เห็นได้
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๒๓. เรื่อง “ขอหนังสือประวัติครูบาอาจารย์”
ตอบ : นี่ขอหนังสือนะ ให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการ ข้อ ๒๙๒๓. ขอหนังสือ จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๒๔. เรื่อง” เดินตากฝน”
กราบเท้าหลวงพ่อ ผมได้กำลังใจจากหลวงพ่อเรื่องการรักตัวเองและตั้งสติ เรื่องที่เจอมันฝังใจ จึงเลือกไปเดินจงกรมตากฝนที่ตกหนักอยู่นาน ใจมันเห็นฝนห่าใหญ่ เหมือนบาปที่เราทำ ต่อให้ทำดีเท่าฟ้า ก็หาทางพ้นบาปเวรไปไม่ จึงได้ความมั่นใจว่าเลือกเดินทางธรรมนี้จะพอเป็นทางพ้นความเกิดได้ จนใจสงบ พุทโธต่อได้ ในส่วนนี้มีอะไรควรปรับปรุงแก้ไขไหมครับ
ตอบ : นี่พูดถึงว่าคำถาม คำถามนะ ได้กำลังใจจากเรื่องที่หลวงพ่อให้รักตัวเอง ให้ตั้งสติ แล้วเวลาเรื่องสิ่งที่มันฝังใจไง สิ่งที่คำว่า “มันฝังใจ” สิ่งใดที่มันฝังหัวใจของคน ที่มันปักเสียบกลางหัวใจ แล้วมันสะเทือนตลอด จึงเลือกไปเดินจงกรมตากฝนที่ตกหนักอยู่นาน
ใจมันเห็น ใจมันเห็นต่อเมื่อเราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ถ้ามีสติสัมปชัญญะ สิ่งใดก็แล้วแต่ เพราะจิตตภาวนาๆ ใครมีเวรมีกรรมในหัวใจของตน ถ้าจิตมันสงบแล้วมันจะไปรื้อไปค้นสิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรม เป็นทุกข์ในหัวใจของตนมาพิจารณา ถ้ามันพิจารณาของมันได้ ถ้ามันจับของมันได้ มันจะถอนศรที่ปักอก ศรเสียบอกนี่
สิ่งใดที่มันฝังใจ เห็นไหม จิตวิทยา เวลาเด็กๆ เราได้กอดมันหรือยัง เราได้ให้ความอบอุ่นมันหรือไม่ แล้วถ้าสิ่งใดที่มันไม่พอใจมันจะฝังใจมันไป ถ้าฝังใจมันไป มันจะให้ผลต่อเมื่อมันโตขึ้นมา ทางจิตวิทยาเขาศึกษาของเขาได้ในทางวิทยาศาสตร์
แต่ในทางธรรมะๆ มันไม่ได้ปักเสียบชาตินี้ มันปักเสียบมาทุกภพทุกชาติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเทวทัตไง ทีแรกเป็นเพื่อนด้วยกัน สมัยโบราณเขาไปค้าของ แบบของเล่นที่เขาใส่ถาดไปขาย แล้วเวลาไปขาย มีครอบครัวหนึ่งเขามีถาดทองคำ แต่หลานเขาอยากได้ของเล่น เทวทัตผ่านไปนะ เขาจะขอแลก
เทวทัตเห็น ว่าจะกดราคาเขาไง บอกว่า โอ๋ย! ของป้าไม่มีราคา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพ่อค้าเร่ด้วยเหมือนกัน พอไปเห็นเข้า อู้ฮู! อันนี้มันถาดทองคำนะ ของที่เอามาขายทั้งหมดเลย มันยังมีค่าไม่เท่ากับถาดทองคำนี้เลย
ขอแลกเถอะ ยายก็บอกขอแลกเถอะ เพราะหลานมันอยากได้
โอ๋ย! ของทั้งถาดนี้หมดเลยนะ แลกได้หมดเลย ขอ ขอแลกไปเลย
เทวทัตก็เดินไปรอบหนึ่ง กลับมาจะมาเอาถาดทองคำนี้ไง เพราะว่ากดราคาเขาไว้
พอมาถึงบอกว่า ป้า ถาดทองคำยังอยู่ไหม
อ๋อ! พ่อค้าเมื่อกี้เขาแลกไปแล้ว ของเล่นเต็มเลย
เทวทัตแค้นมาก เพราะหมายตาเอาไว้แล้ว ตั้งแต่นั้นนะ ผูกพยาบาท กำทรายขึ้นมานะ จะจองล้างจองผลาญทุกภพทุกชาติ
จองล้างจองผลาญกันมา เห็นไหม ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเกิดเป็นพระเวสสันดร เทวทัตก็เกิดเป็นชูชก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เทวทัตก็มาเกิดเป็นเทวทัต ปักเสียบกันมาทุกภพทุกชาติ ทุกภพทุกชาติ
นี่พูดถึงเวลาความฝังใจไง เราพูดคำนี้เพราะอะไร เพราะกิเลสมันลึกลับซับซ้อน เราจะค้นหากิเลสของเรา แล้วเราพยายามจะศึกษาค้นคว้า เฮ้ย! แล้วมันอยู่ไหนวะ ทุกคนก็อยากจะฆ่ากิเลสนะ เรามีปืนคนละกระบอก เจอกิเลส ยิงทิ้งเลย แต่ไม่รู้จะยิงที่ไหน ยิงก็ยิงจากขาตัวเอง ยิงฝ่าเท้าตัวเอง นึกว่ากิเลส มันยิงตัวเองนะน่ะ
มึงหาไม่เจอหรอก มึงหากิเลสมึงไม่เจอ
ฉะนั้น เวลาผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ถ้าใจสงบระงับแล้วฝึกหัดค้นคว้าในแนวทางสติปัฏฐาน ๔
แนวทางสติปัฏฐาน ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรื่องอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ จะไปดับที่ไหนล่ะ
เวลาดับขึ้นมาก็ดับบนหัวใจ หัวใจที่สงบระงับแล้ว ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ฝึกหัดใช้วิปัสสนา วิปัสสนาคือรู้แจ้ง รู้แจ้งแทงตลอดในใจของตนไง ถ้ารู้แจ้งแทงตลอด ก็พยายามถอดถอนไอ้สิ่งที่ปักเสียบในหัวใจของตน
