เล่นเล่ห์
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๙๐๔. “ไม่ใช่คำถามค่ะ”
ดิฉันกับลูกสาวติดโควิดค่ะ คงไม่ได้ไปวัดอีกนาน เมื่อเดือนก่อนสะสางงานจนไม่ได้ไปวัดหลายอาทิตย์ ลูกสาวก็บ่นว่าอยากไปวัด ฟังแล้วน้ำตาจะไหล ไม่คิดว่าจะมีคำพูดนี้ออกมา
ก่อนหน้านี้ได้เครื่องรางของขลังจากเจ้าอาวาสวัดหนึ่งที่ได้ทำงานให้ ลูกสาวก็กลัวว่าหลวงพ่อจะโกรธว่าพกแต่เครื่องรางของขลัง แสดงว่าหลวงพ่อเทศน์อบรมสั่งสอน เขาก็รับรู้ ดีใจมากค่ะ ขอบพระคุณ
ตอบ : ไอ้เรื่องโควิดๆ จบแล้ว ติดโควิดแล้วไม่มาวัด ถูกแล้วล่ะ ติดโควิดไม่ดี ไม่ควรจะเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ติดโควิดแล้วไม่ไปวัด ถูก เพราะว่าไปวัดแล้วเอาไปฝากคนอื่นไง ติดโควิดแล้วรักษาก่อน ให้หายแล้วค่อยหาทางออก
ฉะนั้น ก่อนหน้านี้ได้เครื่องรางของขลังจากเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง ลูกสาวกลัวว่าหลวงพ่อจะโกรธ
แสดงว่าเขาได้รับความรู้สึก เขาได้รับการปูพื้นไปที่ดีงาม ถ้าการปูพื้นที่ดีงาม เห็นไหม ในวงพระพุทธศาสนาให้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย
เครื่องรางของขลังมันเป็นมาก่อนหน้าที่จะมีพระพุทธศาสนา เพราะว่าในเมื่อมีมนุษย์ ถ้ามนุษย์รวมกลุ่มกันแล้วเป็นชุมชน ถ้าชุมชนแล้วเกิดการรบราฆ่าฟัน รบทัพจับศึก เขาก็ปรารถนาหาเครื่องรางของขลัง
เครื่องรางของขลังก็มีของเขามาแต่ดั้งเดิม แต่มันก็เป็นความเชื่ออันหนึ่งไง ถ้าเป็นความเชื่ออันหนึ่ง มันเป็นไสยศาสตร์ มันเป็นความเชื่อ แล้วทุกคนแสวงหา ถ้าแสวงหาก็แสวงหาได้แค่นั้น เพราะมันเป็นเรื่องของโลกๆ
เรื่องของโลก หมายความว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ไง เราก็อยากจะมีของวิเศษ ของมีคุณค่าไว้เพื่อดำรงชีวิตของเรา
แต่เขาคิดผิด
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไง ให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง สิ่งเครื่องรางของขลังนั้นมันเป็นเรื่องความเชื่อและเป็นของชั่วครั้งชั่วคราว มันไม่ยั่งยืน แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มันยั่งยืน มันยั่งยืนเพราะอะไร
พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หัวใจของเราเบิกบาน ถ้ามีพระอยู่ในหัวใจ ถ้าเรามีพระ
มันมีลูกศิษย์หลายคนมากบอก เมื่อก่อนเขาก็เล่นเครื่องรางของขลังนี่แหละ แล้วเขาก็ศึกษา เขาได้เหรียญหลวงปู่แหวนมา พอได้เหรียญหลวงปู่แหวนมา เขาก็ไปศึกษาประวัติของหลวงปู่แหวน พอไปศึกษาประวัติหลวงปู่แหวน ศึกษาไปศึกษามาเขาเกิดพระในหัวใจ สิ่งที่แสวงหามาเกือบเป็นเกือบตาย แจกเขาหมดเลย เขาถือพระในหัวใจของเขา เขาถือพุทโธในหัวใจของเขา
เขาบอกว่า หลวงพ่อ เดี๋ยวนี้สบายเยอะเลย มันไม่ต้องรักษา มันไม่ต้องอะไรเลย เห็นไหม
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเป็นเครื่องรางของขลังๆ ถ้ามันเป็นชุมเป็นชนขึ้นมา เขารบราฆ่าฟัน รบทัพจับศึก เขาก็ต้องการแสวงหาสิ่งนี้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง แล้วก็เจริญงอกงามขึ้นมาแล้ว แล้วพาลูกมาวัดมาวา ลูกได้เบสิก ได้พื้นฐานขนาดนี้
แสดงว่าเราทำงานไม่เสียเปล่า ถ้าทำงานไม่เสียเปล่า
แล้วเขาก็ดีใจไง ดีใจว่าเขาได้สิ่งนี้มา
