ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

พระกับผี

๒๑ พ.ค. ๒๕๖๕

พระกับผี

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๗๙. เรื่อง “มหาสติ มหาปัญญา”

ตอบ : แล้วเขาถาม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถึงว่า ถ้ามีสติมีปัญญาแล้ว มันจะมีความรู้สึกอย่างไร มีความเห็นอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วเขาขอยกเลิก เขายกเลิกเพราะว่าเขาไม่ต้องการให้เกิดการบาดหมางไง

นี่พูดถึงแม้แต่เขาเป็นฆราวาส เขายังมีสติปัญญาเข้าใจเรื่องอย่างนี้ได้ว่าอะไรควรและอะไรไม่ควร ถ้าสิ่งที่ไม่ควรแล้วเขาขอยกเลิก

ถ้ายกเลิกไปแล้วนะ เราถึงไม่ตอบว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ คำถามเขาเต็มไปหมดเลย แต่หัวข้อคือ “มหาสติ มหาปัญญา”

คำว่า “มหาสติ มหาปัญญา” มันเป็นพระกรรมฐานไง มันเป็นฝ่ายประพฤติปฏิบัติ ถ้าฝ่ายประพฤติปฏิบัติแล้ว สติปัญญาๆ แม้แต่สติปัญญามันยังหามีมาไม่ได้ แล้วมันจะรู้จักมหาสติ มหาปัญญาได้อย่างไร ถ้ามันไม่รู้จักมหาสติ มหาปัญญา สิ่งพฤติกรรมความประพฤติมันถึงได้แหลกเหลว

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาจะเป็นมหาสติ มหาปัญญา มันต้องเป็นแบบครูบาอาจารย์ของเรา เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีสติปัญญาเป็นชั้นเป็นตอนของท่าน แล้วท่านรู้ท่านเห็นของท่าน มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเห็นไง

มันมีทฤษฎีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่เวลาประพฤติปฏิบัติแล้วมันขึ้นมาเป็นในหัวใจของตน มันมหัศจรรย์ๆ พอมหัศจรรย์ขึ้นมามันถึงมหัศจรรย์ไง

มหัศจรรย์คืออะไร

มหัศจรรย์คือว่ามันเท่าทันกิเลส เพราะกิเลสมันละเอียดลึกซึ้ง แยบยล มันเท่าทันกิเลส แล้วมันจับกิเลสได้ มันเท่าทันกิเลสนะ แล้วจับกิเลสได้ พอจับกิเลสได้ ทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจเข้ามา พอใจสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา พอใจสงบยกขึ้นสู่วิปัสสนา คือขุดคุ้ยและค้นคว้าหากิเลส เจอกิเลส เจอกิเลสก็คือกิเลสไง

คนที่ทำสัมมาสมาธินะ แล้วจิตมันสงบแล้วมันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง การเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงนะ

แต่มันรู้จักกิเลส เห็นกิเลส มันก็คือความมหัศจรรย์แล้ว แล้วมันหลุดไม้หลุดมือไป ทำอะไรไม่ได้หรอก คนที่ไม่มีอำนาจวาสนา อย่างนั้นน่ะเสียดายๆ เสียดายนี้เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ เสียดายคือว่ามันหลุดไม้หลุดมือเราไป แล้วเราทำสิ่งใดขึ้นมาไม่ได้ในหัวใจของเรา

แต่เป็นพวกเปรตพวกผี พอไปรู้ไปเห็นขึ้นมา อู๋ย! นิพพาน สิ้นกิเลส

มันยังไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่ก็รู้นะ แต่ด้วยมารยาสาไถยในใจของตน เพราะมารยาสาไถยในใจของตน ตนไม่มีอำนาจวาสนา แล้วทำสิ่งใดที่เป็นความละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาในใจของตนไม่ได้ ก็เหมาเอา เหมารวมเอา ด้นเดาเอา คาดหมายเอา เห็นไหม ปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม

ถ้าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พอจิตมันสงบแล้วมันเห็นกิเลส แล้วมันหลุดไม้หลุดมือไปนะ เขาก็กลับไปฟื้นฟู ถ้ามีครูบาอาจารย์ไง นี่ไง พระกรรมฐานๆ ที่พระป่าเขาติดครูบาอาจารย์ แต่ติดครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ

ถ้าครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรม เรารู้ได้ เรารู้ได้ เราเข้าใจได้ แต่ในเมื่อวุฒิภาวะมันอ่อนแอ คนไม่มีอำนาจวาสนามันก็เชื่อของมันไปอย่างนั้นไง ถ้าเชื่อมั่นไปอย่างนั้น มันก็เข้ารกเข้าพงไปไง

พอเข้ารกเข้าพงไป แล้วกรณีอย่างนี้มันไม่ใช่มีในสมัยปัจจุบัน มันมีมาแต่สมัยพุทธกาล โจร มหาโจร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก โจรมันปล้น มันต้องไปปล้นบ้านเขา มันต้องวางแผนนะ มหาโจรมันหว่านล้อมเขา แล้วเขาเอามาให้ถึงที่ไง

มันไม่ได้ปล้นเขานะ มันเป็นศรัทธา เขามีศรัทธา เขามีความเชื่อของเขา

มหาโจร นั่นน่ะถ้ามันไป มันไปอย่างนั้นไง

แต่ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ นี่เราบอกว่า มันเป็นเรื่องสังคมนะ กรณีนี้เป็นเรื่องสังคม เพราะตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา มันมีวินัยธรกับธรรมกถึก

วินัยธร วินัยธรคือมุขปาฐะ จำ ท่องจำธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสวดมนต์ท่องจำกันอยู่อย่างนั้นเป็นมุขปาฐะ เป็นวินัยธร แล้วอบรมศึกษา โอ้โฮ! ศาสนามหัศจรรย์ๆ โอ้โฮ! มันยิ่งใหญ่

โปฐิละใบลานเปล่า โปฐิละใบลานเปล่า ไปไหนก็มีลูกศิษย์ ๕๐๐ ท่องจำกันไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “โปฐิละใบลานเปล่ามาแล้วหรือ โปฐิละใบลานเปล่ากลับแล้วหรือ”