ไม่ใช่ตามไปแก้แค้นที่เทวทัต ไม่ใช่ตามไปแก้แค้นไอ้คู่ปรปักษ์ ไปแก้แค้นคนที่ทำร้ายเรา ไม่ใช่ ไอ้คนทำร้ายเราคือคน แต่ผลที่ทำร้ายมันฝังลงที่ใจเรานี่ เวลาถอนมันถอนที่ใจเรานี่ ไอ้คนที่มันทำเรามันก็อยู่ในคุก อยู่ในตะราง อยู่ในบ้านเรือนของเขา ถ้าเขาไม่โดนกฎหมายตามเล่นงาน แต่ไอ้เวรกรรมที่มันฝังใจเรานี่ไง เราแก้ที่นี่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนแก้ที่ใจของเรานี่
ถ้าแก้ที่ใจของเรานี่ สิ่งที่มันปักเสียบกลางหัวใจไง มันฝังใจมาๆ
พอฝังใจมา ก็ไปเดินตากฝน
พอมันเดินตากฝนๆ คนเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนานะ มันจะมีสติมีปัญญาไง เดินตากฝน คนที่เขาทำนาเขาทำกลางฝนทั้งนั้นน่ะ คนที่เขาออกประมง เวลาพายุมันมา เขาอยู่ท่ามกลางทะเล เขาตากฝนหมดน่ะ แต่เขาตากฝนเพื่อการประมง เขาตากฝนเพื่อการทำไร่ไถนา
ไอ้ของเราตากฝนด้วยการบริกรรมในหัวใจ เราตากฝนด้วยการพิจารณาจิตของเรา ปัญญามันถึงเกิดไง
แต่ไอ้พวกชาวไร่ชาวนาเขาก็ตากฝนของเขา เขาก็คอยดูว่าน้ำมันจะท่วมคันนาหรือไม่ ท่วมคันนาแล้วเขาก็ต้องเปิดน้ำให้ไหลออกไป ไม่กักขังน้ำไว้ เดี๋ยวข้าวกล้าเขาจะตายหมด เห็นไหม สติปัญญาเขาส่งไปที่ต้นกล้า ส่งไปที่ต้นข้าว
ชาวประมงๆ ถ้าฝนมันตกนะ ถ้าเกิดพายุนะ ของในเรือที่มันหนักมันเบาไง เขาต้องผ่อนคลายเพื่อจะเอาตัวรอดของเขา เขาคิดแต่จะเอาตัวรอดนะ เขาคิดด้วยสติปัญญาเพื่อผลประโยชน์ในหน้าที่การงานของเขา
ไอ้เราเดินจงกรมๆ หน้าที่การงานของพระไง หน้าที่การงานของนักปฏิบัติไง เดินจงกรมในทางจงกรม เวลาเดินจงกรมในทางจงกรมมีสติสัมปชัญญะของตน แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาของตน
เวลาฝึกหัดปัญญา ปัญญาก็ไหลของมันไปไง ไหลของมันไปโดยโลกียะ โดยกิเลสที่มันขับไสไปไง ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมา มันก็มีสติฟื้นขึ้นมา พอฟื้นขึ้นมา ถ้าจิตมันมีกำลังของมัน มันคิดของมันได้ไง
ฝนนี้เหมือนบาปกรรมที่เราเคยทำมา
มันเปรียบเทียบ เห็นไหม เวลาปัญญามันเกิด มันพลิกมันแพลง
พระในสมัยพุทธกาลนะ จะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้ไข แก้จิตของคนที่มันติดขัด ไปถึงกุฏิขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดฝนตกห่าใหญ่เลย พอฝนห่าใหญ่ น้ำฝนมันเจิ่งนองไปหมดเลย
แล้วฝนที่มันตกมามันจะผ่านชายคา มันตกมาถึงน้ำฝน มันเป็นจุดเป็นต่อม มันเป็นฟองขึ้นมา ยืนพิจารณา ยืนพิจารณา มันเป็นฟองมันก็แตกพับ! แตกพับ! ไอ้ฟองน้ำมันแตกไง คิดน้อมเข้ามาในใจของตนไง กิเลสในใจของตนที่จะไปถามพระพุทธเจ้ามันแตกโพละ! ไม่ขึ้นไปถามพระพุทธเจ้า กลับเลย
ถ้าสติปัญญามันเข้าด้ายเข้าเข็ม ถ้าสติปัญญาถ้ามันทวนกระแสกลับเข้าไปสู่ใจของตน สิ่งใด ธรรมะเป็นธรรมชาติๆ สรรพสิ่งนี้เป็นธรรมชาติ ถ้ามันมีสติมีปัญญา มันเทียบเคียงอย่างนั้นจริงๆ
คนที่กำลังพิจารณานะ เห็นใบไม้หลุดจากขั้ว เออ! ใบไม้มันเกิดนะ มันเป็นใบอ่อน แล้วมันก็แก่ของมัน พอถึงเวลามันก็ต้องร่วงจากใบของมัน เวลาใบไม้มันหลุดจากขั้วอย่างนี้ มันน้อมเข้ามาใจของตนได้ ถ้าคนมีสติมีปัญญา คนที่ฝึกหัดไง
คนที่ไม่ฝึกหัด อย่างที่ว่านี่ เวลาถ้ามันคิด มันคิดแบบชาวนา มันก็คิดถึงการผันน้ำ การควบคุมการไขน้ำเข้านา ถ้าชาวประมง ชาวประมงเขาก็คิดถึงว่าเขาหาปลา สุดท้ายแล้วถ้ามันเกิดภัยพิบัติมา เขาต้องเอาเรือรอดพ้นจากพายุนั้นให้ได้ นี่คือปัญญาของคน
โลกียะกับโลกุตตระ
โลกียะ โลกียะก็เรื่องโลกๆ เรื่องความคิดความเห็นของตน
ถ้าโลกุตตระ โลกุตตระมันต้องมีจิตที่สงบ วาง วางสิ่งที่กิเลสมันบังคับบังเหียนน่ะ กิเลสมันบังคับบังเหียนความคิดเลย มันบังคับจิตใจดวงนี้อยู่ในอำนาจของมันเลย ถ้ามันวาง วางคือสัมมาสมาธิไง แล้วถ้ามันมีสติปัญญาขึ้นมา มันมีสติปัญญาของมันขึ้นมา แล้วสติปัญญาขึ้นมาแต่ละชั้นแต่ละตอน ถ้าแต่ละชั้นแต่ละตอนขึ้นมามันก็เป็นปัญญาที่เข้ามาในใจของตน
“ทำให้ใจมันเห็นว่า ฝนห่าใหญ่เปรียบเหมือนบาปที่เราทำ ต่อให้ทำดีเท่าฟ้า ก็หาทางพ้นบาปเวรไปไม่ จึงมีความมั่นใจว่า”