ไอ้นี่เป็นเรื่องโลกๆ นะ แล้วเราห้ามกันไม่ได้ วุฒิภาวะของแต่ละบุคคลมันแตกต่างกัน แล้ววุฒิภาวะ มนุษย์ก็คิดได้แค่นั้นไง มนุษย์ก็อยากจะหาคุณวิเศษ หาของวิเศษ ว่าวิเศษๆ ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว แต่มันไม่วิเศษจริงน่ะสิ
แล้วไอ้ที่วิเศษ วิเศษจริง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสนะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจของตน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กลับมารวมเป็นหนึ่ง หนึ่งคือ เอโก ธมฺโม หนึ่งคือไม่มีสอง นี่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงไง แล้วยั่งยืนตลอดไป นี่พูดถึงว่าถ้าข้อเท็จจริงไง
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า นี่ไม่ใช่คำถาม
อันนี้ก็ไม่ใช่คำตอบ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ปฏิสันถาร ในเมื่อเขียนมาก็ให้รับรู้ว่าเราได้รับรู้แล้ว จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๐๕. เรื่อง “สอบถามการฝึกสมาธิ และการทรงฌาน”
กราบเท้าหลวงพ่อ ลูกกำลังฝึกหัดสมาธิอยู่เจ้าค่ะ เคยฝึกมาดังนี้
๑. การนั่งสมาธิ เคยฝึกพุทโธเร็วๆ แล้วจิตวางพุทโธแล้วมาจับลม ตอนหลังลมเบาลง แล้วรู้สึกตัวพองใหญ่ขึ้นและยุบลง เรียนถามหลวงพ่อว่า นี้เป็นสภาวธรรมในอุปจารสมาธิหรือฌาน
ตัวใหญ่ขึ้น เบาลง เป็นปีติ และจิตละจากวิตก วิจารลงแล้ว สับสนระหว่างอุปจารสมาธิกับฌาน ๑ เพราะเด่นปีติเหมือนกัน และไม่มีวิตก วิจารเหมือนกัน หลังจากนั้นมันนิ่งๆ ว่างๆ อยู่ ตัวยุบ ตัวพองก็ไม่ได้มีแล้ว แล้วลูกไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อ ลมมีบ้างแต่เบามาก เรียนถามหลวงพ่อว่าต้องทำอย่างไรต่อเจ้าคะ
๒. ระหว่างวันใช้วิธีหายใจ อานาปานสติ เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ลมเข้ายาว ออกยาว เริ่มทรงได้ประมาณอุปจารสมาธิ รู้สึกลมถึงต้นคอบ้าง กลางอกบ้าง บางครั้งรู้สึกว่าผิวกายจับแล้วเนียนขึ้น ตอนหลังเลยเลิกพุทโธมาตามลม
ตอนนั่งสมาธิด้วย เคยทราบมาว่า ถ้ารู้สึกลมถึงจุดเหนือสะดือ จะเป็นฌาน ๑
เรียนถามหลวงพ่อ มีพระสอนลูกว่า ให้เปลี่ยนมาพุทโธ แล้วพอพุทโธหายเป็นฌาน ๒
ลูกถึงเกิดความสับสนระหว่างการใช้พุทโธกับใช้ลมเป็นวิตก วิจาร ลูกอยากสู้กับโมฆะ และรู้สึกชอบในลมมากกว่า เพราะเบาสบายดี
ถ้าจะฝึกใช้ลมให้ถึงฌาน ๒ ได้ ขั้นตอนต่อจากรู้สึกลมถึงจุดเหนือสะดือแล้ว ทำอย่างไรต่อให้ถึงฌาน ๒ เจ้าคะ
๓. เวลานั่งสมาธิสักพักสงบระดับหนึ่ง แล้วทำสมาธิระหว่างวัน ลืมตา มีความรู้สึกว่ามือกับขาแยกออกจากเรา เหมือนมันขาดออกจากกาย แต่เป็นวัตถุสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้อยู่ ความรู้สึกนี้ใช่จิตมันทิ้งมือกับขาไหมเจ้าคะ
และที่รู้สึกแบบนี้แค่กับมือกับขาบ่อย เพราะเวลาเดินจงกรมมีสติระลึกรู้ที่ ๒ ส่วนนี้บ่อยกว่าส่วนอื่น ถัดจากนั้นก็จะมีตัวเอน สภาวะแบบนี้ จิตจะทิ้งกายหรือไม่ แล้วเรียกว่าเป็นสักกายทิฏฐิได้หรือไม่เจ้าคะ เพราะว่าตอนลืมตาบางทีก็เป็น ชอบรู้สึกว่าแขนไม่ใช่ของเรา ไม่รู้แขนใคร บางทีก็รู้สึกแขนหายไป ไม่ทราบว่าความรู้สึกแบบนี้ใช่การละสักกายทิฏฐิไหมเจ้าคะ
กราบเท้าหลวงพ่อ
ตอบ : ไอ้ตอนนี้มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้าวาสนาของคนนะ เรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราจะมีพื้นฐานของเรา คำว่า “พื้นฐาน” คือตัวจิตของเรา
