ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ไม่เชื่อ

๑o มิ.ย. ๒๕๖๖

ไม่เชื่อ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๙๒๖. เรื่อง “การลงโทษลูก”

การลงโทษลูกด้วยการตี เป็นบาปหรือไม่คะ เพราะลูกดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง แม้เราจะสอนลูกดีๆ แล้วก็ตาม ทุกครั้งที่ต้องตีลูก แม่เองก็เสียใจที่ทำให้ลูกเจ็บ ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยชี้แนะด้วยค่ะ

ตอบ : ผลของวัฏฏะ ผลของการเวียนว่ายตายเกิด การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะผลัดกันเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก ผลัดกันหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

การที่พ่อแม่จะอบรมบ่มเพาะสั่งสอนลูก มันจะเป็นบาปไปที่ไหน มันเป็นบุญเป็นกุศล เป็นการที่เราเอื้อเฟื้อ เราเอาใจใส่ดูแล

ถ้าเราไม่เอาใจใส่ดูแลนะ เราปล่อยปละละเลยไง เวลาลูกเราเอาแต่ใจ เอาแต่ใจจนเขาดื้อรั้น แล้วต่อไปอนาคตเป็นอย่างไร เขาเองต่างหากจะต้องไปเผชิญเวรกรรมสิ่งที่เขาได้ทำมาด้วยความคิดว่าเขาคิดว่าถูกต้องชอบธรรม

แต่ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมมันก็ต้องมีผลทางกฎหมาย เวลามีผลทางกฎหมายนะ ถ้าเขาระลึกได้ “พ่อแม่รังแกฉันๆ”

ถ้าพ่อแม่อบรมบ่มเพาะ มันเป็นบุญเป็นกุศล เป็นการอบรมบ่มเพาะไง ดูสิ เวลาเราเอาลูกไปฝากโรงเรียน วันไหว้ครูๆ ทำไมต้องไหว้เคารพครูบาอาจารย์ล่ะ เพราะเขามีบุญคุณ ไอ้นี่พ่อแม่ พ่อแม่เป็นอาจารย์ของลูกตั้งแต่แรกเกิดเลย แล้วให้ชีวิตนี้มา มันจะเป็นบาปเป็นกรรมไปที่ไหน

แต่ถ้าเราตีลูกไปด้วยอารมณ์ ด้วยความโกรธ ความเครียด เราไปมีสิ่งใดมาแล้วเรามาลงกับลูก อันนี้มันก็ไม่สมควร แต่ถ้าเราอบรมบ่มเพาะด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยความถูกต้องชอบธรรม ด้วยเหตุด้วยผล

ถ้าไม่ตีเลย ถ้าเจรจากัน คุยกันรู้เรื่อง อันนั้นก็เป็นบุญของคน แต่ถ้ามันดื้อมันรั้น ถ้าเราจะอบรมบ่มเพาะของเราโดยสติโดยปัญญา มันก็เป็นการอบรมบ่มเพาะ มันไม่เป็นบาปเป็นกรรม

“แต่” เรานี่มีแต่เยอะมาก ถ้ามีแต่เพราะอะไรล่ะ แต่เพราะอภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อกว่าแม่นะ บุตรด้วยบุญด้วยกุศลเขามา เขาเกิดด้วยบุญของเขา เขาสร้างแต่คุณงามความดีของเขา เขาดีกว่าพ่อกว่าแม่อีก

เศรษฐีโลก เศรษฐีโลกเขาเกิดมาแต่ละคน เขาเจริญงอกงามดีกว่าพ่อกว่าแม่เขามากมาย เพราะเขาได้ขวนขวายกระทำจนเขาได้เป็นเศรษฐีโลก พ่อแม่ยังไม่มีความสามารถอย่างนั้นเลย

ถ้าเป็นอภิชาตบุตร คือบุตรที่มีบุญมีกุศล เราสร้างบุญกรรมมาด้วยกัน ทำคุณงามความดีมา แต่ถ้าเป็นเวรเป็นกรรมนะ ไอ้นี่แหละน่าเศร้า มันน่าเศร้าไง เพราะอะไร

เพราะพ่อแม่มันตัดขาดได้อย่างไร สายเลือดน่ะ แต่มันจะพัวพันกันไปอย่างนี้ มันจะพัวพันกับพ่อกับแม่ไปอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะเกิดมาในชาตินี้ไง ดีเอ็นเอพิสูจน์ได้เมื่อไหร่ก็เชื้อพ่อเชื้อแม่ทั้งนั้นแหละ มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แล้วมันจะมีแต่ความผิดพลาด มีแต่ความโต้แย้งต่อกัน มีแต่ความทุกข์ความยาก

อันนั้นเมื่อใดถ้าหมดเวรหมดกรรมนะ คำว่า หมดเวรหมดกรรม” มันละทิฏฐิมานะ ละที่จะเอาชนะคะคานกัน บางทีมันจะเอาชนะ เอาคะคานกัน เอาแต่อารมณ์ความพอใจของตน นี่มันผลของกรรม แล้วนี่มาจากไหนล่ะ

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราได้สร้างเวรสร้างกรรมอย่างนี้มาทั้งสิ้น ถ้าเราไม่ได้สร้างเวรสร้างกรรมมา เราจะไม่มาเจออย่างนี้

คำว่า เจออย่างนี้” นะ เพียงแต่ว่าเจออย่างนี้แล้ว เรายังยืนยันของเรา เพราะเราภูมิใจและเรามั่นใจของเรามาก ว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นอริยทรัพย์ เพราะสัตว์โลก ช้าง ม้า วัว ควายเต็มไปหมด ยิ่งแมลงเยอะแยะไปหมด จิตหนึ่งทั้งนั้น แล้วเราได้เกิดเป็นมนุษย์มันมีคุณค่าแค่ไหน แล้วพอเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถ้ามีโอกาสไม่มีโอกาสไง

