น้ำดี
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๘๔๐. เรื่อง “สภาวธรรม”
๑. พระอรหันต์ขัดแย้ง
๒. สภาวะนิพพาน
ตอบ : มันเป็นคำถามที่ว่ามันมีเป้าหมาย ถ้ามีเป้าหมาย
พระอรหันต์มีความขัดแย้ง
ถ้าพระอรหันต์นะ อริยสัจมีหนึ่งเดียว พระอรหันต์ไม่มีการขัดแย้ง อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ ดับทุกข์ ขณะจิต จบ
พระอรหันต์ไม่มีขัดแย้ง เพราะอริยสัจมันมีหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่พระอรหันต์มีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกันบ้าง แต่เรื่องอริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น เรื่องความขัดแย้งไม่มี ถ้ามีความโต้แย้งแล้ว ต้องมีคนหนึ่งถูก คนหนึ่งผิด เวลาผิด มันผิดอย่างนั้นน่ะ
นี้พระอรหันต์มีความขัดแย้งกัน
นี่มันมีเป้าหมายไง
คำถามว่า พระอรหันต์มีความขัดแย้งหรือไม่ แล้วเป็นอย่างไรเขาเขียนมาหมด แต่ตอบแค่นี้ ไม่ตอบ นี่เรื่องพระอรหันต์
๒. สภาวะจิตคือนิพพาน แล้วมันก็เขียนไปร้อยแปด
มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง ถ้าเรื่องโลกๆ เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า แม่น้ำทุกสายเวลาไหลแล้ว ไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร ลงสู่ทะเลและมหาสมุทร มันเป็นทะเลอันเดียวกัน
นี่เหมือนกัน สภาวะนิพพานๆ มันก็นิพพานอันเดียวกันไง แต่ถ้าเป็นเรื่องโลกๆ ไง มันมีน้ำเค็ม น้ำจืด ถ้าน้ำเค็ม น้ำเค็มก็เป็นที่อยู่ปลาวาฬ สัตว์น้ำลึก สัตว์ตัวใหญ่ น้ำจืด น้ำจืดไง น้ำจืดก็เป็นปลาน้ำจืด น้ำกร่อย
นี่ไง บอกว่า ถ้าเป็นสภาวะนิพพาน แล้วก็ว่ากันไปร้อยแปด
น้ำจืด น้ำเค็ม ถ้าลงสู่สัจจะ สู่ความจริง สู่ทะเล สู่มหาสมุทรเป็นน้ำเค็ม น้ำเค็ม น้ำเค็มเหมือนกันหมด ปลาตัวใหญ่ ปลาตัวเล็กอยู่ในทะเล อยู่ในมหาสมุทรนั้น
นี่พูดถึงว่าสภาวะนิพพาน
นิพพานคือนิพพาน
แล้วนิพพานขึ้นมา เขียนมาร้อยแปด เพราะอะไร เพราะมันมีน้ำจืดกับน้ำเค็มไง โอ้โฮ! น้ำเค็มนี่น้ำ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของโลกนะ แผ่นดินเล็กน้อยมาก
นี่เหมือนกัน ถ้าเป็นสภาวธรรมแล้วจบ นิพพานคือนิพพาน แล้วยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่ในใจของผู้ที่บรรลุธรรมเท่านั้น
แต่ถ้ามันยังสัพเพเหระอยู่ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำเค็มมันระหว่างทวีป มหาทวีป เขาเดินทางได้ เป็นที่อยู่ของสัตว์ใหญ่ น้ำจืด น้ำจืดนะ เวลามันแห้งแล้งไง เวลาภัยแล้ง น้ำท่วม นั่นน้ำเค็ม น้ำจืด แล้วก็สภาวะ เป็นสมมุติทั้งนั้นน่ะ มันเหมือนละครลิเกนั่นน่ะ สมมุติขึ้นมาแล้วก็ว่าเป็นๆ นิพพานๆ
นิพพานของใคร
ถ้านิพพานแล้ว มันมีกตัญญูกตเวที ดูพระอานนท์สิ แค่พระโสดาบันน่ะ สละชีวิตแทนพระพุทธเจ้าได้เลย หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด ถ้าท่านสละได้ ท่านสละได้แล้ว นี่น้ำใจ น้ำใจของผู้ที่เป็นธรรม โอ้โฮ! สุดยอด
ธรรมคือธรรม ไม่มีขัดไม่มีแย้ง เวลาขัดแย้ง ธรรมจะขัดแย้งกับกิเลส เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่น่ากลัว กิเลสเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน กิเลสมันคือลิเก คือละคร มันไม่เป็นความจริงหรอก
นี่พูดถึงว่า สภาวธรรม จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๑. เรื่อง “ศีลในใจ”
กราบเรียนหลวงพ่อ ศีลกาย ศีลวาจา กระผมพอจะเข้าใจแล้ว ในส่วนของศีลใจเป็นอย่างไร และรักษาอย่างไรครับ ขอโอกาสหลวงพ่อเมตตาด้วย
ตอบ : เวลาเป็นศีลเป็นธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาไปขอศีลๆ โดยทั่วไป ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ๒๒๗ บวชเป็นพระศีล ๒๒๗ นี่คือศีล ศีลคือศีล ศีลคือข้อห้าม
