ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

คิดเอา

๑๗ มิ.ย. ๒๕๖๖

คิดเอา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๓๐. เรื่อง “กำหนดภาวนาภายในจิตขณะสวดมนต์ เพื่อคุมจิตไม่ให้แส่ส่ายออกไปคิด”

กราบนมัสการหลวงพ่อ (กราบขอขมาครูบาอาจารย์ หากคำถามมิเหมาะสมหรือบังควร)

๑. โดยปกติโยมสวดมนต์เป็นกิจวัตรทุกวัน ขณะสวด จิตก็ส่ายออกไปบ้าง เพราะไม่มีกำลังสมาธิในบทสวด ก็คิดเอาว่า ถ้าจิตวอกแวกคิดอย่างอื่นในขณะสวดมนต์ จิตก็ต้องคิดพุทโธได้ จึงภาวนาภายในขณะสวดมนต์ไปด้วย โดยกำหนดที่กลางอก รู้ตรงนั้นและสวดมนต์ (ปฏิบัติมาได้ระยะหนึ่งแล้ว) บางครั้งรู้สึกสงบลง และเคยมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งเห็นว่ากายกับจิตทำงานแยกจากกัน

คำถามเจ้าค่ะ

สวดมนต์ไปด้วย ภาวนาในจิตด้วย ทำได้หรือไม่ ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ ควรทำต่อไปหรือไม่เจ้าคะ

๒. เคยปฏิบัติแบบภาวนาพุทโธที่กลางอก แต่ไม่ได้ดูลม ตอนนี้หันมาฝึกดูลมแบบอานาปานสติ

คำถามเจ้าค่ะ

๒/๑. อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก ยาวสั้น รู้ที่กลางอก

ถาม

จำเป็นต้องมีพุทโธกำกับหรือไม่คะ (เคยฟังคำเทศน์หลวงตาพระมหาบัวท่านว่า ควรต้องมีพุทโธกำกับรักษาจิต)

๒/๒. บางครั้งพอกำหนดพุทโธด้วย ดูลมหายใจด้วย รู้สึกอึดอัด ต้องดูลมอย่างเดียว แต่บางทีพุทโธก็มาเอง พร้อมลมหายใจที่กลางอก

ถาม

ควรปรับอย่างไรให้เหมาะสม

๒/๓. หรือว่าที่ปฏิบัติแล้วเกิดภาวะนี้เพราะจิตไม่ตั้งมั่น ยังใช้ความเพียรน้อยไป ปฏิบัติน้อยไป ต้องทำให้มากกว่านี้ อดทนเรียนรู้จิตและธรรมของตัวเองให้มากกว่านี้

๓. บางครั้งเกิดเวทนามาก ได้อ่านและฟังธรรมะที่ต่างๆ แนะนำว่า ให้พิจารณาอนัตตาและความว่าง (เราไม่มีในกาย กายไม่มีในเรา เวทนาเกิดเพราะจิตปรุงแต่ง รูปเป็นอนัตตา แม้จิตก็เป็นอนัตตา)

ถาม

๓/๑. ความเคยชินที่ภาวนาอยู่กลางอก พอพิจารณารูปเป็นอนัตตา ก็ยังเห็นที่ตั้งจิตว่าอยู่กลางอก แต่เมื่อพิจารณาว่าจิตรับรู้กลางอกนั้นเป็นอนัตตา มันก็ยังไม่มีจิตรับรู้ที่กลางอกนั้น ไม่ได้เป็นอนัตตา

แต่ถ้าจะพิจารณาให้จิตเป็นอนัตตา แล้วจิตตัวที่รู้อยู่ อยู่ที่ไหน วางจิตอย่างไร กำหนดรู้อย่างไร (ก่อนกำหนดว่างก็พิจารณารูปแตกดับสูญสลายตามแนวอสุภะ แล้วจึงน้อมจิตถึงความว่าง คือไม่มีเหลืออยู่)

๓/๒. วิธีฝึกแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ควรปรับแก้อย่างไรคะ

โยมขอกราบขอขมาท่านอาจารย์ คำถามดูไม่เหมาะสมบังควร เนื่องจากโยมอยากปฏิบัติ แต่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำ ได้ศึกษาเองก็อาจปฏิบัติไม่ถูกต้อง ผิดหลัก ขอพระอาจารย์มีเมตตาให้คำแนะนำเพื่อปฏิบัติละกิเลสตัณหาให้สิ้นไปในชาติปัจจุบันนี้ กราบขออนุโมทนาในเมตตาอาจารย์ด้วยเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่จากศิษย์นะ คำถามๆ คำถามนี้โดยพื้นฐาน เวลาเราเทศนาว่าการตลอด

ในพระไตรปิฎก เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน มัลลกษัตริย์ ประชาชนเข้ามากราบบูชามากมายมหาศาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ บอก

“อานนท์ เธอบอกเขานะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด อย่าบูชาด้วยอามิสเลย ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ของเรา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันเจริญที่ไหนล่ะ

มันเจริญที่หัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

แต่เดิมมา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา โดยอภิธรรมเขาบอกว่า กึ่งกลางพระพุทธศาสนา มรรคผลนิพพานหมดแล้ว มันไม่มีหรอก

เขาปฏิบัติกัน เขาไม่เชื่อว่ามีมรรคมีผลนะ

ทีนี้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านด้วยบุญอำนาจวาสนาของท่าน ท่านปฏิบัติของท่านตามความสามารถของท่านในการค้ำชูกันระหว่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น จนถึงที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ไปทั้งคู่ ท่านถึงเทศนาว่าการ

แล้วถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศนาอบรมธรรมทายาทของท่าน

“อย่าพูดข้างนอกไปนะ อย่าพูดข้างนอกไปนะ”

ท่านจะเน้นย้ำตลอด ให้มันอยู่เป็นวงกรรมฐาน วงในครอบครัว วงภายใน

เพราะคำว่า มรรคผลนิพพาน” ใครจะเชื่อ เวลาพูดถึงมรรคผลนิพพาน เขาหาว่าหลอกลวงโลก โกหกโลก มันไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะอะไร

เพราะก่อนกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนามันเรียวแหลมมาๆ คำว่า เรียวแหลมมา” มันก็บวชกันเป็นประเพณี บวชแล้วก็ศึกษาแล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติ ปฏิบัติ