เวลาถ้ามันมีสติมีปัญญาขึ้นมา มันองอาจ มันกล้าหาญ มันทำอะไรก็ได้ แต่ของการประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นจากปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาย่ำอยู่กับที่ ย่ำแล้วย่ำอีก ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้ปุถุชน กัลยาณชน เวลาเรากลั่นกรองหัวใจของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา
เริ่มต้นปฏิบัติใหม่นี่ปุถุชน ปุถุชนคนหนา หนาด้วยอะไร
ตัณหาความทะยานอยาก
ตัณหาความทะยานอยากคือสมุทัย ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
เหตุ เหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ เหตุให้เราหันซ้ายหันขวา เหตุที่ให้เรามึนงง เหตุทั้งนั้นน่ะ มันเหตุให้เกิดทุกข์ไง
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งที่เวลาตัณหาความทะยานอยากเห็นไหม
นี่พูดถึงว่า ปุถุชนคนหนา เวลาพิจารณาไปแล้วนะ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมาเกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง ไม่เกิดจากอะไรหรอก เสียง คนนั้นติฉินนินทา คนนั้นกล่าวว่าร้าย รส รสชาติต้องการตามความปรารถนาของเรา รูป รส กลิ่น เสียงมันเป็นสิ่งเป็นต้นเหตุให้หัวใจมันฟุ้งซ่าน
เวลาฝึกหัดภาวนาๆ ก็พยายามหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธไง ถ้ามันมีสติมีปัญญา ปฏิบัติบ่อยครั้งเข้าๆ มันกลมกลืนกัน พอกลมกลืนกันมันเห็นโทษ เห็นโทษ ถ้าสติหยาบ ถ้าเราไม่ตั้งใจ ถ้าเราไม่จงใจ เห็นไหม ล้มลุกคลุกคลาน ถ้าเราตั้งใจ ตั้งใจเกินไปมันก็เครียด
ฉะนั้น ตั้งสติไว้ แล้วพยายามฝึกหัดให้เป็นปัจจุบัน อย่าไปอดีตอนาคต อย่าไปคิดสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น อย่าไปคาดหมายสิ่งที่จะเป็นไป อยู่กับปัจจุบันของเรานี่
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แค่ใฝ่ใจในการปฏิบัติก็เป็นคนที่มีบุญแล้ว แล้วสิ่งที่มีบุญ เราก็ฝึกหัดของเรา มีการกระทำของเรา แล้วประสบการณ์การประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติทำซ้ำทำซาก ทำฝึกหัดขึ้นมา
นักกีฬา นักกีฬาทุกประเภทนะ เวลาเขาฝึกหัดของเขา เขาต้องมีความคิดของเขา ไอ้ที่เราทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจเพราะให้จิตใจมันมีความคิด จิตใจมันมีกำลังของมัน
ถ้ามีกำลังของมันนะ แล้วถ้ามีวาสนาขึ้นมา มันยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง การเห็นกายๆ ไง จิตเป็นสัมมาสมาธิแล้วเห็นกาย มันเห็นกายโดยเป็นอริยสัจ โดยเป็นสัจจะเป็นความจริง
เวลาไปเห็นผี เห็นผีมันเรื่องจิตวิญญาณ มันไม่เกี่ยวกัน มันคนละเรื่องกัน
ถ้าการเห็นกายๆ การเห็นกายๆ ก็เห็นกายเรานี่แหละ ถ้าเห็นกายของเรา ถ้าเห็นกายของเรา ถ้ามีสัมมาสมาธิ กายนั้นมันจะคงที่ของมันได้
ถ้ากำลังไม่พอ เห็นกายแล้วมันไหลเหมือนภาพทีวีล้มน่ะ นั่นแสดงว่ากำลังไม่พอ
แล้วถ้ามันไม่เห็นเลยล่ะ
ส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นเลย ไม่เห็นเลยก็รำพึง รำพึงคือนึกขึ้นมาจากสมาธิ จิตมีกำลังเป็นสมาธิแล้วรำพึงขึ้นมา นึกในสมาธิ
โดยธรรมชาติของเราเป็นปุถุชนคนหนาที่เราไม่เป็นสมาธิ มันไม่ต้องนึกหรอก มันฟุ้งซ่าน มันฟุ้งซ่านตลอดเวลา แต่เวลาเป็นสมาธิแล้วเราต้องการสิ่งใด เรารำพึงขึ้น รำพึงขึ้นคือนึกต้นเหตุขึ้น นึกต้นเหตุขึ้นมาให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ ถ้าเกิดขึ้นมาไม่ได้ เราก็ปล่อย กลับมาทำสมาธิให้มั่นคงขึ้น แล้วถ้าจิตมันสงบแล้วฝึกหัดๆ
เพราะอะไร
เพราะ “ทำสมาธิๆ แล้วเมื่อไหร่จะได้ใช้ปัญญาล่ะ เมื่อไหร่จะได้พิจารณาล่ะ”
มันวิปัสสนึก มันไม่ใช่วิปัสสนา เอ็งไม่ต้องนึกมันก็ไหลอยู่แล้ว แล้วคนกว่าจะมีหลักฐาน จะมีพื้นฐานในการประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดของเราให้มันมีพื้นฐานก่อน ถ้าฝึกหัดไม่มีพื้นฐานได้ มันก็ฝึกหัดเพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกหัดเป็นบุญเป็นกุศลไง
แต่ถ้าจะเข้าไปสู่มรรคผลไง บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น หนทางการกระทำ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ เวลาทุกข์มันดับ ดับด้วยมรรค ๘ ดับด้วยวิธีการ