แล้วเวลามีศีลมีธรรม ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะ ถ้ามีศีลต้องมีธรรมด้วย มีศีล ๕ แล้วก็ต้องมีธรรม ๕
แล้วเวลาไปขอศีลๆ ขอศีลประเพณีไง อาราธนาขอศีลๆ ขอศีลแล้วก็ได้ศูนย์ เพราะมันศีลก็คือศีล คือกิริยา คือปฏิญาณตน แต่ไม่ได้ปฏิบัติตนให้เป็นตามนั้นไง มันก็ได้ศูนย์
นี่ศีลโดยกาย ศีลโดยวาจาเข้าใจได้ แต่ศีลใจเข้าใจไม่ได้
ศีลใจเข้าใจไม่ได้ ก็เวลามันปลิ้นมันปล้อนนี่ไง พระสมัยพุทธกาล ศีลมันร้อยแปดพันเก้า แล้วก็ถือศีลไม่ได้ ไปลาพระพุทธเจ้าจะขอสึก
พระพุทธเจ้าบอกว่า ทำไมจะสึกล่ะ
อู้ฮู! นู่นก็ผิด นี่ก็ผิด นี่ก็ผิด นี่ก็ผิด มันเยอะไปหมดเลย
เธอถือศีลข้อเดียวได้ไหม
ถือศีลอย่างไร
ถือศีลข้อเดียวได้ไหม
ได้
ให้ถือเจตนา ให้ถือที่หัวใจ
นี่ถือศีลข้อเดียว ถือศีลที่ใจ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย
แต่เราทำได้ไหม
ศีลคือเจตนา ที่มันผิด มันผิด มันผิดเพราะว่าเราขาดสติ เราอยาก เรามีร้อยแปดพันเก้า นี่ศีลของปุถุชน
เวลาถือศีลที่ใจ ถือศีลที่ใจ เวลามันคิด ตบมันไว้เลย แล้วพร้อมหมดน่ะ คนที่ทำอย่างนี้ได้คือคนที่มีวาสนาไง ถ้าศีล ศีลที่ใจเลย ถือเจตนาตัวเดียว ถือความคิดทั้งหมด คุมมันได้ทั้งหมดเลย นี่ศีลที่ใจ
แล้วทำได้หรือเปล่า
เขาทำได้นะ เราทำไม่ได้ก็ส่วนของเรา ถ้าทำได้ก็คือทำได้
นี่คือคำถามไง เขาสงสัย ศีลใจมันเป็นอย่างไร ศีลกาย ศีลวาจาเข้าใจได้
พอมุสาก็โกหกมดเท็จนั่นน่ะ ส่อเสียดเขา พูดเหน็บพูดแนม ศีลทางกายก็ผิดทางกายไง เวลากาย วาจา นี่ผิด ผิดศีล แต่ผิดตรงความคิดไม่มีไง ความคิด ศีลจากความคิดไม่มี แต่ความคิดมันเป็นเจตนาแล้วทำถึงผิดศีล
แต่ให้ถือศีลข้อเดียวเลย ถือที่ใจเลย ไม่ให้ใจมันล่อกมันแล่ก มันวอกมันแวกนั่นน่ะ ถือศีลใจ แล้วเขาถือกันมาแล้ว แล้วทำได้ด้วย นั่นคือศีลที่ใจ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๒. เรื่อง “กราบขอบพระคุณหลวงพ่อ (จากคำถาม มีความชำนาญในการออกจากสมาธิ หลวงพ่อมีความหมายว่าอย่างไรครับ)”
เนื่องจากคำถามที่ ๒๘๓๑. ซึ่งผมถามหลวงพ่อว่า คนที่ชำนาญในสมาธิ เขาชำนาญทั้งการเข้าและการออกจากสมาธิ ซึ่งคำว่า “ชำนาญในการเข้าออกสมาธิ” หลวงพ่อมีความหมายอย่างไรครับ
ซึ่งผมได้รับคำตอบจากหลวงพ่อแล้ว ทำให้ผมได้รับความรู้เรื่องของสมาธิเพิ่มขึ้นอีกมากๆ เลยครับ วันนี้ผมจึงอยากจะเข้ามากราบขอบพระคุณในคำตอบของหลวงพ่อครับ ที่ผ่านๆ มาผมขาดความรู้ ขาดความเข้าใจในเรื่องของสมาธิ แต่ผมยังโชคดีที่เข้ามาถามเรื่องสมาธิกับหลวงพ่อเสียก่อน ผมจึงได้รับความรู้เพิ่มเติมจากเดิมครับ จากนี้ไปผมจะหมั่นฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่ท้อถอยครับ กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออีกครั้งครับ
ตอบ : นี่พูดถึงสมาธิๆ ไง พวกเราชาวพุทธๆ ถ้าเรามีครูมีอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์ของเราจะคุ้มครองดูแลไง ถ้าเราไม่มีครูบาอาจารย์ของเราคุ้มครองดูแลนะ เราปล่อยปละละเลย เราทำอะไรโดยอิสรภาพ ประชาธิปไตยๆ คิดเรื่องนิพพาน คิดเรื่องพระอรหันต์ คิดทั้งหมดเลย แล้วของฉันถูกนะ ของคนอื่นผิดหมดล่ะ ทำสมาธิไม่เป็นก็สอนสมาธิได้ ภาวนาไม่เป็นก็เป็นพระอรหันต์ได้ ทำสิ่งใดไม่รู้จัก ก็ทำว่ารู้ได้
นี่ไง สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียนต่างๆ ร้อยแปดพันเก้า แล้วเวลาถึงสุดท้ายแล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง ถ้าเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ก่อนที่เริ่มต้นจะประพฤติปฏิบัติก็เหมือนพวกเรานี่ ปุถุชนคนหนาคือสงสัย สงสัย อึดอัดขัดข้องไปหมดน่ะ กว่าจะทำสมาธิเป็น กว่าจะทำสมาธิได้เกือบเป็นเกือบตาย