เวลาปริยัติ ปริยัติที่มั่นคงแล้วก็ศาสนาจะมั่นคง แล้วก็มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็แสวงหากันอยู่อย่างนั้นไง

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านตามความเป็นจริงของท่าน ถ้าตามความเป็นจริงของท่าน เวลาประพฤติปฏิบัติแล้ว หลวงปู่มั่นท่านเน้นย้ำ หลวงตาท่านยืนยัน

เวลาหลวงปู่มั่นท่านนิพพาน หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ล้มลุกคลุกคลานมาอย่างไรรู้ ลูกศิษย์กับอาจารย์รู้กัน อาจารย์ท่านสมบุกสมบันมาขนาดไหน ท่านจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ แล้วลูกศิษย์ที่จะมาประพฤติปฏิบัติน่ะ

พ่อแม่ เวลาลูก ส่งให้มีการศึกษา ส่งให้เล่าเรียน แล้วออกไปสู่สังคม ออกไปสู่วงการธุรกิจ สังคม สังคมมันโหดร้ายแค่ไหน แล้วถ้าลูกของเราไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความเท่าทันสังคม ลูกเราไม่เป็นเหยื่อเขาหรือ นี่แค่ทางโลกนะ

แต่หลวงปู่มั่นท่านเผชิญกับกิเลสมา ท่านรู้ว่ามันปลิ้นปล้อน มันโหดร้ายขนาดไหน มันครอบงำหัวใจของสัตว์โลกขนาดไหน

แล้วเวลาท่านอบรมบ่มเพาะมา ท่านคัด ท่านเลือก ท่านแยกของท่าน คนไหนที่มีอำนาจวาสนาประพฤติปฏิบัติได้ ท่านก็ควบคุมดูแล คนไหนประพฤติปฏิบัติแล้ว ท่านรู้ว่ามันปฏิบัติไม่ได้ ทำสมาธิยังไม่เป็น ปฏิบัติไม่เป็น ท่านก็ให้อยู่ปฏิบัติไป ให้ฝึกหัดให้เป็นจริตเป็นนิสัย

เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมามันล้มลุกคลุกคลานมา หลวงปู่มั่นท่านก็คอยชี้คอยแนะ

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกท่านติดสมาธิ ๕ ปี คนที่ลากออกมาก็คือหลวงปู่มั่น “หลวงปู่มั่นเป่ากะหม่อมเรามา หลวงปู่มั่นเป่ากะหม่อมเรามา”

ล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหนก็หลวงปู่มั่นเอาอยู่ เอาอยู่ เห็นไหม จิตจะพิสดารขนาดไหน จะลึกลับมหัศจรรย์ จะซับซ้อนขนาดไหน หลวงปู่มั่นเอาอยู่หมดน่ะ เพราะท่านเคยเป็นมาก่อน ท่านรู้ถึงชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมของกิเลสมันซับซ้อนแค่ไหน

ฉะนั้น เวลาติดสมาธิ ๕ ปีก็คิดว่าเป็นนิพพานไง

“ไอ้สุขอย่างนี้มันแค่เศษเนื้อติดฟัน”

ใครพูด

เศษเนื้อติดฟันใครๆ ก็รับรู้ได้ อาหารเต็มปากเต็มคำ รสชาติมันเต็มปากเต็มคำ ไอ้เศษเนื้อติดฟันมันก็มีรสนะ แล้วขณะติดสมาธิ ๕ ปี นั่นน่ะแค่ความสุขแค่เศษเนื้อติดฟัน แต่ไอ้คนที่เป็นบอกว่านี่คือนิพพาน

ท่านล้มโต๊ะเลย ท่านพยายามจะดึงออกมา ดึงความติด ดึงคนที่ติดว่านี่คือนิพพาน ดึงออกมาจากสมบัติของเขา ดึงออกมา

แล้วหลวงตาท่านก็พูดเองว่า “หลวงปู่มั่นดึงออกมา” พอดึงออกมาก็ไปเจออสุภะ เวลากำลังพิจารณาอสุภะด้วยความมุมานะของตน หลวงปู่มั่นก็มานิพพานเสีย ท่านไปนั่งที่เท้าศพ

เวลาเขามุงดูเสร็จ เวลาเสร็จงานแล้ว เวลาหลวงปู่มั่นนิพพาน พระก็ล้อมรอบเต็มเลย สักพักก็ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไป ท่านก็แอบมาตอนไม่มีใคร ไปนั่งเฝ้าอยู่ที่ปลายเท้า

เรากำลังล้มลุกคลุกคลานขนาดนี้ เราประพฤติปฏิบัติขนาดนี้ ขณะหลวงปู่มั่นอยู่จนเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นไป ก็มากราบเรียนถามท่าน ท่านลุกขึ้นมาตอบปัญหาขนาดไหน เราก็กลับไปภาวนาต่อเนื่อง ล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหน บัดนี้หลวงปู่มั่นก็นิพพานไปแล้ว แล้วใครจะสอนเราล่ะ มันจะเชื่อฟังใคร

จิตระดับนี้ จิตที่มีคุณภาพขนาดนี้มันจะฟังใคร มันฟังคนไม่รู้ไม่ได้ มันฟังคนไม่เป็นไม่ได้เพราะมันรู้ดีกว่าเขา มันรู้จนมันหลงตัวมันเอง จนมันติด จนหลวงปู่มั่นดึงออกมานั่นน่ะ

สุดท้ายแล้วท่านก็รำพึงรำพันถึงคำสอน มาทบทวนไง หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ว่า “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไม่เสีย”

เห็นไหม คำว่า ไม่เสีย” คนเราปฏิบัติไป ไปรู้ไปเห็น มันตามไป เสียหมด คนที่เสีย เสียเพราะออกไปรู้ไปเห็น ไปเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ ลงนรก ไปสวรรค์ ไปนิพพาน นิพพาน ๕ รอบ ๑๐ รอบ ไปสุขาวดี ไปทั่วเลย

จินตนาการมันได้ทั้งนั้นน่ะ เอ็งจะวาดภาพให้สวยขนาดไหนก็ได้ เอ็งจะว่าเอ็งไปนั่งอยู่บนก้อนเมฆลอยฟุ้งอยู่บนก้อนเมฆก็ได้ ได้ทั้งนั้นน่ะ ความรู้สึกของคนมันเป็นได้ร้อยแปด แล้วใครเป็นคนควบคุมล่ะ