ท่องจำๆ ก็ใบลานเปล่าไง โปฐิละถึงได้สละทิฏฐิของตนไปฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ไปฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกับสำนักที่พระอรหันต์หมดเลย ก็นักปฏิบัติทั้งสิ้น นักปฏิบัติเขาปฏิบัติจากข้อเท็จจริง ตั้งแต่หัวหน้าจนสามเณรน้อย พระอรหันต์หมดเลย เวลาจะปฏิบัตินะ

“โอ๋ย! ข้าพเจ้ามีความรู้น้อย”

นี่ไง ความรู้น้อย ความรู้น้อยเกิดจากภาคปฏิบัติ นี่คือธรรมกถึก ธรรมกถึกคือมันสัจธรรมเป็นความจริงในใจของตน

พระธรรมกถึกคือพระป่า คือนักเทศนาว่าการ คือเทศน์ คืออบรมบ่มเพาะมาจากใจของตน นี่ธรรมกถึก

เวลาจะเอาไอ้นั่น จะเอาไอ้นี่ จะเอาไอ้นั่น เขาก็รู้วินัย จะเอาไม้ ไปตัดไม้ไผ่ จะเอาน้ำ ห่มผ้าจีวรลงไปด้วย เพราะทิฏฐิไง วินัยธรมันจำมาหมด มันรู้หมด แต่มันทำอะไรไม่ได้ เหมือนเสือติดจั่นโดนรัดอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ทำอะไรไม่ได้ มีแต่ดิ้นๆๆ แล้วทำอะไรไม่ได้ ชื่อกิเลสรู้หมดน่ะ นั่นกิเลส นี่กิเลส แต่ดิ้นอยู่นั่นน่ะ ทำอะไรไม่ได้

แต่เวลาสามเณรน้อยนะ อ้าว! เริ่มต้นปฏิบัตินะ ร่างกายนี้เปรียบเหมือนจอมปลวก มีทวารอยู่ ๔ ทวาร ปิดซะ ๕ เหลือหัวใจไว้ คอยจับเหี้ยตัวนั้นน่ะ เหี้ย เหี้ยกิเลสตัวนั้นน่ะ

ในใจของทุกคนมีเหี้ย จับเหี้ยตัวนั้นให้ได้ไง แล้วก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

ปิดทวารทั้ง ๕ เปิดหัวใจไว้ คอยจับเหี้ยตัวนั้น ถ้าเหี้ยตัวนั้นจับได้ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จับเหี้ยตัวนั้น เสือติดจั่นไง

วินัยธรรู้หมด เข้าใจหมด เหมือนเสือติดจั่น ดิ้นกระแด่วๆๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ เอาตัวรอดก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่ตาย ดิ้นกระแด่วๆ อย่างนั้นน่ะ นี่วินัยธร

ไอ้นี่ธรรมกถึก จับเหี้ยตัวนั้น นี่ไง จิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาด้วยภาวนามยปัญญา ถ้าภาวนามยปัญญามันก็ฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสในหัวใจนั้นก็เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เป็นคุณธรรมตามความเป็นจริงไง

มันจะพูดอย่างนี้ไหม มันไม่ใช่มหาโจร เพราะเขาจะมีความละอายนะ มีความละเอียดอ่อน ลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ทะลุกลางปล้อง ไม่แหกคอก มันเป็นไปไม่ได้หรอก

ฉะนั้นบอกว่า สิ่งที่ว่าเวลาพ้นจากกิเลสไปแล้วเป็นมหาสติ มหาปัญญา สิ่งที่เป็นมหาสติ มหาปัญญา อย่างกรณีที่ว่าพระจักขุบาลๆ พระจักขุบาลที่เหยียบสัตว์ตาย มันเป็นเวลากลางคืน ฝนมันตกคืนนั้น ในธรรมบท วันนั้นฝนมันตกมาก พอฝนมันตกมาก แมลงมันก็ออกไง แล้วเวลากลางคืน พระจักขุบาลเดินจงกรมก็ทำราวไว้ เพราะตาบอด

๑. ตาบอด

๒. เป็นกลางคืน

๓. ไม่มีเจตนา

เวลาเหยียบสัตว์ไป แล้วมันก็เป็นข้อเท็จจริงนะ เพราะเขาเดินจงกรม กลางคืนเขาก็เดินจงกรมของเขา เพราะเป็นวิหารธรรมของพระอรหันต์ เขาไม่มาแอ็กชัน ไม่มาอวดใครหรอก เขาเดินจงกรมอยู่ในทางจงกรมของเขา แล้วสัตว์มันบินมา มันมาอยู่ในทางจงกรม แล้วท่านเดินจงกรมอยู่ เพราะเดินจงกรม วิหารธรรม ไม่มีเจตนา ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แล้วเป็นพระอรหันต์ด้วย

เช้ามามีพระต่างถิ่นมา อาคันตุกะ เขาก็เดินเยี่ยมชมวัดไง ไปเห็นทางจงกรม โอ๋ย! สัตว์มันตายเต็มเลย ก็โจษเลย โอ้! เวลาตาดีๆ ก็ไม่ภาวนา เวลาตาบอดล่ะอวดแอ็กชัน แหม! ขยันหมั่นเพียร ไปฟ้องพระพุทธเจ้าไง พระพุทธเจ้าประชมสงฆ์เลย

นั่นไง เวลามองทางโลกไง ทางโลกเขามองด้วยทางโลก ทางโลกมันเหมือนกิริยา

เวลาตาดีๆ ก็ไม่ภาวนานะ เวลาจะภาวนา เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา ไม่มีคน ไม่มีกล้อง ไม่ภาวนาหรอก ถ้ามีกล้องขึ้นมาล่ะ โอ้โฮ! นั่งสมาธิตัวตรงเชียว

ไม่ให้มันเจตนา เห็นไหม ท่านถึงบอกว่า ถ้าเป็นมหาสติ มหาปัญญา มันเป็นอย่างนั้น ถึงยกเว้นไง