หลวงตาพระมหาบัวสมาธิเสื่อมไปหาหลวงปู่มั่นครั้งแรก จิตเสื่อม จิตเสื่อมครั้งแรก
จิตนี้เหมือนเด็กๆ มันต้องการอาหารของมัน อย่าไปไล่กวดตามเด็ก ไล่กวดตามเด็กอีกกี่ปีกี่ชาติก็ไม่ทันมัน นี่ไง เวลาคิดส่งออกไง คิดร้อยแปดพันเก้าก็เป็นสมาธิไม่ได้หรอก แต่ถึงเวลาแล้วเด็กมันต้องการอาหาร เราให้หาอาหารไว้ เผื่อเด็กหิวมันจะกลับมา ก็ให้พุทโธๆๆ ไว้ไง พุทโธๆๆ จนมันก็กลับมาจริงๆ
จิตมันเสื่อมหมดเลย สมาธิไม่มีเลย ทั้งๆ ที่เคยทำสมาธิได้ แล้วสมาธิมันเสื่อมไปหมดเลย ทุกข์เกือบเป็นเกือบตาย
ไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเคยประสบการณ์อย่างนี้มาแล้วตั้งแต่ท่านออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ กว่าจะทำสมาธิได้ก็เกือบเป็นเกือบตาย แล้วเวลาสมาธิมันเสื่อมก็เกือบเป็นเกือบตายเหมือนกัน แล้วก็ขวนขวายมีการกระทำขึ้นมาโดยไม่ให้มันเสื่อมไป ไม่ให้มันเสื่อมไป
เป็นสมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ มันก็รู้ว่าสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ไง เวลาถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนะ มันเห็นกิเลสไง มันจับกิเลสมันพิจารณา มันแยกมันแยะของมันไง เวลากิเลสมันตายไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ กิเลสตายหมดเลย เป็นพระอรหันต์
มันมีที่มาที่ไป ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เหตุทำสมาธิก็ต้องเป็นเหตุทำสมาธิ เหตุวิปัสสนา เหตุใช้ปัญญา มันต้องเหตุใช้ปัญญา เวลามรรคมันเคลื่อน มรรคมันต้องเคลื่อนโดยสัจจะโดยความจริง
แล้วกึ่งพุทธกาล หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านพยายามประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านสิ้นกิเลสของท่านไป ท่านถึงอบรมบ่มเพาะเป็นข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติ
แล้วถ้าเป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นนะ เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ เขาไม่แหกคอก เขาไม่แหกคอก เขาไม่เหยียบย่ำ เขาไม่ลบด้วยเท้า เพราะเขาเคารพบูชาด้วยมือของเขา เขาเคารพบูชาโดยหัวใจของเขา เขาเคารพบูชาเพราะเขาทุกข์เขายาก เขามีครูบาอาจารย์คอยแก้ไขเขา แล้วเขาได้ผลประโยชน์จากการประพฤติปฏิบัติตามความจริงอันนั้นน่ะ มันกตัญญู มันกตเวที มันเคารพบูชาโดยหัวใจทั้งสิ้น
แต่ไอ้พวกปฏิบัติไม่เป็น ไอ้พวกทำไม่เป็น ทำสมาธิๆ แล้วไม่เป็นสมาธิก็สอนสมาธิได้ ทำสมาธิไม่เป็นก็ทำได้
แล้วสมาธิคืออะไรล่ะ
อารมณ์ไง อารมณ์ไม่ใช่สมาธิ อารมณ์ฟุ้งอารมณ์ซ่าน อารมณ์ทุกข์อารมณ์ยาก แล้วก็คิดให้มันว่างๆ ว่างๆ มันเป็นสมาธิตรงไหน
สมาธิคือจิตตั้งมั่น ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จิตมันเป็นอิสระของตัวมันเอง แล้วกว่าจะเข้าถึงความเป็นอิสระของมัน ทำตัวอย่างไร นี่ไง การเข้าสมาธิไง
เราโดนเขาถากถางเยอะ เออ! สมาธิมีออกมีเข้า มีเข้ามีออกด้วยนะ
เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะว่าพุทโธๆ พุทโธไวๆ แล้วชำนาญในวสี หลวงปู่เจี๊ยะ ไปฟังเทศน์หลวงปู่เจี๊ยะสิ ชำนาญในการเข้าสมาธิ ชำนาญในการออกสมาธิ นี่พระอรหันต์พูดทั้งนั้นน่ะ
แต่ไอ้พวกภาวนาไม่เป็น “ไม่เป็นสมาธิก็สอนสมาธิได้”
หา? คนหาเงินไม่เป็นสอนให้คนอื่นหาเงิน คนไม่เคยทำงานเป็น มันบอกให้คนอื่นทำงาน สอนให้คนอื่นทำงาน มันเป็นไปได้อย่างไร
นี่ไง สมาธิถึงมีการเข้าและการออก