แล้วมันดับอย่างไร
นี่พูดถึงว่าการปฏิบัติต่อเนื่องไปไง
ฉะนั้นบอกว่า ถ้ามันมีสติมีปัญญาอย่างนี้ขึ้นมา เราก็มีความภูมิใจ ภูมิใจว่า ปัญญาในข้อคำถามมันเป็นสมบัติของผู้ถาม ผู้ถามเดินจงกรมตากฝน แล้วมันเปรียบเทียบว่าเม็ดฝนเหมือนเม็ดบาป มันชำระล้างตัวเรา
แล้วถ้าคนทำบาปๆ คำถามไง
ถ้ามันเป็นบาปเป็นกรรม มันทำสิ่งใดมาแล้วมันพ้นไปไม่ได้หรอก มันต้องเผชิญกับบาปกรรมของตนที่ทำมา มันยอมรับนะ มันยอมรับ
ถ้ามันไม่ยอมรับนะ “โอ้! เราโดนกลั่นแกล้ง คนอื่นทำแล้วไม่เห็นโดนเลย ไอ้เราโดน”
นี่มันพลิกแล้ว มันพยายามพลิกออกมันไป ถ้าเป็นกิเลสนะ แต่ถ้าเป็นธรรมมันยอมรับ
ถ้าคนทำบาปมา มันไม่พ้นจากเม็ดฝนนี้ไปได้
เพราะเราอยู่ใต้ฟ้า ฝนตกแล้วต้องตกใส่ตัวเราแน่นอน มันเป็นบาปมันเป็นกรรม พ้นมันไปไม่ได้ พ้นมันไปไม่ได้ด้วยวัตถุธาตุ แต่พ้นมันไปได้ด้วยธรรม ด้วยวิปัสสนาญาณ ด้วยการถอดการถอนไง เวลามันถอดมันถอนแล้วมันโล่งหมดเลย แล้วกิเลสหาไม่เจอไง
เวลาพระในสมัยพุทธกาลสิ้นกิเลส กิเลส เห็นไหม แม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะจะสำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พญามารดิ้นรนใคร่ครวญคร่ำครวญเลย
“เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป เจ้าชายสิทธัตถะจะพ้นจากมือเราไป”
ลูกสาว ๓ คน ความโลภ ความโกรธ ความหลง “พ่อ พ่อไม่ต้องหนักใจ เดี๋ยวพวกดิฉันจะไปจัดการเองค่ะ เดี๋ยวจะไปล่อลวงกลับมาอีกเหมือนเดิม”
นางตัณหา นางอรดีมาร่ายมารำ มาเย้ามายวนพระพุทธเจ้า
“นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ เรือนยอดของเรือนสามหลัง เราได้หักลงแล้ว” ไอ้ลูกสาว ๓ คนไร้สาระ ถ้ามันถอดมันถอนแล้วนะ ถ้ามันถอดมันถอนได้จริงไง พ้นหมดไง
ไอ้ที่ว่าเม็ดฝน เม็ดฝนที่มันจะตก บาปกรรมมันจะพ้นไม่ได้
พ้น พ้นต่อเมื่อไม่มีจำเลย ไม่มีภวาสวะ ไม่มีสถานที่ให้ใครลงโทษ เพราะพ้นจากภวาสวะคือภพ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใสๆ นั่นน่ะตัวภวาสวะ นั่นคือตัวภพ นั่นแหละคือตัวอวิชชา ได้พลิกฟ้าคว่ำดินแล้ว จบ มารมันจะไปหาใคร
ฉะนั้น พระในสมัยพุทธกาลเวลาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ มารเดือดร้อนดิ้นรนค้นคว้าใหญ่เลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “มาร เธอไม่ต้องเดือดร้อน เธอหาไม่เจอหรอก”
เพราะไม่มีภวาสวะ ไม่มีที่ ไม่มีตัวตนให้เอ็งได้จับต้อง ไม่มีสิ่งใดที่ให้เอ็งกำหนดได้ ไม่มีพิกัดใดๆ ทั้งสิ้น กำหนดไม่ได้ หาไม่เจอ มารหาไม่เจอ
ฉะนั้น พ้นจากบาปไหม
พ้นแน่นอน พ้นได้โดยธรรม
แต่ถ้าเป็นผลของวัฏฏะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราอยู่ในอำนาจของกิเลส เราก็ต้อง ไม่ใช่ว่ายอมรับหรอก หนีไม่พ้น
ถ้าเป็นเวรเป็นกรรม เศษของกรรม พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์มาก เหาะเหินเดินฟ้าทั้งนั้นน่ะ แล้วมันเป็นเรื่องกรรมไง นี่ผลของวัฏฏะ
พวกลัทธิต่างๆ เขาต้องการจ้องจะทำลายพระพุทธศาสนา จะต้องทำลายพระพุทธศาสนา จะต้องตัดกำลังของพระพุทธศาสนาศาสนาก่อน จะทำอย่างไร ก็ต้องกำจัดพระโมคคัลลานะ เพราะพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มีเดชมาก ไปสวรรค์ ไปสิ่งใดมาก็มารายงานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นครราชคฤห์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก จริงๆ ศาสนานี้รุ่งเรืองมาก ลัทธิต่างๆ จ้องทำลายพระพุทธศาสนา ต้องตัดกำลังของพระพุทธศาสนาด้วยการฆ่าพระโมคคัลลานะ เขาก็ไปจ้างนักเลงตามฆ่าๆ
พระอรหันต์รู้หมดน่ะ มาครั้งที่หนึ่งก็เหาะหนี มาครั้งที่สองก็เหาะหนี พอมาอีก เอ๊ะ! นี่มันคืออะไร อ๋อ! กรรมเก่า
นี่ไง เม็ดฝนของบาปที่มันเคยทำไว้ในอดีตชาติกาลนานโพ้นนู้น พระโมคคัลลานะท่านเป็นลูกของนางพราหมณ์คนหนึ่ง พราหมณ์นั้นเป็นพราหมณ์ตาบอดมีลูกชายคนหนึ่ง ก็อยากให้ลูกชายมีครอบครัว
ไอ้ลูกชายก็รักแม่มาก มันไม่อยากมีๆ ไอ้แม่ก็บอกว่าอยากให้ครอบครัวมั่นคง ก็ไปขอผู้หญิงให้กับลูกชายของตนไง