ถ้าตัวจิตของเรา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วเรามีเป้าหมายอย่างไร ถ้าเรามีเป้าหมายของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้ามันเป็นความจริง เราก็สาธุ
ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไม่เป็นความจริงนะ มีคนมีศรัทธาความเชื่อมากมายเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เขาพยายามจะหาครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง แล้วถ้าหาครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง เขาก็คิดว่าถูกต้อง เวลาไปประพฤติปฏิบัติแล้วมันไม่ถูกต้อง
พอไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกต้องเพราะอะไร
เพราะเรารู้ได้เอง
เรารู้ได้เองเพราะอะไร
เพราะปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
เวลาคำสอนๆ คำสอนเป็นคำสอนอันหนึ่ง เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้วมันจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้ามันเป็นตามคำสอน คำสอนนั้นมันก็อุปาทานหมู่ เป็นความเชื่อแบบนั้น แต่ถ้าเป็นความจริง ความจริงเรามีความสุขของเรา ความจริงจิตมันจะสงบเข้ามา
ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านจะให้ฝึกหัดทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบระงับแล้ว สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนานั้นคือวิปัสสนา
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว จิตมันจะรู้ของมันตามข้อเท็จจริง เพราะมันมีภูมิ มันมีวุฒิภาวะ มันมีความรู้สึกของมัน
แต่ถ้าเป็นความเชื่อๆ ความเชื่อมันอยู่ที่ความชอบ ความเชื่อกับความชอบ ความเชื่อ ความเชื่อคือศรัทธา ความชอบๆ มันชอบอะไร ชอบฤทธิ์ชอบเดช ชอบอยากรู้ ชอบเรื่องอภิญญา แต่มันไม่ใช่อริยสัจ ไม่ใช่ความจริง
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ในภูมิภาคภาคกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นเกจิอาจารย์ เกจิอาจารย์เขาก็ทำความสงบของใจนี่แหละ ถ้าทำความสงบของใจแล้วเขาจะเพ่ง เห็นไหม เวลาเขาทำเครื่องรางของขลัง เขาจะนั่งล้อมวงแล้วเพ่ง กำหนดจิต เป็นผู้กำหนดจิต เป็นผู้เพ่งให้มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์วิเศษ
มันไม่วิเศษหรอก มันก็เป็นแร่ธาตุอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงๆ ไง ถ้าข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริงเราต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วเวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นข้อเท็จจริง ให้ทำความสงบของใจ
ถ้าใจมันสงบระงับ สมถกรรมฐานๆ นี่พระกรรมฐาน
ถ้าพระกรรมฐานนะ ศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้ามันมีศีล มีศีลมีความปกติของใจ แล้วมันปฏิบัติแล้วถ้าเป็นสมาธิ มันขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
ในขณิกะมันก็ยังกว้างขวางมาก ในอุปจาระก็กว้างขวาง ในอัปปนามากมายเลย
เพราะอะไร