โอ้โฮ! เขาเสียดสี เขาเหยียดหยาม ที่เขาเสียดสีคือเขาไม่รู้ ไอ้คนที่เสียดสี ไอ้คนที่พูด ยืนยันได้ว่าพวกนี้ไม่รู้ เพราะมันมีการเข้าการออก สร้างบ้านนะ แล้วไม่มีประตูหน้าต่าง มันเข้ากันทางไหน สร้างบ้านเสร็จ ช่างมาส่งมอบบ้านให้แล้ว ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง เอ็งจะเข้าบ้านเอ็งอย่างไร
เออ! สร้างบ้านเสร็จ เราจะรับมอบบ้าน เราก็ต้องเช็กดูหมดนะ ประตูหน้าต่างมันเรียบร้อยไหม แล้วเข้าบ้านออกบ้านมันเข้าตรงไหนล่ะ มันเข้าทางประตู
แล้วสมาธิมันเข้าตรงไหนล่ะ แล้วเข้าอย่างไรล่ะ ภาวนาไม่เป็นมันรู้ได้อย่างไร
ถ้าภาวนามันเป็น เวลาเข้า เพราะคำเทศน์สอนจากหลวงตาพระมหาบัว เราจำแล้วมันฝังใจ แล้วจะมาเตือนตลอด
ท่านบอก ถ้าเวลาเข้าสมาธิแล้ว เวลาจะออกจากสมาธิ อย่าพรวดพราดออก ถ้าใครพรวดพราดออกจากสมาธิ แล้วมันจะเข้าสมาธิได้ยาก
ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านฝึกฝนมา ท่านทำของท่านมา เวลาท่านทำผิดพลาดมา แล้วกว่ามันจะแก้ไข มันฝังใจมากนะ
พ่อแม่มีความผิดพลาดใดๆ มา มันฝังใจพ่อแม่มาก แล้วเวลาลูกๆ เรานะ เราก็พยายามจะสอนมันนะ พ่อเคยผิดมาแล้ว โอ๋ย! มันทุกข์นะ แต่เด็กมันก็ไม่เชื่อหรอก ต้องให้มันผิดเองมันถึงจะยอมเชื่อ
นี่ก็เหมือนกัน เวลาท่านสอน ท่านบอกเลย เวลาเข้าสมาธิได้นะ อย่าพรวดพราดออก อย่าออกด้วยความที่ไม่ตั้งใจ ค่อยๆ ออกจากสมาธิ นี่แสดงว่ามีสมาธิไง
ไอ้ที่ว่า ต้องเข้าต้องออกด้วยหรือ
ก็มันไม่มี
เราไม่บ้าน เราไม่มีเรือน เราอาศัยนอนตามชายคาบ้านคนอื่น เราไม่เคยมีบ้านน่ะ คนไม่เคยมีบ้านคือไม่มีเงินซื้อบ้าน ไม่มีเงินสร้างบ้าน ไม่มีวิธีการทำด้วยตัวเองสร้างบ้านขึ้นมา มันก็ไม่มีบ้าน ถ้าคนจะมีบ้าน ๑. มันซื้อบ้าน ๒. มันจ้างเขาสร้าง ๓. มันสร้างของมันเอง มันต้องทำต้องมีขึ้นมา
สมาธิมันก็ต้องมีของมันขึ้นมา ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและในการออก
แล้วเข้าอย่างไร เข้าสมาธิทำอย่างไร
“ไม่ต้องเข้า มันมีของมันอยู่แล้ว สมาธิมีอยู่โดยดั้งเดิม ธรรมะมีอยูโดยดั้งเดิม”
โอ้โฮ! ฟังแล้วเราจั๊กกะจี้
ใช่ มันมีของมันอยู่ แต่ใครมีอำนาจวาสนาไปรู้ไปเห็นมันล่ะ แล้วถ้ามันไม่รู้ไม่เห็น มันก็ไม่เป็นปัจจัตตัง ไม่เป็นสันทิฏฐิโก ไม่เป็นปัจจัตตังคือคนนั้นไม่รู้เอง ไม่สันทิฏฐิโก คนนั้นไม่รู้จักสมาธิ ถ้าใครมีคุณธรรม เขามีปัจจัตตัง เขามีสันทิฏฐิโก
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนว่า ยืนยันโดยสันทิฏฐิโก ยืนยันด้วยความรู้ความเห็นจากจิตของตน ถ้าจากจิตของตนมันเป็นความเป็นจริงของมันไง
นี่ถึงว่าการเข้าสมาธิและออกสมาธิ
ถ้ามันพูดมากเกินไปมันก็ไปถากถางกันไง เรานี่โดนประจำ “มีการเข้า มีการออก” ทั้งเยาะทั้งเย้ย ทั้งถากทั้งถาง เราขำๆ น่ะ
คนมีเงิน เขามีเงินในกระเป๋าของเขา เขามีเงินใช้จ่ายของเขาในชีวิตของเขา เขาก็มีความสุขของเขา ไอ้คนไม่มีเงินเที่ยวไปถากไปถางเขา ว่าเงินนั้นใช้ไม่ได้ เงินนั้นเป็นเงินปลอม เงินนั้นได้มาด้วยความไม่บริสุทธิ์
เอ็งไม่มีก็แล้วกันล่ะ เอ็งไม่เคยมีเงินแล้วกันแหละ แต่ของเรามี ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้จ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมาย ถ้ามันเป็นสมาธิ
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ วงกรรมฐานที่ภาวนาไม่เป็นเพราะยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ คนยกขึ้นสู่วิปัสสนาเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ต้องเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา บัว ๔ เหล่า
นี่ไง ถ้าทำสมาธิไม่เป็น แล้วทำสมาธิมันจะทำสมาธิได้อย่างไร แล้วคนที่ภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่เป็นมันจะรู้จะเห็นของมันได้อย่างไร มันเป็นของมันไปไม่ได้
