แค่กลิ่น
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๘๐. เรื่อง “นี่ใช่เหี้ยตัวนั้นที่หลวงพ่อเทศน์ไว้หรือไม่คะ”
ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อ เมื่อคืนหนูนั่งสมาธิ สักพักจิตเริ่มจะเข้าที่ เพื่อนบ้านเขาเสียงดัง เหมือนเคาะอะไรสักอย่าง ลูกก็คิดว่าเดี๋ยวเขาทำธุระเสร็จก็คงหยุด แต่เคาะนานไปหน่อยไม่หยุดสักที จิตรอไม่ไหว จิตเลยพูดออกมาเป็นคำหยาบ เป็นภาษาด่าว่าเขา ซึ่งคำหยาบนี้ลูกไม่พูดออกมาแน่นอน ซึ่งมันดังอยู่ในหัวลูก แล้วลูกก็รู้สึกว่าลูกกับคำหยาบที่ได้ยินในหัวคือไม่ใช่ลูก แต่เป็นอีกอันหนึ่ง มันแยกออกชัดค่ะว่ามันไม่ใช่ลูก อย่างนี้คือเหี้ยตัวที่หลวงพ่อเทศน์ไว้หรือไม่คะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ตอบ : ใช่เหี้ยตัวนั้นไหม
ไม่ใช่ ไม่ใช่ ยังอีกยาวไกล
นี่ไง เวลาพูดถึง โปฐิละๆ ใบลานเปล่า เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่อบรมบ่มเพาะสั่งสอน มีลูกศิษย์ ๕๐๐ องค์ ไปไหนพระล้อมหน้าล้อมหลังไปเลย ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เวลาจะกราบลา พระพุทธเจ้าว่า “ใบลานเปล่ากลับแล้วหรือ” เวลาจะมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ใบลานเปล่ามาแล้วหรือ”
นี่ท่องจำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาว่าการ เผยแผ่ธรรมๆ ทุกคนศรัทธาเคารพเลื่อมใส ลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะเลย ถ้าเป็นทางโลก มันก็เป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
แต่เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ ท่านคงเห็นอำนาจวาสนาบารมีของโปฐิละใบลานเปล่าๆ ถึงได้เตือน ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ท่านไม่พูด ไม่พูดให้เสียดแทงใจคน
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่แสดงต่อเมื่อจะไม่มีเหตุและไม่มีผล หรือแสดงแล้วมันไม่เป็นประโยชน์กับใคร แล้วแสดงแล้วไม่เป็นประโยชน์กับใคร มันกลับไปเป็นโทษไง เป็นโทษให้เขาเจ็บแสบ เป็นโทษให้เขาอับอาย เป็นโทษให้เขาทุกข์ร้อน แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ นะ มันเป็นประโยชน์นะ
คนเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาล จะเป็นมะเร็ง จะเป็นไทรอยด์ หายไหมครับ หายไหมครับ แล้วเวลาผ่าตัดๆ อยากให้ผ่าเลย เปลี่ยนอวัยวะเลย เวลาไตเสื่อม ไตพิการ ไปเข้าคิวไว้รอ รอเขาบริจาคไตเพื่อได้เปลี่ยนไต แล้วเวลามานี่ โอ้โฮ! ชื่นบานเลยนะ ถ้าเขาได้กรีดหน้าท้อง อู้ฮู! มีความสุข เพราะอะไร เพราะได้เปลี่ยนไต
นี่ก็เหมือนกัน เวลาถ้ามันเป็นประโยชน์กับใคร เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม มันกรีดเข้าหัวใจเลย คือมันจะกรีดกิเลส มันจะบาดกิเลส มันจะตัดกิเลส ถ้าเป็นประโยชน์ไง แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ท่านไม่พูดนะ
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐมาก แล้วประเสริฐ ขณะดูว่าเขามีวาสนาหรือไม่ ถ้ามีวาสนานะ เสียบเลย “โปฐิละ ใบลานเปล่ามาแล้วหรือ” เวลากลับ “กลับแล้วหรือ” นี่เวลาโปฐิละ เห็นไหม
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นอำนาจวาสนาของเขา เวลาเห็นอำนาจวาสนาของเขา เวลาเขากลับไปแล้วเขาก็ได้คิดไง เราก็ทำคุณงามความดีมาขนาดนี้ ผลงานก็เห็นๆ กันอยู่ ไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกศิษย์ตั้ง ๕๐๐ ไปไหนลูกศิษย์ล้อมหน้าล้อมหลัง มันมีชื่อเสียงขนาดนี้ มันมีคนนับหน้าถือตาขนาดนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่เห็นความดีเราเลย เอ๊! มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
