้วยความเพียร นี่ความเพียรชอบ แต่ชอบในขั้นของสมถะไง แล้วถ้ามันอยู่ของมันได้ นั่นน่ะเป็นสมถะ สมถะคือสมาธิ แล้วถ้าสมาธิมันจริงจังแล้ว แล้วถ้ามันเห็นกาย เออ!

ท่านพูดบ่อยๆ เลย ผู้ที่ภาวนาเป็นแล้วข้อเท็จจริง พิจารณากายอย่างนั้น มันถึงจะเริ่มต้นจากการพิจารณากาย

ไอ้นี่พิจารณากายจนมันไหล “พิจารณากายจน โอ้โฮ! มันเป็นชิ้นเป็นอัน มันเป็นเปลือก”

พิจารณากายแบบนี้มันเป็นสัญญา มันเป็นสังขารมันสร้างมันปรุง มันเป็นสัญญาอารมณ์

ถ้ามันเป็นสัญญาอารมณ์ แล้วว่ามันผิดไหม

ถ้าจะเป็นปัญญาอบรมสมาธิก็ใช้อย่างนี้ พิจารณากาย พิจารณากายเป็นสมถะ ไม่ใช่พิจารณากายเป็นวิปัสสนา พิจารณากายเป็นสมถะ

แล้วถ้าพิจารณากายเป็นสมถะ ถ้าไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ ไหลไปเลย ไหลไปเรื่อย ตรรกะวิบัติ ตรรกะผิด มันก็ผิดไปเรื่อยๆ

ตรรกะมันไม่วิบัติ แล้วเราพิจารณาของเราให้เป็นสมถะ ให้มันเป็นจริงขึ้นมา

ถ้าตรรกะวิบัติ มันไม่มีหลักเกณฑ์ไง ถ้าตรรกะวิบัติ เพราะมันเข้าใจว่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้ามันเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นของมันไป แล้วก็ไหลของมันไป

ฉะนั้น ถ้าทำสิ่งใดแล้วมันไม่ได้สิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน วาง พุทโธ เริ่มต้นใหม่ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิก็พิจารณาให้เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นชิ้นเป็นอัน

คำว่า เป็นชิ้นเป็นอัน” หมายความว่า พิจารณาคำว่า ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิ คำว่า ปัญญา” มันต้องชัดเจนใช่ไหม ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ ปัญญาอบรมสมาธิมันจะบอกเลย สิ่งที่กิเลสมันหลอกนี่มันจอมปลอมทั้งนั้น

เออ! จริงเว้ย เออ! จริง  มันเห็นว่าความคิดเราผิด มันเห็นว่าการพิจารณาอยู่นี่มันผิด เพราะมันจอมปลอม มันถึงไม่ใช่ปัญญา แต่ถ้าปัญญามันถูกต้อง เพราะมันจอมปลอม พอมันจอมปลอมมันก็ปล่อยไง

ไอ้นี่มันพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นน่ะ พิจารณากายอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรถูกอะไรผิดวะ อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันไม่ไปไหนหรอก

ถ้ามันไปไหนมันต้องเริ่มต้นโดยความถูกต้องชอบธรรม สมาธิก็เป็นสมาธิ แล้วถ้าเป็นสมาธิแล้วมันเป็นของมัน

แล้วที่ว่ามันเคยเก็บศพ เคยอะไร

ไอ้นั่นมันอดีต มันเป็นมันติดก็ตั้งแต่นู่นน่ะ ปัจจุบันนี้มันติดไม่ติดมันรู้ของมันเอง

แล้วมันจะขนพองสยองเกล้า มันก็เป็นของมัน ลมมาก็หนาวนี่ไง ขนลุกขนพอง

มีสติสัมปชัญญะแล้วฝึกหัดปฏิบัติไป แล้วเอาจริงเอาจังของเราไป แล้วถ้ามันเอาจริงเอาจังมันจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วถ้าผิด มันก็จะชักนำให้เราผิด ถ้ามันถูก มันก็จะชักนำให้เราเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าสู่มรรคเข้าสู่ผล

การปฏิบัติยาก ยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นนี่ คราวเริ่มต้นแล้วก็คราวถึงที่สุด แต่คราวเริ่มต้นมันยากมาก แล้วยากอย่างไรมันก็อยู่ที่วาสนาของคนนี่ไง การประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มันถึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

ทีนี้ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมแล้วมันประพฤติปฏิบัติยากง่ายอย่างไร กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเรามา แล้วปัจจุบันนี้เราจะทำของเราให้เป็นสัจธรรม เป็นข้อเท็จจริงของเรา แล้วฝึกหัดเราให้เป็นตามความเป็นจริงอันนั้น เอวัง