เพราะการประพฤติปฏิบัติ อจินไตย ๔ พุทธวิสัยคือปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องโลก วัฏวนเป็นอจินไตยเลยล่ะ เพราะมันซับซ้อน แต่ละภพแต่ละชาติ อายุขัยของคนมันแตกต่างกัน เรื่องกรรม แล้วก็เรื่องฌาน ฌาน ฌาน เรื่องฌานก็เรื่องสมาธินี่ไง แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พูดถึงฌาน พูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้าเรื่องฌานๆ หลวงปู่มั่นท่านทำไม่ได้ใช่ไหม หลวงปู่มั่นเทศนาว่าการเทวดา อินทร์ พรหมตลอด หลวงปู่มั่นกำหนดจิตรู้หมดน่ะ
คำว่า “รู้หมด” หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้เราฟังเอง เวลาไปถามหลวงปู่มั่น เพราะท่านเป็นคนนวดหลวงปู่มั่นอยู่ทุกคืน ทีนี้เวลาท่านปฏิบัติไป เพราะหลวงปู่เจี๊ยะไปหาหลวงปู่มั่น ท่านได้พระสกิทาคามีไปแล้ว
คำว่า “ได้พระสกิทาคามี” ท่านต้องมีปัญญาเป็นของเฉพาะของท่าน ปัญญาของท่าน ท่านได้ผ่านวิกฤติในกิเลสในการพิสูจน์กิเลสในใจของท่านมา ๒ ขั้นตอน ฉะนั้น ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น มันก็มีผู้ที่ปฏิบัติ พระมากมาย มันก็มีความคิดแตกต่างกันไป
เวลาท่านถามหลวงปู่มั่นไง ท่านเล่าให้เราฟังนะ
“อภิญญาแก้กิเลสได้ไหม”
ท่านเขกหัวป๊อก “ไม่ได้”
ไม่ได้ ท่านก็นวดต่อไป นวดต่อไป
“แล้วถ้ามันไม่ได้ หลวงปู่มั่นทำทำไม ถ้าไม่ได้ ท่านอาจารย์ทำทำไม”
ท่านก็เขกอีกป๊อก
เขาเอาไว้เป็นอุปกรณ์ เอาไว้เป็นวิธีการกำหนดใจสอนคนอื่น แต่เวลาสอนสิ่งใดก็แล้วแต่ เวลาสอนต้องสอนให้เข้าสู่มรรค
อภิญญาหรือการรู้ มันรู้ความคิดของคน มันรู้วาระจิต เรื่องอภิญญา มันไม่ใช่มรรค มันแก้กิเลสไม่ได้ แต่มันเป็นวิธีการไว้เป็นเครื่องมือดักความคิด คือคนออกนอกลู่นอกทาง มันรู้เท่าทัน คือว่ามันเป็นเรื่องโลก รู้กับเรื่องโลก แต่มันไม่ใช่มรรค
แล้วถ้าเข้ามรรคเป็นอย่างไร
ถ้าเข้ามรรค ศีล สมาธิ ปัญญา
หลวงตาพระมหาบัวนะ “ไอ้เรื่องฌานๆ แฌนๆ ห้ามพูดกับเรา”
เพราะไอ้เรื่องฌานๆ แฌนๆ มันจะพาออกนอกลู่นอกทางหมด
ไม่ต้องออกนอกลู่นอกทาง แค่ภาวนามันก็ส่งออกหมดอยู่แล้ว กิเลสท่วมหัว ภาวนาไปรู้อะไรก็อวดตัวอวดตนว่าตัวรู้ ตัวแน่ ตัวเก่ง ไร้สาระ
แต่ถ้ามันเป็นมรรคเป็นผลนะ มันตัดทอน มันตัดทอนความแน่ของตนน่ะ ไอ้ตนที่ว่ายอดเยี่ยมนั่นน่ะมันเศร้า มันเศร้า ทำไมเราเผอเรอขนาดนี้ ทำไมเราขี้เกียจขี้คร้านอย่างนี้ ทำไมเราไม่มีมรรคมีผล ทำไมเราทำของเราไม่ได้ มันจะกลับมาที่นี่ไง
ฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา
สมาธิๆ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แล้วสมาธินี่นะ ขณิกสมาธิก็สงบชั่วคราว ที่ว่าคนทุกข์คนยาก คนมีแต่ความทุกข์ความยาก เวลามันประพฤติปฏิบัติมันเบาบางลง มันก็มีความสุขของมันขึ้นมาบ้าง
นี่ไง สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ สมาธิคือพออยู่พอกิน พอรักษาจิตของตนได้ไง พอรักษาจิตของตนได้ ถ้ามันมีกำลังของมัน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา อันนี้มันถึงเป็นข้อเท็จจริง
อันนี้มันไม่ใช่ เวลาปฏิบัติ เพราะ ๑. การนั่งสมาธิ หัดพุทโธไวๆ แล้วจิตมันพุทโธ แล้วมาจับลม ตอนลมเบาลงรู้สึกว่าตัวเองพอง ตัวเองใหญ่ ตัวเองยุบ นี่เป็นสภาวธรรมในอุปจารสมาธิหรือไม่
ไอ้นี่มันก็แค่เป็นปีติ อุปจาระคืออุปจาระ อุปจาระคือจิตมันสงบก็คือมันสงบ สงบเดี๋ยวมันก็ออกอีก มันจะได้มากได้น้อยมันอยู่ที่วาสนาของคน แล้วมันจะได้มากได้น้อยมันก็พออยู่พอกินไง แล้วถ้ามันพออยู่พอกิน มันรักษาหัวใจได้ มันไม่ทุกข์ไม่ยากของมันพอสมควร แล้วถ้ามันออกนอกลู่นอกทางมันก็เสียหายไปตลอด
