ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

เตะถีบ

๑๑ มี.ค. ๒๕๖๖

เตะถีบ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๘๓. เรื่อง “รายงานผลการภาวนาและขอแนวทางปฏิบัติ”

๑. ระหว่างเดินจงกรม กำหนดพุทโธ ดูลมหายใจที่ปลายจมูก รู้สึกถึงลมที่อ่อน ละเอียด และเย็น เดินอีกสักพักมีคำผุดขึ้นมาว่า “ลมเป็นอาหารของร่างกาย” แต่ก็ยังพิจารณาต่อไม่ได้

วันต่อมาเดินจงกรมมากขึ้น เห็นอาการลมเดินติดขัดในร่างกายเกิดขึ้นหลายจุด พิจารณาว่า ลมนี้มีอยู่ทั่วกาย ไม่สามารถควบคุมหรือสั่งไม่ให้ติดขัดได้ ลมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ขาดไม่ได้ ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ เช่นเดียวกับอาหารที่เป็นข้าว มาเติมธาตุดินและน้ำ

พิจารณาเช่นนี้ถูกต้องไหมคะ แล้วจะเดินพิจารณาต่อไปอย่างไร

๒. หลังจากคำว่า ลมเป็นอาหารของกาย” ผุดขึ้น จิตบอก “ลมไม่ใช่อาหารของจิต”

อ้าว! แล้วอาหารของจิตคืออะไรล่ะ ต้องทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ

ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำตอบ

๑. เดินจงกรมๆ เวลาพุทโธๆ ดูลมหายใจเข้าออก ถ้าจิตมันสงบระงับ คนถ้ามีอำนาจวาสนา เขาเรียกว่าธรรมมันเกิด ธรรมมันจะผุดขึ้น คือความรู้สึกนึกคิดมันจะผุดขึ้นมา

“ลมเป็นอาหารของกาย”

โอ้โฮ! มีความสุขมาก พอมันมีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเรา เราหิวเรากระหาย เราไม่มีสิ่งใดเลย พอมีอะไรขึ้นมาแล้ว เหมือนคนทุกข์คนจนมีอะไรมาประทังชีวิต มันรีบคว้าเลย แต่คนที่เขามีฐานะ เขาผ่านสังคมมามาก เขาจะกินอะไรเขาต้องพิจารณาก่อนว่า อาหารนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารกินเข้าไปแล้วมันจะเป็นโทษหรือเป็นภัย เห็นไหม นี่คนที่เขาอิ่มหนำสำราญ เขามีอย่างไรเขาพิจารณาของเขา

แต่คนทุกข์คนจน คนที่ไม่มีจะกิน อะไรมามันคว้าหมดน่ะ คนภาวนาไม่เป็น เวลามันเกิดขึ้นๆ พอเกิดขึ้นมามันตื่นเต้น

“ลมเป็นอาหารของกาย” ดีใจแล้ว มีความสุข มีความสุขเพราะอะไร เพราะธรรมมันเกิด มันผุดขึ้นมา ธรรมะมันผุดขึ้นมาจากใจ มันก็เป็นสมบัติของคนนั้น เพราะรู้อยู่คนเดียว นี่ธรรมเกิด

เวลาธรรมเกิด เกิดหยาบ เกิดกลาง เกิดละเอียด ธรรมจะเกิด คุณธรรมในหัวใจ เห็นไหม

ธรรมะเป็นธรรมชาติๆ แต่ที่มันเกิดขึ้นในหัวใจของตน มันอยู่ที่อำนาจวาสนาบารมีของตน บางคนทำเกือบเป็นเกือบตายไม่เคยมีเลย เพราะเขาไม่ได้สร้างของเขามา ถ้าเขาสร้างของเขามา เวลามันผุดขึ้น ธรรมมันเกิด

ถ้าธรรมมันเกิดนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยันไว้ ท่านเทศนาว่าการ เราจับประเด็นมา ท่านบอกว่าไม่ใช่ธรรมเกิด มันเป็นกิเลสเกิด

เพราะเวลามันเกิดแล้วมันอยากได้ มันอยากให้เป็นอย่างนั้นอีก อยากให้เป็นอย่างนั้นอีก เห็นไหม ทั้งๆ ที่ความจริงธรรมมันผุด ธรรมมันเกิดขึ้น แต่เพราะความอยากได้ ความปรารถนา อยากให้เป็นอย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างนี้ มันอยากให้เป็นพระอรหันต์โดยที่ว่าให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้เอง มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่คนมันก็คิดอย่างนั้นน่ะ พอมันคิดอย่างนั้น มันคือกิเลสไง

เวลาธรรมเกิดๆ ธรรมเกิดต่อเมื่อเราทำความสงบของใจ เราพิจารณาของเรา มันจะมีความรู้เกิดขึ้น ธรรมมันเกิด ธรรมมันเกิดคือมันเตือน มันคอยเตือน เหมือนปฏักมันคอยลงแต่พวกช้าง พวกม้าที่มันเก๊ จิตก็เหมือนกัน มันจะออกนอกลู่นอกทาง ธรรมะจะคอยตบให้เข้าทาง จะเกิดขึ้น

ถ้ามันเกิดขึ้น ธรรมเกิด ถ้ามันมองในมุมบวก แง่บวก แต่ถ้ามันในแง่ลบ กิเลสมันเกิด กิเลสมันเกิดเพราะอะไรล่ะ กิเลสมันเกิดเพราะมันอยากได้อย่างนั้นอีก แล้วควรที่มันจะเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมามันก็ไม่เป็นน่ะ มันก็หวังแต่ผลอย่างนี้ หวังแต่ผลที่มันเกิดขึ้น อย่างนี้ผลมันเกิดจากบุญและบาป มันลอยลมไง มันเกิดโดยผลเป็นอามิสไง มันไม่ได้เกิดโดยน้ำพักน้ำแรงไง

ถ้ามันเกิดโดยน้ำพักน้ำแรง ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญาของเรา ด้วยความหมั่นเพียรของเรา นั่นเป็นมรรค