ถ้าคิดนะ คิดแล้ว เพราะเราก็ท่องจำได้หมดธรรมะพระพุทธเจ้า ฟังแล้วจำได้เลย เวลาพระอานนท์ พหูสูต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ วินัย พระอุบาลี นิทาน เรื่องธรรม พระอานนท์จำได้หมดเลย แล้วก็จดจารึกกันมา ท่องจำๆ แล้วมาจดจารึกเป็นพระไตรปิฎก
นี่ก็เหมือนกัน เราจำได้หมดเลย ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ใบลานเปล่าๆ” ไปคิด มันต้องมีมากกว่านั้น เวลามากกว่านั้นนะ ก็สละ แอบหนีจากหมู่คณะไปวัดกรรมฐาน ถ้าภาษาเราก็ไปวัดป่า
วัดป่าที่มีพระป่าจริงๆ นะ ไม่ใช่ไปวัดป่าที่มันมีแต่ป่า มีแต่ป่าแต่ไม่มีพระ เพราะพระไม่มีคุณธรรมขึ้นมา มันไม่เห็นใครมีเป็นศีลเป็นธรรมเลย เวลาไป ไปวัดป่า ไปวัดกรรมฐาน เวลาจะไปฝึกหัด
โอ้โฮ! ชื่อเสียงขนาดว่าลูกศิษย์ ๕๐๐ นะ
เจ้าอาวาสวัดป่า “เราเป็นคนวาสนาน้อย อยู่ป่าอยู่เขาจะไม่รู้มีสิ่งใด ไม่รู้จักใครเลย แล้วจะไปอบรมบ่มเพาะคนที่มีลูกศิษย์ตั้ง ๕๐๐–๖๐๐ ได้อย่างไร อย่างนั้นให้องค์ต่อไปเถอะ”
องค์ที่ ๒ องค์ที่ ๓ สุดท้ายไปถึงสามเณรน้อย สามเณรน้อยดูทิฏฐิมานะ ถ้าไม่มีใครแล้ว คนสุดท้าย อ้าว! คนสุดท้ายด้วยความจำเป็น แต่เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เจ้าอาวาสจนถึงสามเณรน้อย วัดทั้งวัดพระอรหันต์หมดเลย วัดกรรมฐาน วัดป่าจริงๆ วัดป่าแท้ๆ
ฉะนั้น สามเณรน้อยเป็นองค์สุดท้าย จะส่งต่อให้ไม่ได้แล้ว ถ้าส่งต่อไปก็ส่งให้ต้นไม้ ส่งให้ป่าไง ก็จำเป็นต้องรับ อ้าว! รับไว้ แต่ก็จะทรมานก่อนไง ถ้าไม่ทรมานก่อน เวลาพูดสิ่งใดไปนะ ไปไหนมา สามวาสองศอก พูดอย่าง คิดอีกอย่าง บอกอย่างหนึ่ง เขาก็ตีความไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะความรู้มาก ความรู้เยอะ
ฉะนั้น ถ้าจะอบรมบ่มเพาะ เราจะต้องการอุปกรณ์ ฉะนั้น ต้องการไม้ ไม้ไผ่เอามาเพื่อเป็นอุปกรณ์ ให้เขาไปตัด ให้ห่มผ้าเข้าไป ถ้าห่มผ้าเข้าไป มันจะเข้าไปได้อย่างไร ห่มผ้าเข้าไป หนามไผ่มันก็เกี่ยวขาดหมดน่ะ แต่ก็ห่มผ้าเข้าไปเลย เพราะว่าสามเณรน้อยสอน เดี๋ยวสามเณรจะไม่สอน พอห่มผ้าเข้าไป พอใกล้ๆ ไม้ไผ่ จะเข้าไปใกล้
“เออๆ เราไม่เอาแล้วล่ะ”
ดูทิฏฐิ ดูใจลงไหม ดูว่าจะฟังหรือไม่ฟัง ถ้าไม่ฟัง ความรู้เยอะ ความรู้มาก เขาก็ไม่ฟังหรอก ไปไหนมา สามวาสองศอก ก็พูดแต่เขาไม่ฟัง
“อย่างนั้นไม่เอาแล้ว ไม้ไม่ต้องก็ได้ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นน้ำ ลงไปในน้ำห่มผ้าไปด้วย”
ไปถึงชายตลิ่ง
“เออ! ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว”
ใจมันลงไง เวลาถึงที่สุด เวลาอบรมบ่มเพาะจะสอนไง
ร่างกายของมนุษย์เปรียบเหมือนจอมปลวก มีรูอยู่ ๕ รู มีทวารอยู่ ๕ ทวาร เหมือนร่างกายของมนุษย์ ให้ตั้งสติ ปิดรูทวารทั้ง ๕ เปิดหัวใจไว้ เปิดไว้รูหนึ่ง แล้วฝึกหัดทำความสงบ สังเกตรูที่หัวใจนั้น รอสิ่งที่จะปรากฏขึ้น เหี้ยตัวหนึ่งอยู่ในหัวใจของท่าน อยู่ในหัวใจของคน อวิชชาพญามารอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีครบหมด แต่เขารู้หรือไม่รู้
ฉะนั้น เวลาตั้งสติไว้แล้วคอยกำหนด คอยจับเหี้ยตัวนั้น ถ้าเหี้ยตัวนั้นโผล่มา จับได้ จับได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานจะเกิดขึ้น