ตัวใหญ่ ตัวเบาเป็นปีติ แล้วจิตไม่เริ่มวิตก วิจาร แล้วลงสู่ความสับสนระหว่างอุปจารสมาธิกับฌาน ๑ และมันเด่นที่ปีติเหมือนกัน แต่ไม่วิตก วิจารเหมือนกัน และมันก็นิ่งๆ ว่างๆ ตัวยุบ ตัวพองไม่ได้อีกแล้ว ไม่รู้ทำอย่างไรต่อไป
ไอ้ตัวยุบ ตัวพอง มันเป็นเรื่องของปีติก็คือปีติ เพราะมันเป็นอุปจาระมันถึงเกิดปีติ แล้วพอเกิดปีติ มันว่าปีตินั้นมีคุณค่า มันก็ไปเทียบกับฌาน
แล้วฌาน ๑ คืออะไรล่ะ
วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ ฌาน ๑ เวลามันละวิตก วิจารเป็นฌานที่ ๒ เวลาปีติ พอมันละปีติมันก็มีความสุข นี่ที่ ๓ เวลาที่ ๔ เอกัคคตารมณ์ รูปฌาน ฌานที่มีรูป
อรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อรูปฌาน
ฌาน ๔ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วเวลาเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เวลายกขึ้นอากาสานัญจายตนะ ฌานมันก็คือฌาน
แล้วถ้ามันเข้าฌาน ฌาน ๖ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษากับอาฬารดาบส อุทกดาบส ได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว ก็แค่นั้นน่ะ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำมาหมดแล้วแหละ มันต้องมีฌาน ๖ ฌาน ๔ มันมีสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ แล้วพอมันเข้าออกๆ พอมีกำลัง เห็นไหม ที่ว่ารู้วาระจิต นี่มันเป็นของเล่น มันไร้สาระ แต่ถ้าเข้าอริยสัจมันจะเป็นความจริง
ไอ้ที่ว่ามันจะเป็นอุปจาระหรือมันจะเป็นฌาน ๑
ถ้าจะไปหาครูบาอาจารย์โดยทั่วไป ก็ไปหาครูบาอาจารย์โดยทั่วไป ถ้าเป็นพระกรรมฐาน เขาศีล สมาธิ ปัญญา สัมโพชฌงค์ ถ้าจิตมันสงบไง สัทธินทรีย์ ศรัทธาที่มีกำลัง สตินทรีย์ สติมีกำลัง สัมโพชฌงค์ไง สัมโพชฌงค์ วิจัยวิเคราะห์สัจธรรม นี่สัมโพชฌงค์ นี่เวลาครูบาอาจารย์ท่านมาทางนี้ ถ้ากรรมฐานมาทางนี้
แต่บอกว่า อยากได้ฌาน อยากได้สมาบัติ
ให้ไปที่อื่นนะ วันหลังถามไปที่อื่น เพราะที่อื่นเขาตอบอย่างนั้น แต่ที่นี่เขาบอกว่าเรื่องติรัจฉานวิชา ติรัจฉานนะ ไม่ใช่เดรัจฉาน ติรัจฉานวิชา วิชาทำให้เนิ่นช้า อยากรู้ อยากได้ฌาน อยากได้สมาบัติ มันก็อีกเรื่องหนึ่ง นี่ข้อที่ ๑.
๒. ระหว่างวันมีลมหายใจเข้า ตั้งแต่ลมหายใจ กำหนดอานาปานสติครั้งที่ ๑ ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว แล้วจับความรู้สึกของตน มันจะมีความรู้สึกลมหายใจหายไป จะเข้าฌานที่ ๒
ปวดหัว ไร้สาระ
ถ้ามันอยู่กลางสะดือมันฌานที่ ๒
อันนั้นมันก็เป็นคำสอนของพวกเกจิอาจารย์ พวกทั่วไป มันเรื่องเข้าฌานสมาบัติ มันเรื่องฌานสมาบัติ
แล้วเวลาเข้าฌานสมาบัตินะ เขาพยายามเข้าฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ เขาว่าเขาจะเข้าฌานของเขา แล้วมันก็เข้าได้ศูนย์ ไม่มีฌานสิ่งใด
เพราะฤๅษีสมัยพุทธกาลนะ เขาได้สมาบัติ เขาเหาะได้ พอเหาะไปในอากาศ ไปในเมืองหนึ่งนะ เห็นพวกนางสนมกำลังเล่นน้ำกันอยู่ พอจิตมันปฏิพัทธ์ ตุ๊บเลย
เหาะอยู่แล้ว เหาะนั้นแสดงว่าต้องมีฌานสมาบัติแน่นอน ถ้าไม่มีฌานสมาบัติแน่นอน กำหนดให้ตัวเองลอยขึ้นไปไม่ได้ เพราะมันมีฌานสมาบัติ จิตมันมีกำลังของมัน แล้วมันกำหนดตัวเองให้ทำอะไรก็ได้ นี้กำหนดตัวเองให้เหาะไป แต่พอตัวจิตมันปฏิพัทธ์ เห็นรูปตรงข้าม ตกตุ๊บเลย ฌาน ได้อะไร มีประโยชน์อะไร ไร้สาระ
เรื่องฌานก็เรื่องฌาน ถ้าฌาน ๑ ฌาน ๒ จบนะ เรื่องฌาน
จะบอกว่า หลวงพ่อตอบไม่ได้ใช่ไหม
เราไม่พูดถึงพวกนี้ เพราะไม่ต้องการให้ใครเอาขี้ปากนี้ไปหากิน สิ่งที่พูดๆ พยายามจะไม่พูดออกมา เพราะไม่ต้องการให้คนเก็บขี้ปากแล้วเอาไปแสวงหาผลประโยชน์
๓. เวลานั่งสมาธิไปพักหนึ่ง สงบไประดับหนึ่ง แล้วทำสมาธิระดับลืมตา แล้วมันเหมือนแขนกับขามันเหมือนมันไม่มี อย่างนี้ใช่ละสักกายทิฏฐิหรือไม่
ไร้สาระสิ้นดี ไร้สาระ
นี่ไง เวลาจิตมันสงบก็คือมันสงบ แล้วมันบอกว่าแขนไม่มี ขาไม่มี
แล้วแขนไม่มี ขาไม่มี เพราะอะไรล่ะ
เพราะจิตมันไม่รับรู้เฉยๆ
เวลาจิต พลังงานมันทำของมันไปแล้วมันรับรู้แต่ตัวของมันไง เวลามันไม่รับรู้เรื่องแขน ไม่รับรู้เรื่องขา ไม่รับรู้ ไม่รับรู้มันเผลอ เวลามันเผลอ มันไม่รับรู้ มันจะละสักกายทิฏฐิได้อย่างไร
เวลามันละสักกายทิฏฐิ เห็นไหม สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จิตมันสงบแล้ว จิตมันสงบ จิตมีกำลังของเรา เป็นพระกรรมฐาน พระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนให้ทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบระงับมีกำลังของมันแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
ถ้ามันเห็นกาย มันตั้งกายไว้เป็นอุคคหนิมิต แล้วมันแยกแยะส่วนของมันเป็นวิภาคะ วิภาคะแยกส่วนขยายส่วนมันเป็นไตรลักษณ์ เวลาเป็นไตรลักษณ์ มันมีความเห็น ความเข้าใจของมันตามความเป็นจริง เวลามันเห็นเข้าไปตามความเป็นจริง ปัญญาที่มันหมุนขึ้นไป ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจาการภาวนา
เวลาเกิดจากการภาวนา ภาวนาแยกแยะด้วยดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ปัญญาชอบ เวลาชอบธรรม เวลาสติปัญญามันแยกมันแยะ มันสมุจเฉทปหาน เวลามันขาด กิเลสขาด ไม่ใช่แขนขาด กิเลสขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขาดจากหัวใจ ดั่งแขนขาด นั่นละสักกายทิฏฐิโดยความถูกต้องชอบธรรมของพระกรรมฐาน ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น
ไม่ใช่ว่าคิดเองเออเอง แล้วก็หาอยู่หากินโดยขี้ปากของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น โดยขี้ปากของครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง แล้วเราก็ไปเก็บขี้ปาก แล้วก็มะงุมมะงาหรา หน้าก็ไม่ไป หลังก็ไม่รับรู้ แล้วอยากได้ฌาน อยากได้สมาบัติ แต่ดันกลับมารู้สักกายทิฏฐิ กลับมาเป็นการละกิเลส โดยการภาวนาจับพลัดจับผลูจะละสักกายทิฏฐิ มันเป็นสักกายทิฏฐิหรือไม่ มันเป็นการละกิเลสหรือไม่
ปวดหัว
เวลาคนมันนั่งแล้วมันหลงมันลืม มันก็หลงลืมของมัน จิตนะ เผลอมันก็ผล็อยหลับแล้ว ไอ้นั่งสมาธิ นั่งสมาธิตกภวังค์หลับหมดน่ะ บางคนหลับจนกรนเสียงครอกๆ มันยังไม่รู้ตัวว่ามันนั่งหลับนะ แล้วเวลาจิตมันเผลอ มันหลับน่ะ
แล้วนี่มันก็เผลอ เผลอมันก็ไม่รับรู้แขนขา แล้วความพลั้งเผลอ การไม่รับรู้แขนขาเป็นการละกิเลส
โอ๋ย! ปวดหัว
นี้เป็นการเพิ่มพูนกิเลสให้กิเลสมันสับหัวเอา ให้กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน แล้วตัวเองยังหลงใหลไปกับมัน
นี้เป็นการสักกายทิฏฐิหรือไม่
ปวดหัว
เริ่มต้นตั้งแต่ฌานๆ แฌนๆ จบแล้ว
ฉะนั้น สิ่งที่ถามมานี่มันเป็นเรื่องผู้ที่ฝึกหัดใหม่ แล้วก็เป็นอุปาทาน นึกเองเออเอง ความสำคัญเอง เพราะศึกษาเอง ประพฤติปฏิบัติเอง แล้วก็เชื่อเองโดยกิเลสมันจัดสรรให้ แล้วมันก็เลยกลายเป็นความเห็นของตนเอง แต่ดันเขียนมาได้
ฉะนั้น สิ่งที่เขียนมานี่เป็นเล่ห์กล เจ้าเล่ห์แสนกล เป็นกลมารยาของกิเลส ทั้งๆ ที่มีศรัทธามีความเชื่ออยากจะประพฤติปฏิบัตินะ แล้วเวลาปฏิบัติไปด้วยเล่ห์กลของกิเลสมันก็หลอกอย่างนี้
แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ เพราะเราอยู่กับหลวงตามา หลวงตาพูดประจำ “ไอ้ฌานๆ แฌนๆ”
ทั้งๆ ที่ฌานๆ แฌนๆ ท่านชำนาญมาก ทั้งที่ฌานๆ แฌนๆ หลวงปู่มั่นนี่ยอดเลย แต่ท่านรู้ว่าไอ้พวกหัดปฏิบัติใหม่ถ้าไปเจอฌานๆ แฌนๆ มันจะไปเข้าโรงหีบอ้อยเลย เข้าโรงน้ำตาล มันจะเอาน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลดิบ มันไปนู่นเลย มันเรื่องไร้สาระ
ไอ้ที่ครูบาอาจารย์ท่านเตือนๆ ไว้นะ ถ้าใครมีสติแล้วใครมีปัญญานะ นี่เป็นหลักชัยของชีวิตเลย เป็นหลักชัยของการปฏิบัติเลย
แต่ไอ้คนที่ไม่มีปัญญามันไปเอาขี้ปากเอามาเป็นสมบัติ แล้วเอาขี้ปากมาหาอยู่หากิน แล้วก็ไปหลอกไอ้คนที่สมองทึบๆ น่ะ ชอบ นั่งหลับผล็อยเลย มันบอกว่าเข้าฌานๆ ฌานมันครอกๆ เลย เข้าฌาน มันเป็นเรื่องไร้สาระ จบ
ถาม : ข้อ ๒๙๐๖. เรื่อง “สงสัย”
กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูมีข้อสงสัยว่า ถ้าถือศีล ๘ อยู่กับบ้าน เวลาอากาศร้อนมากๆ ทาแป้งเย็นเพื่อดับร้อนได้หรือเปล่า (เจตนาดับร้อน ไม่ใช่เพื่อให้สวยงามหรือมีกลิ่นหอม) อีกอย่างหนูเคยได้ยินว่าทาครีมกันแดดได้ ถือว่าเป็นยา และครีมดับกลิ่นตัวทาได้หรือไม่ เพราะบางครั้งเวลาอยู่วัดจะได้กลิ่นตัวบางคนแรงมาก แบบนี้เหมือนกันหรือไม่คะ
ตอบ : ได้ ไอ้ทาครีมกันแดด เพราะว่าผู้ที่ปฏิบัติสมัยนี้อยู่ในออฟฟิศทั้งนั้น เวลาไปวัดไปวาแล้วแดดมันแรง มันเผา มันเกิดฝ้า เกิดต่างๆ เราเห็นแล้วเราสังเวชมาก ฉะนั้น เวลาใครมาเราถึงบอกว่าครีมกันแดดทาได้ เพราะถือว่าครีมกันแดดมันเป็นยา
คำว่า “เป็นยาๆ” ยารักษาฝ้า รักษาฝ้า รักษาต่างๆ ที่มันจะเกิดขึ้น เพราะอะไร เพราะไม่อย่างนั้นมันเป็นต้นเหตุไม่ภาวนา มันเป็นต้นเหตุให้เราไม่ทำความดี
ถ้าเราทำความดีแล้วเรากลัวว่ามันจะเกิดอุปสรรค เกิดโรคภัยไข้เจ็บ สิ่งนี้มาเพื่อปกป้องแล้วให้ทำคุณงามความดี เราว่ามันเป็นเจตนาบวก เจตนาที่ดี
เราพูดบ่อยมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติสิ่งใดแล้วห้ามตัดทอน ห้ามเพิ่มเติม ถ้าตัดทอน เพิ่มเติม เป็นการกล่าวตู่พุทธพจน์ การกล่าวตู่พุทธพจน์ ถ้ามีพระภิกษุสวดถึง ๓ หน ถ้าไม่เปลี่ยนความเห็น เป็นอาบัติสังฆาทิเสส
ธรรมและวินัยๆ ที่ว่าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแสดงธรรม
เราสะเทือนใจนะ เราเชิดชูบูชา แต่คนที่ตั้งใจทำคุณงามความดี แล้วจะตั้งใจทำคุณงามความดีแต่มาเจอแดด เจอต่างๆ แล้วมันขาอ่อน แล้วมันไม่กล้าทำสิ่งใดเลย เขาจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
แต่ถ้ามันมีครีมกันแดดมันมาช่วยปกป้อง แล้วให้เขาได้ประสบการณ์ เห็นไหม เหมือนพระพุทธเจ้าสั่งพระอานนท์ไว้
“อานนท์เธอบอกเขานะ ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด”
ใครก็แล้วแต่ทาครีมกันแดดแล้วเขาปฏิบัติบูชา เผื่อเขาได้ประสบการณ์ในชีวิตของเขา เขาได้คุณประโยชน์ของเขา มันเป็นประโยชน์ของเขาไง เราไม่ได้กล่าวตู่พุทธพจน์
ถ้าบอกว่า เราเน้นย้ำคนอื่นว่ากล่าวตู่พุทธพจน์ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ
แต่ครีมกันแดด เราก็ว่ามันเป็นยาอยู่วันยังค่ำ มันเป็นยาเพราะว่ามันกันแดดเวลาแดดเผา
นี่ก็เหมือนกัน ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าครีมทาดับกลิ่นตัว เราก็ถือว่ามันก็เป็นยา มันเป็นประโยชน์ แล้วคนที่ทา เราก็ไม่ได้ทาว่าทาครีมกันกลิ่นตัวแล้วจะสวยงาม ทาครีมกันกลิ่นตัว
มันเป็นศีล ๘ ไง ไม่นอนในที่สูง ไม่ใช้เครื่องประทินผิว ไม่ใช้เครื่องความสวยงามไง
ไอ้นี่เราไม่ได้ใช้เพื่อความสวยงามไง เราใช้เพื่อการรักษา
หมอเดี๋ยวนี้เขาศัลยกรรม เขาเพื่อผ่าตัดพวกอวัยวะพิการ เดี๋ยวนี้ศัลยกรรมเพื่อสวยงาม เขาเรียกว่าโรคที่ไม่เป็นโรคไง หมอรักษาไปผ่าตัด ทำศัลยกรรม
นี่ก็เหมือนกัน ไอ้อย่างนี้เราเพื่อป้องกัน เรารักษา รักษากลิ่นตัว มันเป็นยา
คำถามว่า สงสัยว่าได้ไหม
เราว่าได้ ได้ ได้เพื่อจะทำคุณงามความดีของเราต่อไป เราไม่ใช่อ้างเล่ห์ เป็นเล่ห์กล ถ้าเป็นเล่ห์กลก็เป็นเล่ห์กลของคนอื่น อย่างของเรามันไม่อยู่แล้ว อะไรก็ไม่เอาทั้งสิ้น เผชิญกับความจริงตลอด
ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไง เพราะเป็นหน้าที่การงานของเขา สาวออฟฟิศเวลาเขากลับไปทำงาน วันหยุดกลับมา
โอ้โฮ! ทำไมเป็นอย่างนั้นน่ะ
ไปปฏิบัติมา
โอ้โฮ! มันโจทก์เลยนะ ปฏิบัติไปขนาดนี้นะ ต่อไปกลัวกันไปหมดเลย ถ้ามึงไปวัดมานะ ได้ของฝากกลับมาเต็มเลย เลยไม่มีใครปฏิบัติเลย
ฉะนั้น ยังยืนยันว่าครีมกันแดดเป็นยา ถ้าครีมดับกลิ่นเราก็ว่าเป็นยา
แล้วถ้าทาแป้ง เขาบอกว่าเขาจะทาแป้งเย็นเพื่อดับความร้อน ถือว่าเป็นยาหรือไม่
กรณีนี้นะ มันอยู่ที่ว่าอุดมการณ์ของคน คนเข้มแข็ง เราออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ นะ ถ้าย่ามของใครมียาสักเม็ดหนึ่ง เขาว่านี่ไม่ใช่นักปฏิบัติจริง นักปฏิบัติจริงจะไม่มีอะไรติดย่ามเลย
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ออกปฏิบัติใหม่ๆ ไม่มีอะไรติดย่ามเลย เว้นไว้แต่พระปาติโมกข์เล่มเดียว มีหนังสือพระปาติโมกข์เล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เพราะท่านต้องท่องปาติโมกข์ ท่องปาติโมกข์ไว้เพื่อทำสังฆกรรม ไม่มีอะไรติดย่ามเลย
พระกรรมฐานสมัยที่เราออกธุดงค์นะ ถ้าในย่ามใครมียาแม้แต่เม็ดเดียว แฟนซิดาร์ ไว้กันมาลาเรีย เขายังบอกว่ามึงนี่ใจเสาะ
นี่ในเวลาที่เราออกธุดงค์อยู่นะ ไม่มีอะไรเลย แล้วสมัยนั้นมาลาเรียแรงมาก เราจำพรรษา พระตายต่อหน้า ๒ ปี ปีละองค์ เรามาลาเรีย นอนแผ่กันเต็มเลย อยู่ที่ว่าใครจะตายก่อนตายหลังเท่านั้น
สมัยเรานะ จำพรรษา มีพระตายต่อหน้าพรรษาละองค์ ๒ ครั้ง เราก็เจียนอยู่เจียนไปมาตลอด ยาสักเม็ดไม่มี พุทโธอย่างเดียว ธรรมโอสถสู้กับมันทั้งสิ้น
นี้จะพูดถึงเวลาออกปฏิบัติไง เดี๋ยวจะหาว่าใจเสาะ แป้งเย็นก็ทาได้ ครีมดับกลิ่นตัวก็ทาได้ ครีมกันแดดก็ทาได้
สมัยเราไม่มีเลย สมัยเรามาม่ายังไม่มี ออกธุดงค์นะ อาหารที่เก็บได้ มีไข่เค็มกับพริกเผา สมัยนั้นยังไม่มีมาม่า ถ้ามีมาม่า มีอาหารแบบนี้ โอ้โฮ! สุขมาก สมัยเราออกธุดงค์ยังไม่มีพวกนี้ พวกนี้มาเกิดทีหลังทั้งสิ้น
เวลามันทุกข์มันยากนะ มันทุกข์ยาก ทุกข์เพื่อจะสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ให้เธอต่อสู้เถิด ให้เธอเต็มใจเผชิญกับความทุกข์อย่างนั้นเถิด แล้วเธอจะเป็นคนเข้มแข็ง เอวัง