ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ค้นหา

๑๕ ต.ค. ๒๕๖๕

ค้นหา

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๓๖. เรื่อง “มานะ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมศึกษาภาวนามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ทำความสงบสลับกับการพิจารณาภายในร่างกาย และนึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ จิตใจรู้สึกว่ามีความเบาสบายขึ้นตามลำดับ ความโลภในวัตถุสิ่งของน้อยลง ความหงุดหงิดรำคาญน้อยลง (เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ไม่ได้ไปตอบสนองมัน ก็ปล่อยผ่านไปแล้วอยู่กับปัจจุบัน)

แต่ที่ทำให้รู้สึกทุกข์ใจมากคือตัวมานะของตนเอง ถ้าอยู่กับคนธรรมดาๆ ก็จะเฉยๆ แต่พอเจอคนที่มีมานะเหมือนกัน มันทำให้เห็นชัดเจนเลยว่ามานะมันมากระทบกัน ผมก็พยายามรักษาคำพูดและการกระทำของตัวเอง ไม่ให้มันล้นออกไปกระทบเขา ไม่อยากสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดี คอยกลับมาดูที่ใจของตนเอง

แต่ที่มันอึดอัดคือ ก็รู้อยู่เห็นอยู่ว่าคนคนนั้นก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเรา เราก็ไม่อยากจะไปสนใจอะไรเขา แต่ทำไมตัวมานะมันมากระทบกับมานะเรา แล้วมันกระเพื่อมได้ขนาดนี้

นอกจากมีสติกลับมาอยู่ในความไม่ส่งความสนใจไปที่เขาแล้ว พระอาจารย์มีอุบายอะไรสอนตัวเองให้มีความรู้สึกแบบนี้มันเบาลงจนหมดไปบ้างหรือเปล่าครับ ขอบพระคุณ

ตอบ : นี่พูดถึงว่า เวลาเขาศึกษาธรรมะ ศึกษาธรรมะแล้วมีการประพฤติปฏิบัติ มันเห็นคุณค่า

สิ่งที่ว่า เขาว่ากำหนดภาวนามาสักระยะหนึ่ง พิจารณากาย นึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ จิตใจมันรู้สึกมีความเบาสบายตามลำดับ ความโลภในวัตถุน้อยลง ความหงุดหงิดรำคาญน้อยลง

นี่มันชัดเจน มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งหรอก เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ถ้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง นี่รัตนตรัยของเราไง

ถ้าเป็นชาวพุทธๆ เขาก็ทาน ศีล ภาวนาของเขา เขามีทานของเขา ระดับทานของเขา เห็นไหม ทางชนบทเขาอยากทำบุญกุศลของเขา เพราะว่าเขารู้สึกว่าเขาต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าเกิดแล้วไม่ให้มันทุกข์มันยากจนเกินไป เพราะเชื่อในเรื่องเวรเรื่องกรรมไง เขาก็มีศรัทธามีความเชื่อของเขา ไอ้คนที่มีศรัทธามีความเชื่อขึ้นมา เวลามีสติมีปัญญา มันจะฝึกหัดภาวนา ถ้าฝึกหัดภาวนาขึ้นมา การฝึกหัดภาวนาคือเอาชนะตนเอง

การเอาชนะตนเอง ตนเองมีอะไร

ตนเองมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากอยู่นี่ไง

ถ้าการเอาชนะตนเอง แล้วเอาชนะตนเอง จะเอาอะไรไปชนะมันล่ะ เราไม่มีอาวุธ ไม่มีสิ่งใดที่จะไปต่อกรกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

เราก็ทำความสงบของใจเข้ามา การทำความสงบของใจเข้ามา นี่คือเตรียมหัวใจของตนเพื่อจะเข้าไปต่อสู้กับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราเตรียมตัว เตรียมหัวใจของตน เตรียมหัวใจของตนคือทำความสงบของใจเข้ามาไง

แต่คนที่ประพฤติปฏิบัติ “ไม่ต้องทำสมาธิ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ใช้สติปัญญาไปเลย พระพุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญา”

มันก็เป็นจินตนาการล้วนๆ ก็จินตนาการไป พอจินตนาการไป ถ้ามีบุญมีกุศลมันก็ดีเหมือนกัน คือว่าจินตนาการแล้วมันก็เบาบางลงเหมือนกันไง ถ้าไม่จินตนาการเลย กิเลสมันก็เพ่นพ่าน กิเลสมันก็ยิ่งใหญ่ไง

เวลาจินตนาการ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสมันก็รู้ตัวของมัน มันก็หลบมันก็หลีกของมัน มันก็หลบ มันหลบ มันไม่ใช่ทำร้ายมัน มันหลบ มันหลบขึ้นมา หลบเพื่ออะไร

มันเอาชนะเราสองชั้น ชั้นหนึ่งคือมันเอาชนะเราอยู่แล้ว ชั้นที่สองมันหลบมันหลีก ไม่ได้เห็นตัวมันเลย เพราะอะไร เพราะสมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ มันก็ไม่ได้เห็นตัวตนของตน มันไม่เห็นจิตของตน แล้วไม่ได้มีสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน งานเกิดบนหัวใจของตน มันไม่มี

แต่มันมีความรู้สึกนึกคิดเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่เป็นภาคทฤษฎีไง เป็นชื่อของมันไง เป็นชื่อของกิเลส เป็นชื่อของสมาธิ ของปัญญา แต่ไม่มี แต่มันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วสบายใจ

สบายใจเขาคิดว่าเป็นธรรมไง เห็นไหม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสมาธิ จะรู้จักกิเลสตัณหาความทะยานอยากของตนไม่ได้

แต่นี่เขาฝึกหัดปฏิบัติของเขา เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติแล้ว มันรู้สึกว่ามันมีความสุขของมัน รู้สึกว่ามีความสุข มีความสงบ เราพิจารณากายไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าสิ่งที่ความโลภในวัตถุสิ่งต่างๆ มันน้อยลง ถ้าน้อยลง ความหงุดหงิดรำคาญ

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ มีกายกับใจๆ หัวใจนี้ของเราแท้ๆ เลยนี่แหละ เป็นเราเลยแหละ แต่มันก็มีกิเลสครอบงำมันน่ะ แล้วก็ฟาดงวงฟาดงา มันหงุดหงิดรำคาญไปทั่ว ทำอะไรไม่เคยพอใจอะไรสักอย่างเลย

ธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัย ถ้ามีธรรมแล้วมันสบายใจขึ้น

ทีนี้เพียงแต่ว่า เวลามันมีความรู้สึกทุกข์ใจมากขึ้น เพราะอะไร เพราะมันไปเห็นตัวมานะของตนไง

แล้วเวลามานะของตน มีทิฏฐิ มีมานะของตน แล้วมันเป็นทางยุโรป ทางยุโรป ไอ้เรื่องตัวตนของมันยิ่งใหญ่ สิทธิไง เรื่องสิทธิ์ของตน ใครจะก้าวล่วงสิทธิ์ของตนไม่ได้ เวลาทำหน้าที่การงาน ในทางตะวันตกเขาต้องพรีเซนต์ตัวเองว่าตัวเองนี่ยิ่งใหญ่ ตัวเองนี่รอบรู้ไปหมดเลย