อันนี้พูดถึงว่าเวลาสิ่งที่มันเกิดขึ้น เวลามันมีคำผุดขึ้นมาว่า “ลมเป็นอาหารของกาย” ก็พิจารณาต่อไป วันต่อมาเดินจงกรมอีก เป็นอาหารของร่างกายที่ชัดเจน แล้วมันมีการสัมผัสได้หลายๆ จุดนะ

ไอ้นี่มันเป็นความรู้สึก มันเป็นความรู้สึก มันพัฒนาของมันขึ้นไป

แล้วในวงกรรมฐาน ในสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านบอกการประพฤติปฏิบัติมียากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น กับอีกคราวหนึ่ง จุดและต่อมนั่นน่ะยากมาก มันยากมากเพราะมันทำไม่เป็นไง

พอมันทำไม่เป็น มันระหว่างโลกกับธรรม โลกคือวิทยาศาสตร์ พวกนักวิชาการ พวกที่มีการศึกษา ทางวิศวะต่างๆ เวลามาบวชแล้ว ธรรมะเป็นธรรมชาติ มันอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควเลยล่ะ

ไอ้นั่นมันวัตถุธาตุนะ โครงสร้างของธรรมชาติ โครงสร้างของบ้านเรือน โครงสร้างของสิ่งปลูกสร้าง ใช่ มันต้องคำนวณตามสิ่งที่เขาศึกษาเล่าเรียนมา แต่มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ ธรรมะเป็นธรรมชาติ มันก็อธิบายเป็นคุ้งเป็นแควเลย

แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันต้องทำความสงบของใจเข้ามา มันจะเป็นธรรมชาติต่อเมื่อมันเป็นธรรมชาติของเรา มันเป็นธรรมชาติของจิต จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่ล้มลุกคลุกคลาน ถ้ามันทำสมาธิได้ก็คือสมาธิไง แล้วมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังมันต้องมีกิจจญาณ สัจจญาณ มันต้องมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นที่ใจของตน

ถ้ามันไม่มีสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในใจของตน อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ ความรู้สึกทั้งนั้นน่ะ มันออกไป ส่งออกไปโดยสัจจะโดยความจริง นี่ยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่

“สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

ไม่มีสมาธินะ สัมมาสมาธิ ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้าปัญญามันเกิด โลกียะกับโลกุตตระมันเกิดตรงนี้

โลกียะคือสามัญสำนึกของมนุษย์ทั้งหมด เพราะมันเกิดกับเรา เกิดกับโลกไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์ สิทธิของจิตมันเกิดเป็นมนุษย์ เกิดที่ไหน นี่สมมุติ สมมุติเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ เกิดกับอะไร เกิดกับโลก แล้วสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับมัน โลกทั้งหมดน่ะ โลกียะ

ทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจนี่แหละ ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา มันวางโลกมาเป็นสิทธิของมัน มาเป็นสิทธิของจิตดวงนั้น เพราะมันเป็นอิสระ

ทั้งที่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเกิดเป็นมนุษย์นี่แหละ ถ้าไม่มีวาสนามันก็ไปตามสัญชาตญาณของมัน ไปตามสิทธิของความเป็นมนุษย์ นี่โลกียะ ถ้าจิตมันสงบ จิตมันสงบแล้ว จิตสงบแล้วตายตรงนี้หมด ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น แล้วไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ถึงบอกว่า “กิเลสมันเป็นนามธรรม จะรู้จะเห็นมันได้อย่างไร”

เพราะมึงไม่เคยเห็นไง เพราะไม่เคยเห็น แล้วคิดว่าคนอื่นเห็นไม่ได้ไง ก็เลยบอกว่า “กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จะเห็นมันได้อย่างไร”

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราไปเห็นกิเลส ไปรู้จักหน้าขึ้นมา เห็นหน้ากิเลส สะดุ้งเลย แล้วถ้ามันเห็นนั่นน่ะ ถ้ามันเห็นอย่างนั้น จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันอยู่ตรงนั้นน่ะ

วิปัสสนาคือปัญญารู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของคน นี่เป็นวิปัสสนา ถ้ามันเป็นจริง เห็นไหม

นี่พูดถึงคำถาม

เวลาลมเป็นอาหารของกาย

ไอ้นี่ทางการแพทย์เขารู้ตั้งนานแล้ว แล้วทางการแพทย์แผนไทยนะ หมอนวด เลือดลม ลมในร่างกาย เลือดลมมันเดินถูกต้อง ในร่างกายไง อากาศ อวกาศ ในร่างกายของเรา โพรงในกระดูก อากาศ แล้วลมล่ะ นี่ไง ธาตุ ๔ ถ้าพูดถึง ถ้าศึกษาค้นคว้าไป

กรณีอย่างนี้มันอยู่ที่วาสนา อยู่ที่วาสนาคือว่าหยาบละเอียดแตกต่างกันอย่างไร การพิจารณา

ฉะนั้น สิ่งที่มันเกิดขึ้น เราจะบอกว่าธรรมะมันผุดขึ้นมา ถ้าผุดขึ้นมาแล้วเราก็วางไว้ มันเป็นบุญเป็นวาสนาของตน แล้วต่อไปมันจะผุดดีกว่านี้ ลึกซึ้งกว่านี้ ลึกซึ้ง หมายความว่า ถ้าจิตมันดีขึ้น มันพัฒนาขึ้น ถ้ามันไปรู้เห็นสิ่งใด ธรรมะคอยเตือน

 ที่หลวงปู่มั่นท่านพูดกับสมเด็จ สมเด็จในกรุงเทพฯ เวลาหลวงปู่มั่นออกมาจากป่าจากเชียงใหม่ไง มาแวะที่วัดพระศรีมหาธาตุ

“ท่านมั่น ท่านมั่น ท่านอยู่ป่าอยู่เขาแล้วท่านไปศึกษาจากไหน เราอยู่กับกองตำรา” เพราะท่านสอนมหามกุฏอย่างนี้ กองตำราทั้งนั้นเลย “เราอยู่กับกองตำราเลยนะ เรายังต้องรื้อต้องค้นต้องเปิดทุกวันเลย เธออยู่ในป่า แล้วเธอจะไปอบรมศึกษากับใคร”