วิปัสสนากรรมฐานคือพิจารณา พิจารณาเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ แล้วพิจารณาของมันๆ พิจารณาจนถึงที่สุด ถึงที่สุดจับเหี้ยตัวนั้นได้ พิจารณาเหี้ยตัวนั้น จนฆ่าทำลายเหี้ยตัวนั้น จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์ในการประพฤติปฏิบัติ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
นี่คือโปฐิละใบลานเปล่าๆ แต่เขาก็ประพฤติปฏิบัติโดยข้อเท็จจริง สัจธรรมความเป็นจริง ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ย้อนกลับมาคำถาม “หนูนั่งภาวนา นั่งทำสมาธิ จิตมันเริ่มที่จะสงบตัวลงดีขึ้น มันมีเสียงดังอยู่ข้างบ้าน เขาเคาะอะไรเสียงดังมาก คิดว่าเขาจะหยุดเคาะ พอเคาะๆ มันนานไปหน่อย ไม่หยุดสักที จิตรอไม่ไหว จิตจึงมีคำหยาบเกิดขึ้น มีคำหยาบเกิดขึ้น”
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะหาหัวใจของเรา
ร่างกายของเราเปรียบเหมือนจอมปลวก มีทวารอยู่ ๖ ทวาร ปิดทั้งหมด เปิดทวารหัวใจนี้ไว้ เราก็จะทำความสงบของเรา ทำความสงบของเรา ถ้าทำความสงบของเรา ถ้าจิตมันสงบระงับมันก็เป็นสัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่ถ้าเราทำความสงบของเราไม่ได้ มันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดโดยปกติโดยธรรมชาติของเรา ถ้าโดยปกติโดยธรรมชาติของเรา โดยอำนาจวาสนาของคนไง ฝึกหัดธรรม ปฏิบัติๆ ถ้าจิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตมีกำลังของเราขึ้นมาแล้ว ถ้ามันเห็นเหี้ยตัวนั้นนะ มันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั้นจะเห็นของมันตามความเป็นจริง
อันนี้เรานั่งทำความสงบ แต่มันยังไม่สงบใช่ไหม ไม่ มันไม่สงบ ถ้ามันสงบ มันจะไปรำคาญเสียงเคาะนั่นหรือ
เวลาสงบๆ นะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เห็นไหม เวลามันสงบเล็กๆ น้อยๆ มันก็คิดได้ มันก็เห็นได้นะ ถ้ามันคิดได้ เห็นได้ ไอ้นั่นมันเรื่องของเขา ไอ้นี่มันเรื่องของเรา ถ้ามันเป็นอุปจาระ ถ้าจิตมันสงบแล้วมันจับเลย เสียงสักแต่ว่าเสียง เสียงไม่ใช่เรื่องของเรา เสียงมันเรื่องของเขา ไอ้นี่มันเรื่องของเรา เรื่องของเราคือสติ เรื่องของเราคือคำบริกรรมของเรา มันเป็นอุปจาระ มันรู้ของมัน
พุทโธๆๆ จนเป็นอัปปนา จิตเป็นสมาธิเลย สักแต่ว่าปรากฏ ดับหมดครับ ตัวเองยังไม่รู้จักตัวเองเลย ตัวเองไม่รับรู้เลย สักแต่ว่าปรากฏ จิตล้วนๆ จิตเด่นๆ เลย
นี่ศีล สมาธิ แล้วถ้ามันเกิดปัญญาๆ ปัญญามันจะเกิดของมัน มันภาวนาของมันขึ้นไป เวลามันคลายออกมา อัปปนาสมาธิจะวิปัสสนาไม่ได้ จะวิปัสสนาให้เป็นไม่ได้ เพราะมันเป็นสักแต่ว่าปรากฏ
ไม่ใช่หนึ่งนะ หนึ่งยังไม่ออกคิดเลย ไม่ออกคิดคือไม่ออกใช้ปัญญา เวลาอัปปนาสักแต่ว่าปรากฏ มันเลยหนึ่งไปอีก
เวลามันคลายตัวออกมาเป็นอุปจาระ อุปจาระ เสียงสักแต่ว่าเสียง เสียงได้ยินได้ รับรู้ได้ แล้วถ้าจะจับ พิจารณาของมันได้ นี่ถ้าเป็นได้ ศีล สมาธิ ปัญญา
แต่ของเรานะ นั่งไปสักพักหนึ่งจิตเริ่มเข้าที่ ได้ยินเสียงนั้น
ได้ยินเสียงก็ได้ยิน ก็ได้รับรู้กลิ่นไง กลิ่น มันมีกลิ่นของมัน กลิ่นของเหี้ยตัวนั้นไง กลิ่นของเหี้ยตัวนั้น ยังไม่เห็นร่องรอยของเหี้ยตัวนั้น แล้วถ้ามันเห็นตัวเหี้ยตัวนั้น มันเป็นสเต็ป มันเป็นขั้นตอนของมันไป นี่พูดถึงว่าคนภาวนาเป็นนะ
ถ้าภาวนาไม่เป็นนะ ไปไหนมา สามวาสองศอก มันก็คิดของมันไปโดยธรรมชาติของมัน
สิ่งที่ว่า สิ่งที่ได้ยินเสียงนั้น แล้วถ้าเสียงนั้นมันเป็นคำหยาบ