แล้วนี่มันเป็นมานะ มันเป็นวัฒนธรรมของเขา

เว้นไว้แต่ ถ้าอยู่ในยุโรป อยู่ในอเมริกา ถ้าเราไปเจอคนตะวันออกด้วยกันไง เราคนไทยไปอยู่ในอเมริกาอย่างนี้ มันวัฒนธรรมของชาวตะวันออกเนาะ แต่ถ้าเราไปเจอฝรั่ง วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราไปอยู่กับเขาแล้วต้องมีสติปัญญา แล้วต้องรักษาตัวเอง สิทธิของตนไม่ให้ใครก้าวล่วง

แต่ถ้าเป็นคนไทย เราเป็นชาวพุทธไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ คมในฝัก ยิ่งมีปัญญา เขายิ่งอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ่งมีสติ ยิ่งมีปัญญานะ เขาจะอ่อนน้อมถ่อมตนของเขา เขาไม่อวดเก่งอวดดี

คนอวดดี อวดเก่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคนโง่ คนโง่อวดฉลาด แต่ถ้าคนฉลาดเขาอ่อนน้อมถ่อมตน

ธรรมะ ชาวตะวันออกเราจะมีการอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา แล้วเป็นผู้ที่ฉลาดจริงนะ เขาเป็นผู้ฟัง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ฟัง ไม่ใช่เป็นผู้สอน ผู้พูด

ไอ้ที่พร่ำๆๆ มันไม่มีอะไรหรอก ไอ้นั่นอวดเก่ง อวดรู้ แล้วไม่รู้หรอก

แต่ถ้าคนที่มีสติปัญญาไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ อย่าดูถูกความนิ่งอยู่ของพระอริยเจ้า

พระอริยเจ้าจะรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตน แล้วพูดไปกระทบใครหรือไม่กระทบใคร ท่านไม่พูดไปเพื่อกระทบคนอื่น เอาชนะตนเอง

อย่าดูถูกความนิ่งอยู่ของพระอริยเจ้า

ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงๆ เพราะอะไร เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง จะสอนใครได้หนอ จะสอนใครได้หนอ ถ้าสอนเขาหาว่าบ้าไง

มันเหนือโลก มันเหนือวัฏฏะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ แม้แต่เทวดา อินทร์ พรหมยังเข้าใจเรื่องอย่างนี้ไม่ได้เลย แล้วเราจะไปพูด เฮ้ย! ไอ้นี่ต้องจับส่งโรงพยาบาล เขาถึงเก็บไว้ในใจไง เว้นเอาไว้เวลาผู้ที่ฝึกหัดแล้วเขาพยายามประพฤติปฏิบัติเข้าด้ายเข้าเข็ม เขาจะรอ รอสิ่งที่เราจะแสดงจะเป็นประโยชน์กับเขา เป็นประโยชน์กับเขาเพราะเขากำลังจะเห็นแบบเรา เขากำลังจะเห็นเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา แต่ถ้าไอ้คนทางโลกแล้ว ไร้สาระเลย

นี่พูดถึงว่า ถ้ามันเกิดมานะ แล้วมานะที่มีในชุมชนไง เพราะ แต่ที่มันอึดอัด รู้สึกเห็นว่า เพราะคนคนนั้นก็ไม่ได้สำคัญอะไรไปกว่าเรา เราก็ไม่อยากจะไปสนใจอะไรกับเขา แต่ทำไมมานะมันเกิดล่ะ

ไอ้นี่ถ้ามันเป็นเวรเป็นกรรมต่อกัน เวลาเห็นหน้ากันแล้วมันก็เกิดทิฏฐิมานะของมัน ถ้ามันไม่มีเวรมีกรรมต่อกันนะ เวลามันเห็นแล้วมันเกิดความเมตตาไง เรามีความเมตตา ความเมตตาของเรานะ ถ้าเขาเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องเรา เรามีความเมตตากับเขา อย่าไปมองเขาว่าเป็นคู่แข่งขัน

ถ้าเป็นคู่แข่งขัน เป็นคู่ชิงตำแหน่งต่างๆ มันจะเกิดการกระทบกัน แล้วเกิดการกระทบกัน มันก็เข้ามายุแหย่ มาทำให้ทิฏฐิมานะเรากระเพื่อม แล้วเขาทำกิริยาดูถูกดูหมิ่นไง ไม่มีปัญญา สู้เราไม่ได้ โอ้โฮ! มันพองเลยนะ

เราไม่ไปพองกับเขา เรามีสติปัญญาเท่ากับความรู้สึกนึกคิดของเรา แล้วสิ่งนี้มันจะเบาบางลงไง เราอ่อนน้อมถ่อมตนไง

คำว่า อ่อนน้อมถ่อมตน” เห็นไหม ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ชาวพุทธสอนให้เคารพพ่อแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกเพราะพ่อแม่ให้ชีวิตนี้มา แล้วเวลาพ่อแม่ดุด่าเราล่ะ เคารพแล้วโดนอีกด้วย มันหงุดหงิดๆ ไง แต่เราก็รักษาของเราไว้ มันเรื่องธรรมดา เพราะอะไร

เพราะว่าเขาเป็นห่วงเป็นใย เขามีความปรารถนาให้เราเป็นคนดี เขาก็ตักเขาก็เตือน เขาคอยดูแลเราแล้ว แล้วพ่อแม่ของเราเขาก็มองเรา เราจะใหญ่โตมาขนาดไหนก็ไอ้หนูอยู่นั่นแหละ เขาก็ดูเราว่าเป็นลูกของท่าน เป็นความคุ้มครองดูแลของท่าน แต่ว่าในสังคม ในตำแหน่งหน้าที่การงานของเรา เราผ่านโลกมามาก เรารู้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก แต่เวลาท่านพูดสิ่งใดเราก็โอเคๆ เพราะว่าเป็นผู้มีพระคุณ นี่พูดถึงว่าความกตัญญูกตเวที

ฉะนั้น ไอ้สิ่งที่ว่าความเป็นทิฏฐิมานะมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญาไง วัฒนธรรมของเรา เราอ่อนน้อมถ่อมตน

แล้วเวลาเราเจอคนอื่น เราก็ไม่เกิดมานะมันก็ไม่เข้มแข็งอย่างนี้ ทำไมเวลาเจอคนนี้ เห็นไหม เขาเขียนเลย เขาก็เป็นบุคคลธรรมดา ก็ไม่เห็นสำคัญอะไรไปกว่าเราเลย แต่ทำไมเจอเขาแล้วเกิดมานะเกิดต่างๆ

ไอ้อย่างนี้เราก็แผ่เมตตา แล้วไม่ใช่แผ่เมตตาที่เขา เราแผ่เมตตาที่เรา

นอกจากมีสติกลับมาอยู่ที่ภายใน ไม่ส่งความสนใจไปที่เขา แล้วพระอาจารย์มีอุบายอะไรอบรมตนเองให้มีความรู้สึกแบบนี้ให้มันเบาบางลง