เวลาท่านถึงบอกว่า อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไม่เสีย

นี่เวลาท่านมารำพันของท่าน

นี่พูดถึงหลวงปู่มั่นไง

หลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาด้วยกันระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ อาจารย์ก็ได้ประพฤติปฏิบัติมาถึงที่สุดแห่งทุกข์ จนกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ เพชรน้ำหนึ่งที่หลวงปู่มั่นท่านเป่ากระหม่อมมา คือท่านอบรมบ่มเพาะ ท่านสอนมา คือท่านกางกั้นไม่ให้กิเลสเข้ามาแย่งมาชิง พยายามคอยชี้คอยนำคอยบอก แล้วมันต้องคนที่มีวาสนา คือฟังแล้วมันมีเหตุมีผล ฟังแล้วมันยอมรับความจริงไง มันเป็นสุภาพบุรุษด้วยกันไง มันโต้แย้งกันด้วยเหตุและผล เหตุและผลคือธรรม

มันไม่ใช่โต้แย้งกันด้วยอารมณ์ ไม่ได้โต้แย้งกันด้วยความอิจฉาตาร้อน ไม่ใช่ลำเอียงเพราะเขา เพราะเรา ไม่มีลำเอียงอะไรทั้งสิ้น สัจจะเป็นสัจจะ ความจริงเป็นความจริง ใครเห็นจริงหรือเห็นไม่จริงอีกต่างหาก ถ้าใครเห็นไม่จริง ความจริงนั้นต้องชนะความไม่จริงนั้นเด็ดขาด นี่เป็นข้อเท็จจริง

ฉะนั้น ข้อเท็จจริง อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติท่านบอกว่า การประพฤติปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้นนี่ กับอีกคราวหนึ่งคราวจะสิ้นกิเลส ขณะที่ไปเห็นอวิชชา ๒ คราวนี้เป็นการปฏิบัติที่เข้มข้นเข้มงวด แล้วเป็นการปฏิบัติยากที่สุด

ฉะนั้น ย้อนกลับมาที่คำถามแล้ว คำถามนี้ร้อยแปดพันเก้า ที่ถามมาๆ มันเป็นปฏิบัติเริ่มต้น การปฏิบัติเริ่มต้น เอนทรานซ์ไง ถ้าเอนไม่ติดไม่ได้เรียน เอนสอบแล้วสอบอีก บางคนสอบตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่ติดน่ะ ไม่ติด ไอ้เป็นคนสอบติดนะ มันสอบติด ๓–๔ วิชา เลือกเอาได้เลยจะเอาเรียนอะไร

นี่ก็เหมือนกัน ในการประพฤติปฏิบัติ เริ่มต้นทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจไม่ได้ ขณะที่ทำความสงบของใจไม่ได้ มันอยู่ที่วาสนา คำว่า วาสนา” นะ เราเจอครูบาอาจารย์ประเภทใด

ถ้าครูบาอาจารย์ประเภทเป็นพระสงฆ์ เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สอนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สอนถึงสัจธรรม เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือรัตนตรัย ถ้าพระอยู่ที่รัตนตรัย เขาพยายามจะชี้นำให้เข้ามาสู่ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา

แต่เวลาฝึกหัดๆ เวลาทำสมาธิๆ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมานี่ร้อยแปดพันเก้าจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น จะเข้าสู่สมาธิ ไม่เข้าสู่สมาธิ ทำสมาธิไม่เป็นไง ถ้าเข้าสู่สมาธิ ทำสมาธิไม่เป็น มันก็เหมือนจิต

เห็นไหม ดูสิ เวลาเจ้าชายสิทธัตถะออกไปฝึกหัดกับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี อุทกดาบส อาฬารดาบส สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ แล้วสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ สมาบัติ ๘ ฤๅษีชีไพรเขาทำได้มาก่อนหน้านั้น นี่ไง อภิญญา ๕ ไง อภิญญาที่ ๖ คือรู้ว่าสิ้นกิเลส รู้ด้วยมรรค ๘ แต่มรรคมันไม่มี พอมันไม่มีขึ้นมา เวลาปฏิบัติไป เวลารู้อดีต รู้อนาคต รู้ล่วงหน้า รู้ล่วงหลัง

ภาษาเรานะ ไร้สาระ โคตรไร้สาระเลย เพราะอะไร

เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เราฝึกหัดๆ เราฝึกหัดทำสมาธิ สมาธิคือจิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

แล้วที่มันพาดพิง พาดพิงเพราะอะไร

นี่คราวฝึกหัดเริ่มต้น เราเปรียบเทียบเหมือนกางร่ม แล้วหุบเข้ามาไม่ได้

หุบร่มเข้ามานะ เราหุบร่ม กางไปนี่บานออกไปทั้งร่มมันบานได้ขนาดไหน หุบร่มมา หุบเข้ามาก็เป็นหนึ่ง

นี่พอกางร่มออกไป โดยธรรมชาติของคน การเกิดเป็นมนุษย์มันก็กางออกหมด เป็นมนุษย์รับรู้ไปทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเวลาทำนะ สิ่งที่ทำรู้นู่นรู้นี่ ก็ทรงเจ้าไง แม้แต่พระนะ ยังประทับทรงเลย มันเศร้า นั่นน่ะถือมงคลตื่นข่าว ติรัจฉานวิชา วิชาทำให้เนิ่นช้า

แล้วเวลาปฏิบัติ เวลาฝึกหัดนะ เรียนธรรมะ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ๙ ประโยค แล้วเรียนมาแล้วเป็นภาคปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติก็เริ่มต้น สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานทำไม่เป็น ทำไม่ได้ แต่เก่งนะ รู้ไปหมด อดีตอนาคตนะ อดีตชาติ อนาคต

เฮ้ย! เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือวะ แล้วถ้ามันรู้อดีตอนาคต แล้วทรงเจ้าเข้าผีมันต่างกันตรงไหน สายมูๆ สายมูก็สายผี เชื่อผี เชื่อเทวดา เชื่ออินทร์ เชื่อพรหม