มันเป็นคำหยาบ มันเป็นอะไร เพราะอะไร เพราะกลิ่น กลิ่นมันเหม็น กลิ่นมันไม่ต้องการ นี่เราได้ดมกลิ่น ดมกลิ่นเพราะอะไร
เวลาผู้ที่ฝึกหัดทำความสงบของใจ เวลาเราใช้คำบริกรรมพุทโธๆ พุทโธขนาดไหนแล้วมันพุทโธไม่ได้ มันเครียด มันต่างๆ เขาให้ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
เวลาปัญญาอบรมสมาธิใช้สติปัญญาของมันไป มันพิจารณาของมัน มันปล่อย มันปล่อย ถ้ามันปล่อยขึ้นมามันหยุดไง
คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิด การหยุดคิดนั่นแหละมันจะเข้ามาเป็นสมาธิ มันกำลังจะเข้ามาเป็นตัวจิตไง ตัวจิตก็จิต
ร่างกายนี้เปรียบเหมือนจอมปลวก กาย เวทนา จิต ธรรม เวลาจอมปลวกนั้น คนที่ตายแล้วซากศพ จอมปลวกก็เป็นจอมปลวก ไม่มีสิ่งใดเป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น แต่คนยังมีชีวิตอยู่ จอมปลวกก็คือร่างกายของเรา ผู้ที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะก็มาเกิดเป็นเรา
คนเรามีกายกับใจไง ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
เวลาทุกข์กาย หิวกระหาย ความทุกข์ลำบากของร่างกายนั่นก็เรื่องหนึ่ง เวลาจิตมันพะว้าพะวง จิตมันมีความรู้สึกนึกคิด นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทุกข์กาย ทุกข์ใจไง
เวลาความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ มันเกิดจากจิตทั้งนั้น เกิดจากกิเลสทั้งสิ้น เกิดจากกิเลส มันพิจารณามากน้อยขนาดไหน นั้นเป็นอำนาจวาสนาของคนว่าเราได้สร้างบุญสร้างกุศลมาชนิดใด เราได้บุญสร้างกุศลมาแล้วมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เวลาตรงจริตตรงนิสัยไง ถ้าไม่ตรงจริตตรงนิสัย เห็นไหม
จูฬปันถก มหาปันถก มหาปันถกเป็นพระอรหันต์ สอนน้องชายของตน สอนไม่ได้ พระอรหันต์นะ
ให้ฝึกหัดปฏิบัติไป ถูลู่ถูกังอย่างไรก็ไปไม่รอด สุดท้ายพี่ชายให้น้องชายไปสึก อายเขา ให้ท่องคาถาคำเดียวยังท่องไม่ได้
เวลาจะไปสึก พระพุทธเจ้าไปรออยู่หน้าวัดเลย
“จูฬปันถก เธอจะไปไหน”
“ไปสึก เพราะพี่ชายไล่ให้ไปสึก”
“เธอบวชเพื่อใคร”
“บวชเพื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
“เธอไม่ต้องไปสึก ให้ฝึกหัดภาวนาใหม่ เอาผ้าขาวไปให้ลูบนะ ผ้านี้ขาวหนอๆ ขาวหนอๆ”
เป็นพระอรหันต์เลย
เวลามหาปันถกเป็นพระอรหันต์ สอนจูฬปันถกน้องชายตัวเอง สอนไม่ได้ เวลาไล่ไปสึกๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปดักอยู่หน้าวัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไปให้อุบายข้อเดียวเท่านั้นน่ะ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย
ตรงจริต ตรงนิสัย ตรงกับกิเลสของตน เวลามันตรงแล้วมันได้ผล เห็นไหม ไอ้นั่นเวลาถ้ามันตรงจริต ตรงนิสัย
ถ้ามันไม่ตรงจริต ตรงนิสัย เราฝึกหัดปฏิบัติก็ล้มลุกคลุกคลานๆ นี่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ แต่เวลาเราปฏิบัติไปแล้ว ถ้าจิตเราสงบแล้วเราเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นแหละมันจะเห็น
เราจะบอกว่า เป็นลูกหลานเหี้ย เหี้ยคืออวิชชา เหี้ยคือพญามาร เหี้ยมันมีลูกสาว ๓ คน มันมีหลานมีเหลน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ แล้วเวลากามราคะ ปฏิฆะขาดไป ตอนกามราคะ ปฏิฆะขาดไป นั่นน่ะความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่ลูกสาวพญามาร พญามารคืออวิชชา ครอบครัวของมาร กิเลสมันมีหยาบมีละเอียดแตกต่างกันมากมาย
เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมามีสติ มีมหาสติ สติอัตโนมัติ มีปัญญา มหาปัญญา มันเป็นชั้นเป็นตอน ถ้าบุคคลผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามข้อเท็จจริงไง
นี่พูดถึงว่า เพราะคำถามว่า ที่ว่าเป็นคำด่า ที่ว่ามันเป็นสิ่งที่นั่นน่ะ เวลามันเท่าทันแล้วมันแยกเลย คำด่านั่นไม่ใช่เราแน่ๆ เพราะเราไม่กล้าพูดอย่างนี้อยู่แล้ว เราก็ไม่ใช่มัน มันก็ไม่ใช่เรา อย่างนี้เป็นการเห็นเหี้ยหรือไม่
มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะกลิ่นของความหยาบช้า กลิ่นของคำหยาบ กลิ่นต่างๆ กลิ่นมันไม่ดี เราก็ไม่ต้องการ มันไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่มัน แล้วเราก็ไม่ต้องการเป็นมันด้วย ทั้งที่เราเป็นคนคิดเองนะ แต่เราก็ไม่เป็นมัน มันก็ไม่เป็นเรา
นี่มันเป็นการฝึกหัดปฏิบัติ เราได้กลิ่น กลิ่นเหม็น กลิ่นของบาปของกรรม กลิ่นของกิเลส กลิ่นของศีล กลิ่นของธรรม กลิ่นมันหอม กลิ่นมันหอมทวนลม กลิ่นมันเป็นกลิ่นที่เราปรารถนา เราต้องการ มันก็แค่กลิ่นไง แต่ไม่ต้องทุกข์ใจเสียใจ คนที่ประพฤติปฏิบัติก็เริ่มต้นจากความไม่รู้ จากการกระทำของเรานี่แหละ
นี่ก็เหมือนกัน ในการเริ่มต้นของโยมที่คำถามปฏิบัติก็ถูกต้อง ถ้าทำได้ดี เราก็ปฏิบัติของเรา แล้วสิ่งที่ว่าเราเท่าทันกับความคิด ที่บอกว่าเราเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย ไม่กล้าพูดเลย คำพูดนี้หลุดจากปากเราไม่ได้เลย แต่เราคิดเอง แล้วมันก็ไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่มัน
นี่ได้กลิ่นนะ มันเท่าทันความรู้สึกนึกคิด ดีมากๆ
นี่เขาฝึกหัด เพียงแต่บอกว่า จะใช่เหี้ยตัวนั้นไหม
ถ้าใช่นะ เราภาวนาไม่เป็น เราไปไหนมา สามวาสองศอก ตอบเขาไปเรื่อยเปื่อย ตอบเอาอกเอาใจ ตอบกลัวโยมจะไม่รัก ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือ ก็บอกว่านั่นน่ะเป็นเหี้ยเลยนะ เหี้ยตัวใหญ่ด้วย แล้วฆ่ามันเลย แล้วก็นึกว่าฆ่า ก็นึกว่าได้ฆ่ากิเลสแล้วไง แล้วเวลากิเลสมันโผล่มา มันเหยียบย่ำหัวใจ เราจะรู้เลยว่า เฮ้ย! อาจารย์กูหลอกกูนี่หว่า อาจารย์กูบอกกูฆ่าเหี้ยแล้ว เหี้ยมันยังมาฟาดหางใส่กูอีก แสดงว่าอาจารย์ไม่เป็น
ฉะนั้น นี่แค่กลิ่น กลิ่น กลิ่นของเหี้ย
ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบนะ มันเห็นร่องรอย
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนนะ รอยเท้าโค เห็นไหม พุทโธๆ เหมือนตัวโต เรากำลังจะหาตัวโค เราจับเชือกโคได้ เราก็สาวไปด้วยพุทโธๆๆ ด้วยปัญญาอบรมสมาธิ
โคมันหายไป มันเดินหนีเราไป ถ้าเราเดินไปใกล้ตัวมัน เราจะเห็นรอยเท้ามัน รอยเท้ามันก็คือสัมมาสมาธิ แล้วถ้าเห็นตัวมัน เห็นลูกหลานของมัน เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตตามความเป็นจริง เพราะอะไร
เพราะมันเห็นกิเลส มันรู้จักกิเลส ถ้ามันเห็น มันเสียดเทียง ขนพองสยองเกล้า สะเทือนใจมาก
แค่สะเทือนใจนะ สะเทือนใจเสร็จแล้วก็หลอกต่อไป หลอกต่อไป
วิปัสสนาไปเรื่อย มันปล่อยวางแล้วนะ ปล่อยวางก็ชั่วคราวๆ ยังหลอกต่อไป หลอกต่อไป ถ้าทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำด้วยวิปัสสนา ด้วยสติด้วยปัญญานะ มันปล่อยวางชั่วคราว ชั่วคราวเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วมันขาด นั่นแหละสังโยชน์ขาด นั่นแหละรู้จริงเห็นจริง มันถึงจะได้ข้อเท็จจริงไง
ไอ้นี่มันแค่กลิ่น กลิ่นก็ยังดี ได้รสของธรรม รสของสติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ใช่เหี้ยตัวที่หลวงพ่อเทศน์ทุกวันๆ หรือเปล่า