พอขอผู้หญิงมา ผู้หญิง เห็นไหม แม่ตาบอด เวลาสามีไปไร่ไปสวน ก็เอาข้าวไปหว่านไว้บอกว่าแม่ตาบอดทำสกปรกโสโครก ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพระโมคคัลลานะก็เอนเอียงไปเหมือนกันน่ะ
สุดท้ายอย่างนั้นตกลงกันว่าเอาแม่ไปส่งให้ญาติเลี้ยงก็แล้วกัน ใส่เกวียนไปไง สุดท้ายกลางทางก็บอกว่า “ไอ้โจรมา ไอ้โจรมา” แล้วก็โดดลงไป ปลอมเป็นโจรขึ้นมา มาทุบไง
พอทุบ แม่บอกลูกว่า “หนีไปนะ โจรมันมา โจรมันมา”
ขนาดแม่โดนทุบแม่ยังห่วงเราเลย มันได้สติ
“ไอ้โจรถอย”
มันก็ถอยไปนะ แล้วลูกชายก็กลับมา กลับมาก็เอาจะเอาแม่กลับบ้าน ตาย แม่ตายซะ
ผลของการที่ว่ารักภรรยามากกว่าแม่ไง ตกนรกอเวจีขุมนรก จนพ้นจากเวรจากกรรมขึ้นมา มาเกิดเป็นมนุษย์ไง สร้างอำนาจวาสนามา ปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายพร้อมกับพระสารีบุตรไง ถึงที่สุดท่านได้ใช้เวรใช้กรรมหมดสิ้นแล้ว แล้วมาประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม
ผลของเม็ดฝน เม็ดบาป เป็นพระอรหันต์นะ รู้หมด แต่เศษกรรมมันมาถึง แล้วเรื่องเขาจ้องทำลายพระพุทธศาสนาไง นี่ผลของวัฏฏะ ผลของมันมาจวบกันพอเหมาะพอดีไง สุดท้ายแล้วครั้งที่ ๓ ไม่ไปไหนแล้ว ให้เขาทุบตาย
เศษเวรเศษกรรม เห็นไหม ให้เขาทุบ ให้เขาทุบร่างกายไง แต่พระอรหันต์จิตใจไม่หวั่นไหว ทุบจิตใจนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีภวาสวะ ไม่มีภพ ไม่มีสอุปาทิเสสนิพพาน
พระอรหันต์ที่ยังดำรงชีวิตอยู่มีเศษ เศษคือร่างกาย เศษคือธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ แต่คุณธรรมนั้นมันอยู่ลึกกว่า
เพราะขันธ์ ขันธ์ทุกคนก็มีเหมือนกัน ปุถุชนก็มี มนุษย์ก็มี พระอรหันต์ก็มี แต่ของพระอรหันต์เป็น ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์เป็นภาระหน้าที่ควบคุมดูแล เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔๕ ปีที่เทศนาว่าการมานี่ นั่นน่ะสอุปาทิเสสนิพพาน คือพระอรหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังดำรงชีวิตอยู่อีก ๔๕ ปี
แต่พอทิ้งเศษ ทิ้งร่างกาย ทิ้งธาตุขันธ์ อนุปาทิเสสนิพพานที่ไม่มี จบเลย มารค้นอย่างไรก็ไม่เจอ ค้นอย่างไรก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาเป็นเจ้าวัฏจักร นี่เวลาพญามาร
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเขาทุบตายแล้ว นี่พูดถึงว่าบาปกรรมๆ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าบาปกรรมที่เราจะพ้นไม่ได้
ได้ ได้ด้วยธรรม มีสัจธรรม มีคุณงามความดี เราปฏิบัติของเรา
ฉะนั้น ไอ้นี่ทำความเข้าใจเฉยๆ
เขาบอกว่า “แล้วเกิดปีติสว่างเบิกบาน น้ำตาไหล แต่จิตยังเห็นกามราคะ ขอแนวทางการปฏิบัติครับ”
แต่จิตยังเห็น ถ้ากิเลสยังมีอยู่ มันมีทั้งสิ้น ถ้ากิเลสมันมีอยู่นะ สิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของตน ถ้าเราตั้งใจของเรา เราทำของเรา มันเป็นความจริงของเรา ถ้าเป็นความจริงของเรา เราฝึกหัดของเราเพื่อประโยชน์กับเราเนาะ
นี่พูดถึงว่าเดินตากฝน จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๕๒. เรื่อง “ขอแสงสว่างนำทางปฏิบัติ”
วันที่ ๑๖ เดือน ๔ ปี ๒๕๖๖ ตอน ๑๙.๐๐–๒๑.๐๐ เดินจงกรม จิตเข้าไปเห็นร่างกายกำลังเน่าเปื่อย แล้วจิตทวนเข้ามาเห็นกิเลสเป็นบ่อเกิดกรรม เกิดภพเกิดชาติ แล้วเห็นภพชาติดับลง ชรา มรณะ ไม่มีผลกระทบอะไรที่จะทุกข์อีก แล้วเกิดจิตสว่างเบิกบาน ปีติ น้ำตาไหล แต่จิตยังเห็นกามราคะ ขอแนวทางปฏิบัติครับ
ตอบ : “จิตเดินจงกรมเข้าไปเห็นร่างกายเน่าเปื่อย แล้วจิตทบทวนเข้าไปเห็นกิเลสเป็นบ่อเกิดแห่งภพชาติ”
กรณีอย่างนี้ ในแนวทางประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าแนวทางประพฤติปฏิบัติ จิตเข้าไปเห็นร่างกายที่เน่าเปื่อย ถ้าเน่าเปื่อย เน่าเปื่อยแล้วมันปล่อยวางไหม เน่าเปื่อยแล้วมันปล่อยวางแล้ว ปล่อยวางก็คือปล่อยวาง ตทังคปหาน
ถ้ามันเน่าเปื่อย มันแปรสภาพของมันอย่างไร
เวลาถ้ามันแปรสภาพนะ กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์
แล้วเวลากายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ แล้วจิตที่มันรวมลง มันรวมลงอย่างไร
ถ้ามันรวมลงนะ นี่ไง เวลาในวงกรรมฐานไง เวลาหลวงตาพระมหาบัวเวลาท่านว่า มันไม่มีขณะ มันไม่มีขณะ
เวลาถ้าไม่มีขณะ นี่คือมันดับทุกข์ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง วิธีการดับทุกข์ ถ้ามันดับทุกข์ มันดับทุกข์แล้วมันเหลืออะไร
ถ้ากายมันเน่าเปื่อย เน่าเปื่อยแล้วมันเป็นไตรลักษณ์ พอมันเป็นไตรลักษณ์แล้วมันปล่อยวางๆ ปล่อยวางคือปล่อยวาง แต่ถ้ามันสมุจเฉทปหาน เวลามันขาดดั่งแขนขาด ถ้าดั่งแขนขาด นั่นเป็นกรณีหนึ่งไง
แล้วถ้าจิตมันทวนเข้าไปเห็นกิเลสเป็นบ่อเกิดแห่งภพแห่งชาติ ถ้าจิตทวนเข้าไปเห็นกิเลสเป็นบ่อเกิดแห่งภพแห่งชาติ เห็นภพเห็นชาติมันดับลง เห็นชรา เห็นมรณะ ไม่มีผลกระทบอะไรที่จะทุกข์อีก แล้วเกิดจิตเบิกบาน ปีติ น้ำตาไหล
นี่เวลาธรรมมันเกิดๆ มันได้ทั้งนั้นน่ะ เห็นไหม เวลาปีตินะ ปีติของคนที่มีคุณสมบัติที่มีอำนาจวาสนา มันรู้อดีตชาติเลย มันรู้มันเห็นนะ เพราะปีติมันกว้างขวางมาก แล้วถ้าปีติของคนที่โดยปกติธรรมดามันก็แค่ซาบซ่าน แค่รับรู้ แค่ว่าถ้ามันเป็นปีตินะ น้ำตาไหลพราก น้ำตาไหลพราก น้ำตาไหลพรากมันก็น้ำตาไหลด้วยความกระตุ้นของธาตุของขันธ์
แต่จิตยังเห็นกามราคะๆ
ถ้าจิตเห็นกามราคะนะ คำถามนี้เขาไม่ถามเลย ก็มันเห็นแล้ว ก็มันเห็นมันก็ต้องจับสิ ถ้าเห็นกามราคะ
กามราคะ หลวงตาเวลากายกับจิตแยกออกจากกัน ติดสมาธิ ๕ ปีก็นี่แหละ จะเข้าไปเห็นกามราคะ แล้วมันเห็นอย่างไร
แต่ถ้าเห็นกามราคะนะ ขนพองสยองเกล้า ถ้าเห็นกามราคะนะ เห็นกามราคะก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
บุคคลคู่ที่ ๑ ถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ก็สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถ้ามีสติมีปัญญาแก้ไขของเรา พิจารณาแล้วเวลามันดับทุกข์ เวลาขณะมันสมุจเฉทปหาน นี่ไง บุคคลคู่ที่ ๑
แล้วถ้าพิจารณาไป พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าถึงที่สุดแล้วเวลามันขาด กายกับจิตนี้แยกเลย นี่เป็นบุคคลคู่ที่ ๒
แล้วถ้าบุคคลคู่ที่ ๓ นี่ไง ที่มันจะเข้าไปเห็นกามราคะ แต่เวลากายกับจิตมันแยกจากกัน สิ่งที่มันจะเข้าไปสู่เห็นกามราคะมันแสนยาก แล้วมันแสนยาก เห็นเองก็ไม่ได้ จะให้คนอื่นชี้นำอย่างไรก็ต้องพยายามขวนขวายของตน แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันขวนขวายเห็นตามความเป็นจริงของตนนะ จากสติเป็นมหาสติ
มหาสติเพราะอะไร
เพราะมันระยะจิตกับขันธ์ สิ่งที่มันกระทบกัน ระยะห่างมันน้อยลง มันไวขึ้น
แต่ถ้ามันเป็นสามัญสำนึกเรานี่ ความรู้สึกนึกคิดนี้ ระยะห่าง ๕๐๐ เมตรนู่นน่ะ มันยังจับไม่ได้เลย นี่พูดถึงหยาบละเอียด เวลามันแตกต่าง แตกต่างกันอย่างนี้
ฉะนั้นบอกว่า ถ้ามันเห็นกามราคะ
ถ้าเห็น เห็นก็จับ
อันนี้ตอบตามตัวหนังสือ ถ้าเห็น ถ้าเห็นก็จับสิ ถ้าเห็นกามราคะก็จับกามราคะ
ถ้ามันจับกามราคะได้ กามราคะ กามฉันทะ ถ้าไม่มีกามฉันทะ มันจะไม่มีกามราคะ
กามฉันทะคืออะไร
คือพอใจไง เราพอใจอารมณ์ของเรา เราพอใจในตัวของเรา พอเราพอใจในตัวของเรา มันก็มีคู่ไง คู่ก็ออกมาเป็นเรื่องกามราคะไง ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง
ถ้ามันไม่เป็นข้อเท็จจริง ทำความสงบของใจเข้ามา
ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ ถ้าบุคคล คำถามนี้ถ้ามาถามเราโดยส่วนตัว เราจะบอกว่าให้ทำความสงบ สิ่งที่ทำมาๆ มันเป็นประสบการณ์ของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าเราจะเอาข้อเท็จจริง ศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้ามันไม่มีสมาธิ มันไม่มีพื้นฐาน มันไม่มีกำลังพอ จับต้องอะไรไม่ได้ ถ้าจับต้องอะไรไม่ได้ เวลาสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นโดยโลกียปัญญา โดยสติ โดยปัญญา โดยจินตมยปัญญา มันโดยจินตนาการ โดยความรู้ความเห็น แต่อิงไง ความรู้สึกนึกคิดของเราอิงธรรมะไง พออิงธรรมะไปมันก็ไหลไปเลยไง แล้วไหลไปเลย มันก็ไม่มีขั้นไม่มีตอน ไม่มีต้นทาง ท่ามกลาง ถึงที่สุด ไม่มีต้นทาง ท่ามกลาง ถึงที่สุด ไม่มีการกระทำ ไม่มีความเป็นจริงไง
ถ้ามีความเป็นจริงนะ กลับมาพุทโธอย่างเดียว
กลับมาพุทโธๆๆ ให้จิตมันสงบ ให้สงบแล้วให้ลงสู่สมาธิ พอลงสู่สมาธิแล้ว ถ้ามันลงสู่สมาธิทั้งหมด โอ้โฮ! สมาธิมันดีกว่าเห็นภพเห็นชาติอีก สมาธิมันดีกว่าทุกๆ อย่างเลย