“ข้าพเจ้าฟังเทศน์ทุกวันเลย”

นี่ไง ธรรมมันผุด

มันอยู่ที่วาสนาของคนนะ แล้วธรรมมันผุดเวลาเทศนา ฟังธรรม ผมฟังธรรมอยู่ในป่าทั้งวันทั้งคืนเลย

คนที่เขาภาวนาเข้าป่าเข้าเขาไป ทุกคนว่าเข้าป่าเข้าเขาไปแล้วมันจะไม่มีสิ่งใดเลย แต่เวลามันมี มันมีโดยข้อเท็จจริง โดยความมหัศจรรย์ของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมตามข้อเท็จจริง

ไม่ใช่ให้กิเลสมันหลอก ผีมาหลอก สัญญามาหลอก ความปรารถนาของตนมาหลอก หลอกจนหลอนน่ะ ไม่มีสติไม่มีปัญญาสิ่งใดเลย

แต่ถ้าคนมีสติปัญญา หลอกก็ศีลคุ้มครองเรา ศีล พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์คุ้มครอง เข้ามายุ่งกับเราไม่ได้หรอก ถ้ารู้เห็นสิ่งใด มันเข้ามาแตะต้องอะไรเราไม่ได้เลย

แล้วอย่างหลวงปู่มั่นยังเทศนาว่าการพวกเทวดา อินทร์ พรหมให้ปล่อยวางทิฏฐิมานะผิดๆ ของตนเยอะแยะไป นี่พูดถึงว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านมีอำนาจวาสนา

ฉะนั้นบอกว่า แล้วเดินต่อไปๆ ความคิดมันก็เกิดขึ้นอีก อากาศเป็นอาหารของกาย แล้วอาหารที่เป็นคำข้าวล่ะ เป็นธาตุน้ำ ธาตุดินล่ะ

นี่มันคิดต่อเนื่องไป นี่เป็นความคิดต่อเนื่องไป

๒. หลังจากคำว่า ลมเป็นอาหารของกายผุดขึ้น” จิตบอกว่า “ลมไม่ใช่อาหารของจิต” อ้าว! แล้วอะไรเป็นอาหารของจิตล่ะ

สติไง สติ สมาธิ ปัญญาไง อาหารของจิตไง อาหารนะ ไม่ใช่ตัวจิต

ตัวจิตๆ ถ้ามันเป็นธรรมขึ้นมา ตัวมันเองน่ะเป็นธรรม ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ

อันนี้แบบว่าสิ่งที่มันไม่เป็นข้อเท็จจริง ธรรมเกิดก็วางไว้ วางสิ่งนั้นไว้ แล้วสิ่งที่จะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันอยู่ที่สติ อยู่ที่สมาธิของเรา อยู่ที่สติที่เราจะควบคุมใจของเรา อยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของเราอยู่ในร่องในรอย อย่าหลงใหล อย่าตื่นเต้น อย่าชิงสุกก่อนห่าม

อยากได้ อยากดี อยากเป็น ชิงสุกก่อนห่าม แล้วจะไม่ได้อะไรเป็นประโยชน์เลย

เราไม่ชิงสุกก่อนห่าม อะไรจะเกิดขึ้น วาง วางไว้ มันเป็นบุญและบาป บางคนไม่มี ไม่มีเลย บางคนมีเป็นครั้งเป็นคราว บางคนมีลึกลับซับซ้อนมาก เขาเรียกจิตคึกจิตคะนอง จิตมันมีหลายประเภทมาก มันมีแตกต่างหลากหลายกันไป แล้วจิตดวงเดียวมันก็ยังมีแตกต่างหลากหลายกันไป

ถ้านี่มันจะเกิดอะไรขึ้น ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา งานชอบ เพียรชอบ ความชอบธรรมคือมรรค ๘ ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ วิธีการดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา ในอริยสัจ ๔ เรายึดมั่นตรงนี้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นที่การกระทำของเรา แล้วอย่างอื่นวางให้หมด เพราะมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด

มาหลอกมาล่อมัน มาพลิกมาแพลง มันอยู่ที่วาสนาของคน ถ้าผิดพลาดเชื่อไป จบ มันชักจูงไป ไหลออกนอกลู่นอกทางไปเลยล่ะ มันชักจูงไปเลยนะ สร้างภาพว่าเป็นไอ้นั่น เป็นไอ้นี่ๆ ระลึกอดีตชาติได้ พอระลึกอดีตชาติได้ กลับมาที่ชาติตระกูลนั้นนะ จะมาขอแบ่งมรดกกับเขา เขายอมรับมึงหรือ มันคนละเรื่องเลย

เรายังคิดนะ ถ้าคนที่มีสติปัญญานะ เขาระลึกอดีตชาติได้นะ เขาจะเก็บไว้ในใจ แล้วเกิดธรรมสังเวช เราเคยอยู่ในชาติในตระกูลนั้น เราเคยเป็นอย่างนั้นๆ แล้วท่านก็เก็บไว้ในใจ เพราะอะไร เพราะปัจจุบันนี้เป็นไอ้ขี้ทุกข์ขี้ยากอยู่นี่ มันเป็นใครไปไม่ได้หรอก ปัจจุบันนี้ก็เป็นเราไง แต่สายบุญสายกรรมมันระลึกได้

มี มีพระหลายองค์มากที่ว่าระลึกอดีตชาติได้ แล้วจะไปขอส่วนแบ่ง จะไปร่วมชาติตระกูลกับเขา

เขาไม่สนใจเอ็งหรอก แล้วดีเอ็นเอก็ตรวจไม่ได้ แล้วข้อเท็จจริงใครจะตรวจได้

แต่ถ้าเป็นธรรมนะ เรารู้ เรารู้ได้ รู้แล้วเก็บไว้ในใจนี้ แล้วมันสังเวชกับการเวียนว่ายตายเกิด