ไม่ใช่ แค่กลิ่นของตัวมัน กลิ่นของเหี้ย แต่ก็สะเทือนใจใช่ไหม สะเทือนใจเราใช่ไหม รสของธรรมไง แต่ถ้ามันเห็นเหี้ยนะ มันสะเทือนใจมากกว่านี้ แล้วถ้าพิจารณามันปล่อยวาง อู๋ย! มหัศจรรย์ๆ หลอกอีกแล้ว
เวลามันขาด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ด้วยวิธีการประพฤติปฏิบัติโดยมรรค ๘ มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เวลาไปรู้จริงเห็นจริงมันถึงจะก้มลงกราบพระพุทธเจ้าแล้ว กราบพระพุทธเจ้าอีก มันมหัศจรรย์ใจของมัน มหัศจรรย์ขนาดนั้นน่ะ
นี่พูดถึงเวลาภาวนานะ
ที่พูดนี้มันเป็น ๒ ประเด็น เพราะประเด็นหนึ่ง เพราะเหี้ยตัวนั้น เหี้ยตัวนั้นมันฝังใจเนาะ หลวงพ่อพูดได้อย่างไร เหี้ยทุกวันเลย
อ้าว! ชี้หน้ากิเลสไง
เพราะว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมันจะต้องสวยงาม มันจะต้องเป็นมารยาท มันต้องพูดคำวาจาไพเราะเพราะพริ้ง มันต้องพูดแล้วมีแต่ความหวานชื่น
ลูบหน้าปะจมูกไง ออเซาะฉอเลาะนั่นไง แล้วกิเลสไม่รู้จัก เวลากิเลส ไอ้เหี้ยตัวนั้นน่ะ แล้วไม่ใช่อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจกูนี่ อยู่ภวาสวะ อยู่กลางหัวใจกูเลย แต่กูไม่เห็น แต่เมื่อไหร่เห็นนะ มันจะมหัศจรรย์ในตัวของบุคคลผู้นั้น จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๘๑. เรื่อง “หัดจินตนาการ”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมภาวนาอยู่ สลับเกสา โลมาบ้าง มีผ่อนอาหารช่วยให้กิเลสหายพยศ สัดส่วนของปัญญาอบรมสมาธิจึงลดลง ส่วนเนสัชชิก ถึงตื่นอยู่แต่ว่างๆ ตื้อๆ พิจารณาไม่ค่อยได้
คำถาม
๑. พอหลับตาพุทโธได้ต่อสักพัก ผมหัดพิจารณากาย จินตนาการทั้งตัวขึ้นมาให้ชัดๆ พอมันตั้งอยู่ ก็ให้หนังเน่าละลายเหลือแต่กระดูก มันล้มฟาดแหลกไปเอง ผมไม่มั่นใจ ก็ลองตั้งใหม่ มันก็กลายเป็นแบบเดิม อันนี้หลงไหมครับ
๒. ผมจับผิดตัวเองเรื่องคิดชั่วครับ แต่ยังจับได้หางๆ หลายครั้งจิตผุดขึ้นมา “อารมณ์โลก” แล้วมันก็วาง ไปสงบอยู่ แล้วสงสัยว่า แบบนี้มันหลอกไม่ให้พิจารณาหรือเปล่าครับ
ตอบ : ฝึกหัดปฏิบัติๆ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาบารมีของคน แล้วมันอยู่ที่จริตนิสัยของคน พอคนจริตนิสัยแล้ว มันไม่เชื่อในความรู้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น
เวลาเริ่มต้นประพฤติปฏิบัติขึ้นมา คนเราฝึกหัด เริ่มต้นคนหัดทำงานมันก็ต้องหัดทำงานให้ได้ผลงาน หรืองานนั้นเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ถ้างานนั้นเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน แสดงว่าทำงานได้ ทำงานเป็น
แต่เวลาคนที่ฝึกหัด การทำงานไม่เป็น เริ่มต้นฝึกหัด เริ่มตั้งแต่เป็นลูกไม้ลูกมือเขาไปก่อน แล้วฝึกหัดขึ้นมา ฝึกหัดเป็นผู้ที่มีส่วนช่วยทำงานก่อน แล้วทำงานๆ มันเป็นชิ้นงานๆ ชิ้นงานของหัวหน้างาน ชิ้นงานนั้นสำเร็จขึ้นมา ถ้าเมื่อไหร่เราเป็นหัวหน้างาน เราทำชิ้นงานนั้น เราถึงจะทำชิ้นงานนั้นเป็นผลงานของเราได้
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จะเป็นลูกไม้ลูกมือเขาไปก่อน ตอนนี้เป็นลูกไม้ลูกมือใครล่ะ
เป็นลูกไม้ลูกมือกิเลสไง กิเลสมันก็ชักพาทำไป แล้วก็ฝึกหัดๆ ของเราไป ถ้าฝึกหัดแล้ว ถ้ามันรู้มันเห็นของเราสิ่งใดมากน้อยขนาดไหน มันจะมีผลงานหรือไม่