มีหลายๆ คนมาก เขาบอกว่าเวลาเขาปฏิบัติไปได้อนาคามี
เราบอกว่า จะได้อนาคามี จะได้สิ่งใดก็เป็นสมบัติของส่วนตน เราให้ทำความสงบของใจเข้ามา
พอใจมันสงบขึ้นมาโดยตามข้อเท็จจริงเป็นสมาธินะ “สมาธิหลวงพ่อดีกว่าอนาคามีอีก”
แสดงว่าอนาคามีนั้นของหลอก ตัวสมาธิต่างหากมันลบล้างหมดเลย ลบล้างความหลงผิด
ไม่มีสัมมาสมาธิน่ะไม่มีหรอก จิตไม่มีกำลัง มันไขว้เขวแล้วหลงผิดไปทั้งนั้น
แต่ถ้ามันกลับมาตั้งหลักได้ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน มันถึงหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เอาสมถกรรมฐาน เอาความตั้งมั่นของเราให้ได้ก่อน ถ้าตั้งมั่นได้แล้ว จิตตภาวนา จิตของเราสมบูรณ์แบบแล้วจิตของเรายกขึ้นสู่วิปัสสนา
จิตของเราไม่สมบูรณ์แบบ ให้กิเลสมันชักจูงไปนะ มันเป็นจินตนาการไปไง มันรู้มันเห็นไปหมดน่ะ
เห็นร่างกายเน่าเปื่อย
คำว่า “เห็นว่าเน่าเปื่อย” เวลาคนที่เขาไปเจอประสบอุบัติเหตุนะ เห็นซากศพอยู่เต็มไปหมดน่ะ ไส้ในต่างๆ มากองหมด เขากินเนื้อไม่ได้เป็นปีๆ เลย มันจะขย้อน มันจะอ้วก เห็นไหม เห็นแบบโลกเห็นอย่างนั้น
คนนักปฏิบัตินะ เวลานั่งสมาธิไปๆ พอไปเห็นกายของตน มันอ้วกแตกอ้วกแตน
โลกๆ ทั้งนั้นน่ะ ไม่จริงหรอก
แต่ถ้ามันเป็นธรรม พอจิตมันสงบแล้วถ้ามันเห็นกายของมันนะ มันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันรวดเร็วเท่าทัน แล้วมันน้อมนำไปให้แปรสภาพ พับ! พับ! พับ! เลยนะ พับ! พับ! พับ! ด้วยกำลังของสมาธิ มันจะแปรสภาพเลย พับ! พับ! พับ!
แล้วไม่ใช่พับ! พับ! แบบลุ่มหลงนะ ไม่ใช่พับ! พับ! แบบว่าไม่รู้อะไรนะ
ตื่นโพลงเลยล่ะ มันปลุกเร้าหัวใจตื่นชื่นตื่นบานตลอด มันตามรู้ตามเห็น นี่ไง เวลาจักรมันเคลื่อนไง ปัญญามันเคลื่อน มันจะเห็นของมัน
พิจารณากายนี่แหละ เจโตวิมุตติ ถ้าจิตสงบแล้วพิจารณากาย พิจารณาไปแล้วให้มันเป็นไตรลักษณ์ไป มันจะเน่าเปื่อย เน่าอย่างไร แปรสภาพจากเนื้อสดเป็นเนื้อเปื่อยอย่างไร เนื้อที่พุพองแล้วย่อยสลายอย่างไร แล้วมันเหลืออะไร
เพราะมันไม่ใช่พิจารณาครั้งเดียวแล้วมันจะได้ พิจารณาครั้งนี้ไป ถ้ากำลังมันส่งขึ้นมาโดยสัมมาสมาธิ มันจะรู้มันจะเห็น มันจะเปลี่ยนแปลงของมันตลอด มันจะแปรสภาพ แล้วถ้าสมาธิมันไม่เท่าทันนะ มันหยุดแค่นั้นน่ะ
พิจารณามาตลอดเลย มันจะต้องแปรสภาพต่อไป มันไม่ไป มันหยุดกึ๊กอย่างนั้นน่ะ แล้วคนไม่เป็นหันซ้ายหันขวา
ถ้าคนเป็นนะ เออ! คราวนี้เราเข็นหรือเราปฏิบัติมาได้ระดับนี้แล้วมันไปต่อไม่ได้ เหมือนรถน้ำมันหมด เราจอด ปล่อย กลับมาเติมน้ำมัน กลับมาทำความสงบของใจ แล้วถ้ารถเราเติมน้ำมัน เช็กรถเรียบร้อย ออกลุยต่อ เต็มที่ ไปเลย
ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่การพิจารณากาย นี่การพิจารณากายโดยเจโตวิมุตตินะ
การพิจารณากายโดยปัญญาวิมุตติ มันไม่เห็นกาย ไม่เห็นสภาพอย่างนี้ มันเห็นด้วยปัญญา ปัญญามันจะเทียบเคียงได้เลยว่า ร่างกายของมนุษย์เกิดมา เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ กำเนิดแล้วมันมีอาหารอย่างไร มันพิจารณาของมันไปอย่างไร ถ้ามันมีอาหารแล้วมันจะเติบโตอย่างไร ถ้าอาหารมันผิด มันเป็นพิษ มันจะเน่า มันจะเปื่อย มันจะเป็นพิษภัยอย่างไร นี่ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ ปัญญามันจะพิจารณาของมันไป พิจารณากายนี่แหละ พิจารณาเรื่องกาย ใช้ปัญญาพิจารณาเรื่องกาย
นี่พูดถึงว่า ถ้ากายมันเน่าเปื่อย
ถ้ามันเน่าเปื่อยจริงไง เพราะนี่เป็นคำถามไง
“จิตเดินจงกรมจนเข้าไปเห็นร่างกายเน่าเปื่อย แล้วจิตรวมเข้าไปเห็นกิเลสเป็นบ่อเกิด”
ไอ้นี่กระโดด ถ้าเป็นวิทยานิพนธ์มันก็ไม่ต่อเนื่องกัน มันเป็นคนละหัวข้อ ถ้ามันเป็นหัวข้อ มันจะต่อเนื่องกันได้ไหม มันต่อเนื่องกันไม่ได้ คำถามนี้มันสะดุดหมดเลย
แต่เวลาถามมันถามเข้มข้นไง ถามเรื่องภพเรื่องชาติ ถามเรื่องสิ่งที่ว่าการข้ามภพข้ามชาติ เห็นภพเห็นชาติดับลง