มีคนมาหาเรามากมาย อยากจะประพฤติ อยากจะปฏิบัติ

เราก็บอกนะ ใช่ ถ้าอยากประพฤติปฏิบัติ เราก็สาธุการ เราชื่นชมนะ แต่การปฏิบัติไม่ใช่ของง่ายหรอก การปฏิบัติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านทำจริงทำจังมาน่ะ

ในทางโลกนะ มีสิ่งใดเขายังแนะนำ เขายังช่วยเหลือเจือจานกันได้ เวลาปฏิบัติๆ หลับตาไปแล้ว เวลาจิตเห็นจิต จิตเห็นกิเลส จิตเห็นอาการภายใน มันเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้นน่ะ นั่นเวลาจะประพฤติปฏิบัติมันถึงเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง รู้จำเพาะตนไง รู้เพราะใจดวงนั้น ใจดวงนั้นเป็นผู้รู้

แต่ใจดวงนั้นถ้ามันผู้รู้ ถ้ารู้จริง อย่างเช่นหลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น จิตจะเป็นอย่างไร เราผ่านมาหมดแล้วแหละ

ครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านไปท่านรู้ทั้งนั้นน่ะ แล้วรู้ถูกๆ ด้วย เพราะท่านรู้ผิดมามากมาย การล้มลุกคลุกคลาน การจะแก้กิเลสในใจของตนล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ

เริ่มต้นถ้าจะไปเห็นกิเลส กิเลสมันก็ปลิ้นมันก็ปล้อน มันก็ผลักก็ไส กิเลสบังเงาไง บอก “การปฏิบัติอย่างนี้สำเร็จแล้ว บรรลุแล้ว ธรรมมันเป็นแบบนี้” มันบังเงา กิเลสมันเอาธรรมะมาอ้างอิง แล้วไอ้คนที่โง่บ้าเซ่อก็เชื่อนะ เชื่อเพราะอะไรล่ะ

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไอ้นี่ก็เหมือนกัน มันรู้มันเห็นเองไง เราก็จับต้องได้เองไง แต่นั่นอาการของใจทั้งสิ้น จิตมันหลอกมันลวงทั้งสิ้น นั่นพูดถึงว่ากรรมของสัตว์

ฉะนั้น การลงโทษลูกด้วยการตี เป็นบาปหรือไม่คะ

ถ้าการตีโดยความชอบธรรม โดยการอบรมบ่มเพาะ เราว่าไม่บาป แต่ถ้ามันฉุนมันเฉียว มันไปลงกับลูกนี่บาป เพราะเราเอาอารมณ์ของเรา เราเอาความพอใจของเราไปลงกับลูก

แล้วกรณีอย่างนี้ทางโลกเขาเรียกว่ามันเป็นปัญหาสังคม สังคมมันเป็นแบบนี้

ทางการเกษตรเขาอยากมีลูกมากๆ เพื่อใช้แรงงานในการทำการเกษตรไง แต่ในปัจจุบันนี้เขาจ้างแรงงานกันแล้วนะ มันเป็นเรื่องการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ถ้าเรื่องทางเศรษฐกิจก็มี เรื่องเวรเรื่องกรรมของสัตว์ก็มี

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ เราตั้งใจของเราให้มั่นคง เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งอาศัย สัจธรรมๆ สัจจะความจริงอันนั้น เราเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง

แล้วถ้าจิตใจของเราอ่อนแอ เราขาดสติ มันก็จะเกิดกิเลสมันครอบงำ มันก็สร้างเวรสร้างกรรม ถ้าสติปัญญาสมบูรณ์แบบ เราจะอบรมบ่มเพาะ เราจะตีบ้าง เราจะอบรมให้เขาเป็นคนดีได้ อันนี้มันเป็นอบรมบ่มเพาะ มันไม่เป็นบาปเป็นกรรมหรอก เพราะเขาเป็นลูกของเรา

เวลาคนเราเป็นสิ่งมีชีวิต พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกๆ เราก็เป็นพระอรหันต์ของเขา เราได้สร้างเขามา แล้วเราจะอบรมบ่มเพาะส่งเสริมให้เขาเป็นคนดีไปข้างหน้า แล้วกรรมปัจจุบันนี้ กรรมที่เราอบรมบ่มเพาะนี่กรรมปัจจุบัน แต่กรรมอดีต สิ่งที่เป็นจริตนิสัย เป็นทิฏฐิมานะในใจของเขา เขามีเศษนี้ติดหัวใจเขามา แล้วถ้าจากอดีต จากปัจจุบัน ถ้าสร้างคุณงามความดี อนาคตจะดีแน่นอนไง อนาคตจะเกิดจากปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้มาจากอดีตไง

เราสร้างคุณงามความดีของเราๆ แต่มันไม่เป็นอิสระที่เราจะบงการได้ทั้งหมด เพราะมันมีเชื้อไข มีกรรมเก่ามา แล้วกรรมปัจจุบันเราก็ตั้งใจ เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราก็พยายามอบรมบ่มเพาะของเรานี่ไง แล้วถ้าดีงามก็เราประสบความสำเร็จในชีวิตในครอบครัว

แล้วเราประสบความสำเร็จในชีวิต ในลูกหลานของเรา เป็นคนดีในสังคม เป็นคนดี เป็นคนดีเท่านั้น เราเอาความเป็นคนดีพอ แล้วเขาจะทำสิ่งประสบความสำเร็จอย่างไรนั่นเป็นกรรมของสัตว์ แต่ให้เขาเป็นคนดี ให้เขามีความสุขในชีวิตของเขา เราดูแลเขาด้วยการที่เราเป็นพ่อแม่ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๒๗. เรื่อง “ศีล”

หลวงพ่อ : เขายกเลิกคำถามไปเลย

ถาม : ข้อ ๒๙๒๘. เรื่อง “กลีบบัว”

ตอบ : เขาเขียนปัญหามาถามมากมาย มากมาย เขาเขียนมาแล้วว่า หลวงพ่อจะอ่านหรือไม่อ่านเป็นสิทธิหลวงพ่อเลย ฉะนั้น เราถึงไม่อ่านไง