ถ้ามีผลงาน หัวหน้างานนะ เขาเดินตรวจงาน เขาคอยดูแลลูกน้องเขา เขามองออกหมดน่ะว่า คนนี้มีไอเดียไหม คนนี้มีวาสนาไหม คนนี้มีทัศนคติทำดีไหม เขาดูการกระทำนั้นน่ะ ถ้าอย่างนั้นเขาเลื่อนให้เป็นหัวหน้างานเลย
นี่เหมือนกัน เวลาฝึกหัด ตอนนี้พิจารณากาย พิจารณากาย เราอยู่เฉยๆ เราก็ฝึกหัดกายได้ คนเรานะ
เวลาหลวงปู่เจี๊ยะให้จิตวนอยู่ในร่างกายนี้ตามข้อกระดูก นั่นก็กายไหม ท่านบอกว่า ให้วนอยู่นี่ ๓–๔ ชั่วโมง ถ้ามันไม่แลบออก นั่นน่ะสมถะ คือจิตจะเป็นสมาธิ
แล้วเวลาวิปัสสนาล่ะ ก็เอาจิตนั้นแหละวนอยู่ในร่างกายนั้นน่ะ วิปัสสนามันไปอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะมันเป็นวิปัสสนาในวิธีการปฏิบัติในทางสายกลางในพระพุทธศาสนา งานชอบ เพียรชอบ งานสมถกรรมฐาน งานวิปัสสนากรรมฐาน
เวลาปฏิบัติไปจะเห็นกาย เห็นเวทนาต่างๆ นั่นก็เห็นกาย เหมือนเราคนไข้ไปโรงพยาบาล ไปโรงพยาบาลต้องผ่านอะไร ผ่านรปภ. ประตูผ่านเลย เราก็เห็น คนเข็นเตียง เราก็เห็น บุรุษพยาบาล เราก็เห็น เข้าไปแล้วพยาบาลวัดความดัน เราก็เห็น แล้วเวลาไปเห็นหมอล่ะ แล้วเห็นทุกขั้นตอนเลย แล้วหน้าที่ของเขาแตกต่างกันไหม
รปภ. หน้าที่เขาคอยอำนวยความสะดวกเข้าโรงพยาบาล บุรุษที่เข็นเตียงเขาเอาคนไข้เข้าไปให้หาบุรุษพยาบาล บุรุษพยาบาลเขาวัดความดัน เขาวัดความดัน เขาก็เตรียมความพร้อมไว้ให้หมอ หมอวินิจฉัย
นี่คนเหมือนกันหมดเลย แต่หน้าที่เขาแตกต่างกัน
จิต จิตเห็นกายๆ ใครเป็นคนเห็น เห็นระดับไหน แล้วเห็นแล้วเป็นอย่างไร ในสายตาของใคร ในสายตาของรปภ. ในสายตาของบุรุษพยาบาล ในสายตาของเจ้าหน้าที่เห็นคนไข้ แล้วเวลาในสายตาของหมอล่ะ
หมอเขาดูเลย เฮ้ย! กลับบ้านได้ ไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่เห็นเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรทั้งสิ้น มันเป็นอุปาทานน่ะ ฉีดน้ำเกลือให้แล้วกลับเลย ฉีดน้ำกลั่น ไม่ต้องฉีดอะไร ฉีดน้ำกลั่น กลับเลย
แต่ถ้าเป็นไข้ หมอนะ เห็นตั้งแต่คนไข้เดินเข้ามาแล้ว หมอรู้เลยคนนี้ป่วยหนักหรือป่วยปานกลาง หรือป่วยเล็กน้อย อาการที่เดินมันออกมาจากอวัยวะจากภายในว่ามันมีความผิดปกติอย่างไร หมอเขามองนะ
แล้วเวลาคนไข้ไปหาหมอนะ ทุกคนเข้าไปโรงพยาบาล สวัสดีครับรปภ. เขาไม่ใช่หมอนะ คนเข็นรถ เข็นคนไข้ เขาก็ไม่ใช่หมอนะ แต่เขาบริการเราดีมากเลย เขาคุยกับเราทั้งวันเลย ไปถึงบุรุษพยาบาล พยาบาลเขาวัดความดัน เขาซักประวัติ เข็นไปหาหมอ คนนั้นต่างหาก หมอต่างหาก เขาจะวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคอะไร แล้วเราจะรักษาอย่างไร แล้วเขาจะให้ยาอะไร ให้ยาแล้วไปรับจากเภสัชกรผู้จ่ายยา
“เวลาผมพุทโธๆ สักพักหนึ่ง จิตเห็นกาย เวลาเห็นกายขึ้นมาแล้วให้มันชัดๆ ชัดแล้วให้หนังมันเน่า มันละลายไปเลย แล้วมันเหลือแต่กระดูกนะ แล้วมันล้มฟาดแหลกไปเลย”
ใครเป็นคนวินิจฉัย จะเป็นรปภ. จะเป็นบุรุษเข็นเตียง จะเป็นบุรุษพยาบาล บุรุษพยาบาลเริ่มวัดความดันแล้วนะ นี่ความดันสูงไปแล้ว แรงดันมันมากแล้ว ไอ้นี่ความดันต่ำ เดี๋ยวมันจะช็อกตาย แล้วสุดท้ายแล้วถ้าจะหาหมอก็เตรียมให้พร้อม หมอได้วินิจฉัย
เหมือนกัน เวลาเห็นกายๆ ไง ไอ้นู่นก็เห็นกาย ไอ้นี่ก็เห็นกาย
เห็นกายโดยบรรเทาสาธารณภัย อันนั้นเขาเก็บศพ เห็นกายมันเป็นชิ้นเป็นอันเลยนะ มันแหลกหมดเลย ไอ้นั่นบรรเทาสาธารณภัย เก็บศพ มันตายแล้ว ถ้าไปถึง โอ๋ย! มันไม่มีลมหายใจแล้ว ปั๊มๆๆ ให้มันฟื้น ฟื้นเสร็จแล้วรีบไปหา รปภ. เปิดประตูไว้เลย คนเข็นเตียงช่วยเข็นรถลงเลย รีบส่งเข้าบุรุษพยาบาล อ้าว! ถึงมือหมอแล้ว พวกบรรเทาสาธารณภัยหมดหน้าที่ กลับได้
ใครเห็น เห็นอย่างไร แล้วเห็นกาย ใจของคนเหมาะสมหรือไม่
ศีล สมาธิ ปัญญา
ฉะนั้น เห็นแล้วก็คือเห็น เห็นแล้วก็ตรวจสอบ เห็นแล้วฝึกหัดทำซ้ำ ซ้ำไม่ได้ให้พิจารณากาย ถ้ากายไม่ได้ เวทนา เวทนาไม่ได้ พิจารณาจิต จิตไม่ได้ พิจารณาธรรม ยอกย้อน อันนี้มันอยู่ที่จริตนิสัย อันนี้มันอยู่ที่วาสนา วาสนาของใคร เห็นกายๆ พิจารณาไปแล้วจืดชืด เห็นแล้วไม่สะเทือนกิเลสเลย หรือกิเลสเอามายื่นให้ กิเลสปลิ้นปล้อนเอามาหลอกให้ดู
“จิตสงบแล้วพิจารณากาย จิตสงบแล้วพิจารณากาย”
กายอะไร กายใคร กายเขาหรือกายเรา หมอนวดเขานวดกายเลย จับเส้น แล้วไปโรงพยาบาล เขาผ่าตัดเลย ผ่ากลางหัวอกเลย เปลี่ยนหัวใจด้วย พิจารณากายอะไร
ฉะนั้น เวลาเป็นพระ เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้ามันคงเส้นคงวา มันปฏิบัติไปแล้วตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มันอาจหาญ มันมีเกียรติ มันมีมรรคมีผล ธรรมะสดๆ ร้อนๆ มันถอดมันถอนกิเลส มันชัดมันเจนของมัน
ฉะนั้น ทำซ้ำ ทำซ้ำของเรา
แล้วสิ่งใดที่มันเป็นสติเป็นปัญญาที่เรารับรู้ วางไว้ อย่าไปยุ่งกับมัน เวลาปฏิบัติ อย่าเอามันเข้ามาด้วย มันจะเตะมันจะถีบกันนี่ไง
หลวงปู่มั่นสั่งหลวงตาไว้ไง ความรู้ใส่สมองลิ้นชักไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ด้วย แล้วปฏิบัติเอาความจริงของเรา เอาความจริงอย่างนั้น
ทำซ้ำ
เห็นกายๆ หมอนวด นี่ไง แผนไทย เฉพาะในเมืองไทย แผนไทยจากวัดโพธิ์ นี้สถิติเขานะ หลายแสนคนนะ ฝึกหัด เวลาศึกษานวดแผนไทย พอฝึกหัดเสร็จแล้ว ผู้พิการทางสายตา ผู้พิการมีอาชีพ สามารถบรรเทาความเจ็บปวด บรรเทาความทุกข์ของประชาชนได้ เป็นแสนๆ นวดกายๆ
ไอ้เรานักปฏิบัติ เราเป็นพระจำนวนหนึ่งที่มาบวชในพระพุทธศาสนา ถ้าเราจะฝึกหัดทำซ้ำของเรา แยกแยะของเรา เพราะวุฒิภาวะของจิตมันจะรับรู้ มันจะซับเข้าที่นั่น แล้วประโยชน์อันนั้นมันจะเป็นประโยชน์ของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น จบ
“๒. ผมจับผิดตัวเอง จับความคิดชั่วของตัวเอง มันได้แค่หางๆ แล้วมันผุดขึ้นมา แล้วบอกว่ามันเป็นอารมณ์โลก แล้วก็วาง”
มันให้เท่าทันมันไปบ่อยครั้งเข้าๆ แล้วสติฝึกหัดมัน ปฏิบัติบ่อยๆ มันจะดีขึ้นกับเราเอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเท่าทันอารมณ์ เท่าทันความคิด แล้วความคิดวางไว้ๆ
ความคิดร้ายกาจมาก มีสติมีปัญญา ความคิดนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เราจะพิจารณา เป็นการฝึกหัดจิตของเรา แต่ถ้าวันไหนมันอ่อนแอ วันไหนสติมันไม่สมบูรณ์แบบของมัน ไอ้ความคิดนั้นแหละมันจะใส่ฟืนใส่ไฟเราบ่อยๆ ครั้งเข้า
ความคิดจะมากจะน้อยขนาดไหน เราต้องมีสติปัญญาตรวจสอบเช็กของเรา แยกแยะมัน แล้ววางๆๆ พอวางขึ้นมา นี่ไง วุฒิภาวะ คำว่า “วาง” จิตมันจะแข็งแรงขึ้น จิตมันจะมั่นคงขึ้น แล้วความมั่นคงนั้นน่ะ ถ้ามันจะความคิดเกิดมาๆ เกิดมาเพื่อลับให้ปัญญาของเราคมกล้า ไม่ใช่เกิดมาเป็นภูเขาทับหัวอก ถ้าไม่มีสติปัญญา มันจะเป็นภูเขาทับหัวอกต่อๆ ไป
แต่ถ้ามันเป็นสติปัญญา หิน มันจับภูเขาเป็นหินลับมีด หินลับสติ ลับปัญญา ลับสติปัญญาให้คมกล้า ให้เป็นประโยชน์แก่การฝึกหัดปฏิบัติ นั้นจะเป็นการฝึกหัดปฏิบัติของเรา
ทำของเรา ทำซ้ำทำซาก ทำซ้ำทำซาก ทำซ้ำทำซากเพื่อวุฒิภาวะ เพื่อจิตมั่นคง จิตแข็งแรงขึ้น แล้วฝึกหัดไป ไม่หันหน้าไปทางไหน หันหน้าเข้าสู่ทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อหัวใจของตน เอวัง