ดับลงนี่มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เห็นไหม สิ่งที่คนเราเกิดมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเรื่องธรรมดา เห็นภพเห็นชาติก็เห็นหมด ทางการแพทย์กำหนดได้เลย ถ้าเวลาเขาตรวจแล้ว ชีวิตอีก ๖ เดือนตาย นี่เขาก็รู้ว่าเกิดตายเหมือนกัน แต่การเกิดตายด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยจิตดวงนั้น ด้วยจิตของผู้ป่วย ไม่ด้วยจิตหมอ หมอพยากรณ์คนอื่นได้ แต่หมอพยากรณ์ตัวเองไม่ได้
นี่ก็เหมือนกัน นักปฏิบัติพยากรณ์ไปเห็นภพเห็นชาติดับหมด ชรา มรณะ ดับหมด
ดับอะไร
เวลามันผ่านไปแล้ว วันและเวลา เวลาและสายน้ำผ่านไปแล้วมันไม่กลับมา มันก็เป็นธรรมชาติของมัน
นี่คำถามไง คำถามเขาถามมาอย่างนี้ไง แล้วเขาถามมาอย่างนี้แล้ว เพราะว่ามันไม่ต่อเนื่อง แล้วมันไม่เป็นสัจจะเป็นความจริง ถ้ามันไม่เป็นสัจจะไม่เป็นความจริง อันนั้นมันเป็นที่คำถา
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาน้ำตาไหลพราก
น้ำตาไหลพรากได้ทั้งนั้นน่ะ ดูหนัง ดูละคร ซาบซึ้ง ฟังเพลงก็น้ำตาไหล เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วมันสะเทือนใจ เราก็น้ำตาไหล มันก็เป็นคุณสมบัติของจิตดวงนั้นว่าจิตเข้มแข็ง จิตอ่อนแอขนาดไหน
น้ำตาที่สะสม น้ำตาที่ทุกข์ที่ยาก น้ำตา คนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่เป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันไม่มี คนที่เกิดกับที่ตาย น้ำตาแต่ละภพแต่ละชาติเก็บไว้มันมากกว่ามหาสมุทรนี้อีก การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันไม่มีต้นไม่มีปลายมากมายมหาศาลอยู่แล้ว
ถ้าน้ำตา เวลาน้ำตาของเวลาเกิดธรรมสังเวชไง เวลาเกิดเป็นธรรม เกิดความสังเวช กระเทือนหัวใจมาก น้ำตาก็ไหลเหมือนกัน
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติขึ้นมา เวลาสะเทือนหัวใจถึงที่สุดน้ำตาไหลพราก ชำระล้างภพล้างชาติ
ไอ้น้ำตาที่มันมีอนุสัย น้ำตาที่มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเจือปนอยู่
น้ำตาก็คือน้ำตาไง ถ้ามันเป็นความสะเทือนใจก็สะเทือนใจ แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์ตามความเป็นจริง มันถึงเป็นชั้นเป็นตอน นี่พูดถึงขั้นตอนในการประพฤติปฏิบัติ
แต่ถ้าขั้นตอนว่า เห็นร่างกายมันเน่าเปื่อย จิตมันเข้าไปเห็นกิเลส เห็นเป็นบ่อเกิด เห็นภพเห็นชาติ แล้วก็เห็นมันดับหมดเลย
เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิทบทวนปมในใจของตน มันก็เป็นแบบนี้ รู้เท่าทันแล้วก็ปล่อย ปล่อยแล้วก็ชื่นบาน นี่ก็โลกียะ โลกียะคือเรามีสติมีปัญญาแล้วทบทวนด้วยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลยเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันยังไม่มีสมาธิไง เวลาปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันเป็นสมาธิไง แต่ตัวเองเข้าใจผิดว่าเป็นมรรคเป็นผลไง
ถ้าเป็นมรรคเป็นผล มันแทงทะลุหมดน่ะ
พระอรหันต์ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเอ็งยังสงสัยในวัฏฏะ เอ็งเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ เอ็งสิ้นกิเลสไม่ได้
แม้แต่โสดาบันก็รู้แล้ว โสดาบันอีก ๗ ชาติ มันรู้หมด รู้ในความรู้ของตน การพิจารณากาย ถ้ามันปล่อยกายได้ กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ มันเข้าใจเรื่องนี้แล้ว มันเข้าใจเรื่องเกิดอีก ๗ ชาติ แล้วถ้ามันไป มันไปมันไม่เกิดกามภพ แล้วถ้าถึงที่สุดแล้วมันทำลายภพทำลายชาติแล้ว ไม่เกิดอีกในวัฏฏะนี้เลย นั่นผลของการปฏิบัติ
ทีนี้ผู้ถามก็ถามมาด้วยความรู้ความเห็นของตน แต่เราตอบแล้วเราเห็นว่ามันกระโดดข้ามไปข้ามมา มันกระโดดข้ามไปข้ามมา มันก็เหมือนว่าธรรมเกิด ส้มหล่น เกิดเป็นวรรคเป็นตอน เป็นเรื่องที่มันจะรู้จะเห็นไง นี่มันก็เป็นความเข้าใจของตน
แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะต้องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง แล้วถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เวลากิเลสขาดดั่งแขนขาด ไม่ใช่ความเห็น
ถ้าความเห็นอย่างนี้ ความรู้ความเห็นอย่างนี้มันไม่มีเหตุมีผลไง
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องเหตุผลสมบูรณ์ ถ้ามันเหตุผลสมบูรณ์ เราจะทบทวนเหตุผลของเราเอง เอวัง