นี่ยังไม่ได้เข้ามรรคเลยนะ

ถ้าพระนะ สติอ่อนแล้วไม่มีวุฒิภาวะ บ้าบอคอแตกไปเลย

แต่ถ้าพระที่มีวุฒิภาวะ อย่างเช่นหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นนะ ตั้งแต่ที่ถ้ำสาริกา ที่ไปเตือนหลวงตาองค์นั้นน่ะ ตั้งแต่นั้นมาท่านระวังมากเรื่องจะไปเตือนใคร เพราะเตือนเขาแล้วเขากลัวจนต้องหนีออกไปจากที่ถ้ำสาริกาเลย นั่นน่ะเป็นบทเรียน ตั้งแต่นั้นมานะ ท่านจะบอกใครเตือนใคร ท่านจะตีวัวกระทบคราด อ้อมไปนู่นน่ะ กลัวเขาช็อกตาย นี่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ

นี่พูดถึงว่าเวลาถ้ามันเกิดขึ้น

อ้าว! อาหารนั้นเป็นอาหารของกายหรืออาหารของจิตล่ะ

อาหารของจิต เห็นไหม เราก็จะศึกษาค้นคว้านี่ไง

คำถาม

แล้วดิฉันจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ

กลับมาพุทโธ กลับมาพุทโธ กลับมาทำความสงบของใจ เพราะใจสงบระงับถึงได้รู้ได้เห็นสิ่งที่เขียนมาถามนี้ไง

แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็น หญ้าปากคอก เพิ่งฝึกหัด เพิ่งมีการกระทำ รักษาใจของเราให้มั่นคง อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

อย่าทิ้งผู้รู้ คืออย่าทิ้งหัวใจ อย่าทิ้งจิตเราไป

อย่าทิ้งพุทโธ เพราะผู้รู้มันจะอยู่กับอะไรล่ะ ผู้รู้มันก็ต้องอยู่กับพุทโธ เพราะมันมีที่พึ่งที่อาศัย ที่เกาะ

ถ้ามันไม่มีพุทโธ ผู้รู้อยู่อย่างไรล่ะ ผู้รู้เคว้งคว้าง ผู้รู้ตกระกำลำบาก ก็เอาผู้รู้เกาะพุทโธไว้ เอาผู้รู้เกาะพุทโธไว้

หลวงปู่มั่นสั่งหลวงตาไว้ “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ แล้วจะไม่เสีย”

นอกนั้นเสียหมด

นี่พูดถึงว่า กลับมาผู้รู้ แล้วกลับมาบริกรรมพุทโธ แล้วถ้าอะไรสิ่งใดเกิดขึ้น รู้แล้ววาง รู้แล้ววาง เดี๋ยวมันจะชัดเจน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คือผลของการปฏิบัติมันจะสอนเราไปเรื่อยๆ จะแก่กล้า จะเข้าใจ จะรู้แจ้ง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกในใจของผู้ที่ปฏิบัตินั้น

ถาม : ข้อ ๒๘๘๔. เรื่อง “อานิสงส์ของสัมมาสมาธิ”

กราบหลวงพ่อที่เคารพ ผมสงสัยว่า อานิสงส์ของรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ๑๐๐ ปี ทำไมได้บุญน้อยกว่าจิตสงบเป็นสมาธิเพียงนิดเดียว กราบขอบพระคุณครับ

ตอบ : จะรักษาศีล ๒๒๗ ร้อยปี ร้อยปีก็ร้อยปีของศีล สมาธิก็คือสมาธิไง

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่งหรอก

ฉะนั้นบอกว่า  อานิสงส์ของสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิมันระลึกได้นะ ใครทำความสงบของใจได้ โอ้โฮ! ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมตรงไหน

เวลาคนเขาไป เวลาระลึกถึงพระพุทธเจ้าให้ทำอย่างไร

พระพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไว้ พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าไง “ถ้าคนระลึกถึงพระพุทธเจ้า จะให้ไปที่ไหน”

พระพุทธเจ้าบอกว่า “ให้ไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ที่เกิด ที่ตรัสรู้ ที่ประกาศสัจธรรม ที่ปรินิพพาน”

เวลาคนไปนะ อู้ฮู! มันชื่นบาน มันมีความสุข คนมาอธิบายเราเยอะแยะเลย นี่ก็ไปเพื่ออะไร เพื่อให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไง

แต่ถ้าใครทำความสงบของใจได้เป็นสัมมาสมาธินะ คำว่า สัมมาสมาธิ” คือสมาธิที่ถูกต้องชอบธรรม

ไอ้ตอนที่ทำๆ กันอยู่นี่ ไอ้ทำสมาธิ พลังสมาธิ พลังจิต นั่นน่ะโกหกมดเท็จทั้งนั้นน่ะ ถ้าสมาธิโกหก มันได้ผลโกหก คือมันไม่ได้ผลตามความเป็นจริง มันไม่สะเทือนหัวใจ

แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ เป็นลูกศิษย์พระกรรมฐาน หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พุทโธๆๆ ถ้ามันจนเป็นสมาธิ

เขาไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ เพื่อให้มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วปลื้มใจ อู้ฮู! มันสุขใจ น้ำตาไหลพราก

แต่ถ้าใครทำความสงบของใจเป็นสัมมาสมาธินะ นั่นน่ะพุทธะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ชื่อพุทธะ แล้วผู้รู้ พุทธะคือผู้รู้ ผู้รู้คือจิตของมนุษย์ จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วถ้าทำสัมมาสมาธิโดยสัมมาสมาธินะ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ ไม่ใช่ภวังค์ ไม่ใช่พลังจิต ไม่ใช่สมาธิโกหก ไม่ใช่โกหกสมาธิ แตกต่างกัน

ถ้าทำสมาธิได้นะ ถ้าพูดถึงจิตมันสงบระงับนะ จะเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา อ๋อ! พุทธะอันนี้เองที่ออกใช้สติปัญญาในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในบุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ นู่นน่ะ นี่ไง สมาธิถึงมีคุณค่ากว่าถือศีล ๒๒๗ ร้อยปี