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราก็ไม่จองเวรจองกรรมกับใคร

เวลาเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราก็พยายามจะสร้างบุญสร้างกุศลของตน แล้วถ้าเป็นคู่เวรคู่กรรม ถ้าเป็นกรรมดี เราก็เป็นผู้ที่จะชักจูงกันไปในสิ่งที่ดีงาม ถ้าเป็นคู่แข่งขัน คู่ต่างๆ มันเป็นผลของวัฏฏะเกิดมาเจอกัน แล้วเราก็แผ่เมตตา รักษาหัวใจของเรา แล้วมันไม่อยู่กันตลอดไปหรอก เดี๋ยวมันก็จากไป

แต่กิเลสตัวนี้มันไปเจอคนอื่นมันก็คิดแบบนี้อีกน่ะ เพราะคู่กรณี ผู้ที่กระทบกัน เดี๋ยวเราก็พลัดพรากจากกันไป แต่เวลาทำหน้าที่การงาน เดี๋ยวเวลาตำแหน่งงานมันสูงขึ้น มันก็จากกันไป แต่ไอ้มานะทิฏฐิในใจเรามันอยู่กับเราตลอดไป

เราก็พยายามแก้ไขตรงนี้ เราพยายามแก้ไขตรงนี้แล้วฝึกหัดเป็นนิสัยของเรา เพราะไปเจอคนอื่นนะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องเจอมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ถ้าสิ่งใดที่มันกระทบกระเทือนกัน เรามีสติสัมปชัญญะเท่าทันความรู้สึกของเรา เราอย่าไปสร้างเวรสร้างกรรมอย่างที่ว่านี่

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร มันเรื่องกรรมของสัตว์ แล้วเราสร้างสมบุญญาธิการของเรา แล้วถ้ามีเวลาแล้วเราก็ฝึกหัดนั่งสมาธิภาวนาของเรา สร้างหัวใจเราให้เข้มแข็งขึ้นมา ถ้าหัวใจเราเข้มแข็ง มีสติมีปัญญา แก้ไขได้หมดน่ะ

ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนามยปัญญา ไม่มีใครจะยิ่งใหญ่ไปกว่าภาวนามยปัญญาที่เราจะแก้ไขกิเลสของเรา ถ้าเราแก้ของเราแล้วจบเลย เราครองหมดเลย ครองหัวใจดวงนี้ แล้วก็ครองโลกธาตุทั้งสิ้น จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๓๗. เรื่อง “ทำความเห็นให้ถูกต้องอย่างไร”

เนื่องจากชอบผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ไปทำบุญและสนทนาธรรมอยู่เรื่อยๆ ผมแอบชอบเขา แต่เก็บไว้ในใจ กลัวพูดออกไปแล้วจะทำให้การปฏิบัติของเราทั้งสองแย่ลง เขาเองก็ทุกข์ยากพอแรงแล้ว ไม่อยากไปเติมไฟอีกกองให้เขา ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าฝ่ายหญิงรู้สึกอย่างไร

จึงอยากจะถามว่า ถ้าเราปฏิบัติจริง ก็ควรข่มความรู้สึกผิดๆ นี้ไว้ และตั้งใจภาวนาต่อไปให้ถูกต้องใช่ไหมครับ เพราะไอ้ความรู้สึกที่ว่าอยากบอกเขาว่าเราชอบ เหมือนจะโดนกิเลสมันซ้อมเอาทุกวัน ฉุดกระชากลากให้กระวนกระวายทำอยู่นั่นแหละ ตอนนี้ยังข่มมันไว้อยู่ครับ ผมสามารถเก็บความรู้สึกนี้ไว้ได้ครับ ถ้าหลวงพ่อเห็นว่าควร และผมจะค่อยๆ ดูไอ้ความรู้สึกที่เผาหัวใจผมว่ามันจะดับเมื่อไหร่ครับ โปรดเมตตาแนะวิธีปฏิบัติด้วย

ตอบ : แนะวิธีปฏิบัติก็นี่ไง ก็ผู้ถามก็รู้เองว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นกองไฟ ไฟสองกอง เขาก็กองหนึ่ง เราก็กองหนึ่ง เขาก็มีความทุกข์ความยากอยู่แล้ว แล้วมาปฏิบัติธรรมด้วยกัน แต่มาระบายไง มาระบายทุกข์ใส่กันไง พอระบายทุกข์ใส่กันแล้ว โอ๋ย! แอบไปชอบเขา

ผิดอยู่แล้ว นั่นก็ไฟกองหนึ่ง นี่ก็ไฟกองหนึ่ง แล้วเอาไฟสองกองไปรวมกัน มันเลยเป็นกองไฟใหญ่เข้าไปใหญ่เลย

มันอยู่ที่เราฉลาดไง ก็ไหนบอกว่ามาปฏิบัติธรรมด้วยกัน แล้วเราได้คุยธรรมะกัน แล้วแอบไปชอบเขา

มันเป็นเรื่องคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

ไอ้คนในน่ะนะ เป็นทุกข์เป็นร้อนเลยล่ะ มีคนมาปรึกษาเราเยอะเลย จะทำอย่างไรจะให้ได้ออกปฏิบัติ จะทำอย่างไรให้ได้ออกปฏิบัติ พลาดไปแล้ว พลาดไปแล้ว

ไอ้นี่เราไม่ได้พลาดนะ แต่กำลังจะหาเรื่องให้พลาด กำลังจะตก จะบอกว่าตกขุมนรก กำลังจะกระโดดหม้อนรก แล้วโดดไปทำไม

การครองเรือนเป็นเรื่องทุกข์ยากมาก ใช่ เราเห็นใจเขา ถ้าเห็นใจเขา เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราเมตตาเขา ถ้าเมตตาแล้วมันก็จบ แล้วเมตตาแล้วนะ เสียสละทาน เราให้ทานแล้วจบ แต่ถ้ามันไม่เมตตานะ เราโดนเขาหลอกเขาลวง ถ้ามันรู้แล้วนะ มันจะตามไปชำระล้างแค้นน่ะ อันนั้นไม่สมควรเลย

สิ่งใด เราไปพบกันไง นี่ไง ผลของวัฏฏะ ชีวิตนี้ มนุษย์แต่ละคนเปรียบเหมือนสวะลอยไปในแม่น้ำ แล้วน้ำท่วม ไปดูขยะสิ แถวประตูน้ำในกรุงเทพฯ แม้แต่ที่นอนยังมีเลย เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะใหญ่ๆ เลย มันลอยมากองกันอยู่นั่นน่ะ

ชีวิตเราเหมือนขยะลอยไปตามน้ำ แล้วถ้าลอยไปตามน้ำธรรมชาติแบบโบราณ ถ้าลอยไปตามแม่น้ำไม่มีสิ่งกีดขวาง ออกทะเลไปเลย