เทวดา พระอินทร์เป็นเด็กล้างบาตรพระพุทธเจ้า เวลาพรหมมาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าหมด เทวดา อินทร์ พรหมมาฟังเทศน์หลวงปู่มั่น แล้วเอ็งไปเคารพบูชาอะไรเขา

บวชนาคๆ เวลานาค นาคเขาแปลงกายเป็นมนุษย์มาบวชพระ แล้วบวชแล้วเขาเป็นสัตว์ ภพชาติเขาอบายภูมิบวชไม่ได้ บวชไม่ได้ เขาก็เลยขอว่า ต่อไปนี้เวลาบวชให้มีชื่อไว้ในพระพุทธศาสนาว่าบวชนาค แต่ความเป็นจริงคือบวชพระ ไม่ใช่บวชนาค

แล้วเอ็งจะรู้อะไรอีกล่ะ

ผลของวัฏฏะไง นี่ผลของวัฏฏะ

เราจะบอกว่า ไอ้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้าเอ็งไปเจอครูบาอาจารย์ที่เหลวไหล มันก็ออกหมดน่ะ เพราะอะไร

เพราะคำถามบอกว่า ได้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์มาเยอะมาก แล้วสับสนไปหมดเลย แล้วงงมาก แล้วเวลาปฏิบัติ คำถามนี้ถูกต้องไหม

คำถาม ๑. เวลาสวดมนต์ๆ มันชอบมีพุทโธขึ้นมา

พุทโธขึ้นมา ถ้ามีพุทโธขึ้นมา เราก็พุทโธได้ถ้ามันเป็นจริตนิสัยของคน ถ้าสวดมนต์ก็คือสวดมนต์ ถ้าเวลาปฏิบัติเราก็ปฏิบัติ เราก็แยกออกจากกัน

ทีนี้บอกว่า เวลาปฏิบัติแล้วมันก็จะมีพุทโธมาด้วย เราพุทโธมาด้วย สวดมนต์ไปด้วยพร้อมกับพุทโธไปด้วย ถูกต้องหรือไม่

เวลาคนปฏิบัติ เริ่มต้นเวลาคนอยากปฏิบัติหาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์บอกให้ประพฤติปฏิบัติ

แล้วปฏิบัติคืออะไร คือจิตตภาวนา แล้วจิตมันอยู่ไหน

คนเรามีกายกับใจๆ เราก็รู้สึกได้ เพราะจิตของเรารับรู้ถึงร่างกายของเรา เราก็ว่ามันมีกายๆ กายมันชัดเจนมาก แต่จิตมันจับต้องได้อย่างไร แล้วจิตมันเป็นอย่างไร ใจมันเป็นอย่างไร แต่เวลามันจะทุกข์มันจะร้อน นั่นน่ะใจทั้งนั้นน่ะ แต่ใจทั้งนั้นมันก็สัญชาตญาณไง เหมือนกับสัตว์ไง มันก็ความรับรู้ของมันไง แล้วเวลาทำสมาธิๆ คือจะหดเข้ามาไง

แต่เวลาทำสมาธิๆ จิต โดยที่ว่าจิตมันรู้มันเห็นต่างๆ นั้นน่ะจิตคือมันสงบระงับบ้าง มันถึงรู้เห็น แล้วรู้เห็นก็ตื่นกับมันไป มันเป็นเรื่องไร้สาระ แล้วคนเรามันไร้สาระเพราะมันไม่มีวาสนา พอไม่มีวาสนา มันรู้เห็นสิ่งใดมันก็ว่า เออ! ใช่ๆ

แต่ความจริง ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น

ในพระพุทธศาสนาให้ทำสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา

สมาธิกับสมาบัติแตกต่างกันอย่างไร

สมาบัติ ๘ ถ้าคนทำเป็นแล้วเขารู้ ไอ้คนไม่เป็นล่ะอยากอวด

สมาธิเป็นสมาธิไง

สมาบัติ เห็นไหม ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำอย่างไร

ครูบาอาจารย์เราทำมาหมดแล้วแหละ แล้วก็รู้ว่าทำมาแล้วมันมีกำลังอย่างไร มันผิดพลาดอย่างไร

แล้วสมาธิ สมาธิเป็นอย่างไร

สมาธินะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

สมาธิก็ไม่รู้จักอีก ถ้ามันรู้จักนะ มันไม่เที่ยวไปรับรองเขาว่าอย่างนั้นถูก อย่างนี้ถูก ภาวนาไปก็นั่งเพ้อเจ้อ นั่งฝัน นั่งไปเห็นภาพ แล้วก็ว่าไป ส่งออกทั้งนั้นน่ะ นั่นคืออาการของจิต แต่โดยธรรมชาติมันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ

โดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติโดยสามัญสำนึกของคน คนมันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันได้สร้างเวรสร้างกรรมของมันมา พอสร้างเวรสร้างกรรมของมันมามันถึงเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นความชอบ เวลาความชอบ ถ้ามันมีวาสนา เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้วมันก็จะมีอาการความรับรู้แตกต่างกันไป

ความรับรู้ๆ เพราะถ้าเราไม่ได้ภาวนาเลย เราก็ทุกข์ก็ยากกับกายกับใจเราอยู่นี่แหละ แต่ตอนนี้เรามีสติมีปัญญา เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราต้องการความสงบของใจ

ทีนี้พอจะทำความสงบของใจ มันก็ไปผ่าน ผ่านกับจริตนิสัย ผ่านจากสันดานเดิมนั่นแหละ สันดานของใครเป็นอย่างไร มันชอบอย่างไร มันรักอย่างไร มันก็ออกอาการอย่างนั้นน่ะ อาการคือมันส่งออกไง

ถ้ามันผ่านอาการนั้นเข้ามา รู้สิ่งใดก็วาง รู้สิ่งใดก็วาง แล้วถ้ารู้สิ่งใด ถ้าสงสัยให้ถามเลย เห็นเทวดา ถามว่าเป็นเทวดาหรือเปล่า เงียบ หายเลย

เพราะถ้าเราจะถามว่าเทวดาหรือเปล่า มันมีสติแล้ว แต่ขณะที่เห็นมันส่งออกแล้ว

ทีนี้พอเรารับรู้ได้ เราตั้งสติได้ ก็ตั้งสติว่าจะถาม พอตั้งสติอันนี้ถาม พอถาม เพราะจิตมันไปเห็นอันนั้นแหละ พอจะถาม อันนั้นหายเลย