คำว่า “ยกเว้น” เขายกเว้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ยกเว้นให้ ถ้ายกเว้นให้เป็นอย่างนั้น

นี่พูดถึงว่า ธรรมกถึก วินัยธร

ในสมัยปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าในสมัยปัจจุบันนี้ตั้งแต่เริ่มต้นมา ตั้งแต่สมัยอยุธยามานะ มีอรัญวาสี คามวาสี วิปัสสนาธุระ ถ้าเป็นวิปัสสนาธุระ เขามีสังฆราช ๒ องค์ องค์หนึ่งคือฝ่ายปริยัติ องค์หนึ่งคือฝ่ายปฏิบัติ

ถ้าปริยัติ ปริยัติก็การศึกษาเล่าเรียน ถ้าปฏิบัติไง ถ้ามันเป็นจริงนะ มันวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูก อะไรผิดไง

ไอ้นี่มันไม่มีอะไรถูก อะไรผิด นี่คือปัญหาสังคม ปัญหาสังคม ใครเป็นคนชี้ล่ะ ใครเป็นคนชี้ แล้วใครเป็นคนชี้ นั่นมันเป็นวินัย เวลารวมศูนย์อำนาจไง ถ้ารวมศูนย์อำนาจที่ไหนมันอันตราย

ถ้าไปเจอสัมมาทิฏฐิ ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรม โอ้โฮ! ร่มเย็นเป็นสุขมาก ถ้าไปเจอมิจฉาทิฏฐิล่ะ ถ้าวิปัสสนาธุระแล้วมันไม่เป็นวิปัสสนาน่ะ ถ้าไม่เป็นวิปัสสนามันก็เป็นอารมณ์ความรู้สึก แล้วมันตัดสินๆ มา

แต่ถ้าเป็นวิปัสสนา ปริยัติ ปฏิบัติ ถ้าฝ่ายปฏิบัติ ถ้ามีผู้ปกครองเป็นผู้ปกครองทางฝ่ายวิปัสสนา ชี้ถูกชี้ผิดได้หมด แค่อ้าปากก็รู้แล้ว

มันมีสมัยหลวงปู่มั่นไง มันมีพระองค์หนึ่งอ้างตนว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์น่ะ โอ้โฮ! อยู่วัดพระศรีฯ เขาไปพูด เขาตั้ง ๙ ประโยค ๔ องค์สอบนะ สอบแล้วสอบอีกเป็นอาทิตย์ ไม่รู้เรื่อง

หลวงปู่มั่นลงมาจากเชียงใหม่ไง ก็พาไปหาหลวงปู่มั่น

อ้าว! พูดมา

พูดจบ หลวงปู่มั่นบอก เอ็งติดสมาธิ จบ

แล้วไอ้นั่นไม่กล้าเถียงเลย เพราะมันมีเหตุผลอธิบายได้หมดไง

อารมณ์ปุถุชนเป็นอย่างนี้ กัลยาณชนเป็นอย่างนี้ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ บุคคล ๔ คู่

บุคคล ๔ คู่คือสังฆคุณ แต่พ้นจากบุคคล ๔ คู่ไป นิพพาน ๑ ไม่พูดถึงเลย เพราะพูดถึงไม่ได้ ถ้าพูดถึง มันเป็นภาษาสมมุติไง สมมุติบัญญัติ พ้นสมมุติไป พ้นวัฏฏะ อยู่เหนือวัฏฏะ นี่พูดถึงว่าวิปัสสนาธุระ คามวาสี อรัญวาสี นี่เวลาข้อเท็จจริงในทางสังคมนะ

นี่พูดถึงพระ เวลาพระ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ มันเป็นความจริงอย่างนี้ แล้วถ้าเป็นความจริงอย่างนี้นะ แล้วถ้าคนที่มีอำนาจวาสนานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์นะ เวลาบัญญัติธรรมวินัยทุกๆ ข้อ บัญญัติมาเพื่อคนที่ไม่ศรัทธาให้ศรัทธามากขึ้น เพื่อคนที่ไม่ศรัทธาให้ศรัทธามา ให้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา นี่บัญญัติธรรมและวินัย ให้มีศรัทธามีความเชื่อในพระพุทธศาสนา

นี่เวลาในวินัยทุกๆ ข้อ แล้วเป็นอาบัติ อนาบัติ อาบัติคืออาบัติมันเป็นอย่างนี้ อนาบัติคือมันไม่ครบองค์ประกอบ มันไม่เป็นอาบัติ อาบัติ อนาบัติไง

แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ผล ไม่ได้ผลกันอยู่นี่เพราะอะไร เพราะความทำไม่สม่ำเสมอ คือไม่เสมอต้นเสมอปลาย ความทำสม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย สิ่งนี้มันจะเป็นการยืนยันกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ

ถ้าปฏิบัติขึ้นมา เวลาปฏิบัติ ถ้ามีศรัทธานะ ผู้ที่ไม่ศรัทธาให้ศรัทธา ผู้ที่มีศรัทธาแล้วให้มั่นคงในศรัทธานั้น ศรัทธานี้เป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์เพื่อจะชักคนให้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา แล้วมันต้องมีวาสนา ผู้ที่ยกขึ้นการประพฤติปฏิบัติไง

กาลามสูตร

มันเป็นศาสนาเดียวในโลก มีอยู่ศาสนาเดียวเท่านั้น ในพระพุทธศาสนานั้นเท่านั้นที่สอนเรื่องกาลามสูตร แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนสอนเองด้วย

ห้ามเชื่อนะ ห้ามเชื่อๆ เพราะอะไร เพราะว่าปุถุชนอย่างเรามันอ่อนไหว แล้วมันจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้หรอก เห็นคน เวลาศรัทธาเพราะเสียง ศรัทธาเพราะเศร้าหมอง เห็นแล้วมันศรัทธาไปหมดน่ะ เพราะอะไร