ร้อยปี พอวันที่ ๑ ของ ๑๑๑ ปี มันก็ทำผิดได้ ผิดศีลได้ ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยปี พอ ๑๑๑ มันเป็นโจรก็ได้ ศีลมันเสื่อมได้ มันถือมันก็พลิกไปพลิกมาได้

สมาธิเป็นสมาธิแล้วเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก ฝังอยู่ที่จิตดวงนั้น

จิตดวงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรมานตนอยู่ ๖ ปี เวลาไปฉันอาหารของนางสุชาดาแล้วระลึกถึงตั้งแต่เป็นราชกุมาร

ราชกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะพาไปแรกนาขวัญ ไว้อยู่ตรงโคนต้นหว้า นั่งจนเป็นสมาธิไง พระอาทิตย์คล้อยไปแล้วนะ เงาของต้นหว้าไม่คล้อยตามใครไปเลย เด่นอยู่อย่างนั้นน่ะ

นั่นน่ะ เวลาเจ้าชายสิทธัตถะระลึกถึงสัมมาสมาธิในหัวใจของราชกุมาร ตอนเป็นราชกุมารเจ้าชายสิทธัตถะ เริ่มต้นเวลาไปรื้อค้นมา ๖ ปีไง สุดท้ายแล้วมันระลึกถึงโคนต้นหว้า ระลึกถึงสัมมาสมาธิที่ตอนเป็นราชกุมารที่ทำสมาธิได้ เอาสมาธินั้นน่ะเป็นเริ่มต้นบาทฐาน

ตั้งแต่บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ก็เริ่มต้นจากสัมมาสมาธิตั้งแต่โคนต้นหว้าที่เจ้าชายสิทธัตถะระลึกได้

มันมีบุญมากกว่าถือศีลบริสุทธิ์ร้อยปีไหม

ฉะนั้นว่า อานิสงส์ๆ ไง เวลาปฏิบัติไป อานิสงส์มันอยู่ที่ใจ พระกรรมฐานเขาเชื่อมั่นกันอย่างนี้ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๘๕. เรื่อง “ภูมิสถานปลอดภัยและว่างเปล่า”

นมัสการหลวงพ่อ สอบถามเรื่องที่สุดของพระพุทธศาสนา ที่อิงตามพระไตรปิฎก

คำถามที่ ๑ ไม่อ่าน

คำถามที่ ๒ ไม่อ่าน

คำถามที่ ๓ ในประเทศไทย บางทีลูกศิษย์พ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่าบางท่าน มักจะบอกท่านละขันธ์ว่า ท่านน้อมส่งหลวงปู่สู่ชายแดนนิพพาน แสดงว่าท่านไปจริงใช่ไหมครับ

ตอบ : กาลามสูตรนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้เลย กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อแม้แต่อาจารย์ของตน ไม่ให้เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น

เวลาให้เชื่อ ให้เชื่อในอะไร

ให้เชื่อในปัจจัตตัง ให้เชื่อในสันทิฏฐิโก ให้เชื่อผลการประพฤติปฏิบัติของตน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ก็พยายามเผยแผ่ธรรมๆ ไง อนุปุพพิกถา ให้เขาทำทานก่อน ถ้าทำทานแล้ว เขาได้บุญกุศลก็ไปเกิดเป็นเทวดา ให้ถือเนกขัมมะ แล้วถ้าจิตใจเขาควรแก่การงาน พระพุทธเจ้าถึงแสดงเรื่องอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้ตามความเป็นจริงของเขา

แต่ไอ้นี่บอกว่า ในประเทศไทยบางทีพ่อแม่ครูอาจารย์สายวัดป่า

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด มีพวกฆราวาสเขาอ่านประวัติหลวงปู่มั่น แล้วเขาศรัทธามาก เขาไปหาหลวงตาพระมหาบัวที่วัดป่าบ้านตาด

“ดิฉันศรัทธามากเลย ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น”

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก “เราเชื่อมั่นว่า ในลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีทั้งดีและชั่ว มีทั้งดีและเลว ไอ้เลวๆ ก็มี”

ฉะนั้นบอกว่าลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เขาจะพูดอะไรก็ได้ใช่ไหม ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นพูดอะไรถูกหมดใช่ไหม พูดอะไรนี่เชื่อถือได้หมดเลยหรือ มันเป็นไปไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน ในประเทศไทย บางทีลูกศิษย์พ่อแม่ครูอาจารย์สายวัดป่า

ป่าไหน

วัดป่านะ สิ่งที่วัดป่าๆ เวลาเขาอยู่ป่าอยู่เขาไง ถ้าอยู่ป่าอยู่เขานะ ในป่าก็มีช้าง มีเสือ มีลิง มีชะนี เต็มไปหมดเลย แล้วถ้าพระเข้าไปอยู่ป่าออกมา โอ๋ย! พระนี่ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง

แล้วช้างมันไม่ดีด้วยหรือ แล้วสัตว์ในป่ามันเป็นพระอรหันต์ไหม ในป่าสัตว์เยอะแยะเลย แล้วเสืออย่างนี้ ช้างอย่างนี้ ช้างมันออกมาเป็นโขลงๆ เลย มันอยู่ป่าทั้งชีวิตเลยนะ

เขาไปอยู่ป่า เขาต้องการชัยภูมิ ชัยภูมิที่มันสงบสงัดไง ชัยภูมิ เห็นไหม คนที่ทุศีลเข้าป่าเข้าเขาไป ระแวงในศีลของตน กลัวเจ้าที่จะมาหักคอเอาน่ะ

วัดป่า วัดป่าเขาดูพฤติกรรม เขาดูว่ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง

ฉะนั้นบอกว่า ในลูกศิษย์กรรมฐานสายวัดป่า แหม! ท่านจะไปสู่แดนนิพพานจริงหรือไม่

ไร้สาระ

ถ้าเป็นจริงมันเป็นที่ในหัวใจ

หลวงตาพระมหาบัวนี่นะ มันมีเหตุเกิดขึ้นในสังคมปฏิบัติมากมาย เขารายงานท่านๆ ท่านเงียบ ทั้งๆ ที่บางเรื่องนะ ถ้าท่านพูดนะ เราก็คิดว่าบางอย่างมันจะได้เป็นประโยชน์กับสังคม

แต่ท่านไม่ทำ ท่านบอกว่า ขี้ยิ่งไปคุ้ย คนยิ่งสนใจมาก

คนมันเลว คนจังไร มันต้องตีกลอง มันต้องไปตีครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เพื่อมันจะได้มีคนสนใจมัน จะดีจะชั่ว ขอให้เป็นข่าว

หลวงตาท่านไม่ยุ่งเลยนะ หลายๆ เรื่อง เวลาคนเขียนจดหมายไปถาม ท่านเก็บไว้ แต่ให้พระอ่าน

ท่านบอกว่า อย่าไปคุ้ยมัน

คือคนมันอยากเข้าตลาด อยากให้สังคม อยากได้วิว อยากได้แสง

ท่านไม่สน เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ไง

แต่เราก็มองกันว่าเพื่อประโยชน์ใช่ไหม แต่มันเพื่อประโยชน์

คนเรานะ วุฒิภาวะมันต่ำต้อย มันมองไปเห็นอะไรมันเชื่อไปหมดเลย โกหกอย่างไรก็ได้ พระพูดอะไร ผ้าเหลืองพูดถูกหมดน่ะ แล้วดูสิ สังคมมันเป็นขนาดไหน

ฉะนั้นว่า ข้อที่ ๓. ไร้สาระ

“๔. มีบางสำนักสอนว่า จิตว่าง จิตว่าง แล้วว่าง อย่างนี้ถูกไหม”

ไอ้ว่างๆ ว่างๆ อวกาศมันก็ว่าง เวลาหลุดจากโลกไปมันเคว้งคว้างอยู่ มันจะไปไหน มันไร้สาระ

กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ ไม่ให้เชื่อ อย่าเชื่อ ห้ามเชื่อเด็ดขาด

จิตว่าง ธรรมดาไอ้เสพยาบ้า เวลามันหลอนมันก็ว่าง มันว่างจนต้องตามตำรวจมาจับนะ มันว่างจนล้อมหน้าล้อมหลัง

ไม้ค้ำๆ

จิตว่าง จิตว่าง ว่างหมดเลย

ค้ำไว้เลยนะ ค้ำแล้วกดมันไว้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจิตมันว่าง

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ คนเราจะดีจะชั่วอยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่การกระทำ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

โลกเรียกร้องนัก ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีแล้วไม่ได้ดี

เขาทำดีทั้งชีวิต เขายังว่าเขาทุกข์เขายาก เอ็งปฏิบัติธรรมอะไร นั่งลงไปจิตว่างใช่ไหม จิตว่างทำไมไปโฆษณาชวนเชื่อ จิตว่างทำไมต้องประกาศให้ชาวโลกเขารู้ เอ็งกลัวเขาไม่รู้ว่ามึงจิตว่างหรือ

ถ้าจิตว่างมันก็ว่างอยู่จิตมึงน่ะ มึงไม่ต้องไปบอกเขา มึงไปบอกใคร เขาหาจิตเขาหรือ

เขาทำหน้าที่การงาน เขาหาเงินหาทองเพื่อจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเขา ไปโฆษณาอะไรจิตว่างๆ เขาไม่ต้องการ เขาต้องการทรัพย์ เขาแสวงหาทรัพย์กันอยู่ เขาไม่ต้องจิตว่าง จิตไม่ว่างหรอก

จิตว่าง จิตไม่ว่าง เก็บไว้ของส่วนตน ถ้ามันเป็นความจริงไง สำนักไหนก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว แต่อยู่ที่ชาวพุทธ อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่มันอยู่ที่วุฒิภาวะมันด้อย มันเชื่อหมดน่ะ พอมันเชื่อแล้วมันก็เป็นเหยื่อ เป็นเหยื่อแล้วก็มาโทษศาสนาว่าศาสนาทำลายสังคม

ไม่ใช่ ศาสนานี้เลอค่ามาก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีคุณค่ามาก ไอ้บุคคลเข้ามาอาศัยพระพุทธศาสนา

อย่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็มาอาศัย แต่ท่านสร้างคุณงามความดี สร้างหัวใจของท่านให้เป็นพุทธะ

ไอ้นั่นมันเข้ามาอาศัย อาศัยแล้วมาตักตวงผลประโยชน์ว่าสิทธิมนุษยชน ทำอะไรก็ได้เพื่อจะตักตวงผลประโยชน์ แล้วผลประโยชน์อะไร

นั่นน่ะกาลามสูตร ไม่ให้เชื่อ จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๘๖. เรื่อง “สภาวธรรมที่เป็นอยู่คือ...”

ตอบ : ไร้สาระหมดเลย

อู๋ย! เข้าฌานนะ ญาณ ๑๖ นะ แล้วเข้าไปในร่างกาย ร้อยแปดพันเก้า ๑ ๒ ๓ ๔

ข้อ ๓. นะ เข้าธรรมารมณ์มันผุด ฌานมันเกิด

เราตอบปัญหามา ข้อที่ ๑. เขาทำความสงบของใจเข้ามา

นี่พระกรรมฐาน พระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอน หลวงตาพระมหาบัวท่านเรียนจบมหา ท่านจะไปหาผู้ยืนยัน เพราะท่านศึกษาแล้ว แต่ท่านยังไม่ได้ปฏิบัติ ในหัวใจของท่านมันก็มีกิเลสตัณหาความทะยานอยากแน่นอน