เพราะคำถามของเขา เขาบอกว่าเขาภาวนามาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ปฏิบัติมา ถามหลวงพ่อมามากมาย ถามหลวงพ่อมามากมายไง เวลาปฏิบัติไปแล้วมันเป็นเหตุเป็นผล มันรู้มันเห็นสิ่งต่างๆ ขึ้นมา

สิ่งอย่างนี้ใครๆ ก็รู้ได้

ถ้าโดยธรรมชาติของมนุษย์ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีพ่อมีแม่ พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่เป็นสัมมาทิฏฐิพาไปวัดไปวา หรือถ้าพ่อแม่มีธุรกิจ มีหน้าที่การงานรัดตัวขึ้นมา ถ้าเรามีสังคม สังคมเขาถึงเทศกาลต่างๆ ทำบุญกุศล

เราเป็นชาวพุทธไง เราก็ได้เห็นร่องเห็นรอยมา วัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธ แล้วถ้าวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธ เรามีชีวิตขึ้นมา เราต้องใช้ชีวิตของเราโดยปกติ เวลามันมีผลกระทบเรื่องชีวิต มันมีความทุกข์ความยากไง

เหตุผลที่เราแจกทอฟฟี่เด็กๆ ในความรู้สึกของเราคือเราพยายามจะทำบันไดหนีไฟไว้ให้กับใจดวงนั้นๆ

ตึกสูง ตึกระฟ้าจะมีบันไดหนีไฟ การที่เราให้เด็กๆ ให้เด็กๆ ให้เด็กมันรับรู้ ให้มันฝังไปในใจของมัน เวลามันโตขึ้นมา เด็กมันต้องโตขึ้นไป ถ้ามีการศึกษามีการเล่าเรียนต่างๆ มันต้องมีเพื่อนมีฝูง มันต้องอยู่กับสังคม ถ้าวันไหนมันไปผลกระทบที่รุนแรง ผลกระทบรุนแรงนะ มันก็จะเอาคืนเขา ก็คุกตะราง ถ้ามันเป็นเบี้ยล่างเขา ก็ให้เขารังแกให้เจ็บช้ำน้ำใจ

แต่เวลามันเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้ามันไม่มีทางออก ถ้ามันคิดถึงทอฟฟี่ได้ ทางหนีไฟที่เราติดไว้กับใจของสังคมนั่นแหละ

ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง

ถ้าทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง นี่ชาวพุทธไง เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งไง ถ้ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง มีทางบันไดหนีไฟ มีเรื่องอริยสัจ มีเรื่องสัจจะ เรื่องความจริง เรื่องเหนือเหตุเหนือผล

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลา เป็นสัจจะความจริงตลอดไป แต่เราเป็นสมมุติ เราเกิดเป็นวาระชั่ววาระ เราตกทุกข์ได้ยากขึ้นมา ถ้ามันระลึกถึง เห็นไหม

เราทำของเราไว้ ทำไว้กับใจ ใจของเยาวชน แล้วถ้าเยาวชนมันมีบุญหรือไม่มีบุญ นั่นมันเรื่องของเยาวชนนั้น เราทำของเราๆ เพื่อสังคมๆ

ฉะนั้น เวลาคนที่จะประพฤติปฏิบัติ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติไง มันก็เป็นเรื่องของสังคม สังคมทั้งนั้นน่ะ สังคมเพราะอะไร

สมมุติบัญญัติ โลกียปัญญา ปัญญาโลกๆ เราเกิดเป็นคน คนมีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันมีสัญชาตญาณ มีความคิด สัตว์มันก็มีความคิด สิ่งมีชีวิตมีความคิดทั้งสิ้น

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านเทศนาว่าการเทวดา อินทร์ พรหม

เทวดา อินทร์ พรหมคุยภาษาอะไร

ในโลกนี้ ตอนนี้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน มันเป็นตัวยืน แล้วภาษาท้องถิ่นล่ะ แล้วคุยกันเรื่องภาษาอะไร เวลาหลวงปู่ชาท่านไปสอนฝรั่ง ท่านบอกว่าหลวงปู่ชาไม่ได้ภาษา แล้วไปสอนได้อย่างไร

แล้ววัวควายมันมีภาษาไหม แต่ถ้าเรารักวัวรักควาย วัวควายมันก็รู้ว่าเรารักมันนะ สุนัขให้อาหารมัน มันจะซื่อสัตย์กับเจ้าของมันมาก นี่ภาษาใจ ภาษาความรู้สึก

อริยสัจมันก็เป็นความจริงอันนั้นน่ะ

ถ้าเทวดา อินทร์ พรหมเขาใช้ภาษาอะไร

นี่ไง ภาษาใจเหมือนกัน ภาษาสิ่งมีชีวิตที่เกิดในวัฏฏะ นี่ถ้ามันเป็นเรื่องวัฏฏะ มันเป็นเรื่องการเกิดเป็นสมมุติบัญญัติ

ฉะนั้น เวลาปฏิบัติ มันจะมีอาการอย่างนั้น จิตมันเห็นอสุภะ มันเห็นเรื่องต่างๆ

มันเห็นอสุภะมันก็เห็นได้ มันเห็นได้โดยสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา

แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ถ้าเอ็งทำสมาธิไม่ได้ เอ็งทำความสงบของใจไม่ได้ ไม่มีสมถกรรมฐาน เวลาสิ่งที่เกิด สิ่งที่เกิดที่มันรู้มันเห็นต่างๆ ฝันไง เวลาคนฝันมันก็ฝันใช่ไหม

มีคนเขียนปัญหามามากมาย เวลานั่งหลับไป เวลามันฝันนะ เห็นอสุภะ เวลาพิจารณาของมัน แต่เวลาให้มันทำความสงบของใจมันทำไม่เป็น มันทำสมาธิไม่ได้

ถ้าทำสมาธิได้ สมถกรรมฐาน แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น พระกรรมฐานเกือบทั้งหมด ตายตรงนี้หมดน่ะ

ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นนะ มันจะเห็นเลยว่าโลกียปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ความจินตนาการ สิ่งที่รู้ที่เห็นร้อยแปด แล้วมันได้อะไร