เพราะผ้ากาสาวพัสตร์ การได้ห่มจีวร ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยพระอรหันต์ แค่ได้ห่มจีวรนั่นน่ะ ถ้าเป็นพระกรรมฐาน เป็นครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ

เราอยู่กับครูบาอาจารย์มานี่ โอ้โฮ! เรื่องผ้านี่นะ ซักนี่ โอ้โฮ! สะอาด แล้วบิณฑบาตกลับมาแล้วต้องผึ่งเพื่อดับกลิ่นไง แล้วเวลาซัก เวลาดูแล เพราะวงกรรมฐานเขาซักผ้าพร้อมกัน ซักผ้าเหมือนกัน มันเป็นวัตรปฏิบัติ

เวลาทำสิ่งใด สิ่งที่ว่าเวลาได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ โอ้โฮ! ดูมันน่าเชื่อถือ มันน่าเคารพ มันน่าศรัทธา

ศรัทธาก็คือศรัทธา ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ฉะนั้น เวลาศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ศรัทธาแล้ว เวลาครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมามากมายขนาดไหน แล้วจะไปศึกษาค้นคว้ากับใคร พระไตรปิฎกก็เป็นตู้พระไตรปิฎกที่ไม่มีชีวิตที่จะสืบต่อได้

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไปปฏิบัติแล้วจะค้นคว้าสัจจะความจริง นักปราชญ์คือเจ้าคุณอุบาลีฯ ศึกษาค้นคว้าตรวจสอบกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเอาสัจจะเอาความจริงขึ้นมาไง แล้วเอาสัจจะความจริง เห็นไหม เวลาโต้แย้งกัน เถียงกัน โต้แย้งกัน

เพราะท่านเล่าไว้ให้หลวงตาพระมหาบัวฟังทั้งนั้นน่ะ พวกนักปราชญ์ราชบัณฑิตเขาจะเชื่ออะไรง่ายๆ เขาเชื่อที่ไหน

เขาไม่เชื่อ เขาจะเอาความจริง แล้วความจริงต้องเป็นความจริงด้วย เป็นสมาธิก็ต้องเป็นสมาธิจริงๆ แล้วสมาธิ สมถกรรมฐานนะ ฐานจะเป็นสัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้าทุศีล กะล่อน ปลิ้นปล้อน

เราได้ยินมาตั้งแต่ตอนเป็นพระเด็กๆ ระหว่างหลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะท่านคุยกัน 

“สมาธิมันยังทำไม่เป็น มันจะภาวนาอะไรกัน”

ท่าน ๒ องค์นะ วิตกวิจารณ์ แบกโลกไว้ไง

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง สมัยท่านดำรงชีพอยู่ ท่านพูดอยู่บ่อยมาก ติดอยู่ในเทปนั่นน่ะ

มีเรา คือหลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะเท่านั้นที่เอาหัวค้ำฟ้าไว้

เอาหัวค้ำฟ้าไว้ เอาหัวค้ำฟ้าไว้ก็ค้ำศรัทธาไว้นี่ไง คำว่า “ค้ำฟ้าไว้” มี ๒ องค์เท่านั้น ๒ องค์เท่านั้น ท่านพูดเน้นย้ำ ๒ องค์เท่านั้นก็คือของจริงเท่านั้นไง นอกนั้นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ

ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมากมายมหาศาล แต่มันไม่จริงเยอะแยะไป ถ้ามันจริง ท่านจะวิตกวิจารณ์หรือ มันจะแซงหน้าแซงหลัง

ไอ้พวกที่แซงหน้าแซงหลังไปมากมายมหาศาล ไอ้พวกเดินตามมีน้อย

แล้วพวกที่เดินตาม หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาพระมหาบัว นี่พวกเดินตาม เคารพบูชา ไม่แฉลบ ไม่ปลิ้นปล้อนออกนอกเรื่องนอกราว แล้วพยายามทำความจริงของเราขึ้นมา

บอกว่า กาลามสูตร ห้ามเชื่อๆ ห้ามเชื่อมันต้องมีสติมีปัญญา

นี่มันไม่น่าเชื่อถือ แล้วมันเชื่อถือไม่ได้ เชื่อถือไม่ได้เพราะอะไร

มันแบบว่า ธรรมคืออะไร

เหตุและผล เหตุและผลมันขัดกันน่ะ เวลากล่าวสิ่งใด ทำสิ่งใด เวลาพูดกับทำต้องให้เหมือนกัน เวลาพูด พูดอย่างหนึ่ง เวลาทำ ทำอย่างหนึ่ง มันขัดมันแย้งกัน

เฮ้ย! กาลามสูตรนะ ห้ามเชื่อๆ เขาไม่เชื่อกันหรอก อย่าว่าแต่พฤติกรรมเลย แม้แต่การพูดออกมาถูกหรือผิด ฟังทีเดียวมันก็รู้

นี่พูดถึงไง มหาสติ มหาปัญญา

เราจะพูดถึงเรื่องพระ เรื่องพระ เรื่องบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับบริษัท ๔ บริษัท ๔ ไง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

เราเป็นเจ้าของศาสนา เราต้องมีสติมีปัญญา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่มีพระพุทธเจ้ากับพระธรรม

มีมากมายมหาศาล เวลาสังคมสงฆ์ที่อ่อนแอ เขาปฏิเสธพระสงฆ์ๆ เขาแค่มีพระพุทธกับพระธรรมพอ เขาไม่เอาพระสงฆ์นะ

แต่ถ้าคนที่ฉลาด พระสงฆ์ก็หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม

พระสงฆ์มันก็ต้องมีทั้งผิดและถูก ถ้ามีทั้งผิดและถูก เราต้องมีสติปัญญา เราต้องคัดเลือกแยกแยะเอง ในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว ถ้ามีคนดีและคนชั่ว แล้วเราจะเอาดีหรือชั่วล่ะ แล้วเขาเป็นคนดีหรือคนชั่ว แล้วเขามาบวชเป็นพระ เขาจะมีดีหรือชั่วหรือ