นี่ก็เหมือนกัน ชีวิตมันเปรียบเหมือนขยะ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดภพชาติหนึ่งแล้วก็มากระทบกัน แล้วถ้าน้ำมันแรงนะ มันแรง มันดันไป ก็แตกกันไป

ทุกคนเกิด แก่ เจ็บ ตายโดยสิทธิของคน โดยเวรโดยกรรมของสัตว์ แล้วเราเกิดมาเป็นสวะแล้วมาทบกันอยู่นี่ แล้วจะไปกองกันอยู่ที่หน้าประตูน้ำใช่ไหม ให้ไปกองเลยใช่ไหม แต่ถ้ามันไม่มีประตูน้ำ ไม่มีเขื่อน มันก็ไหลของมันไป

นี่เหมือนกัน สองคนมาเจอกัน แล้วคุยธรรมะกัน แล้วขยะมันจะไปกองโตขึ้นๆ

แต่ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมัน เวลาคุยธรรมะกัน มีโอกาสได้คุย เราก็คุย ถ้าคุยเสร็จแล้วก็จบ กรรมของสัตว์

ในทางวิชาการนะ จิตแพทย์เวลารักษาคนไข้ รักษาคนไข้แล้วถึงระดับหนึ่งเขาต้องเปลี่ยน จิตแพทย์นี้เอาออก เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวจิตแพทย์มันจะเป็นคนป่วย มันรับฟังแต่ขุดเขา รักษาเขา แล้วมันเข้าตัวหมดไง

นี่ก็เหมือนกัน คุยธรรมะ คุยธรรมะ โอ๋ย! เมตตา

แล้วธรรมะไง เห็นไหม ออนไลน์กัน เว็บหาคู่นั่นน่ะ หาคู่ที่ดีน้อย เจอคู่แล้วคู่มันพาไปฆ่า ไปทำลาย ไปต้มตุ๋น ร้อยแปด แล้วเชื่อได้อย่างไร แต่ถ้าคนใสซื่อมันเชื่อนะ

เขาบอกเลย ไอ้พวกเว็บไซต์ ไม่อ่านก็โง่ อ่านแล้วเชื่อมัน ยิ่งโง่เข้าไปใหญ่เลย

ไม่อ่านก็โง่ เพราะมันไม่เท่าทันโลกไง โลกมันเป็นอยู่อย่างนี้ เห็นแล้วก็เฉยๆ สิ เห็นแล้วก็รู้เท่า

ไม่อ่านก็โง่ อ่านแล้วเชื่อมันน่ะ ไปหมดเลย

เราก็อ่าน ไม่อ่านก็โง่ อ่านแล้วก็ไม่เชื่อ

อันนี้ก็เหมือนกัน คุยธรรมะกัน คุยเสร็จแล้วแอบชอบเขา แล้วหลวงพ่อแนะนำว่าจะให้เอ็งทำอย่างไร

มันเป็นสัจจะเป็นความจริง การครองเรือนมันแสนยาก แล้วเราแล้ว พรหมจรรย์ พรหมจรรย์แล้วทางโลกก็เปรมไง เปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีครอบครัว แล้วเขาถือพรหมจรรย์ของเขา นี่ทางฆราวาสนะ

แล้วทางพระล่ะ ทางปฏิบัติล่ะ

พรหมจรรย์ ถ้าพรหมจรรย์แล้ว ถ้าเราเป็นพรหมจรรย์นะ ซื่อสัตย์ในพรหมจรรย์ของเรานะ มันไม่มีอะไรมากวนใจไง

ผมมีความสามารถเก็บความรู้สึกนี้ไว้ได้ หลวงพ่อเห็นควรว่าอย่างไร

ไม่ใช่เห็นควรนะ ต้องดับด้วย ความรู้สึกนี้ตัดให้ขาดไป ถ้าตัดให้ขาดไปแล้วมันจบ ถ้ามันตัดไม่ขาดไป เพราะอะไรนะ ปลาย่างไปฝากแมวไว้ ทีแรกก็ไม่กินนะ สติดีอยู่ ไม่แตะ ปลาย่างน่ะ เดี๋ยวแมวมันเผลอมันตะปบ

ต้องตัดให้มันขาดไป ตัดให้มันขาดไป ว่าสิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนา

ถ้าสิ่งที่ปรารถนา ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ถ้ามีความชอบพอกันถูกต้องชอบธรรม นั้นก็เป็นสิทธิของมนุษย์

แต่เราเป็นมนุษย์ เห็นไหม ในบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในความเป็นมนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนางพิมพา สามเณรราหุล ออกถือพรหมจรรย์ ละทิ้ง แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถึงที่สุดแห่งทุกข์ กลับไปโปรดเอานางพิมพาเป็นพระอรหันต์ สามเณรราหุลเป็นพระอรหันต์ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระอรหันต์ แม่อยู่บนสวรรค์ก็ไปเอาได้หมดเลย

นี่เหมือนกัน เราจะปฏิบัติ เราจะเอาความจริง ต้นมันคด แล้วปลายจะตรงได้อย่างไร แล้วถ้าต้นมันไม่คด เราไม่ไปตามมัน เรารักษาของเรา เราจะเอาความจริงของเรา

อันนี้ ถ้าตรงนี้ ภาษาเรานะ มันยังไม่ได้ไปเอานิ้วจิ้มในน้ำยาไง จิ้ม ๕ ล้าง ๑๐ ถ้าจิ้มลงไป โอ้โฮ! เหม็นน่าดูเลย ถ้าจะล้าง ๑๐ ล้างแพงกว่าจิ้มอีก

จิ้มลงไป จิ้มในน้ำยา เขามีจิ้มน้ำยา ๕ บาท จิ้มเลย โอ้โฮ! ทีนี้กลิ่นมันติดเลย ถ้าล้าง ๑๐ บาท

เรายังไม่ได้จิ้ม ถ้าจิ้มลงไปแล้วนะ โอ้โฮ! ติดเลย จะล้างออก ๑๐ บาท อีกเท่าตัว

เริ่มต้นถ้ามีสติสัมปชัญญะตอนนี้ เราก็รักษาตั้งแต่ตอนนี้ แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นธรรมชาติของโลก ถ้าเป็นธรรมชาติของโลกนะ ถ้ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรม ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มีศีล ๕ กาเมสุมิจฉาจาร เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกเมียคนอื่น แต่เราจะยุ่งเกี่ยวกับภรรยาของเราได้ แต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุคคลคนอื่น ผิดศีล ๕ ในความเป็นปุถุชน แล้วถ้าศีล ๘ จบแล้ว ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ไปเลย

นี่เหมือนกัน เรามีสติสัมปชัญญะแล้วตัดขาด ถ้าเราจะหวังประพฤติปฏิบัติ

แต่อนาคต อนาคตใครจะไปรู้ ถ้าอนาคตใครจะไปรู้ เวลามันเกิดจากเหตุการณ์อย่างนี้แล้วถ้าไม่ดับ มันก็ไปเจอกับบุคคลคนอื่นอีกเรื่อยไป เพราะใจเราอยู่กับเรา ถ้ามันดับที่ใจแล้วก็จบหมด ถ้าจบหมดนั้น เราจะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซื่อสัตย์กับสัจจะความจริง แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับเรา จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๓๘. เรื่อง “อาบัติปาราชิก”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมไม่เข้าใจนักเรื่องอวดอุตตริมนุสสธรรม อวดในสิ่งที่รู้ไม่จริง เช่น ฌานสมาบัติ สมาธิต่างๆ และเรื่องมรรคผล