ฉะนั้น ถ้าสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติเพราะท่านรู้ ท่านต้องติดสมาธิไง เพราะสมาธิมันแก้กิเลสไม่ได้จริงๆ แล้วถ้าเวลาจะแก้กิเลสมันก็เป็นภาวนามยปัญญา แล้วภาวนามยปัญญา ถ้ามันมีสมาธิ มันจะเกิดโลกุตตรปัญญา วิปัสสนาคือโลกุตตรปัญญา ไม่ใช่โลกียะๆ
ไอ้ที่ความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งหมดมันเป็นโลกียะ เพราะมันคิดจากสัญชาตญาณ มันคิดจากเราคิดไง มันคิดจากเราคิด เราคิดจนมันหยุดคิดไง พอมันหยุดคิดขึ้นมาแล้วมันไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นน่ะมันยกขึ้นสู่วิปัสสนา
วิปัสสนาเพราะอะไร
เพราะมันเห็นกิเลส เพราะมันทำในพระพุทธศาสนาไง
นี่พูดถึงว่า เวลาที่ว่าความรู้เรื่องสมาธิ เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา เวลาท่านคุยกันระหว่างหลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาที่ท่านคุยกันสองคน เรานั่งฟังอยู่ด้วยไง
หลวงปู่เจี๊ยะท่านถาม ทำไมเดี๋ยวนี้พระปฏิบัติเป็นอย่างนี้ๆๆ ไปหมดเลย
แม้แต่สมาธิมันทำไม่เป็น มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้อย่างไร
แม้แต่สมาธิไม่เป็น ก็เหมือนพวกเรานี่ เราหาเงินกันไม่เป็น เราจะมีธุรกิจได้อย่างไร คนจะมีธุรกิจต้องมีทุน ทุนตัวนี้แหละจะเป็นตัวทำธุรกิจ แม้แต่ทุนมันไม่มี แม้แต่สมาธิยังทำไม่เป็น แล้วมันจะไปวิปัสสนาอะไรกัน วิปัสสนาก็นี่ไง อีลุ่ยฉุยแฉกกันอยู่นี่ไง ไม่ต้องมีขณะก็ได้
ไม่ต้องมีขณะต่างๆ ไอ้คำที่เขาเถียงมานั่นน่ะมันเป็นหลักฐานยืนยันว่าภาวนาไม่เป็น ถ้าภาวนาเป็น มันจะเอาพวกนี้มายืนยัน
นี่พูดถึงว่า วันนี้ผมจึงอยากเข้ามากราบขอบพระคุณในคำตอบของหลวงพ่อครับ ที่ผ่านๆ มาผมขาดความรู้ ขาดความเข้าใจในเรื่องของสมาธิ แต่ผมยังโชคดีที่เข้ามาถามเรื่องสมาธิกับหลวงพ่อเสียก่อน ผมจึงได้รับความรู้เพิ่มเติมจากเดิมครับ จากนี้ไปผมจะหมั่นฝึกฝนของผม จะปฏิบัติของผมอย่างไม่ท้อถอย
ขอให้ปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แล้วถ้ามันสมควรแก่ธรรม มันไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกำมือในเรา มันชัดเจนในใจของตนนะ ถ้ามันไม่ชัดเจนก็สงสัยไง ถ้ามันสงสัย มันยังสงสัยสนเท่ห์ มันจะไปปฏิบัติธรรมอะไรกันน่ะ มันไม่มีธรรมให้ปฏิบัติ
ถ้าเวลาปฏิบัติมันต้องเป็นแบบนี้ ถ้ามันเป็นแบบนี้เป็นความจริง เห็นไหม น้ำดี น้ำดีต้องสร้างคุณงามความดี ถ้าสร้างคุณงามความดี มันก็จะเป็นความดีของเรา แล้วถ้าความดีของเราสะสมๆ ขึ้นไปแล้ว มันจะเกิดขึ้น มันจะมีศรัทธามีความเชื่อ มีความมั่นคง แล้วเราจะปฏิบัติตามความเป็นจริงของเรา
นี่พูดถึงว่าสัมมาสมาธินะ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๓. เรื่อง “ฆราวาสปฏิบัติธรรม (อนุบาล)”
ตอบ : อันนี้ไม่ตอบ
ถ้าเขาเป็นมนุษย์ ถ้าเขามีอำนาจวาสนา เขาจะมาฟังในเว็บไซต์ มารื้อค้นธรรมนะ นี่มันเป็นกรรมของสัตว์
แต่เวลาปัญหาๆ อยู่ด้วยกันมานาน แล้วปัญหาเยอะมาก
เราเคยอยู่กับครูบาอาจารย์มาไง ท่านบอกว่า พระองค์นี้ก็อยู่กับเรามานานแล้ว อบรมสั่งสอนมาก็เยอะ แต่มันไม่ได้เหตุได้ผลสักอย่างหนึ่ง ถ้าท่านไปอยู่กับอาจารย์องค์อื่นบ้าง ท่านอาจจะปฏิบัติได้ก็ได้ ท่านจะเป็นคนดีขึ้นมาก็ได้ แล้วท่านก็ให้ออกไป
ไอ้พวกนี้ก็เหมือนกัน อยู่ด้วยกันมาเนิ่นนาน แล้วเวลาอบรมบ่มเพาะไง ไอ้นู่นไอ้นี่ ไอ้นี่ไอ้นั่น ร้อยแปด นี่ให้ออกไปแล้ว
คราวนี้เลยว่า “ปฏิบัติเป็นแนวทางอนุบาล”
ก็ปฏิบัติเอา ถ้ายังมีวาสนาอยู่ก็รักษาใจของตน สร้างอำนาจวาสนาของตน ทำบุญทำกุศลของตน เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็ให้ทำความดีของตน
ก็เคยอยู่กับเราไง ก็ดีเกินเราน่ะ แซงแม่งทุกเรื่อง มีอะไรแซงหน้าแซงหลังตลอด ร้อยแปด