ชั่ว ไม่อย่างนั้นจะมีพระเทวทัตหรือ

พระเทวทัตนะ เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นญาติกันโดยสายเลือด บวชมาเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ แต่ถึงเวลาเทวทัตมีความหลงผิดในใจของตน เต็มไม้เต็มมือเลย ทำเต็มที่เลย เพราะกรรมของสัตว์ เจตนาความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา แล้วจะทำอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเขาต้องทำอย่างนั้นด้วย เพราะต้นเหตุมันมี ต้นเหตุคือกิเลสในใจของตน กิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

แต่ด้วยวาสนาไง เพราะว่าเขาบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ ก็รู้ไปทุกเรื่อง ทำไมยอมให้พระเทวทัตบวช ทำไมให้พระเทวทัตเข้ามาทำความปั่นป่วนในพระพุทธศาสนา

ถ้าเป็นธรรมๆ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณของเขา เขาได้ประโยชน์ของเขา ได้ประโยชน์ของเขาตรงไหน ได้ประโยชน์ของเขา เวลาถึงที่สุดแล้วเขาสำนึกได้ ถ้าไม่ถึงที่สุดเขาสำนึกได้นะ มันอเวจีไปตลอดเลย

นี่เขาสำนึกได้ เขาถึงได้ขอขมาไง เขาขอขมา ถวายกระดูกคางกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์เลย เห็นไหม นี่เมตตา

เทวทัตธรณีสูบไปเลยนะ นรกอเวจี ขุมนรกนู่นเลย เพราะทำอนันตริยกรรม อนันตริยกรรม แต่ถ้าเขาพ้นจากนี้มา เขาจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มันเหมือนพระโมคคัลลานะ

เทวทัตอนาคตจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่อีกนานไกล เพราะกว่าจะพ้นจากขุมนรกนั้นอีกนานไกล แล้วก็มา

พระโมคคัลลานะที่ว่าโดนทุบตายๆ เพราะว่าเคยฆ่าแม่ไว้

ฆ่าแม่ เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร

มันใช้กรรมอันนั้นมาหมดแล้ว มันต้องชดใช้กรรม กรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน มันเป็นเวรกรรมของสัตว์ แล้วมันก็เกิดมาในปัจจุบันนี้

พูดถึงมหาสติ มหาปัญญาไง

มหาสติ มหาปัญญาแล้ว อู้ฮู! มันสุดยอด มันสุดยอด มันไม่ทำให้คนมีปัญหาอย่างนี้หรอก ไอ้คนที่มีปัญหาอย่างนี้ เวลามีปัญหานะ มันหลุดออกไปแล้ว

นี่พูดถึงว่า มหาสติ มหาปัญญา

นี่เรื่องพระนะ เวลาพูดถึงพระๆๆ  พระที่ทำดีทำชั่ว มันฝ่ายปริยัติกับปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ

ภาคปริยัติมันก็เป็นการตัดสินในวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนกฎหมาย

แต่ถ้าเป็นปฏิบัติล่ะ

อรัญวาสี คามวาสี วิปัสสนาธุระ โอ้โฮ! จิตใจมันต้องมั่นคง จิตใจมันต้องแน่วแน่

สมาธิทำอย่างไร แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ติดสมาธิแล้ว แล้วสมาธิทำไมได้นะ มันออกนอกลู่นอกทางไปเลย แล้วออกนอกลู่นอกทางไป

มันพูดถึงพระพุทธศาสนา มันเศร้าใจไง

พระพุทธศาสนาให้มีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย ไม่มี ถ้ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ขาดจากไตรสรณาคมน์ แล้วพอขาดจากไตรสรณาคมน์ไปแล้ว มันขาดจากสามเณร ขาดการจากเป็นนักบวช

แล้วถ้ามีไตรสรณาคมน์ล่ะ แล้วถ้ามันมีธรรมวินัยล่ะ

นี่พูดถึงว่า ความเป็นพระนะ แล้วเวลาตัดสินก็ตัดสินโดยภาคปริยัติ เพราะในปัจจุบันนี้มันมีอยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายปริยัติไง

ฝ่ายปฏิบัติไง คามวาสี อรัญวาสี สมัยก่อนเขามีผู้ปกครอง แล้วเวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเคยพูด สมเด็จสังฆราชเคยไปถามไง ที่วัดสาละวัน “ได้ข่าวว่าพวกปฏิบัติอยากจะปกครองตนเอง”

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก “ไม่ อย่างนี้สุขสมบูรณ์ดีแล้ว”

เพราะอะไร เพราะไม่แส่หาเรื่องไง แล้วถ้าตั้งฝ่ายปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นสังฆราชอีกองค์หนึ่งเป็นผู้ปกครอง แล้วเกิดถ้าภาวนาไม่เป็นล่ะ ไม่เละหรือ

แต่ถ้าพอภาวนาไม่เป็น ไม่เละหรือ แต่เวลาไปปกครองโดยฝ่ายปริยัติ ปกครองโดยฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี มันก็แบบว่าตัดสินกันโดยวินัยไง ตัดสินกันโดยกฎหมายไง

แต่ถ้าเป็นฝ่ายปฏิบัติ ก็ครูบาอาจารย์ท่านรู้อยู่แล้ว ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ! เลย ถ้าเป็นจริงนะ แต่มันก็เป็นเรื่องของสังคม กาลเวลามันผิดเพี้ยนไป มันก็มีของมันโดยธรรมชาติของมันนะ

นี่พูดถึงเรื่องพระ

ถาม : ข้อ ๒๗๘๐. เรื่อง “ผี”

กราบเรียนหลวงพ่อ กราบขอบพระคุณที่เมตตาตอบคำถามให้ได้รับคำตอบกระจ่างแจ้งชัดเจนมากค่ะ แต่มันมีอีกปัญหาหนึ่งค่ะ กราบขออภัยที่ต้องถาม

พอดีว่าเมื่อเช้าตรู่วันวิสาขบูชา ก่อนจะไปวัดหลวงพ่อ ได้เจอผีตนหนึ่ง ทีแรกไม่ทราบว่าเป็นผี เพราะเหมือนคนจริงๆ มากๆ และเนื่องจากไม่ค่อยได้ค้างที่บ้านหลังนี้ เลยไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านคนหนึ่งนี้ได้ตายไปแล้ว มารู้ทีหลังว่าผีตนนี้ปรากฏตัวให้ใครต่อใครในบ้านเห็นตลอด เพราะสมัยที่มีชีวิตอยู่นั้นไม่ถูกกันกับคนที่บ้านหลังนี้

คำถามคือ ถ้าเราไม่พกวัตถุมงคลต่างๆ ไว้ในกาย เราจะจัดการกับพวกภูตผีที่มารบกวนได้อย่างไรคะ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : นี่กลัวผี กลัวผี กลัวผี อันนั้นเรื่องพระ อันนี้เรื่องผี

เรื่องผีๆ ผีมันมีอยู่โดยธรรมชาติของมัน ผีก็คือผี ผีคือสมมุติขึ้น เราสมมุติว่าผีก็เป็นผี สมมุติว่าเป็นเปรต มันก็เป็นเปรต เปรต ผี เทวดา จิตวิญญาณเหมือนกัน

นี่เหมือนกัน ผลของวัฏฏะไง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าผลบุญผลกรรมมันให้ผล วาระของเขาเสวยภพเสวยชาติไม่มีเว้นวรรค ถ้าเสวยภพเสวยชาติ ถ้ามันมีเวรมีกรรมขึ้นมา เวลาคนที่สัมภเวสี แสวงหาที่เกิด แล้วเวลาถ้ามันเสวยภพเสวยชาติล่ะ ถ้ามันเป็นผีล่ะ

ถ้าเวลามันเกิด เกิดแต่ละภพแต่ละชาติไง ถ้าเกิดแล้วไง ถ้าเกิดแล้ว เกิดเป็นผีไง ผีมันก็มีไง นี่พูดถึงว่า ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา นี่เป็นข้อเท็จจริง นี่ธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของมัน มันมีของมันอยู่อย่างนี้ จิตมันมีเวรมีกรรมของมันอยู่อย่างนี้ มันถึงเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะอย่างนี้

แล้วถ้าเขามีเวรมีกรรมของเขา เขาเคยเป็นอย่างนั้น เวลาเขาตายไปแล้วเขาเกิดเป็นผี แล้วเราต้องไปพักที่บ้านหลังนั้น

นี่คำถาม ถ้าเราไม่พกวัตถุมงคลไว้ในกาย เราจะจัดการกับพวกภูตผีที่มารบกวนอย่างไร

โอ้โฮ! ถ้าเป็นชาวพุทธนะ เรามีรัตนตรัย เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเรามีศีลของเรานะ จบครับ

พกศีลไว้สิ เรามีศีล ๕ ศีลนี้ป้องกันผีได้

เวลาศีลไง เวลาหลวงตาท่านเทศน์ประจำ ท่านอยู่ในป่าในเขาท่านมีอะไร

ท่านมีศีล ศีลคุ้มครองเรา ศีลบริสุทธิ์ไง

เราอยู่ในป่าในเขา เพิ่งบวชพรรษาหนึ่ง มันจะภาวนาอะไรเป็น ไม่เป็นหรอก ทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่ถูกด้วย เข้าป่าไปก็นี่แหละ อาจหาญมากเรื่องศีลนี่ เรามีศีลคุ้มครองเรา เจอมาทุกอย่าง เจอมาเยอะ สัตว์ป่า หมู่คณะเป็นพยาน ไม่ใช่คุยอวดเท่านั้น ทั้งช้าง ทั้งเสือ โอ้โฮ! เยอะแยะ เจอหมด นั่งขวางมันเลย ถ้ามีเวรมีกรรม เอาไปเลย รอดมาตลอด ผีสาง รอดมาตลอด

ศีล

ถ้าเราไม่พกวัตถุต่างๆ ไว้ในกาย

วัตถุอะไร ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องรูปเคารพ

ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีพระพุทธรูป มามีพระพุทธรูปเอา ๒๐๐ ปีหลังแล้ว แล้วพระพุทธรูปมันก็เป็นตัวแทน เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น แล้วถ้าเป็นสัญลักษณ์ แล้วสัญลักษณ์มันทำให้คนพ้นจากการเกิดการตายได้ไหม

ไม่ได้

ในพระพุทธศาสนาไม่ให้ติดเรื่องอย่างนี้เลย แล้วไม่ให้พกวัตถุมงคล มันมงคลตรงไหน อะไรเป็นของมงคล

ศีล สมาธิ ปัญญาต่างหาก

เวลานะ สมัยที่กองทัพธรรมของหลวงปู่มั่น กองทัพธรรมเวลาปราบผีในภาคอีสาน ในประวัติครูบาอาจารย์ของเราเยอะแยะเลย เขาถือผีๆ มันเป็นความทุกข์ความยากมากนะ ผิดผี อย่าทำอะไรนะ ผิดผี ชีวิตนี้ผิดไปหมดเลย ขยับเป็นผิดผี ผิดผีผิดสาง ผิดไปหมด แล้วต้องให้ถูกใจผี ต้องเซ่นผี จะกินอะไรต้องแบ่งให้ผีกินครึ่งหนึ่ง ได้แสวงหาทรัพย์สมบัติมาก็ต้องแบ่งให้ผี

ศาสนาแรกของโลกคือศาสนาถือผี เพราะคนมันกลัว คนเราไม่มีที่พึ่ง

มนุษย์ไง มนุษย์เรามีกายกับใจ มีร่างกายนี้ไง เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมามีความทุกข์ความยากไง เราก็ปรารถนาจะให้ประสบความสำเร็จในชีวิตไง ก็เคารพบูชาเขา บูชายัญๆ ไง แล้วก็ถือต่างๆ กันมา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศหลัก เป็นเมืองหลวงของพระพุทธศาสนา แต่ก่อนหน้าที่มีกองทัพธรรม ถือผีกันทั้งภาคเลย

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างบุคลากรของท่านขึ้นมา หลวงปู่สิงห์เป็นแม่ทัพธรรมนำกองทัพปราบผีๆ

เวลาปราบผี ผี เวลาเซ่นไหว้ มันก็อหังการของมัน มันก็ยิ่งใหญ่ของมัน เคารพบูชามันยิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันยิ่งต้องเอาไก่เซ่น ต้องบูชายัญ ถึงเวลาแล้วเวลากองทัพธรรมไปปราบ มันขัดผลประโยชน์เขา

ผู้เข้าผี เข้าทรงผี เข้าเป็นหัวหน้าผี เขาได้เป็นประโยชน์มากมาย แล้วถึงเวลาแล้วจะต้องไปทำลายเขา มันเกิดกรณีพิพาทไปมากมายมหาศาล

แต่กองทัพธรรมนะ ครูบาอาจารย์ท่านเป็นธรรม เวลาท่านไปปราบผี แล้วให้ประชาชน ให้อาราธนาศีล ๕ ให้ถือศีล ๕ ใครมั่นคงในศีล เขามีศีลมีธรรม มีรัตนตรัยคุ้มครองเขา เขาไปบุกป่าฝ่าดงเพื่อจับที่จับทางได้หมดเลย ทำอะไรก็ได้เป็นประโยชน์ขึ้นมา

การเกษตรกสิกรรม เมื่อก่อนทำกิน ไม่มีทำขาย พอตอนหลังนี้ทำขายไง พอทำขาย ป่าหมดเลย แต่ก่อนทำอะไรไม่ได้ แล้วผีมันอดมันอยาก ผีมันเคยได้ตามน้ำใจของมัน มันได้กินเหล้า ได้สูบบุหรี่ ได้เสพสุขสบาย มีคนมาเซ่นไหว้ แล้วมันขาดแคลน มันโกรธไง มันโกรธ มันก็ไปเข้าสิงคนนู้น เข้าสิงคนนี้ไง ไอ้คนนั้นผีเข้า ไอ้คนนั้นตื่นเต้น

เวลาครูบาอาจารย์เรา พระ พระที่มีคุณธรรม จิตวิญญาณมันจะมีอำนาจมากไปกว่าคุณธรรมได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ พอมันเป็นไปไม่ได้ เวลาสวดมนต์ แล้วพรมน้ำมนต์ ออกหมดน่ะ

แล้วผีมันเข้าไปแล้วมันไปพูดไง โอ้โฮ! พวกลูกศิษย์เขา เขาขู่กรรโชกให้หาสัตว์มาบูชายัญได้สบาย เขาอยู่เย็นเป็นสุขไง แล้วเขาจะเอาคนที่ว่าละจากการถือผีแล้วไปถือศีล มีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วผีมันเข้าไปไม่ได้ มันกลัว

เวลาเขาบอกว่า เฮ้ย! มันเป็นลูกศิษย์เก่าเรา มันไปถือรัตนตรัยแล้ว ไปเอามันเลย

เขาบอก เข้าไปไม่ได้หรอก เข้าไปนะ เห็นพระนั่งอยู่เต็มเลย เห็นพระ เข้าไปนี่เป็นพระทองคำ เข้าไปไม่ได้เลย

ผีมันกลัว มันกลัวศีล ๕

นี่กองทัพธรรมนะ เวลากองทัพธรรมปราบพวกถือผีถือสาง เขามีวัตถุมงคลอะไร เขาต้องมีอะไรไว้กับตัว

เขามีศีล ๕ เขาวิรัติให้เกิดขึ้นในใจของเขา แล้วเขาไม่เบียดเบียนใคร เขาไม่ทำร้ายใคร เขาไม่ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของใคร เขาไม่ผิดลูกเมียของใคร เขาไม่มุสา ไม่กล่าวคำเท็จ เขาไม่เอาสิ่งที่เป็นเมรัย เป็นของมัวเมาเข้าร่างกายของเขา ศีล ๕ คุ้มครองไง

นี่เหมือนกันนะ เวลาถือผีๆ เวลาเขาไปเห็นผี แล้วผีมันเข้า

เขาบอกเลย ผี เห็นผีเหมือนคนจริงๆ มากๆ แล้วมารู้ทีหลังว่าเป็นผี

เขามาแสดงให้เห็น เห็นไหม แล้วเห็นแล้วก็แล้วกัน มันเป็นวิบากกรรมของคน วิบากกรรมของคนนะ เราจะรู้จะเห็นสิ่งใด ถ้ามีสติสัมปชัญญะก็จบ แล้วถ้ารู้เห็นอย่างนี้แล้ว เราก็รู้ได้ จิตวิญญาณมันมีอยู่จริง

มันมีอยู่จริงอยู่แล้ว แต่เราสงสัยเอง เพราะเราเป็นคนหนา เราเป็นปุถุชนคนหนา เราก็ลังเลสงสัยว่า เฮ้ย! จริงหรือเปล่า ผีมีจริงหรือเปล่า ภพชาติมีจริงหรือเปล่า ธรรมะมีจริงหรือเปล่า

ทุกข์ไหม ทุกข์ไหม พอใจหรือเปล่า แล้วเวลาวางทุกข์ได้ จริงหรือเปล่า เวลาอิ่มเอิบใจ จริงหรือเปล่า เวลาทำความสงบของใจเข้ามาได้มันมีความสงบสุข จริงหรือเปล่า ไอ้ผีตัวนี้เราเลี้ยงมันดี เราดูแลมันดี มันเลยกลายเป็นบัณฑิต ไม่ใช่ผี

ถ้ากิเลสมันลากไปนะ ผีตัวแรกคือหัวใจของเรา ผีภายใน ไอ้นั่นผีภายนอก

แล้วคำถามไง ถ้าเราไม่พกวัตถุมงคล

พกอะไร วัตถุมงคลที่ไหน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา เราตถาคตจะต้องตายในคืนนี้”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดแล้ว ตรัสรู้แล้ว เป็นพระอรหันต์ ถึงสิ้นกิเลสแล้ว เวลาปรินิพพานไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เราต้องตายในคืนนี้”

ขันธนิพพาน ขันธ์คือร่างกาย สิ่งที่แบกหามกันมานี้ นี่ผลของวัฏฏะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ลาแล้ววัฏฏะ ลาวัฏฏะคือภพ คือสถานที่ แต่ภพในใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย สลัดทิ้งแล้ว บ๊ายบาย ไม่มาอีกแล้ว

นี่สิ่งที่แท้จริงมันเป็นแบบนี้ ถ้าสิ่งที่แท้จริงเป็นแบบนี้ เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา

ฉะนั้น ไม่ต้องไปหาวัตถุมงคลอะไรมาพกติดตัว

ศีล ศีล มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

แล้วเราจะจัดการกับภูตผีที่มารบกวนเราได้อย่างไรคะ

ถ้าเรามีสติมีปัญญาแล้วนะ ผีมันกลัว มันไม่มารบกวนเราหรอก ผีนะ มันไม่มาหลอกคนเหมือนกับหลอกออนไลน์ ต้องโอนบัญชีมาก่อน ต้องมาตรวจสอบก่อนแล้วจะคืนให้

จบหมดน่ะ คือมันหลอกไม่ได้ไง ถ้ามันหลอกไม่ได้ มันต้องมีอะไรคุ้มครอง

เขามีปัญญาไง

ไอ้หลอกทางออนไลน์ มีบัญชีผูกไว้กับสิ่งผิดกฎหมาย ต้องเอามาตรวจสอบก่อน โอนให้เขาหมดเลย

ถ้าเรามีสติปัญญานะ มันพูดมานะ ถามมันกลับเลย มึงน่ะคือใคร มึงจะมาหลอกกูได้อย่างไร กูรู้นะ

มันบอกขอโทษๆ โทรผิด

นี่ก็เหมือนกัน เราจะจัดการกับภูตผีที่มารบกวนเราได้อย่างไร

เรามีสติมีปัญญากับชีวิตประจำวันของเรา มันก็อยู่ของมัน มันมาหาเราไม่ได้ เราเป็นลูกศิษย์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย เรายิ้มแย้มแจ่มใส ผีมันมาไม่ได้หรอก

ในกองทัพธรรม เวลาคนที่เขามีศีล แล้วผีมันไปพูดกันเลย

“โอ้โฮ! เข้าไปใกล้มันไม่ได้เลยนะ มันมีพระคุ้มครอง”

ผีมันยังกลัว ใกล้มันยังไม่เข้าไปเลย

ถ้าเรามีศีลมีธรรมในหัวใจของเรา เราไม่ต้องกลัวสิ่งใดเลย

นี่พูดถึงเรื่องผีนะ

ฉะนั้น ผี ถ้าเป็นผีต่างๆ เขาเคารพบูชานะ เราว่ามันยังดีกว่าพระนะ พระกับผี พระกลับกลายเป็นผี ผีที่มีคุณธรรมไง ผีที่มีคุณธรรมเขาก็เป็นเทพ

ในประวัติหลวงปู่มั่นน่ะ ไปเดินจงกรมถ้ำสาริกา ไอ้เจ้าที่นั่นน่ะ ผี

“โอ้โฮ! เดินจงกรมอย่างไร อย่างกับม้าแข่ง”

มันติหมดเลยนะ ติเตียนหลวงปู่มั่นไง หลวงปู่มั่นรู้วาระจิตเขานะ โอ้โฮ! ไม่เป็นเวรเป็นกรรมของเขา สงสารเขา เมตตาเขา เดินจงกรมให้มันเรียบร้อย

“อืม! พระอะไรเดินจงกรมเหมือนกับคนป่วย”

เดินปกติมันก็ว่าเหมือนม้าแข่ง เดินสำรวมมันก็ว่าพระป่วย

จนหลวงปู่มั่นเทศน์เลย

“เรามาเพื่อคุณเพื่อประโยชน์ เรามาเพื่อประพฤติปฏิบัติ มาเพื่อแสวงหาพระพุทธ พระธณรม พระสงฆ์ในใจของตน เราทำแต่คุณงามความดี เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง ท่านเป็นใคร เดินแรง ท่านก็ว่าแรง ท่านติเตียนไปทุกอย่าง”

เทศน์จนร้องไห้เลย พอร้องไห้ ปรากฏตัวใหม่ จากที่เป็นผีมาเป็นยักษ์ เปลี่ยนมาเป็นเทพบุตรเลย

“ผมเป็นเจ้าที่ที่ปกครองบริเวณนี้ทั้งหมด ต่อไปนี้ผมจะคุ้มครองท่าน ผมจะดูแลท่านอย่างดี แล้วไอ้พวกผีในสิ่งอาณาจักรของข้าพเจ้าที่คุ้มครองอยู่ จะดูแลไม่ให้มารบกวนท่านเลย”

นี่เวลาพระธรรมเข้าถึงหัวใจผี ผีมันยังสำนึกได้ จากเป็นยักษ์ สิ่งที่เป็นเจ้าที่คุ้มครองทั้งหมด มันบอกเลยว่ามันคุ้มครองทั้งหมด แล้วเปลี่ยนจากยักษ์มาเป็นเทพบุตรเลย เพราะเขาเป็นรุกขเทวดาอยู่แถวนั้น

แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด มันก็ผิดไป เขาแปลงร่างได้หลายๆ อย่าง แปลงได้ทุกอย่าง เขาทำอะไรก็ได้ด้วยทิพย์สมบัติของเขา แต่ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดของเขา

แต่หลวงปู่มั่นเทศนาว่าการจนเขาเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เขาคุ้มครอง แล้วยังไม่ให้คนอื่นเข้ามากล้ำกราย ช่วยกันคุ้มครองดูแลหลวงปู่มั่น

ก็เหมือนว่าสัมมาทิฏฐิ ผลของวัฏฎะ คุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา ถ้าพระก็ดี โยมก็ดี ผีก็ดี ต่างเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ช่วยกันคุ้มครองและดูแลพระพุทธศาสนา เอวัง