แต่ถ้าเป็นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นั่นเทวดาจริงๆ เทวดาจริงๆ คืออะไร เพราะจิตท่านสงบก่อน เห็นไหม จิตของท่าน

เวลาหลวงตาท่านเล่าถึงหลวงปู่มั่นจะรับเทวดา ท่านบอกเลย รู้แล้ววันนี้ ๕ ทุ่มคณะนั้นจะมา ตี ๒ คณะนี้จะมา ท่านรับรู้ไว้ก่อน แล้วเวลาท่านก็ภาวนาของท่าน ทำความสงบของใจ ใจระงับเข้าไป ถ้าจิตมันสงบลงถึงอัปปนา มันลงลึกเกินไป ไม่รู้ว่าเทวดามาหรือยัง ต้องถอนออกมา ถอนออกมาจิตระดับอุปจาระ รับรู้ เทศนาว่าการเทวดา นี่เทวดาในวัฏฏะ เทวดาโดยความเป็นจริง จิตที่เกิดเป็นเทวดา แล้วก็มาโดยสถานะของเขา

แต่ไอ้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ พอจิตมันสงบแล้วอาการมันไปเห็นน่ะ เห็นภาพ เห็นว่า โอ๋ย! เทวดามา เสียงพิณมา

ลองถามว่าใช่หรือเปล่า

คนเรานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย นี่ก็เหมือนกัน คนสร้างบุญมามากหรือน้อย พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ เอตทัคคะหรือพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลก็เป็นพระอรหันต์ ทำไมพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาล่ะ เพราะเขาสร้างมา เขาทำของเขามา

นี่ก็เหมือนกัน ใครมีวาสนาขนาดไหน มากน้อยขนาดไหน เวลาภาวนาไปแล้ว ถ้าคนไม่มีวาสนาเลย ภาวนาสมาธิไม่ได้ ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ เขาเรียกว่าอินทรีย์อ่อน อินทรีย์ไง สติอินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ อินทรีย์คนอ่อนแอ คนอ่อนแอล้มลุกคลุกคลาน

คนที่ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติเหมือนกัน ทุกคนเกิดมามีสิทธิเสรีภาพเหมือนกัน เกิดเป็นคนเหมือนกัน นับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จะปฏิบัติได้เหมือนกัน แต่เวลาทำล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ

ฉะนั้นว่า ถ้ามันจะพุทโธด้วย อะไรด้วย ถ้ามันเป็นไปได้ เราก็ทำได้

๑/๑. อานาปานสติ เวลาหายใจสั้น หายใจยาว ฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าต้องมีพุทโธกำกับจิตตลอดเวลา

ไอ้กำกับจิตตลอดเวลา พุทโธมันก็พุทธานุสติ ถ้าสวดมนต์ๆ เราก็อาศัยสิ่งนั้น

๒/๒. สิ่งที่ว่าเวลาพุทโธแล้วมันจะเป็นเอง มันเกิดคำถามขึ้นมา อะไรควรหรือไม่ควร มันจะมีสิ่งนี้ขึ้นมาตลอด แล้วมันก็จะมารบกวนตลอด

เราก็วางสิ่งนี้ทั้งหมด

๒/๓. เวลาจิต ที่เป็นอย่างนี้เพราะจิตไม่ตั้งมั่นใช่หรือไม่

มันยิ่งกว่าใช่

ฉะนั้น เวลาปฏิบัติ เราทำเพื่อสมาธิ เราทำเพื่อสมาธิของเรา

เวลาข้อที่ ๓.

๓/๑. เวลาที่มันเคยชิน มันพิจารณาไปแล้ว เวลานั่งไปแล้วมันเจ็บมันปวดขึ้นมา ก็บอกให้พิจารณาเป็นอนัตตา แล้วพอเป็นอนัตตาแล้ว จิตเวลาพิจารณาเป็นอนัตตา แต่จิตมันไม่เป็นอนัตตา

มันฟังมาเยอะไง เราก็อยากให้เป็นอนัตตา แล้วอนัตตาก็ยังไม่รู้สึกตัวนะ สมาธิยังทำอะไรไม่เป็น พื้นฐานมันไม่มี ถ้าพื้นฐานมันมี มันฝึกหัดแล้วประพฤติปฏิบัติของมันไป

ฉะนั้น เวลาว่ามันจะเป็นอนัตตาหรือไม่เป็นอนัตตา

เวลา ๓/๒. เวลาปฏิบัติอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์

หลวงตาพระมหาบัวเวลาท่านสิ้นกิเลส โอ้โฮ! โลกธาตุนี้ไหวหมดเลย ขณะมันยิ่งใหญ่ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ คือขณะที่มันดับ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะมันยิ่งใหญ่ มันสะเทือนไปหมดเลย โลกธาตุนี้ไหว ตัวท่านไหวหมดเลย พอเสร็จแล้วเวลามันคลายออกมา กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบแล้วกราบเล่า

๒,๐๐๐ กว่าปี กึ่งพุทธกาล กึ่งพุทธกาล ๒,๐๐๐ กว่าปี เวลาท่านสิ้นกิเลส “พระพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร”

ท่านแปลกใจว่าไอ้ความรู้อย่างนี้พระพุทธเจ้ารู้ได้อย่างไร แต่ท่านรู้ แต่ถ้าท่านไม่รู้นะ ท่านก็ไม่มีอะไรไปเทียบเคียงไง เวลาท่านรู้ขึ้นมา เห็นไหม สิ่งที่มันเป็นจริง มันเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของหลวงตาพระมหาบัว ท่านกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาท่านไปอยู่ที่ไหน ท่านบอกไม่ได้กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้กราบหลวงปู่มั่นก่อน นอนไม่ได้ คนเราถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันมีกตัญญู มันฝังหัวใจ สิ่งนี้มันเป็นจริง ถ้ามันเป็นจริง

แต่นี้ของเรามันไม่จริงไง บอกว่า พิจารณาให้มันเป็นอนัตตา มันเป็นอนัตตา แต่จิตมันไม่เป็น

ก็จิตกับอาการของจิต ความคิดไม่ใช่จิต คิดว่าเป็นอนัตตา แต่จิตมันไม่เป็นหรอก มันเป็นไปไม่ได้