แต่โดยข้อเท็จจริงนะ คนที่ปฏิบัติทั้งหมดจะเป็นแบบนี้ เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง ความเป็นมนุษย์มีสัญชาตญาณ มีความรู้สึกนึกคิดไง จะชนชาติใด จะภาษาใด เขามีความคิดไหม มีทั้งนั้นน่ะ

แล้วความรู้สึกนึกคิดนี้ ถ้าจิตใจคนที่ดีงาม จิตใจคนที่มีวาสนา มันจะรู้มันจะเห็นอะไรที่เป็นความมหัศจรรย์

แล้วมันคืออะไรล่ะ

ดูคนเข้าทรงเข้าผีนั่นน่ะ เหมือนกัน เวลาไปนะ พ่วง! ลูกช้างหายค่ะ ต่อหน้าก็หาย กลับไปบ้านมันก็คิดอีกน่ะ มันหายไปได้อย่างไร คนนอก มันไม่ใช่ใจของตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้หรอก

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาเข้าทรงทรงเจ้านั่นน่ะ เวลาไป แล้วเราภาวนาไป เหมือนกัน ถ้าจิตแรงๆ มันเข้าเอง ทีแรกก็ไปทรงเจ้ากับเขา เข้าไปดูโชคลางกับเขา พอเข้าไปแล้ว สุดท้ายแล้วตัวเองเข้าเลย ตัวเองเข้าเจ้าทรงเจ้า แล้วก็จะไปหาลูกศิษย์ลูกหาต่อไปเลย แค่นั้น โลกเป็นอย่างนี้

ถ้าโลกเป็นอย่างนี้แล้ว แล้วผู้ที่ปฏิบัติล่ะ

เวลาปฏิบัติไป ไปรู้ไปเห็นอะไรนะ ใช่ ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วไม่ใช่ธรรมดาๆ นะ เราก็เคยเป็นอย่างนี้ บวชใหม่ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ไปรู้นู่นรู้นี่ขึ้นมา พอทดสอบแล้วมันไม่จริง ทดสอบแล้วมันไม่จริงไง

เพราะเราบวชใหม่ๆ นั่งสมาธิไปเห็นนิมิต เพื่อนๆ เพราะก่อนออกบวชก็รักกันมาก เป็นแก๊งหนึ่ง วันศุกร์กินเหล้าอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เวลาเพื่อนมาก็ วันนี้ถูกไหม วันนี้เป็นอย่างนั้น บางอย่างก็ถูก บางอย่างก็ไม่ใช่ เอ๊ะ! มันหลอก

ตั้งแต่วันนั้นมานะ จบ นิมิตไม่เอา จะเห็นอะไรก็ไม่เอา ก่อนนั่งสมาธิบอก นิมิตไม่เอา พอนั่งสมาธิไปแล้วถ้าจิตมันลง เห็นไหม กิเลสมันหลอก มันจะพาไปรู้ไปเห็นนั่นน่ะ ไม่เอา เวลาถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่เอา

เอาอะไร

เอาความสงบ ทำอยู่อย่างนี้

สิ่งที่ไร้สาระนั่นน่ะ ถ้าผู้ที่ปฏิบัติจะต้องประสบทุกคน โดยธรรมชาติของความคิด แล้วคนมันมีความคิด แล้วความคิดมีเวรมีกรรม มันรู้มันเห็นไปทั้งนั้นน่ะ แล้วไม่มีวาสนา คนอ่อนแอ จิตใจอ่อนแอ เห็นอะไรก็คิดว่าตัวเองเห็นนั้นถูกต้อง

เหมือนคนอยู่ในที่มืด อยู่สองคน ไอ้คนเห็นผีเยอะแยะเลย อีกคนบอกว่ากูนั่งสบาย ไม่เห็นอะไรเลย

ก็มันเห็นของมันไง มันจินตนาการของมันไง ไอ้คนที่นั่งคนหนึ่งเขาไม่สนใจ เขาไม่เห็นไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน จิตเวลาสงบแล้วมันรู้มันเห็น เห็นอสุภะ

เราไม่เคยเชื่อเลย

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านผ่านกิเลสมาก่อน ท่านเผชิญหน้ากิเลส บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ก่อนจะเข้าสู่คู่ที่ ๑ ปุถุชน กัลยาณชน

ปุถุชนคนหนาร้อยแปดพันเก้า มันเป็นพระอรหันต์แล้วพระอรหันต์อีก เป็นพระอรหันต์จนมันเป็นปุถุชนคนหนาอยู่อย่างนั้นน่ะ

กัลยาณชนเห็นรูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้าเข้าสู่สัมมาสมาธิได้จะเป็นกัลยาณชน ถ้ากัลยาณชนจิตสงบแล้ว สมถกรรมฐาน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จะเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ เพราะจิตเห็นสติปัฏฐาน ๔

แล้วถ้าพิจารณาไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ เวลาพิจารณาไป เวลานิโรธดับทุกข์ดั่งแขนขาด กิเลสขาดชัดๆ ไม่ต้องถามใครหรอก

ถ้ามันจะหลง มันก็หลงข้างบนเท่านั้นแหละ แต่ข้างล่างมันจะรู้ได้ทันทีว่าโลกียปัญญาเป็นอย่างไร

ก็เป็นอย่างที่คำถามที่เขียนมานี่

นอนอยู่ในโรงพยาบาลเห็นอสุภะ เห็นกายเป็นอสุภะ มันเป็นไตรลักษณ์ มันเน่ามันเปื่อย

ใครๆ ก็เห็น ตอนนี้นะ เขาล้างป่าช้ากันที่เซียนซือ ซากศพเต็มไปหมด ไอ้นิติวิทยาศาสตร์เขาผ่าศพทุกวัน นี่มันคิดได้ มันจินตนาการได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เราเห็นจริงหรือเปล่า

ถ้าเห็นกายเห็นจริงมันเห็นกิเลส

แล้วก็บอกว่า “กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสมันจะรู้จักมันได้อย่างไร”