เนื่องจากว่า มีเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันมาปรึกษาว่า เขาทำสมาธิไม่ได้ ลองหลายรูปแบบแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ คือฟุ้งซ่าน จิตไม่สงบ ไม่ตั้งมั่น และชอบคิดไปนู่นไป

ผมจึงแนะนำให้พุทโธๆ ไวๆ หรือบริกรรมกรรมฐาน ๕ และนั่งสมาธิเป็นประจำดู เพราะได้ลองแล้วได้ผล พร้อมกับเล่าถึงประสบการณ์และความมหัศจรรย์ใจที่พบเจอกับตัวเอง

แต่พอกลับมาทบทวนดู ที่พูดไปมันหาประโยชน์อะไรกับเขาไม่ได้เลย มีแต่ทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจและทุกข์มากขึ้นจนเขาเครียดไปเลย ผมเห็นว่า จริงๆ ที่พูดไปแค่อยากให้เขายกย่องสรรเสริญในตัวเรา ซึ่งมาจากกิเลสเต็มหัวใจตัวเองทั้งนั้นเลย

จึงอยากกราบเรียนหลวงพ่อแนะนำแนวทางที่ถูกต้องขณะที่สนทนาธรรมกับหมู่คณะครับ จะได้สำรวมวาจาต่อไป

ตอบ : อาบัติปาราชิกมันมีเฉพาะพระ พระกับภิกษุณี ถ้าเราเป็นฆราวาสๆ เราถึงไม่มีอาบัติปาราชิกไง

เวลาวัดบางวัดเขาให้แม่ชีออกหน้า เขาให้ฆราวาสออกหน้า ออกหน้าเพราะอะไร เพราะจะพูดอะไรก็แล้วแต่มันไม่เป็นอาบัติไง เพราะเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ เขาไม่ใช่พระ

แต่ถ้าพระนี่นะ มันมีอาบัติปาราชิก ปาราชิก ๔ บังคับพระ แล้วปาราชิกของภิกษุณีจะมีมากกว่านี้ แต่ถ้าเป็นฆราวาส ฆราวาสไม่มีปาราชิก

แต่บอกว่า สิ่งที่เวลาเราพูดไปแล้ว เราพูดของเราเป็นฆราวาส ว่าเราสนทนาธรรม แล้วเราก็บอกว่าเราพูดถึงประสบการณ์ในการปฏิบัติของเรา พอพูดถึงประสบการณ์การปฏิบัติของเรา แล้วรู้สึกว่าเขายิ่งทุกข์ยากขึ้นไปใหญ่ เพราะคิดว่าเขายิ่งทุกข์ยาก เพราะว่าเราคิดว่าเราทำของเราได้ไง แล้วสรุปเขาบอกว่า เวลาเรามาคิดแล้ว มันไม่เป็นประโยชน์อะไรกับเขาเลย มันทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจต่างหาก แล้วที่พูดไปๆ ก็พูดไปเพื่ออยากให้เขายกย่องสรรเสริญตัวเรา

เห็นไหม เวลามันได้สติ มันนั่งคิดแล้วมันเป็นอย่างนี้ แต่เวลาคุยกันไม่ใช่ มานะ ๙ นั่นน่ะ ต่างคนต่างจะเอาชนะคะคานกันไง

เวลาปฏิบัติมันเอาชนะคะคาน นั่นมันเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเป็นความจริง ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นการยกตัวอย่าง เวลาพูด เวลาเทศนาว่าการ ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมา ท่านก็เอาประสบการณ์ที่ท่านปฏิบัติมานั่นแหละ ใครที่มีประสบการณ์ปฏิบัติมานะ มันจะเป็นความจริงในหัวใจนั้นตลอดไป

แต่ถ้าไปฟังเขาเล่าว่า ฟังเขาเล่าว่า ศึกษาธรรมะมา มันเป็นการจำมา จำมามันปรุงมันแต่งหมดล่ะ แล้วมันพูดครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ไม่เหมือนกันหมดน่ะ เพราะความจำ เดี๋ยวมันอารมณ์ดี มันก็อธิบายได้ละเอียด พออารมณ์ไม่ดี มันอธิบายได้หยาบๆ แล้วเดี๋ยวมันลืมไปแล้วมันก็จับต้นชนปลายไม่ถูกหรอก

แต่ถ้าคนที่ปฏิบัติเป็น มันเป็นสัจจะเป็นความจริง สัจจะความจริงเพราะคนมันได้ประสบเอง เป็นเอง คนประสบเอง เป็นเอง พูดเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น พูดกี่ร้อยครั้งก็เหมือนกันหมด เพราะอะไร เพราะมันเป็นความจริง

แต่ถ้ามันเป็นความไม่จริงล่ะ ความไม่จริงมันก็ผิดพลาดไปตลอดเวลาไง

ฉะนั้น ไอ้นั่นกรณีหนึ่ง

แต่กรณีที่บอกว่า อาบัติปาราชิก

ถ้าคนถามเป็นพระ อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคนถามไม่เป็นพระก็จบ

เพียงแต่ว่าเวลาสนทนา มีมารยาท มีสิ่งต่างๆ เวลาพูด เวลาผู้ที่ปฏิบัติใหม่ เช่น หลวงปู่ลี หลวงปู่ลีเวลาท่านออกลาหลวงตาไปวิเวกไง

๑. ห้ามเทศน์

๒. ห้ามให้หวย

๓. ห้ามก่อสร้าง

๓ สิ่งนี้เป็นข้าศึกกับการปฏิบัติ

ห้ามเทศน์ ห้ามเทศน์ ห้ามสอน แล้วคนปฏิบัติจะรู้กัน เวลาปฏิบัติไปนะ เป็นสมาธิ เป็นอะไรนะ มันอยากจะเทศน์ อยากจะสอนแต่คนอื่น แต่มันไม่สอนตัวมันเองไง

สอนตัวเองสิ ไอ้ที่จะพูดน่ะมึงจะเพ้อเจ้อแล้ว พูดจาเพ้อเจ้อ พูดจาไม่เป็นประโยชน์อะไรกับใคร แต่ถ้าเราเป็นปัญญาอบรมสมาธิ เราใช้สติปัญญาควบคุมใจเรา นี่กรณีหนึ่ง

ฉะนั้น ปาราชิก ๔ นั้นมันบังคับแต่พระ ไอ้ถ้าเป็นฆราวาส ปาราชิกมันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่พระ มันไม่มีผล

แต่ไอ้ที่ว่าอวดอุตตริ เพราะมันเหนือมนุษย์ไง แต่ถ้าเราว่ามันเป็นเหนือมนุษย์ มันเหนือจริงหรือเปล่าล่ะ