แล้วถ้ามันไม่มี ทำอย่างไรล่ะ

ต้องมีคนคอยรับรอง แนะนำว่ามีอยู่โดยข้อเท็จจริง ก็ไปหาหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นบอก “มหา มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม มรรคผลนิพพานไม่ใช่อยู่ในตำรา ไม่ใช่อยู่ในอากาศ ไม่ใช่อยู่ในเพชรนิลจินดา ไม่ได้อยู่ในวัตถุธาตุใดๆ ทั้งสิ้นเลย นิพพานมันอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกที่ทุกข์ที่ยาก ที่ประพฤติปฏิบัติได้มรรคผลนิพพาน”

นิพพานจะขึ้นเป็นจริงในใจของผู้ที่ปฏิบัติ จนใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นธรรมธาตุ ธาตุของธรรม เอโก ธมฺโม ธรรมเป็นหนึ่ง เห็นไหม

ท่านบอกว่า “มหา มหาที่เรียนมาให้เก็บใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจไว้ อย่าให้มันออกมา ถ้ามันออกมา มันจะเตะมันจะถีบกัน”

มันจะเตะมันจะถีบกัน ก็คำถามนี้ไง

เวลาปฏิบัติธรรม สิ่งที่มันเป็นอยู่ เข้าฌาน ๔ แล้วจิตออกพิจารณา

หา? ฌาน ๔ เชียวหรือ ฌาน ๔ เป็นอย่างไร ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จริงหรือเปล่า

เราฟังมาเยอะ ไอ้สมาธิจอมปลอมน่ะ ไอ้พลังจิตน่ะ ไอ้สมมุติว่าสมาธิ สมาธิสมมุติ ไอ้จิตว่างๆ ไร้สาระ

สมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิถ้าเป็นข้อเท็จจริง สมาธิไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย

ไอ้คำว่า ว่าง ว่าง ว่าง” จิตพาดพิงความว่าง พาดพิงเพราะมันประพฤติปฏิบัติมีความเข้าใจ มีข้อมูลว่าสมาธิคือความว่าง มันเลยสร้างอารมณ์ว่าว่าง

ว่างนั้นเป็นอารมณ์หนึ่งของจิตนั้น ไม่ใช่ตัวจิตนั้นว่าง

ถ้าตัวจิตนั้นว่าง ตัวมันว่าง มันพูดไม่ได้ มันรับรู้อะไรไม่ได้ มันว่างในตัวมันน่ะ

สมาธิที่แท้จริง สมาธิคือไม่พาดพิงอารมณ์ เพราะมันเป็นหนึ่งใช่ไหม สมาธิเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย

ถ้ามันพาดพิงว่าว่าง มันพาดพิงว่าว่าง สองไหม

นั่นไง แล้วเขาบอกเข้าฌาน ๔

หลวงปู่มั่นท่านสอนหลวงตาพระมหาบัวไว้ว่า สิ่งที่ศึกษามาให้เก็บไว้ในลิ้นชักสมอง อย่าให้มันออกมา ถ้าออกมาประพฤติปฏิบัติ มันจะเตะมันจะถีบกัน คือมันจะสร้างภาพ มันจะรู้ไปก่อน

เหมือนกับคำถามนี้เลย มันจะเตะมันจะถีบกัน คือมันจะสร้างภาพ

ฉะนั้น มหา เอาสิ่งที่ศึกษาพระไตรปิฎกคือธรรมและวินัย คือศาสดา คือตัวแทนพระพุทธเจ้า เราเคารพบูชานะ ศึกษามาแล้วจบแล้ว ให้ใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ อย่าให้มันออกมา แล้วเราต้องปฏิบัติตามความเป็นจริง

เราปฏิบัติของเรา ถ้ามันจะเตะมันจะถีบ นั่งสมาธิไปมันก็บรรลุธรรมแล้ว นั่งสมาธิไปมันรู้หมด เพราะมันเรียนจบมาแล้ว

แล้วนี่นะ เขาอ้างอิงข้อมูลในพระไตรปิฎก อ้างอิงมานี่ อ้างอิงในพระไตรปิฎกเลย

อ้างอิงก็คืออ้างอิง แล้วถ้าอ้างอิง ในวงกรรมฐานถ้ารู้จริงเขาไม่อ้างอิงพระไตรปิฎก ความรู้เอ็งน่ะ หลวงปู่มั่นถาม “จิตเป็นอย่างไร วิปัสสนาอย่างไร ยกจิตอย่างไร” ท่านเอา นี่วงกรรมฐาน

โปฐิละ โปฐิละใบลานเปล่า ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบแล้วอบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาล เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “โปฐิละใบลานเปล่ามาแล้วหรือ ใบลานเปล่ามาแล้ว” ก็ท่องจำได้เปล่าๆ ไง

ถ้าท่องจำได้เปล่าๆ นะ เวลาจะประพฤติปฏิบัติละทิ้งหมู่คณะหมดเลย เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเตือน พอเตือนแล้วเขามีอำนาจวาสนา เพราะอะไร เพราะเขาเป็นอาจารย์นะ ลูกศิษย์ลูกหามากมาย ไปไหนคนล้อมหน้าล้อมหลัง ลาภสักการะมากมาย ทิ้งหมดเลย สละหมดเลย แล้วไปฝึกหัดกับพระกรรมฐาน

ไปหาอาจารย์ อาจารย์บอก อู้ฮู! ชื่อเสียงดังคับฟ้า ผมมันพระป่า ผมมันไม่มีอะไร จะสอนได้อย่างไร

องค์ที่ ๑ องค์ที่ ๒ องค์ที่ ๓ พระอรหันต์หมดเลย สุดท้ายไปเหลือเณรองค์สุดท้าย เณรก็เป็นเณรพระอรหันต์เหมือนกัน

เวลาจะสอนไง เวลาจะสอนนะ ร่างกายนี้เปรียบเหมือนจอมปลวก จอมปลวกมีรูอยู่ ๖ รู ให้ปิดเสีย ๕ รู ตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดหัวใจไว้

พุทโธๆๆ อานาปานสติ พยายามจับเหี้ย เหี้ย เหี้ย จับเหี้ยตัวนั้นคือใจของตน จับเหี้ยตัวนั้นได้แล้วค่อยมาวิปัสสนา