กิเลสก็ตัณหาความทะยานอยากไง สมุทัยในหัวใจ ไม่รู้จักอีกน่ะ

คนภาวนาไม่เป็นมันไม่รู้จัก ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่รู้ที่มาที่ไป

ถ้าคนปฏิบัติเป็น เหมือนทางการแพทย์เลย เชื้อโรคมันจะเกิดจากอะไร โรคนี้มันมาจากอะไร แล้วยาอะไรจะแก้ไข แล้วถ้าโรคภัยไข้เจ็บมันหนักขึ้นมามันเป็นเพราะอะไร

มันต้องมีที่มาที่ไปทั้งนั้นน่ะ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน

ถ้าจิต ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิทำไม่เป็น จินตนาการ จินตนาการไปก็อสุภะ จินตนาการไปก็ อู้ฮู! เห็นความมหัศจรรย์ แล้วก็หลงใหลไป

อาการของจิต

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ตรงไหน

ตรงที่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไง

บุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๒ อันนี้นี่ธรรมและวินัย นี่คือศาสดาของเรา พอจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ พิจารณาไป สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

เราฟังทางวิชาการเขาพูดบ่อย เรื่องว่าพระองค์นั้นสำเร็จอย่างนี้ พระองค์นั้นสำเร็จอย่างนั้น

เขาไม่พูดถึงสังโยชน์เลย

ทางวิชาการนะ ถ้าถึงที่สุดแล้วนะ สังโยชน์ ๑๐ สังโยชน์คือเครื่องร้อยรัดหัวใจไว้ หัวใจของสัตว์โลก สิ่งมีชีวิตมันมีสังโยชน์ ๑๐ รัดไว้ แล้วไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเคยเห็นมัน

ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงแล้วพิจารณาไปแล้ว เวลามันปล่อยๆ มันปล่อยก็ตทังคชั่วคราวๆ มันปล่อย นี่บุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๑ นะ เป็นบุคคลฝ่ายเหตุ มันยังไม่เป็นฝ่ายผล

มันปล่อยๆ ถ้ามีครูบาอาจารย์คุ้มครองดูแลอยู่ แล้วให้ทำต่อเนื่องไป เวลามันดับทุกข์ นิโรธ มันขาด

มันปล่อยกับมันขาดไม่เหมือนกัน

เวลามันขาด นี่สังโยชน์ขาด ขาดไป ๓ ตัว สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สิ่งที่มันร้อยรัด สิ่งที่มันเป็นความจองจำจิตอยู่นี่ ถ้ามันขาดออกไปแล้วเราไม่รู้ได้อย่างไร

เวลาเราโดนเครื่องจองจำอยู่นี่ไม่รู้ตัวแลยนะ แต่ถ้ารู้ตัวแล้ว รู้ตัวเพราะมันรู้มันเห็นตามความเป็นจริงไง แล้วถ้ามันทำลายเครื่องจองจำจากหัวใจออกไป มันไม่รู้ได้อย่างไร

ถ้ามันไปรู้ นั่นน่ะบุคคลคู่ที่ ๑ สมบูรณ์แบบ ฝ่ายเหตุและฝ่ายผล แล้วกิเลสมันก็หลอกเป็นชั้นๆๆ ขึ้นไป ถ้ากิเลสมันหลอกเป็นชั้นๆ ขึ้นไป นี่ไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงมันต้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้

ไอ้อย่างที่คำถามนี้ “แล้วแต่หลวงพ่อจะอ่านหรือไม่อ่าน”

เราเข้าใจของเราว่า เขาก็คงสงสัยเหมือนกัน ว่าเขาฟังพระ ฟังครูบาอาจารย์ เวลาบอกว่ามันปล่อย มันเห็นอสุภะ

แล้วเขาก็เคยเขียนคำถามนี้มาถามเราบ่อยๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ สี่ห้าปีที่แล้ว ก็ถามกันมาตลอด เวลาถามมาตลอด

เวลาหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านพยายามให้สังคมเชื่อถือศรัทธา แล้วพยายามให้สังคมชาวพุทธฝึกหัดปฏิบัติ เวลาจะให้ฝึกหัดปฏิบัติ ทำสิ่งใดก็ได้ ทำความสงบของใจเข้ามา ทำความสงบของใจเข้ามา

ถ้ายังไม่มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา เขาไม่เชื่อว่ามรรคผลมี เขาไม่เชื่อว่าภพชาติมี ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะอะไร เพราะกิเลสมันหนา แล้วสังคมมันตอกย้ำ ว่าไอ้พวกเชื่อนี่ไอ้พวกล้าหลัง ไอ้พวกที่ไม่ทันสมัย ไม่เท่าทันโลก

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเท่าทันกิเลส ท่านชำระล้างกิเลส จนเป็นที่เชื่อถือมั่นคงของชาวพุทธ

ไอ้พวกที่ดัดจริต ไปแปะครูบาอาจารย์อยู่ ๒ วัน ออกไปมันว่ามันเก่ง มันวางแนวทางปฏิบัติ

ไร้สาระ ไร้สาระมาก

เพราะหลวงตาท่านบอกว่า พิธีกรรม

มันเป็นแค่พิธี ไอ้การนั่งสมาธิภาวนา ไอ้การเดินจงกรม มันก็พิธีปฏิบัติ ขนาดพิธีปฏิบัติเอามาเถียง เอามาโต้แย้งกัน แล้วข้อเท็จจริงมึงอยู่ที่ไหน

ถ้ามันมีข้อเท็จจริง ปฏิบัติอย่างไรก็ได้

เพียงแต่ว่าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วงกรรมฐาน กองทัพธรรมๆ เริ่มต้นก็หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ให้หลวงปู่สิงห์ มหาปิ่น เป็นฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายการเผยแผ่ แต่โดยข้อเท็จจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางไว้ให้เป็นแนวทาง

หลวงตาพระมหาบัวท่านถามหลวงปู่มั่นไงว่า พระในสมัยพุทธกาลห่มผ้าสีอะไร ห่มผ้าอย่างไร

เพราะเราพยายามจะวางรากฐานให้มันถูกต้องไง

เวลาหลวงปู่มั่นท่านก็ไปเข้าฌานสมาบัติของท่าน ย้อนกลับไปดู แล้วเวลาถึงเวลาก็บอกหลวงตาพระมหาบัวไง

สมัยพุทธกาลมีผ้าแก่นขนุนอย่างกลาง อย่างอ่อน

นี่ไง พยายามจะฟื้นฟู พยายามวางแนวทางความเชื่อถือ แล้วถ้าความเชื่อถือแล้ว จากปุถุชน กัลยาณชน โลกียะเป็นโลกุตตระ สิ่งที่จากโลกเป็นธรรม

ไอ้นี่มันเอาโลกล้วนๆ เลย ถ้ายังไม่มีใครมั่นใจ มีใครสนใจ ไม่มีใครเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา มันก็เหมือนศาสนานี้เป็นการทรงเจ้าเข้าผี การทรงเจ้าเข้าผีไม่ใช่ศาสนา การทรงเจ้าเข้าผีนั่นน่ะถือนอกพระพุทธศาสนา ขาดจากไตรสรณคมน์

ไตรสรณคมน์มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น แล้วเราเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยสติด้วยปัญญาของเรา เราทำบุญกุศล เราถือศีลปฏิบัติธรรม อย่างอื่นไม่มีปัญหา

อยากจะบอกว่าไร้สาระ เดี๋ยวจะเกินไป

อย่างอื่นไร้สาระ เพราะอะไร เพราะมันเป็นพิธีกรรม มันเป็นวัฒนธรรม มันเป็นประเพณี มันเป็นประเพณีเท่านั้น แต่ที่เราทำๆ เราฝึกหัดใจของเรา

เขาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกาย เราประพฤติปฏิบัติเพื่อสุขภาพจิต เราต้องการจิตเราให้เข้าสู่รัตนตรัย เข้าสู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าสู่ความตื่นตัว เข้าสู่ความเบิกบาน เข้าสู่ความเป็นจริง ไม่ใช่ให้อารมณ์ความรู้สึกครอบงำ แล้วไปถือกันกระต่ายตื่นตูมไง แล้วปฏิบัติอย่างนั้นๆ จะขั้นนั้นๆ

แล้วเขาคงสงสัย ถึงเขียนมา ๓ หน้า ๔ หน้าเลย เขียนตั้งแต่เขาเข้าโรงพยาบาล เห็นร่างกายเป็นอสุภะ เห็นมันเน่ามันเปื่อย

คนฝันฝันมาเยอะแยะ คำถามโดยความฝันมาถามเราเลย หลวงพ่อเป็นอย่างนั้นๆ เราก็ตอบ

หนูฝันค่ะ

จบเลย เพราะอะไร ขาดสติ ขาดความเป็นปัจจุบัน ฝันเป็นอารมณ์ ทุกคนแก้ไขอารมณ์ไม่ได้

แต่เราทำความสงบของใจ เพราะชนะอารมณ์ของตน ถ้าจิตมันชนะอารมณ์ทั้งหมด มันถึงจะเป็นสัมมาสมาธิ เพราะมันเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์

จิตมันไม่มีกำลัง มันพาดพิงอารมณ์ เราถึงว่าอารมณ์ คิดว่าอารมณ์นี้เป็นจิต แต่ถ้าอารมณ์เป็นจิต อารมณ์มันขึ้นๆ ลงๆ จิตเราก็ต้องขึ้นๆ ลงๆ ไปตามอารมณ์นั้นสิ แล้วอารมณ์มันหายไป จิตก็ต้องตายสิ มันไม่มี

ฉะนั้น สิ่งที่มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันเป็นอารมณ์ เราพยายามพุทโธ กำหนดอานาปานสติ เวลาจิตมันสงบ มันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย แล้วพอมันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นตัวของมันเอง แค่นี้มันก็มหัศจรรย์จะเป็นจะตายแล้ว ถ้าคนไม่มีครูบาอาจารย์ดูแล

ถ้ามีครูบาอาจารย์ดูแล สมาธิเป็นสมาธิ ถ้าสมาธิ สมถกรรมฐาน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต มันไม่ใช่เห็นโดยสัญญาอารมณ์ มันไม่ได้เห็นโดยการขาดสติ มันเห็นชัดๆ จากจักขุญาณ จักขุญาณ ตาของใจ

ใจที่มืดบอด แล้วหลงใหลได้ปลื้มไปกับกระแสสังคม แล้วสังคมมั่นคงขึ้นมาด้วยกรรมฐาน ด้วยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น

ไอ้พวกมาแปะ เข้ามาแปะแค่วันสองวัน แล้วก็เอาแบรนด์ไปขาย กรรมฐาน อู๋ย!

มันเป็นสัญญาอารมณ์ มันไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วมันไม่มีเหตุไม่มีผล แล้วพูดไปสังคมก็เชื่อ เพราะสังคมก็ไม่มีเหตุมีผล แต่พวกนี้ไม่กล้าเข้าใกล้ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ เพราะมันคนละเรื่องเดียวกัน มันเป็นเรื่องโลกียะ เรื่องโลก เรื่องเข้าทรงทรงเจ้า เรื่องการถือขลัง ถือเรื่องสัจจะ

แต่ถ้ามันเป็นธรรม เหนือโลก

ฉะนั้น สิ่งที่เป็นโลกๆ มันก็เป็นเรื่องโลกๆ ถ้าสิ่งที่เป็นธรรมนะ สิ่งที่เขารู้เขาเห็น เขามหัศจรรย์แล้วแต่นะ ให้กำหนดพุทโธสิ

เรามีเยอะ พวกนักปฏิบัติเขาว่าเขาได้อนาคามี ส่วนใหญ่จะได้อนาคามีทั้งนั้นน่ะ พอมาหาเรานะ เอ็งจะได้คาไม่คามันเรื่องของเอ็ง ถ้าเอ็งอยากฝึกหัดปฏิบัติ เอ็งกำหนดพุทโธๆ

เขาก็พุทโธของเขาไปนะ หลายคนมาก เวลาพุทโธๆ จิตมันสงบ อู้ฮู!

คนเรานะ ถ้ามันรู้มันเห็นสิ่งใดครั้งแรกมันจะตกใจ แล้วมันจะตื่นเต้น เขามาหาเรานี่ “โอ้โฮ! พุทโธหลวงพ่อดีกว่าอนาคามีอีก”

คำว่า พุทโธหลวงพ่อดีกว่าอนาคามี” ไม่ใช่ของหลวงพ่อหรอก ของพระพุทธเจ้า แต่เวลาเขาพุทโธๆ จิตมันสงบ มันเป็นสัมมาสมาธิไง มันเป็นข้อเท็จจริงไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ข้อเท็จจริงอันนั้นมันเหนืออนาคามีของเขา

เพราะสิ่งที่อนาคามีคือสัญญาอารมณ์ คือการคาดหมายกันมาตลอด คือการคาดหมาย เข้าสังคม มันเป็นอุปาทานหมู่ อุปาทานคนหนึ่งบอกว่าอย่างนี้คืออนาคามี แล้วอีกคนก็สร้างอารมณ์แบบนี้ ก็ได้อนาคามีเหมือนกัน มันก็เป็นการสร้างอารมณ์ สร้างอารมณ์กันไปเป็นอุปาทานหมู่

เวลาพุทโธๆๆ จิตมันสงบ มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกของจิตของเรา มันไม่ใช่เป็นอุปาทานหมู่ แล้วมันไม่ใช่เป็นสัญญาอารมณ์ มันไม่ใช่สิ่งใดที่ประทานให้ มันเป็นจริงน่ะ

“โอ้โฮ! พุทโธหลวงพ่อดีกว่าอนาคามีอีกน่ะ”

มีคนมาพูดอย่างนี้เยอะ แต่ออกจากเราไปก็ดัดจริตไปหมดเลย เห็นไหม เพราะอะไร เพราะจิตใจเขาอ่อนแอ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้นะว่าสัมมาสมาธิดีกว่าอนาคามีอีก

โทษนะ พระอนาคามีเป็นพระอนาคามี ละสังโยชน์ได้ ๕ แต่คำว่า อนาคามีของเขา” คือความหลง ไม่ใช่อนาคามีที่แท้จริง

พระอนาคามีเราสาธุนะ ถ้าใครได้ พระอนาคามีโดยสมบูรณ์ โดยข้อเท็จจริง สาธุ ไม่เกิดบนกามภพอีกแล้ว แต่ต้องบอกมาว่าทำอย่างไร ถูกผิดว่ามา

แต่เขาบอกว่า หลับไปตื่นมาเป็นอนาคามี

พุทโธกูดีกว่าเยอะเลย แล้วจะดีต่อเมื่อเขาพุทโธได้

แล้วเวลาเขาออกไปแล้วเขาก็ไปทำอนาคามีอย่างเดิม เพราะอะไร เพราะมันเป็นอุปาทานหมู่ เพราะมันมีหมู่พวก มันมีสังคมรองรับ

แต่ถ้าทำพุทโธๆ จิตสงบเป็นสัมมาสมาธิ มันเป็นเอก เป็นหนึ่งเดียวในใจของตน แล้วตัวเองไม่มีวาสนา อ่อนแอ จะต้องมีสังคมรองรับ จะต้องมีคนคอยคุ้มครอง ไอ้นี่ไร้สาระ มันเป็นเรื่องจิตใจอ่อนแอไง

เราถึงได้พูดว่า อยู่ที่วาสนาๆ วาสนาของคนอ่อนแอ ไม่มีสัจจะไม่มีความจริง ไม่สามารถยืนอยู่โดยข้อเท็จจริงได้ เพราะพระพุทธศาสนาไม่ให้เชื่ออะไรเลย ไม่ให้หวังพึ่งใครทั้งสิ้น ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก พึ่งพุทธะในใจของตน แล้วต้องมีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง ชี้ได้หมดน่ะ

ไม่ต้องมาดัดจริตภาวนาอวดหรอก แค่ทำตัวก็รู้แล้ว ไม่มีศีล ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามันยังวอกแวกวอแวอยู่ ศีลมันอ่อนแอ ในเมื่อคนที่มันอ่อนแอ มันจะมั่นคงได้อย่างไร แต่ถ้ามันเป็นสมาธินะ เรื่องทุศีลไม่มีหรอก เรื่องกะล่อน เรื่องตอแหลไม่มี

ไอ้ที่ยังตอแหลอยู่แล้วบอกภาวนาเก่งๆ อ้วก มันจะอ้วก

แต่มันเป็นเรื่องของสังคมนะ เรื่องวาสนาของคน อย่าดูถูกดูแคลนกัน ไม่เคยดูถูกดูแคลนใครนะ แต่รู้ว่าอันนั้นจริงและไม่จริง อันนั้นใช่และไม่ใช่

แล้วถ้าจะให้คนที่ใช่ทำได้จริง เอ็งแก้ไขที่ไหนล่ะ เพราะมันเป็นอดีตชาติ จริตนิสัยมันมาจากอดีต เราไปแก้อดีตไม่ได้ เราแก้ประวัติศาสตร์ไม่ได้ เราแก้เวรกรรมอดีตไม่ได้

แต่ปัจจุบันนี้ต่างหาก ถ้าเขามีสัจจะ เขามั่นคงของเขา แสดงว่าอดีตเขาดี เขาโลเล เขาปลิ้นปล้อน เขากะล่อน มันก็อดีตของเขา เราไปแก้อดีตเขาไม่ได้ไง แต่ในปัจจุบันมาเกิดเป็นเขา เกิดเป็นใครก็แล้วแต่ แต่ถ้ามีวาสนานะ มันจะใฝ่ดี หนึ่ง ใฝ่ดี ชั่วไม่เอา

แล้วที่มันกะล่อน มันปลิ้นปล้อน มันชั่วทั้งนั้น แล้วบอกว่า อนาคามีนะ อนาคามี

สังเวช สังเวชมากๆ เอ็งออกไปซะ เอ็งกลับไปอยู่พวกมึงนู่น

ไอ้ของเราเอาจริงเอาจังของเรา

นี่คำถามนะ คำถามไง เพราะถามมา เราจะพูดวิจัย นี่เป็นการวิจัยสังคม วิจัยวาสนาของคน แล้วผู้ถามก็ถามมาเยอะ

เมื่อก่อนนะ เรามีสัจจะมีความจริงมาก เราห่วงใยคนที่ปฏิบัติ เพราะไอ้ขี้หมูรา ไอ้ขี้หมาแห้ง ไอ้ยุไอ้แหย่ ไอ้หลอกลวงล้วงเอาหัวใจของศรัทธาไทยไปไง

ถ้าเราไม่เชื่อฟังใครเลย เราถึงมีสัมมาสมาธิในหัวใจของเรา มันเป็นสิทธิ เป็นเสรีภาพของบุคคลคนนั้น ทำไมต้องให้คนมาหลอกมาลวง แล้วมาหลอกเอาหัวใจของเราไป หัวใจของเราแท้ๆ อยู่ในหัวอกของเรานี่ ทำไมจะต้องเอาไปฝากให้คนอื่นเขาหลอกลวง พระพุทธศาสนาไม่มี ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สิทธิเสรีภาพอยู่ในใจของคน แล้วปฏิบัติให้จริงขึ้นมา นั่นน่ะเป็นสมบัติของคน

เมื่อก่อนที่ตอบปัญหา ตอบปัญหาเพราะเหตุนี้ แต่คำถามเดี๋ยวนี้มันเป็นคำถามที่แบบว่าวิปัสสนึก มันเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ทนตอบอยู่นี่ ใกล้จะเลิกแล้วนะ จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๒๙. เรื่อง “ขอยกเลิกคำถามเรื่องศีล”

ตอบ : เรื่องศีลข้อที่ ๑ กับเรื่องคำถามข้อที่ ๒ มันเป็นคำถามและคำตอบในตัวมันเอง

คำถามแรก เราเป็นวิตกกังวล เราสงสัยไปทั่ว เราจะถือศีล เราจะประพฤติปฏิบัติ ก็ไปโทษเขาทั่ว

จะมีศีลไม่มีศีลก็คือตัวของเรา จะประพฤติปฏิบัติไม่ประพฤติปฏิบัติก็ตัวของเรา

ไอ้นี่ไปโทษเขาไปทั่วเลย ไม่ต้องเขียนมาอีกแล้วนะ เพราะอะไร เพราะคำถามคำแรกเราไปเพ่งโทษคนอื่นเขา แล้วเราก็เดือดร้อน

เวลารู้ข้อเท็จจริงแล้ว การเพ่งโทษ ถ้ามันแสดงตนขึ้นมาว่าไม่ใช่อย่างที่เราเพ่งโทษเขา โทษใครล่ะ ทีนี้โทษใคร ตัวเองทำให้ตัวเองเดือดร้อน แล้วตัวเองก็ทำให้พ่อให้แม่ ให้คนข้างเคียงเดือดร้อน ความเดือดร้อนเพราะเป็นวิกลจริตกับใจของเราเอง เราวิกลจริต แล้วบอกว่าอยากจะถือศีล อยากจะปฏิบัติ อยากจะเป็นพระโสดาบันในชาตินี้

ความเป็นพระโสดาบันด้วยการเพ่งโทษคนอื่น ด้วยการจับผิดคนอื่น มันจะเป็นโสดาบันได้อย่างไร

ความเป็นโสดาบันมันต้องเป็นโสดาบันในจิตของเรา ศีลก็เป็นศีลของเรา สมาธิก็เป็นสมาธิของเรา ปัญญาก็เป็นปัญญาของเรา แล้วถ้ามันจะเกิด มันต้องเกิดขึ้นจากเรา

แต่นี้เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราไปโทษคนอื่นหมดเลย คนอื่นผิดศีล คนอื่นทำไม่ดี เราต้องอยู่กับเขา เราลำบากลำบนกับเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนพระไว้ พระนี่นะ โดยทั่วไปพวกโจรมันปล้น นั่นน่ะโจร ถ้าเป็นพระ เขาเรียกว่ามหาโจร เพราะหลอกลวงให้เขาเอามาถวายให้ถึงที่

แล้วมันมีชาววัชชีเขาเรี่ยไรมาสก คือรับเงิน พระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตร เป็นสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตร ให้พระสารีบุตรไปให้เขาออกจากที่นั่นไป

พระสารีบุตรบอก โอ๋ย! เขาเป็นนักเลง

พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ไป ให้พระไป แล้วไล่เขาออกไป แล้วถ้าสังคมนั้นเขาเป็นสังคม เราหลงไปในสังคมนั้น ถ้าสังคมนั้นเป็นอย่างนั้น ให้ค้านไว้ในใจ

นี่อยู่ในพระไตรปิฎก

ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว แล้วถ้าคนชั่วมันรวมตัวขึ้นมาแล้ว เป็นสังคมขึ้นมาแล้ว มันมีปัญหาไปมาก แล้วเวลาคนที่เป็นคนดีที่จะไปแก้ไข แก้ไขไม่ได้ ให้ค้านไว้ในใจ คือเราไม่ทำความชั่วไปกับเขา เราไม่ทำความชั่ว

เขาจะทำความชั่วเป็นกรรมของสัตว์ แต่ถ้าเราร่วมไปด้วยนี่สภาคกรรม ที่เกิดร่วมเวรร่วมกรรม เรื่องเวรเรื่องกรรมมันมากมายมหาศาล

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เที่ยวโทษแต่คนนู้น โทษแต่คนนี้ แล้วตัวเองก็อยากเป็นโสดาบัน

โยม จบแล้วนะ ไม่ต้องเขียนมาอีกแล้ว เรื่องไร้สาระ เอวัง