ถ้ามันเหนือจริง มันต้องมีสติเหนือมนุษย์ด้วย ถ้ามันเป็นธรรมะที่เหนือมนุษย์ มันต้องมีสติปัญญาเหนือมนุษย์ มันถึงจะควบคุมผลที่จากการปฏิบัติได้ตามข้อเท็จจริง

ถ้ามันไม่ได้ผลจากการปฏิบัติตามข้อเท็จจริง เราจะไปพูดทำไม พูดแล้วก็มาวิตกกังวลเอาตอนนี้ ถ้าตอนนี้แล้วก็จบ ไม่เกี่ยว ปาราชิกไม่มี แต่ไอ้ที่สมควรพูดหรือไม่สมควรพูด แล้วพูดไปแล้วมันเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ถ้ามันเป็นโทษก็เป็นโทษผู้รับฟังไป

แล้วถ้ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง

มันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงมันเป็นที่เรา เป็นเราผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมันจริงหรือไม่จริง

ถ้าเป็นจริง เป็นความจริงมันยังมีเจริญแล้วเสื่อม เพราะอะไร

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายต้องเป็นอนัตตา ยกเว้นไว้แต่อกุปปธรรม อกุปปธรรม บุคคล ๔ คู่ ๑ ๒ ๓ ๔ อยู่นอกอนัตตา

เพราะอนัตตาเป็นพระไตรลักษณะที่จิตวิเคราะห์วิจัยเห็นอาการแบบนั้น สัจจะความจริงแบบนั้น ถ้ามันสมบูรณ์แบบนั้น มันจะสมุจเฉทปหาน ขณะจิตดับทุกข์ๆ ดับแล้วอกุปปธรรม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงที่ตายตัวตลอดไป นี้คือสัจธรรมในพระพุทธศาสนา จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๓๙. เรื่อง “ภาวนาที่บ้าน”

กราบเรียนหลวงพ่อ หากหนูปฏิบัติภาวนาที่บ้าน เพราะมีภาระหน้าที่จำเป็นต้องประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่สามารถปลีกวิเวกไปอยู่วัดได้

หนูขอสอบถามว่า

๑. โอกาสได้มรรคผลนิพพานขั้นต้นอย่างโสดาบัน ในปัจจุบันยังมีอยู่ไหมคะสำหรับผู้ภาวนาอยู่บ้าน ในเมื่อยังคงต้องทำมาหากิน คลุกคลีกับผู้คน และวุ่นวายกับภาวะทางโลก และยังคงตัดโลภ โกรธ ไม่ได้ตามเพศฆราวาส (โสดาบันละสังโยชน์ ๓ ข้อ)

๒. ศีล ๕ พอหรือไม่ในการภาวนาเพื่อมรรคผลชั้นโสดาบัน หรือว่าต้องเป็นศีล ๘ เพราะอยู่บ้านไม่สามารถรักษาศีล ๘ ได้เลยค่ะ (ที่หลวงพ่อบอกว่าให้ทบทวนศีลเวลาภาวนาถ้าไม่ก้าวหน้า หมายถึงศีล ๕ สำหรับฆราวาสผู้อยู่บ้านหรือไม่คะ หรือต้องศีล ๘ ขึ้นไปเท่านั้น)

๓. ขอหลวงพ่อแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับคนภาวนาอยู่ที่บ้าน ที่ห่างจากครูบาอาจารย์ด้วยค่ะ

ตอบ : คำตอบที่ ๑ คำตอบเลย

ภาวนาอยู่ที่บ้านได้ไหม

ได้ ภาวนาอยู่ที่ไหนก็ได้ ภาวนานะ ภาวนากายกับใจๆ อยู่ที่ไหนก็ได้ เพียงแต่ว่าอยู่บ้าน อยู่วัดต่างๆ มันเป็นอีกกรณีหนึ่ง

การภาวนาๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไว้ไง ให้เขาภาวนาเถิด อย่าบูชาด้วยอามิสเลย ให้บูชาด้วยการภาวนาเถิด อย่าบูชาด้วยอามิสเลย

เราบูชาด้วยอามิส ทำบุญทำกุศลเป็นอามิส ทำด้วยวัตถุสิ่งของทำได้ การบูชาด้วยภาวนาต้องนั่งลง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิไง เวลาภาวนาๆ บูชาด้วยการภาวนา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เพราะการบูชาด้วยการภาวนามันมีโอกาสได้สัจธรรม ได้บรรลุธรรมนี่ไง

ฉะนั้น ภาวนาที่ไหน ภาวนาที่บ้านได้ไหม

ภาวนาในส้วมยังได้เลย เวลาพระเข้าส้วมก็นั่งพุทโธๆ อยู่ในส้วม ที่ไหนก็ได้ มันได้อยู่แล้ว เรื่องภาวนาที่บ้าน ที่วัด ที่ต่างๆ ได้หมด เพราะมาอยู่วัดนอนเฉยๆ ก็ไม่ได้ภาวนา อยู่บ้านพุทโธยังดีกว่า อยู่บ้านถ้าพุทโธ อยู่วัดพุทโธ ภาวนาที่วัด ภาวนาที่บ้าน ภาวนาที่ไหนก็ได้

ทีนี้เพียงแต่ว่าบอกว่า ต้องภาวนาที่บ้าน เพราะมันต้องทำสัมมาอาชีวะ ต้องมีหน้าที่การงานต่างๆ

อันนั้นก็เป็นภาระหน้าที่ของตน ไอ้นี่มันเป็นบุญและบาปของคน เวลาคนเขามีบุญกุศลของเขา เขามีความเพียบพร้อมของเขา ไอ้เรา เราเกิดมา เรามีหน้าที่การงานอย่างนี้ เราก็ต้องมีสัมมาอาชีวะของเราเพื่อเลี้ยงชีพของเรา แล้วเราก็เจียดเวลาของเราจะฝึกหัดภาวนา กลางคืนหรือว่าเวลาว่าง เราก็ภาวนาของเรา มันก็เป็นภาวนาที่ไหนก็ได้

นี่มาเข้าคำถาม

โอกาสที่มรรคผลนิพพานขั้นต้นอย่างโสดาบัน ในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่ไหมคะสำหรับผู้ที่ภาวนาอยู่ที่บ้าน ในเมื่อยังคงต้องทำมาหากิน คลุกคลีกับผู้คน และวุ่นวายกับภาวะทางโลก และยังคงตัดความโลภ ความหลงไม่ได้ตามเพศฆราวาส

ไอ้คำถามนี้มันขัดแย้งในตัวมันเอง

เราก็ทำสัมมาอาชีวะของเรา เราทำสิ่งใดของเรา คลุกคลี คลุกคลีด้วยสติปัญญาของเรา นี่ไง นี่ผลเพราะอะไร ผลเพราะมันคลุกคลีไง มันต้องเจรจา มันต้องพูดไง ไอ้การภาวนา ไอ้เรื่องนี้มันทำให้ฟุ้งซ่านไง

เวลาไปภาวนาที่วัดๆ ที่วัด ไปที่วัดแล้วมันก็ต้องอยู่ในที่ของตน ไม่ไปคลุกคลีกัน ไอ้กิเลสมันก็ลากไปสุมกันอยู่นั่นน่ะ ไปภาวนาที่วัดก็ไปตั้งแก๊งกัน แล้วก็ไปติฉินนินทากันที่วัด โอ๋ย! อยู่ที่บ้านดีกว่า อยู่บ้านใครบ้านมัน มันไม่ได้สุมหัวคุยกัน

ไปภาวนาที่วัด ถ้ามันไม่ได้ไปตั้งแก๊ง ไม่ได้ไปเที่ยวหลอกลวงใคร ไปสร้างแก๊งคอยติฉินนินทา สร้างกลุ่มสร้างก๊วนน่ะ นี่ก็ไร้สาระเหมือนกัน

แต่ถ้าภาวนาที่วัด แล้วอยู่วิเวกของตน แล้วฝึกหัดของตน เห็นไหม อุตส่าห์มาวัดแล้ว มาเพื่อเนกขัมมะ มาเพื่ออยู่พรหมจรรย์ มาเพื่ออยู่คนเดียว มันมาสร้างแก๊งกันนั่นน่ะ สร้างก๊วนหลอกลวงชาวบ้านอีกต่างหาก หลอกลวงเขาว่า ฉันนี่อยู่วัดนะ เป็นลูกศิษย์กรรมฐาน

พฤติกรรมยิ่งกว่าโจร

แต่ถ้ามันเป็นความจริงของมัน ภาวนาที่บ้านก็ได้ ภาวนาที่วัดก็ได้ แต่เวลาภาวนาไปแล้ว ถ้าบอกว่าภาวนาที่บ้านได้หรือไม่

ได้

แล้วถ้ามันจะบรรลุถึงโสดาบันได้หรือไม่

บรรลุโสดาบันมันอยู่ที่เหตุผล อยู่ที่ข้อเท็จจริง จิตสงบ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ใช้ภาวนามยปัญญาแยกแยะ เวลามันขาด นั่นโสดาบัน อยู่ที่บ้าน อยู่ที่วัด อยู่ที่ไหนก็เป็นได้เหมือนกันหมดน่ะ แต่เวลาเหตุที่มันเป็นนี่สิ

เพราะคำถามมันขัดแย้งกันเลยนะ เพราะอยู่ที่บ้านมันต้องคลุกคลี มันมีความวุ่นวาย มันมีภาระทางโลก มันยังตัดความโลภ ความโกรธไม่ได้

ตัดความโลภ ความโกรธไม่ได้ ทำสมาธิก็ไม่ได้ ทำสมาธิได้เพราะมันวางจากโลภ วางจากโกรธ มันถึงเป็นสมาธิได้ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ ภาวนามยปัญญามันเกิดไม่ได้

ถ้าทำสมาธิของเราให้มั่นคงก่อน อยู่บ้าน ภาวนาที่บ้าน ไม่ต้องหวังมรรคหวังผลหรอก หวังทำสมาธิได้ก่อน ถ้าทำสมาธิได้ มันมีความสุขของมัน คนมีความสุขของมัน มีความเติมเต็มในตัวตนแล้ว ความคิดมันแตกต่างแล้ว

แต่ถ้าคนมันยังขาดแคลน ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตน มันก็วิตกวิจารณ์ไปทั่ว แต่ถ้าพอมันเติมเต็มในหัวใจของตน พอมันเติมเต็มในหัวใจ มันมองทุกอย่างเลย ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย มันวางได้เอง ถ้ามันเติมเต็มในหัวใจแล้วนะ มันพร้อมแล้วนะ ทุกอย่างมันกวนใจไม่ได้

แต่ถ้ายังไม่เติมเต็มใจของคน เพราะใจมันขาดแคลน มันจะไปเกาะไปเกี่ยว ไปยึดหมดเลย ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรได้สักอย่าง

แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิแล้ว เออ! ได้ ได้ ไอ้นี่ก็ไม่จำเป็น ไอ้นี่ก็ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น เห็นไหม มันพัฒนาขึ้นไป มันถึงว่าภาวนาที่ไหนก็ได้

ถ้าทำความสงบของใจ สัมมาสมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วภาวนาด้วยสติปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากภาวนา เป็นพระโสดาบันได้ทั้งนั้น ที่บ้าน ที่วัด ที่ไหน เหมือนกันหมด จบ

๒. ศีล ๕ เพียงพอหรือไม่ในการภาวนาเพื่อมรรคผลชั้นโสดาบัน หรือว่าต้องเป็นศีล ๘ เพราะอยู่ทางบ้านไม่สามารถรักษาศีล ๘ ได้เลยค่ะ

คนไม่มีตังค์เลย ซื้อตู้เซฟไว้เยอะๆ ไว้เก็บตังค์ ตังค์ไม่มีเลย เพชรก็ไม่มี ทองก็ไม่มี แต่ห่วงตู้เซฟว่าตู้เซฟมันจะมีหรือเปล่า เอาไว้ใส่เงินใส่ทอง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๕ ก็ไม่พอ ศีล ๘ ก็ยังไม่มี ซื้อตู้เซฟไว้เยอะๆ เอาไว้ใส่ศีล ๘ เอาไว้ใส่ศีล ๕

เอาให้ศีล ๕ ศีล ๘ มันมีก่อน แล้วตู้เซฟเดี๋ยวมันมาทีหลัง

ศีล ๕ ก็ได้ ศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้ แต่ศีล ๘ ศีล ๘ มันละเอียดขึ้น ศีล ๘ ไม่นอนในที่สูงที่ต่ำ ไม่ฟังเพลง ไม่ฟังต่างๆ มันก็เพื่อป้องกันไม่ให้ใจไปรับภาระ ถ้าใจไปรับรู้มาก มันก็ฟุ้งซ่านมาก มันก็ทุกข์ยากมาก ถ้าเราไม่ฟังการขับร้องฟ้อนรำ มันก็ไม่คิดจินตนาการไปมาก ไม่นอนในที่สูงใหญ่ คือว่าไม่ติดสุขจนเกินไป ไม่กินข้าวเย็น นี่ศีล ๘ มันทำให้ร่างกายปลอดโปร่ง ให้มีการภาวนาที่ดีขึ้น

แต่เราบอกว่าเราก็ทำไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่การงานมาก มรรคผลก็อยากได้ อะไรก็อยากได้ โอ้โฮ! อยากได้ไปหมดเลย

ค่อยๆ ค่อยๆ ทีละอย่าง ภาวนาที่บ้านก็ได้ ภาวนาที่ไหนก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้ ศีล ๘ เป็นบางวันก็ได้ แล้วถ้ามีศีล ๘ หลายๆ คนบอกเลยนะ มาอยู่กับหลวงพ่อ ทีแรกก็ไม่ได้ ตอนหลังเขาได้แล้ว กินข้าวมื้อเดียวก็ได้ ประหยัดทั้งเงิน สุขภาพก็แข็งแรง ทุกอย่างดีหมดเลย

ทีแรกไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่พอมันฝึกหัดไปๆ มันได้ พอได้แล้วนะ โอ้โฮ! เห็นประโยชน์เลย เงินมีเยอะขึ้น เพราะว่ามันมีเก็บเยอะมากขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ทุกอย่างดีไปหมดเลย

แต่ตอนที่ฝึกหัดใหม่ๆ ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้ ฉันไม่เคย ฉันทำไม่ได้ ฉันทำไม่ได้ แล้วเขาก็พยายาม โอ้โฮ! สู้เต็มที่นะ

แล้วมันก็วน ไอ้นู่นก็ไม่ได้

เราบอก ได้

ถ้าเรามีความจำเป็นอะไรก็แล้วแต่นะ เราเว้นไว้ก่อน ถือศีล ๘ เว้นไว้เฉพาะเรื่องนี้ๆๆ แล้วพอมันสมบูรณ์แบบแล้วนะ มันทำได้หมดเลย ไอ้ที่เว้นไว้มันก็ทำได้ ทำได้ แต่ทีแรกไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้เราก็เว้นไว้ก่อน

หลวงตาพระมหาบัวท่านนั่งตลอดรุ่ง เว้นไว้แต่หลวงปู่มั่นเจ็บป่วย กับเว้นไว้แต่พระที่มีปัญหา

เรารู้สิว่าเรามีภาระหน้าที่อะไร แล้วหัวใจเรารัก เราอยากทะนุถนอมจะรักษา แล้วถ้าทำอะไรมันค้านหมดน่ะ เราก็เว้นไว้ก่อน แล้วพอมาทำได้ ไอ้เว้นไว้เราก็ไม่ได้ก้าวล่วงอยู่แล้ว มันก็สมบูรณ์ไปโดยอัตโนมัติเลย เว้นไว้ก่อน

นี่เหมือนกัน เวลาถือศีล ๕ ศีล ๘ เราก็ฝึกหัดได้ กลางวันเราทำงานค้าขาย เราก็ถือศีล ๘ ตอนกลางคืน กลางวันเราก็มีศีล ๕ กลางคืนเราก็มีศีล ๘ แล้วต่อไปเราก็ฝึกหัดของเราไป ถ้าเราฝึกหัดมันเป็นไปได้ทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามันไม่ฝึกหัด ไม่ได้อะไรสักอย่าง จะซื้อตู้เซฟไว้เยอะๆ เอาไว้เก็บเงินเก็บทอง

เงินทองไม่ใช่กิเลสนะ กิเลสมันอยู่ที่หัวใจ แล้วมันทุกข์อยู่นั่นน่ะ เพราะมันจะไปซื้อตู้เซฟ จบ

๓. ขอหลวงพ่อแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับคนภาวนาอยู่ที่บ้าน ที่ห่างครูบาอาจารย์ด้วยค่ะ

ห่างครูบาอาจารย์นะ สวดมนต์สวดพร เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง ชีวิตนี้มันมีหลักเกณฑ์

ถ้าเราไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ชีวิตไม่มีหลักเกณฑ์ พอไม่มีหลักเกณฑ์ เราก็ต้องทำมาค้าขาย ต้องคลุกคลีกับบุคคล พอไม่มีหลักเกณฑ์ขึ้นไปแล้ว ทำอะไรแล้วมันขาดตกบกพร่อง ไม่มีอะไรสมบูรณ์ มันก็จะแฉลบแล้ว แฉลบไปเรื่อย

ถ้าเรามีหลักเกณฑ์ของเรา เราเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ในเมื่อเราเป็นฆราวาส เราต้องมีหน้าที่การงานของเรา เราก็ทำหน้าที่การงานของเรา แล้วถ้ามีศีลมีสัตย์ขึ้นมา พอมีศีลมีสัตย์ขึ้นมา คนที่เขามาซื้อของต่างๆ เขาก็เมตตา เขาก็เชื่อใจ เขาต่างๆ กิจการมันจะดีขึ้นๆ เดี๋ยวติดอีกแล้ว กิจการดีขึ้นต้องขยายมากขึ้น เดี๋ยวมันก็จะติดของมันอีกน่ะ

เราก็อยู่ในหลักในเกณฑ์ของเรา ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว เราทำคุณงามความดีของเรา ถ้ามีศีลมีสัตย์ขึ้นมา ลูกค้าก็ติด ทุกอย่างก็ติด เพราะอะไร เพราะมันเป็นของดี เราก็ฝึกหัดของเรา

แล้วถ้ามันทำภาวนาที่บ้าน เราก็ทำให้มันถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้ามันสมบูรณ์แบบของมันนะ มันมีทางออกเอง

เริ่มต้นเราก็ฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่แหละ แล้วถ้ามันดีขึ้นๆ เห็นไหม ช่วงคำถามทั้งหมด มันเป็นการค้นคว้าและการแสวงหา มันยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ถ้ามันมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันค่อยถามหลวงพ่อใหม่ก็ได้

ตอนนี้ถามถึงแนวทางปฏิบัติหมดเลย แต่ไม่ได้ถามเลยว่ามันติดขัดอย่างไร มันได้ผลอย่างไร กินอาหาร ก้างปลาติดที่คออย่างนี้ กินอาหารเข้าไปแล้วเคี้ยวไม่ได้อย่างนี้ เออ! ถามปัญหาบ้างสิ

ไอ้นี่มันเป็นการค้นคว้า เป็นการแสวงหาทาง มันยังไม่มีอุปสรรคในการปฏิบัติหรอก ถ้ามันมีอุปสรรคในการปฏิบัติ เดี๋ยวจิตมันเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม

หัวใจของคนนี้สำคัญนัก ความสุขความทุกข์ในใจเรายิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราเกิดมามีกายกับใจๆ เราห่วงแต่ร่างกาย ห่วงแต่สถานะทางสังคม ห่วงแต่เรื่องทางโลก เราไม่ได้ห่วงหัวใจเราจริงจังเลย

ถ้าห่วงหัวใจเราจริงจังแบบหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์นะ ท่านทิ้งหมดเลย เข้าไปอยู่ในป่าคนเดียวน่ะ นั่นน่ะแสวงหาใจของตน ไปอยู่ในป่าในเขาเพื่อทำความสงบของใจ ไม่ห่วงสถานะทางสังคม มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มียศถาบรรดาศักดิ์ มีแสง ไม่สนใจเลย ละทิ้งมันไปเลย เห็นไหม ทิ้งโลกเพื่อจะเอาสัจจะความจริงในใจ

แต่เราทิ้งโลกกันยังไม่ได้ เราต้องมีหน้าที่การงานของเรา เพราะเราต้องเลี้ยงชีพ แล้วก็ยังหวังมรรคหวังผลอีกนะ

ในช่วงการค้นคว้า การแสวงหา มันก็มีการสับสน แล้วพยายามใช้สติปัญญาแยกแยะเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตนเอง เอวัง