แต่เวลาเป็น มันเป็นที่จิต กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ จิตรวมลง เวลาละสักกายทิฏฐิ ถ้ามันเป็นจริงนะ

แล้วถ้ามันเป็นจริง มันจริงเป็นเพราะอะไร

เป็นจริงเพราะมันมีสมถกรรมฐาน มันมีฐานคือใจที่ทำงาน

แล้วใจมันอยู่ไหน

นี่สมาธิทำไม่ได้ไง ไม่มีสมาธิ แต่โยมพยายามจะรวบรัดว่าใช้ปัญญาไป ปัญญาจะเป็นอย่างนั้น แล้วมันจะรู้อาการอย่างนั้นๆ

สรุป หลวงตาพระมหาบัวท่านไปกราบเท้าหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”

กำหนดพุทโธๆๆ กำหนดอานาปานสติ สวดมนต์ก็สวดมนต์ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพยายามทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้าใจสงบแล้วนะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันก็ติดว่าเป็นนิพพานอีกน่ะ ไร้สาระมาก การปฏิบัติเริ่มต้นมันยาก มันยากอย่างนี้ แต่โดยธรรมชาติของปุถุชนคนหนาเป็นอย่างนี้ทั้งหมด เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

เพียงแต่ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านก็พยายามส่งเสริมๆ นั่นน่ะ ปฏิบัติบูชาเถิด ปฏิบัติบูชาเถิด ให้เป็นจริตเป็นนิสัย แล้วถ้ามันจะเอาจริงเอาจังขึ้นมามันต้องเจาะจง จำเพาะเจาะจง เอาจริงเอาจังเฉพาะจิตดวงนั้น ถ้ามันเจาะจงแล้วเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา มันก็จะศีล สมาธิ ปัญญา

โดยทั่วไป สิ่งที่มันมีสติมีปัญญา อันนี้แหละเป็นที่ว่าหลวงตาท่านบอกว่าปัญญาอบรมสมาธิๆ จะคิดอย่างไร จะทำอย่างไร เห็นไหม

๓/๑. พิจารณาให้มันเป็นอนัตตา มันไม่เป็นอนัตตา เวลาคิดไปแล้ว ความรู้สึกนึกคิดเป็นอนัตตา แต่จิตมันไม่เป็นอนัตตา

พิจารณาไปสิ พิจารณาด้วยสติปัญญา พอมันมีเหตุมีผลมันเศร้านะ มันวางหมดน่ะ นั่นแหละปัญญาอบรมสมาธิ มันไม่ใช่วิปัสสนาหรอก แล้วทั้งหมดเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น โดยโลกเลย แล้วอย่างนี้เขาเรียกโลกียะ โลกหมด ภาวนาไม่เป็น

ถ้าภาวนาเป็น มันถึงจะมีสมาธิก่อน ทำความสงบของใจเข้ามา ไม่ใช่ปฏิบัติแบบเข้าทรงทรงเจ้า

ปฏิบัติไปเหมือนเข้าทรงทรงเจ้า ไม่มีขอบเขตอะไรเลย ไม่มีอริยสัจเลย ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ มันไม่ใช่พระพุทธศาสนาแล้ว มันกำลังจะปฏิบัติแบบทรงเจ้า ทรงเจ้าเข้าผี ลูกช้างๆ นั่นน่ะ ไร้สาระ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๓๑. เรื่อง “กราบนมัสการหลวงพ่อครับ กระผมกราบขอหนังสือ”

ตอบ : ไม่ให้ จบแล้ว เพราะให้แล้วให้อีก มันไปรบกวนคนอื่น มันไปรบกวนเขา เพราะเราก็ต้องให้คนอื่นทำให้ ฉะนั้นว่า รบกวนกันเกินไปไม่ดี ไม่ให้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๓๒. เรื่อง “อยากจดจ่อสิ่งที่ทำ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ เรียนถามปัญหาที่แก้ไม่ได้ ลูกยังศึกษาอยู่ ต้องถือทฤษฎีพร้อมกับภาคปฏิบัติ มีเพื่อนเรียนเป็นกลุ่ม แต่เราพูดน้อย ไม่มีเพื่อนที่สนิท มีความกดดันบ้าง

ตอนภาคปฏิบัติเราต้องตั้งใจและอยากจดจ่อกับงาน บางทีมีเสียงเข้ามาว่าเรายังทำไม่ดี ทั้งๆ ที่คนพูดทำไม่ดีเท่าเรา นี่คือความกดดัน ไม่อยากคล้อยตามความรู้สึกที่คนอื่นเขาสร้างให้เรา ทำให้เราเสียใจท้อใจ โดยพยายามไม่สนใจ แต่มันยังทำไม่ได้

บางครั้งความคิดแว็บขึ้นมาก็กลับไปรู้สึกไม่ดี คำพูดนั้นกับคนคนนั้น บางทีรู้สึกไม่ดีกับตัวเองว่าทำไมเราต้องเจอปัญหาแบบนี้ เราพยายามทำให้ดีที่สุด รับผิดชอบงานช่วยเหลือผู้อื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมและไม่ได้นึกถึง และกลับมาย้อนเราว่า ไม่อยากย้อนเขากลับ ไม่อยากพูดสิ่งที่ไม่ดี แต่มันทำให้จุกอยู่คนเดียว

ลูกขอกราบนมัสการหลวงพ่อแนะนำทางออกให้ลูกด้วยว่าต้องทำอย่างใด ด้วยความเคารพอย่างสูงในเมตตาของหลวงพ่อ

ตอบ : ยังต้องศึกษาอยู่ ต้องเรียนอยู่ ก็เรียนของเราไป ถ้าเรียนก็เรียน เพราะในสังคมทุกสังคมไง ตอนนี้ไม่ใช่ในสังคมนะ แม้แต่ในโรงเรียนทุกโรงเรียนมันมีความกดดัน เพราะมันมีความรู้ความเห็นแตกต่างกันไปตามกระแสสังคม แล้วมันแยกกันไป มันทะเลาะเบาะแว้งกันไป แล้วมันมีปัญหาทำร้ายร่างกายกัน ก็ไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ จนต้องไปแจ้งความเป็นคดีกันไปน่ะ นั่นเรื่องของเด็กๆ

ไอ้นี่มันเรื่องของผู้ใหญ่ไง ยังต้องมีการศึกษา คือไปเรียนธรรมะไง เขาก็แบ่งเป็นกลุ่มเป็นชั้น แล้วก็สร้างคุณงามความดี ก็มีคนติฉินนินทามาเข้าหูเรา

กรรมของสัตว์ ใครจะดี ใครจะชั่ว มันเรื่องของเขา เราตั้งใจของเราให้ดีงามของเรา

เวลาเขาว่าเขากล่าว ก็คิดว่ามันเป็นการติฉินนินทา แล้วตัวเราล่ะ

กรรมเก่า กรรมใหม่นะ กรรมเก่าๆ เราได้สร้างเวรสร้างกรรมกันมา เราถึงเจอสภาพสังคมแบบนี้ แล้วเราก็ตั้งสติของเราไง ตั้งสติของเรา

มันไม่มีใครที่ไม่มีใครโดนติเตียนเลย แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่เทวทัตยังจ้างคนมายิงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนพระนะ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอโดนโลกธรรม ๘ คือคำติฉินนินทา อย่าน้อยใจ อย่าสะเทือนใจ ให้ระลึกถึงเรา คนที่จะโดนเขาติเตียนติฉินนินทามากที่สุดคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดนติฉินโดนนินทามาตลอด

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เวลาเราเป็นใคร ไอ้ติฉินนินทามันก็กรรมของสัตว์ มันจะจริง มันจะเท็จมันเรื่องของเขา เราก็ตั้งสติของเรา เรียนก็เรียนของเรา เรียนของเราให้หมดเวลา แล้วมีความรู้มากน้อยขนาดไหน เวลาจะปฏิบัติเป็นเรื่องตัวของเราแล้ว

ไอ้ติฉินนินทามันอยู่ข้างนอก แต่เราไปเก็บมันมาไง รูป รส กลิ่น เสียง เสียงที่เขาติฉินนินทามันก็เป็นเสียง แต่วันไหนถ้าเราบวกอารมณ์เราเข้าไปด้วยมันก็เจ็บมาก วันไหนเราวางได้มันก็เจ็บน้อย

แล้วก็น้อยใจ ทำดีไม่ได้ดี ทำดีไม่ได้ดี

ทุกคนพูดอย่างนี้หมดนะ “ทำดีไม่ได้ดี” พร้อมทั้งเราด้วย เราก็พูด ทำดีไม่ได้ดี ทำดีไม่ได้ดี ทำไมทำแล้วไม่มีใครเห็นความดีเราเลย ทำดีแล้วไม่ได้ดี

เอ็งจะเอาความดีจากใครล่ะ อ้าว! ถ้าทำความดีๆ ก็ทำความดีเพื่อเราไง อ้าว! ทำดีก็ทำแล้ว แล้วปฏิบัติ ปฏิบัติให้ดี แล้วทำของเรา

เราจะบอกว่า สิ่งที่โยมถามมามันแก้ไม่ได้ สังคมมันเป็นแบบนี้ บางคนยังคิดปลีกหนีจากสังคมไปเลย เราบอก ไม่มีทาง เพราะอะไร เพราะคน ไปอยู่ที่ไหนก็คนทั้งนั้นน่ะ เพราะเราอยู่คนเดียวที่ไหน

พระเรา พระปฏิบัติ เวลาเราธุดงค์ในป่าเราก็ไปคนเดียวเหมือนกัน แต่เวลาถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ชราคร่ำคร่าแล้ว ๗๐ กว่าแล้ว จะ ๘๐ แล้วนะ จะอยู่กับใครล่ะ นี่ยังดีงามนะ เรายังสร้างลูกศิษย์ลูกหาไว้บ้าง อาศัยอยู่กับเขา ถ้าเราไม่มีลูกศิษย์เลยนะ ไม่รู้จะอยู่กับใครนะเนี่ย ไปอยู่คนเดียวไง อยู่คนเดียวจริงๆ

นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นปัญหาโลกแตก ในเมื่อมันมีปัญหาอย่างนั้นแล้ว เราก็ดูแลใจของเรา แล้วอย่างนี้มันเกิดเป็นปัญญามากเลย อ๋อ! สังคมมันเป็นแบบนี้ โลกเป็นแบบนี้ เราก็อยู่กับโลก เราก็รักษาหัวใจของเรา

มีสติดีๆ แล้วฝึกหัดของเรา วันไหนควบคุมได้ เป็นพระเอก วันไหนเราควบคุมไม่ได้ เป็นพระรอง วันไหนเราพ่ายแพ้ เราเป็นผู้ร้าย เราเป็นทั้งนั้นเลย เราเป็นเอง ใจเราเป็นเองหมดเลย แล้วเราอยากเป็นพระเอก อยากเป็นพระรอง หรืออยากเป็นผู้ร้าย ถ้าเป็นผู้ร้ายก็เจ็บมากหน่อย ถ้าเป็นพระเอก วันนั้นชนะใจของตัว ถ้าเป็นพระรอง เออ! มันพอสู้กันได้ ไม่เจ็บเท่าไร ฉะนั้น ฝึกหัดใจของตน

เราอยู่กับสังคม สังคมเป็นแบบนี้ เรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ก็สอนอย่างนี้อยู่แล้ว ใครจะดี ใครจะชั่วมันเรื่องของเขา เราจะทำความดีของเรา เราจะทำความดีของเรา เราต่างหากอย่าผิดพลาด อย่าพลั้งเผลอ ไพล่ไปเห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี เราต้องรู้จักบาปบุญคุณโทษ ความดีความชั่ว แล้วฝึกหัดของเราไป จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๓๓. เรื่อง “หลังจาก ๕,๐๐๐ ปีของพุทธกาล”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ว่าหลังจาก ๕,๐๐๐ ปีของพุทธกาลในยุคสมณโคดมนี้ กว่าที่จะถึงยุคพระศรีอาริย์ สภาพมิคสัญญีของสังคมมนุษย์จะเป็นอย่างไรครับ พระไตรปิฎกมีกล่าวหรือไม่ มันแย่กว่าช่วงที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างไรครับ

ตอบ : ในพระไตรปิฎกมากมาย ที่ศึกษาๆ พวกเราไม่ได้ศึกษา แล้วถ้าเราศึกษา เราสนใจสิ่งใด เราก็ศึกษาเฉพาะแขนงที่เราสนใจไง แต่ในพระไตรปิฎกอธิบายไว้มากมาย เวลาพอหมดยุคมิคสัญญี อายุคน ๗ ขวบ เวลาฆ่าฟันกัน แทงกันตลอดเวลาเพราะอะไร เพราะมันไม่มีคุณธรรม

ถ้าไม่มีคุณธรรม เรามองไปที่สัตว์ สัตว์ พ่อแม่ลูกมันโตแล้วมันไม่มีของมัน มันสังวาสกันได้ทั้งนั้นน่ะ นี่เหมือนกัน เวลาต่อไปมันจะเป็นอย่างนั้นหมดน่ะ พ่อแม่ลูกมันไม่รู้จัก

ไม่ต้องหรอก ตอนนี้บอกว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณๆ นั่นน่ะ

ด้วยศีลธรรมจริยธรรมนะ ทำให้จิตใจของคนมันแตกต่างกันไป แล้วถ้ามันยุคอย่างนั้นแล้วมันเหมือนยุคของสัตว์

แล้วเราไม่ต้องไปคิดหรอก ถ้าเราสร้างบุญสร้างกุศลของเรา เราไม่ไปเกิดในยุคอย่างนั้น ถ้าไม่เกิดในยุคอย่างนั้นนะ แล้วไม่เกิดแล้วไปอยู่ไหนล่ะ

พรหม ๘๐,๐๐๐ ปีนะ ถ้าสองรอบก็แสนหก มันวงรอบของมันไปเพราะอะไร

ธรณีวิทยาไง ๔๐ ล้านปี ๖๐ ล้านปีนะ แล้วถึงเวลาอจินไตย โลกนี้เป็นอจินไตย พระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ข้างหน้าแน่นอน แต่โลกมันจะหมุน สภาวะโลกร้อนมันสร้างปัญหาขนาดไหน ไม่ต้องไปคิดอื่นไกลมากขนาดนั้นหรอก

กลับมาที่หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ สร้างคุณงามความดีอันนี้ไว้

ไอ้นี่สร้างคุณงามความดีของเรา ปฏิบัตินะ ปฏิบัติพอเป็นพิธี แต่อยากรู้ว่า ๕,๐๐๐ ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มันอยากรู้มากเกินไป

ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เขาก็วิเคราะห์ไว้เยอะ เขาวิจัยไว้เลย ตอนนี้จะไปดาวอังคารกันน่ะ หาดาวเคราะห์เพื่อจะย้ายมนุษย์ไปอยู่นู่นน่ะ นี่ความคิดมนุษย์ก็ยังแก้ไข แต่โดยข้อเท็จจริงนะ ดูพายุเข้ามาสิ มันกวาดไปหมดเลย มนุษย์สร้างกับเวลาสภาวะของโลกมันเป็นไปโดยข้อเท็จจริง

แล้วมนุษย์สร้างก็คือมนุษย์สร้าง มนุษย์สร้าง มนุษย์แก้ไขทั้งนั้นน่ะ แต่ถึงเวลาแล้วนะ มนุษย์ไม่เหลือเลย ถ้าถึงยุคถึงคราว

เดี๋ยวจะหาว่าขู่ ไม่ได้ขู่นะ อันนี้อ่านพระไตรปิฎกมา ก็ดูมาเหมือนกันว่ายุคมิคสัญญี เพราะอะไร ดาว ๗ ดวงมันมี แล้วทุกคนนักวิทยาศาสตร์บอก โอ๋ย! มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้

เออ! มันเป็นไปไม่ได้ มันอีกไกล พอมันอีกไกล สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เอาปัจจุบันนี้

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ มีสมอง มีวาสนา มีโอกาส แต่มันเอาไม่เอาล่ะ มันไม่เอาก็ไม่มีโอกาสไง เกิดมามีโอกาส มันโยนทิ้งไง มันเอาทิฏฐิเอามานะของมัน แล้วมันจะได้อะไรล่ะ มันก็กรรมของสัตว์ไง

แล้วกรรมของสัตว์คืออะไร

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง ก็เขาทำอย่างนั้นไง ทำอย่างนั้นมันก็ให้ผลสิ่งที่ทำไง ถ้าให้ผลสิ่งที่ทำ มันก็กรรมของสัตว์ไง

นี่ก็เหมือนกัน แหม! คำถามเลย หลังจาก ๕,๐๐๐ ปีของพุทธกาล

โอ้โฮ! นี่ ๒,๕๐๐ ๒,๕๐๐ ตอนนี้ยังชื่นชมหลวงปู่มั่นอยู่นะ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ไอ้นี่เอา ๕,๐๐๐ ปี

แค่ ๒,๕๐๐ กว่าปี เวลาศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเผยแผ่มา แล้วยุคคราวมานี่ แว่นแคว้นต่างๆ นับถือ

แล้วตอนนี้เวลาดูสารคดี ชาวพุทธในอัฟกานิสถาน ชาวพุทธในอินโด บุโรพุทโธนั่นน่ะ ตอนอิสลามเข้ามา ชาวพุทธยังหลงเหลืออยู่ในอินโด อินโดภาษาเขา ภาษาสันสกฤตทั้งนั้นน่ะ มันรากเหง้ามาจากพระพุทธศาสนา แล้วเวลามันหมดไปๆ ทิ้งบุโรพุทโธไว้นั่นน่ะ นี่มนุษย์สร้าง มนุษย์ที่ศรัทธาพระพุทธศาสนาสร้างขึ้นมา แล้วมนุษย์เป็นๆ โดนยึดครอง โดนไปจนหลบหลีกเขาไป

พูดถึงว่า แต่ละยุค แต่ละคราว นี่กึ่งกลางพระพุทธศาสนา แล้วนี่อีก ๒,๐๐๐ กว่าปี แล้ว ๕,๐๐๐ ปีไง

เอาปัจจุบันนี้ เอาที่ศรัทธาของเรา แล้วสร้างคุณงามความดีกับใจดวงนี้ ให้ใจดวงนี้ได้เกิดที่ดีงาม เกิดในประเทศอันสมควร เกิดในสิ่งที่สังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข เพื่อได้เจริญประพฤติปฏิบัติต่อไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เอวัง