สพฺเพ สตฺตาไง สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด เป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
ไม่ตอบ จบ
ถาม : ข้อ ๒๘๔๔. เรื่อง “ความรู้สึกของมือเปลี่ยนไปตอนนั่งสมาธิ”
หลวงพ่อครับ เวลาที่ผมนั่งสมาธิจะชอบรู้สึกว่ามือเราเปลี่ยนไปจากตอนต้นที่เริ่มนั่ง คือตอนนั่งจะเอามือขวาทับมือซ้ายวางบนหน้าตัก แต่พอนั่งไปจะรู้สึกเหมือนมีมือเราสองข้างจับประสานกัน หรือบางครั้งเมื่อเอามือมาวางไว้ที่เข่าซ้ายและเข่าขวา ความรู้สึกชัดเจนมากครับ แต่ในความเป็นจริงมือเรายังวางไว้ในท่าปกติคือมือเราจับมือซ้าย
ไม่ทราบว่าที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร และจะแก้ไขอย่างไรครับ เพราะติดอยู่ตรงนี้เป็นปีๆ ครับ
ตอบ : ไม่ต้องทำอะไรเลย ตั้งสติเฉยๆ ถ้าหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธไป ถ้าอานาปานสติ เราก็อานาปานสติไป เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรทั้งสิ้น
กิริยาท่านั่ง กิริยาท่านั่ง เห็นไหม การนั่งสมาธิ นั่งขัดสมาธิเป็นท่านั่งที่เป็นมาตรฐาน คือมันบาลานซ์ที่สุดของร่างกายนี้ มันนั่งได้นานไง
ยืน เดิน นั่ง นอน สิ่งใดก็ได้ นี่คือกิริยา บุญกิริยาวัตถุ สิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ เราจะนั่ง เราจะนอน เราจะทำอะไรก็ได้ เราเสียสละ เราอยากจะประพฤติปฏิบัติไง เรานั่งสมาธิ เรานั่งสมาธิขึ้นมาแล้ว เราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ
การนั่งสมาธิก็คือท่านั่ง ท่านั่งของมนุษย์ มนุษย์นั่งสมาธิ สมาธิเกิดที่ไหน
สมาธิเกิดที่จิต จิตที่มันฟุ้งมันซ่าน จิตอยู่ในร่างกายนี้ไง เวลาเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถ้าเป็นอัปปนาสมาธิ สักแต่ว่าปรากฏ จิตที่อยู่ในร่างกายนี้มันยังไม่รับรู้ร่างกายนี้เลย ทั้งๆ ที่มันอยู่ท่ามกลางหัวอก มันไม่รับรู้เลย นี่พูดถึงอัปปนาสมาธิ
แต่ถ้ามันยังไม่ได้สมาธิ จิตนี้ร้ายกาจนัก สิ่งที่เวลามันคิดมันปรุงมันแต่งของมันไป มันคิดมันแต่งมันปรุงของมันไปเลย แล้วมันเป็นกรรมของโยม กรรมของคนถาม
หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หรืออานานปานสติ แต่จิตมันรับรู้ไปหมดเลย ทั้งๆ ที่มือก็วางอยู่บนหน้าตัก มือซ้ายทับมือขวา มือขวาทับมือซ้าย เวลามันรับรู้ มันไปรับที่หัวเข่าไง
เวลานั่งสมาธิไป มันจะคันตรงต้นคอ มันจะไปคันที่ปลายเท้า มันหลอกทั้งนั้นน่ะ
แล้วผมติดตรงนั้นเป็นปีๆ
ไปติดมันทำไมล่ะ ก็เราคิดเอง เราคิดเองคือจิตใจเราอ่อนแอ ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งนะ จะนั่งสมาธิ อะไรจะเกิดก็ไม่สน
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดนะ เวลาท่านกำหนดพุทโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ โลกนี้มันจะถล่มทลาย โลกนี้จะแตก ไม่สน
หักอย่างนั้นเลย ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ถ้ารับรู้ รับรู้มันก็ไปอย่างนี้ แล้วมันไปอย่างนี้ เห็นไหม เวลาคนนะ เวลานั่งสมาธิ ปกติก็ธรรมดานะ แต่นั่งสมาธิแล้วกลืนน้ำลายอึ๊ก พอนั่งไปเถอะ เดี๋ยวอึ๊ก อึ๊กอยู่อย่างนั้นน่ะ มันติดน่ะ
ใจนี้ กิเลสนี้ร้ายนัก ถ้ามันไปสงสัยอะไรนะ มันจะหาข้อเท็จจริง แล้วก็ติดอยู่ตรงนั้นน่ะ กลืนน้ำลาย ปกติมันก็กลืนน้ำลายโดยธรรมชาติของมันล่ะ แต่ก่อนนั่งกลืนน้ำลายสักเอื๊อกหนึ่ง เท่านั้นแหละ มันจะรับรู้อยู่ตรงนั้นน่ะ รับรู้อยู่ตรงนั้นน่ะ โอ้โฮ! กิเลสนี้ร้ายนัก
เวลามันคันตรงไหนนะ มันจะยุบยิบๆ อยู่ตรงนั้นน่ะ น่ารำคาญ ทั้งๆ ที่ว่ามันจะคันจริงก็ได้ มันจะคันเพราะอุปาทานก็ได้ มันจะคันเพราะเราลุ่มหลงก็ได้ แล้วถ้าเราหักใจเลย ไม่รับรู้มัน พอมันหลอกไม่ได้นะ มันก็ไปหลอกเรื่องอื่นอีกล่ะ
อันนี้มันอยู่ที่วาสนาของคนไง อยู่ที่จริตนิสัย ความเคยชินคุ้นเคยกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างนี้ แล้วมันก็เอาความคุ้นเคยเคยชิน แล้วก็เอามาสร้างเรื่อง เอามาสร้างปัญหาให้กับคนที่ปฏิบัติไง แล้วเวลาจะปฏิบัติมันจะเกิดปัญหาอย่างนี้
แล้วเกิดปัญหาอย่างนี้ มันมีนะ มีคนมาหาบ่อยเลย พอนั่งสมาธิไปมันเข้าภวังค์ มันออกไม่ได้ มันออกไม่ได้
เราบอกว่า ลุกมันก็จบ ลุกมันก็จบ
มันติดนะ
ไอ้คนหลอกคนน่ารังเกียจนะ แต่ไอ้กิเลสหลอกเรานี่สำคัญ ไอ้กิเลสเรา แล้วมันหลอกเรา เยอะแยะ
เวลาปฏิบัติ หลวงตาท่านบอก ยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นนี่
คราวเริ่มต้นพยายามจะทำใจให้สงบ แล้วมันคุ้นเคย มันคุ้นเคย มันเคยชิน มันอุปาทาน มันร้อยแปด แล้วอยู่ดีๆ ก็จะทำให้มันสงบ ใครๆ ก็จะทำได้
เออ! มึงทำสิ ลองดู มึงลองดู
เวลาคิดได้ทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะเราอาบเหงื่อต่างน้ำ เราทำงานเหน็ดเหนื่อยมาขนาดนี้ กับนั่งเฉยๆ ทำไมจะทำไม่ได้ ลองไปนั่งดู นั่งเฉยๆ นั่นน่ะตายหมดน่ะ ตกภวังค์หมดน่ะ แล้วไม่ได้เรื่อง
อันนี้ก็เหมือนกัน อันที่คำถามมานี้ เราจะบอกว่า มันเป็นจริตเป็นนิสัย
แล้วเวลามันเอามือขวาทับมือซ้ายวางไว้บนหน้าตัก มันมีความรู้สึกเหมือนว่ามือเราสองข้างประสานกัน หรือบางครั้งมือไปวางไว้ที่เข่าซ้ายเข่าขวา
มือก็คือมือ มือจะเคลื่อนหรือไม่เคลื่อน มันก็คือมือ แต่ที่เรานั่ง เรานั่งเอาหัวใจ เรานั่งเอาหัวใจ ถ้าใจมันสงบเข้ามานะ มันหดสั้นเข้ามา หดสั้นเข้ามา หดสั้นเข้ามาจนเด่นในตัวของมัน มันไม่รับรู้
แต่ถ้าเราไปรับรู้ที่มือ มันไปไกลเกินไปไง แล้วไปรับรู้แล้วมันก็เป็นกรรมของสัตว์ มันก็รับรู้แล้ว มือเคลื่อนไปอย่างนั้นแล้ว มือไปอยู่ที่หัวเข่าแล้ว แล้วก็ติดอยู่อย่างนี้ แล้วก็รับรู้อยู่ที่หัวเข่า
ทำไมไม่รับรู้อยู่ที่ปลายจมูกล่ะ ตั้งสตินะ หายใจ มีลมหายใจอุ่นๆ ที่ปลายจมูกตั้งอยู่ตรงนี้ เราพุทโธก็ตั้งอยู่ตรงนี้ แล้วอะไรจะเกิด โลกนี้จะแตกสลาย โลกนี้จะพินาศ ช่างมัน ไม่เกี่ยว ตัดทิ้งเลย อะไรจะเกิดไม่รับรู้
แต่ไอ้นี่มันนู่น ไอ้นี่ไอ้นั่น แล้วมันก็ไปอย่างนี้ แล้วมันอยู่ที่จิตใจเราคุ้นเคยกับมัน จะว่าอ่อนแอ เดี๋ยวจะหาว่าดูถูกกันเกินไป อ่อนแอได้อย่างไร แข็งแรงขนาดนี้
จิตใจมันเป็นอย่างนั้นไง แต่ถ้ามันมั่นคงของมันนะ ตัดทิ้งเลย
เวลาหลวงตาท่านนั่งตลอดรุ่งนะ ท่านบอกเลยนะ ห้ามลุกเด็ดขาด เว้นไว้แต่หลวงปู่มั่นป่วย หรือพระมีปัญหา เว้นไว้แต่ ๒ ประเด็นนี้เท่านั้น ประเด็นที่ว่าหลวงปู่มั่นท่านเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราจะลุกจากที่นั่งนี้ หรือพระมีปัญหาในวัด เราจะไปช่วยตัดสินให้ แต่อย่างอื่นไม่ได้เลย
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาจะนั่งครั้งต่อไปนะ ถ้ามันรับรู้ที่หัวเข่า ไม่ลุกเด็ดขาด มันจะไปที่ไหน ไม่รับรู้เด็ดขาด
แต่คำว่า “ไม่รู้เด็ดขาด แล้วไม่ยอมรับรู้อะไรเลย” ถ้าปล่อยไปเลย มันก็จะหายไปเลย
ทำไมต้องมีคำบริกรรม ทำไมต้องอานาปานสติ
เราก็ตั้งไว้ที่ปลายจมูก มันต้องมีจุดที่มันรับรู้ แล้วจุดนั้นมันจะสงบเข้ามา สงบเข้ามา สงบเข้ามาจนเป็นตัวของมันเอง
คำว่า “เป็นตัวของมันเอง” มันพุทโธไม่ได้ไง เพราะมันเป็นตัวของมันเอง มันไม่ใช่จุดนั้น จุดนั้นคือสมมุติที่ตั้งไว้ในสมมุติบัญญัตินี้ เวลามันหดตัวเข้ามาโดยข้อเท็จจริง ในตัวของมันมีอยู่ แล้วในตัวของมันหดสั้นเข้ามาจนไม่รับรู้อะไรเลย จนเป็นตัวของมันเอง เป็นอัปปนาสมาธิ ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นหนึ่งโดยไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ เลย
แต่เวลามันจะเป็นหนึ่ง มันเป็นหนึ่งไม่ได้ เพราะมันไม่มีฐานที่มันจะมั่นคงของมัน มันถึงต้องอาศัยความคิด อาศัยผลกระทบจากอายตนะ
จิตมีอยู่ แต่แสดงออกจากความรู้สึกนึกคิด แล้วเราก็อาศัยความรู้สึกนึกคิดให้มันหดสั้น หดสั้นเข้าไปสู่ตัวของมัน นี้คือสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่น แล้วจิตนี้ตั้งมั่นแล้วมีความสุขไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
เป็นขี้ข้ากิเลสให้มันหลอกใช้มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วนี่เป็นนักปฏิบัติด้วย เป็นลูกศิษย์กรรมฐานอีกต่างหาก แล้วครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว แล้วเรายังงมโข่งอยู่นี่ แค่มือนี่
มือมันไม่ได้เคลื่อน ก็ความรู้สึกมันเคลื่อน อุปาทานร้อยแปดพันเก้า
เขาบอกว่า แล้วจะแก้ไขอย่างไรล่ะ
ถ้าแก้ไขๆ ตามมันไปมันก็ไม่จบ กลับมาที่พุทโธ กลับมาที่คำบริกรรม กลับมาที่สติแล้วตั้งมั่น มันหาย มันไม่มีอยู่โดยดั้งเดิมตั้งแต่ต้น
คำว่า “อุปาทาน” อุปาทานคือหลอกตัวเอง อุปาทานคือสร้างภาพ แล้วถ้าเราไม่หลอกตัวเอง เราไม่สร้างภาพ มันจะไปไหนล่ะ มันก็เป็นปกติของมันไง
แต่ปกติที่เรารวนเร ปกติที่ไม่มีความสามารถจะตั้งตนเองได้ เราก็ฝึกด้วยสติ พุทโธๆๆ ซับซ้อน ซับซ้อน ซับซ้อน ทำซ้ำทำซาก จนมันมั่นคงของมัน มันตั้งมั่นของมัน เห็นไหม
จิตที่เป็นนามธรรมๆ สิ่งที่ว่าเป็นนามธรรม กิเลสเป็นนามธรรมจะรู้จักมันได้อย่างไร จิตที่เป็นนามธรรมจะจับต้องมันได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์หลานพระสารีบุตรที่ถ้ำสุกรขาตา ที่เขาคิชฌกูฏ
“ถ้าเธอไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกของเธอก็เหมือนวัตถุอันหนึ่ง”
วัตถุอันหนึ่ง จิตมันจับต้องได้ชัดๆ สมาธิคือสมาธิ เป็นนามธรรมก็ตั้งมั่น แล้วมีหลักมีเกณฑ์ นี่คือสัมมาสมาธิ
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ไม่มีสมาธิ มันสกปรกด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความคิดเจือไปด้วยอวิชชา ความคิดเจือไปด้วยอนุสัย ด้วยตัณหาความทะยานอยาก
ไอ้ที่คิดๆ กันอยู่นั่นน่ะ ไอ้ที่ปัญญาๆ นั่นน่ะ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ คือปัญญาจากคนที่เจตนาดี ตั้งใจดี ตรึกในธรรมๆ จนมันหยุด จนมันวาง แค่นั้นเอง
ถ้าคนภาวนาเป็นรู้หมดน่ะ คนเป็นนะ แค่กิริยาทำอย่างไรก็รู้ เคลื่อนไหวอย่างไรก็รู้ เพียงแต่ไอ้คนไม่รู้มันไม่รู้ แต่คนรู้มันทำอย่างไรเขาก็รู้ เพียงแต่ว่าพูดแล้วให้เขาเสียดสี ให้เขาถากให้เขาถางอยู่อย่างนี้ แล้วทำไมต้องพูดให้เขาเสียดสีด้วยล่ะ ทำไมต้องพูดให้เขาถากเขาถางด้วยล่ะ
ก็คำถามนี้ไง ก็ถามมา ถามมาก็ตอบไป ถ้าตอบไปแล้วนะ เขาบอกว่า แล้วจะให้แก้ไขอย่างไรครับ เพราะคิดอยู่ตรงนี้ ติดมาเป็นปีๆ แล้วครับ
หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แล้วตั้งไว้ที่ปลายจมูก แล้วอยู่ที่ปลายจมูกนั้น ไม่ต้องแก้ไขใดๆ เลย ยิ่งแก้ไข ยิ่งเตลิดเปิดเปิง ถ้าแก้ไขอย่างนั้นๆๆ จะสร้างภาพไปอย่างนั้นๆๆ มันจะต่อเนื่องไปไม่มีวันจบวันสิ้น
ถ้ากลับมาที่หัวใจของตน จบครับ กลับมาที่ผู้รู้ จบหมดครับ ถ้าออกไปไม่มีวันจบวันสิ้นครับ
ไม่ต้องแก้ไขใดๆ เลย ตั้งสติไว้ หายใจชัดๆ อานาปานสติ พุทโธก็พุทโธชัดๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะละเอียดเข้ามา
เว้นไว้แต่อกมันจะแตก มันจะบอกว่า โง่ขนาดนี้ มันจะเป็นภาวนาไปได้อย่างไร คนภาวนาต้องมีปัญญา ต้องฉลาดปราดเปรื่อง ต้องเป็นพระอินทร์เลย แล้วก็ตายอยู่นั่นน่ะ
ไอ้โง่ๆ นะ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน จบ