นี่พระไตรปิฎก

เวลาจะปฏิบัติมันอีกเรื่องหนึ่ง โปฐิละใบลานเปล่าๆ พระไตรปิฎกเขาอ่านจบหมดแล้ว เขาท่องได้ด้วย แล้วเขาไปสอนคนได้ด้วย สอนคน ลูกศิษย์ลูกหามากมาย

ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าเข้าฌาน ๔ จะฌาน ๔ เข้าฌาน ๔ อานาปานสติ สูตร ๑๖ ขั้น แล้วอธิบายถึงขั้นที่ ๑๖ ๑๘

๑๖ โคตรภูญาณ ไอ้ญาณ ๑๖ อภิธรรมมันก็มีทางวิชาการ เขามาถามเราเยอะเลย “หลวงพ่ออธิบายญาณ ๑๖ โคตรภูให้ฟังหน่อย” เยอะแยะไปหมดน่ะ

คนทำเป็นเขาทำได้จบแล้ว

ไอ้นี่นะ เวลาตัวเองก็อ้าง อ้างว่าสภาวธรรม เข้าฌาน ๔ พิจารณา

มันไร้สาระ

ถ้าปฏิบัติ ปริยัติไปด้วยกัน มันจะเตะมันจะถีบกัน มันจะสร้างภาพกันไป แล้วมันจะภาวนา การภาวนาคือการจะฆ่ากิเลส ทำลายกิเลส มันก็เป็นเรื่องภาระที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว แล้วภาวนาไป กิเลสของตน การภาวนาคือการเอาชนะตนเอง

ชนะคนอื่นหมื่นแสนก่อเวรก่อกรรมทั้งสิ้น ชนะใจของตนนะ ยิ่งใหญ่

ฉะนั้น การชนะใจของตนยิ่งใหญ่ กิเลสมันไม่ยอมให้ใครชนะมันได้หรอก จะทำอะไร กิเลสมันรู้ทันหมดน่ะ แล้วกิเลสมันสร้างภาพ มันขุดหลุมพรางไว้รอบตัวเลย

แล้วเอ็งภาวนาไปยังมาอ้างพระไตรปิฎก

ทั้งๆ ที่หลวงปู่มั่นบอกมันจะเตะมันจะถีบกัน เตะถีบกันอย่างนี้ เตะถีบคือภาวนาก็ล้มเหลว จะไปเรียนก็ห่วงว่ากูจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ มันก็เลยล้มเหลวทั้งสองข้างไง

มันจะเตะมันจะถีบกัน ชัดเจนมากที่หลวงปู่มั่นสอนไว้

“มหา มหาเรียนจบมาแล้วนะ สิ่งที่มหาเรียนมาแล้วใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ อย่าให้มันออกมา แล้วมหาปฏิบัติไปนะ ถ้าถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่มหาปฏิบัติมากับที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก มันจะเป็นอันเดียวกันเลย”

มันจะเป็นอันเดียวกันเลย

ถ้าไม่เป็นอันเดียวกัน หลวงตาพระมหาบัวท่านจะกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแล้วกราบเล่าๆ อย่างนั้นหรือ

มันยืนยันมาจากหลวงปู่มั่น มันปฏิบัติมาได้ตามความเป็นในใจของหลวงตา แล้วมันสมจริงสมจังเป็นสัจธรรม เป็นความจริงในภาคปฏิบัติ แต่มันเป็นขั้นที่ปฏิบัติจบแล้วไง ไม่ใช่เริ่มต้น

ถ้าเริ่มต้น มันจะเตะมันจะถีบกันอย่างนี้ แล้วมาถามนะ เราขำตั้งแต่ว่าเข้าฌาน ๔ พิจารณากาย

หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าฌานสมาบัติมันส่งออก ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาได้มันเป็นข้อเท็จจริง

วิปัสสนาไม่ได้ต้องวางแล้วกลับมาที่พุทโธ กลับมาที่สมาธิให้เข้มแข็ง ให้มีกำลัง

เพราะมีกำลัง ทุน ถ้าใครมีทุน สายป่านสั้น สายป่านยาว สายป่านยาวก็ได้วิปัสสนาได้ยั่งยืนกว่า สายป่านสั้นต้องมาเติมสายป่านของตนตลอดเวลา เติมสายป่านเสร็จแล้วเราค่อยไปวิปัสสนา แล้วถ้าวิปัสสนาไปแล้ว ถ้ามันทะลุปรุโปร่ง มันเป็นไปได้ มันจะรู้จริงเห็นจริงตามของมัน

มันต้องฝึกหัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มันมั่นคงของมันขึ้นไป ถ้ามันมั่นคงขึ้นไปนะ ถ้าปฏิบัติไปถึงที่สุดไง พอเวลามันปล่อยๆ ตทังคปหาน เวลามันสมุจเฉทปหาน มันข้อเท็จจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ขณะ

ไอ้ที่ว่าไม่มีขณะ มันเรื่องของสัตว์โลก

ถ้ามีขณะ มีขณะนี่คือเรื่องของจิต ขณะคือนิโรธ นิโรธคือดับทุกข์ ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของปฏิบัติ

ฉะนั้น โอ้โฮ! อ้างพระไตรปิฎกนะ กลัวเราจะไม่ยอมรับ พิมพ์มาเป็นตั้งๆ เลย

พระไตรปิฎกในวัดเราหลายตู้เลย พระไตรปิฎกกูอ่านหลายรอบแล้ว กูค้นคว้ามาทั้งนั้นน่ะ เพราะเราก็อยากรู้เหมือนกันว่าสังคมสมัยนั้นเขาทำกันอย่างไร แล้วถ้าข้อเท็จจริงในใจมันเป็นอย่างไร

แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแล้ว เห็นไหม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงตาท่านบอกว่ารวมเป็นหนึ่งเดียวในใจของตน รู้แจ้ง เพราะมันเป็น เอโก ธมฺโม เป็นเอก เป็นหนึ่ง สมกับผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง