ท้อแท้
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๒๗๗๑. เรื่อง “ท้อใจเรื่องการภาวนา”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ขอกราบเรียนเรื่องการปฏิบัติภาวนา
ในวันหนึ่งฝนตก หนูตากฝนล้างรถอยู่ และได้ภาวนาไปด้วย การเข้าสมาธิเกิดขึ้นอย่างเร็วมาก เข้าสมาธิลึกเข้าไปและค่อยผ่อนออก ถึงจุดหนึ่งถึงทรงตัวอยู่ที่การเห็นจิตและกายแตกดับ ขณะที่ดูสิ่งนี้อยู่ เสียงหนึ่งดังขึ้นบอกว่า “ทุกข์ข้าง บ่ทุกข์ข้างใน”
หลังเสียงนี้จบลง จิตดีดออกมาเลยเจ้าค่ะ มันตกใจค่ะหลวงพ่อ
สมาธินี้เกิดขึ้น มันแยบคาย นุ่มนวล รวดเร็วมาก และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเจ้าค่ะ แต่คิดว่าที่ฝึกภาวนามานี้ยังไม่เพียงพอ มีความท้อเกิดขึ้นในช่วงนี้เจ้าค่ะ และในระยะนี้แทบไม่สะดวกไปวัดครูบาอาจารย์ ด้วยหนูเป็นแม่บ้านดูแลลูก ลูกก็ติดมาก สองคนเจ้าค่ะ ๕ ปี ๗ เดือน และ ๓ ปี ๕ เดือน (หนูและสามีสอนลูกให้รักษาศีล ๕ เจ้าค่ะ)
อยากขอบพระคุณหลวงพ่อที่เมตตาหนูและสามี หนูพบหลวงพ่อที่วัดป่าบ้านตาดเมื่อปี ๒๕๕๒ ถึงตอนนี้ยังไม่มีบุญได้พบอีกเจ้าค่ะ สามีของลูกฟังเทศน์หลวงพ่อ นั่นทำให้หนูมีโอกาสถามธรรมหลวงพ่อ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ตอบ : อันนี้คำถามๆ นะ คำว่า “ท้อแท้ๆ” ท้อแท้เพราะมันเป็นเรื่องของกิเลสไง เป็นเรื่องของกิเลส เวลาทำคุณงามความดีไง นักกีฬาส่วนมากไม่มีวินัยในการฝึก ฝึกในวิชาชีพของตน เวลานักกีฬา เวลาฝึกกีฬา เขาไม่ค่อยซ้อมไง แต่เวลาแข่งขันนะ จะลงแข่งขัน แล้วแข่งขัน ถ้าลงไปแล้วก็สู้เขาไม่ได้ เพราะไม่มีวินัยในการฝึก
เวลาท้อแท้ๆ นักกีฬามีการฝึกฝนของเขา
ในการประพฤติปฏิบัติของเราไง เรารวบรัดตัดตอนเลย รวบรัดตัดตอนเพราะมีครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้ว
ถ้าไม่รวบรัดตัดตอนมาเลย เห็นไหม เราชาวพุทธเราอยากจะปฏิบัติ เราต้องศึกษาค้นคว้าธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็เริ่มต้นจับจดว่าจะทำซ้ายทำขวา ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่นี่เรามีครูบาอาจารย์ของเรา ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ใจนี้มันหมายไปหมด มันติดไปหมด เพราะมันมีตัณหาความทะยานอยาก
ฉะนั้น เวลามันติดไปหมด แล้วมันก็ติดแบบกิเลสพาติดไง กิเลสพาติดคือกิเลสมันชอบรูป รส กลิ่น เสียงไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
เรารักษาศีลของเราแล้วเราพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา ถ้าให้มันจิตสงบเข้ามาๆ ถ้าจิตมันสงบ เราตั้งใจทำๆ
คนปฏิบัติ เขาบอกว่าให้วางใจให้เป็นกลาง อย่าเกร็ง อย่าปล่อยปละละเลย ไม่ไปทางซ้ายและทางขวา
ในพระพุทธศาสนาคือทางสายกลางๆ แต่เราประพฤติปฏิบัติมันเนิ่นนาน เวลาเราปฏิบัติตามความเป็นจริง แล้วมันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเลย
แต่เวลาเราปฏิบัติไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เราจะให้กำลังใจเราตลอดเวลาว่า ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินี้ ให้ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เป็นจริตเป็นนิสัยติดหัวใจเราไป
ถึงเราปฏิบัติแล้วเราจะไม่ได้ผล ปฏิบัติแล้วมันไม่ได้ผลอย่างตามที่ว่าครูบาอาจารย์บอก แหม! จิตมันสงบแล้วมีความสุขมาก มันเวิ้งว้างไปหมด
เรายังไม่เคยเจอประสบการณ์ประเภทนั้น เพราะเราปฏิบัติยังไม่ถึงประเภทนั้น เราก็ฝึกหัดของเราไป มันก็เป็นที่วาสนา เห็นไหม
ดูคนเล่นหวยๆ คนซื้อหวยทั่วประเทศเลย ถูกรางวัลที่ ๑ นับหัวได้
นี่เหมือนกัน เราปฏิบัติๆ ชาวพุทธอยากปฏิบัติทั้งนั้นน่ะ แต่จริตนิสัยอำนาจวาสนาของคนมีมากน้อยขนาดไหน เราก็ฝึกหัดของเราไป ถ้าเราฝึกหัด เวลาปฏิบัติๆ มันท้อแท้ ปฏิบัติแล้วมันไม่ได้สิ่งใดเลย
แต่บุญกุศล บุญกุศลที่เราได้ประพฤติปฏิบัติมามันเป็นพื้นฐาน มันเป็นพื้นฐานให้เวลาเราทำงานของเรา เห็นไหม
เขาบอกว่า วันหนึ่งฝนตก หนูตากฝนล้างรถอยู่ แล้วภาวนาไปด้วย การเข้าสมาธิเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
นี่ไง สิ่งที่การเข้าสมาธิมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เวลาเราล้างรถ แล้วเราปฏิบัติไปด้วย เราปฏิบัติ เรากำหนดลมหายใจของเราไปด้วย เราล้างรถไปด้วย นี่มันเป็นกลาง มันไม่เกร็ง มันไม่มีความอยาก เพราะอะไร เพราะอยากล้างรถให้เสร็จ ไม่อยากภาวนาให้เสร็จ
เวลากิริยาล้างรถๆ ไป แต่มันมีพื้นฐาน มันต้องมีพื้นฐานมา
คนล้างรถ ถ้าล้างรถแล้วมันเป็นสมาธิ คาร์แคร์มันเป็นสมาธิหมดเลย คนล้างรถไม่เป็นสมาธิหรอก คนล้างรถก็คือคนล้างรถไง แต่จิตใจที่มันมีพื้นฐานของมันมา กิริยาล้างรถเขาใช้มือ ใช้น้ำ แต่หัวใจมันก็คิดของมันโดยธรรมชาติของมันไง แต่มันมีพื้นฐานของมันมา มันได้สะสมของมันมา เวลาเรามาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม
ขณะที่หนูล้างรถอยู่ มันเข้าสมาธิขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก เวลาเข้าสมาธิลึกเข้าไป มันค่อยๆ ผ่อน จนจุดหนึ่งมันเห็นจิต เห็นกายแตก ขณะที่ดูสิ่งนั้นอยู่ มีเสียงดังขึ้น “ทุกข์ข้างนอก บ่ทุกข์ข้างใน”
นี่ไง นี่คือรางวัล นี่คือรางวัล ถึงจะเป็นส้มหล่น ถึงมันจะเป็นสิ่งใด มันก็เป็นรางวัล ของสิ่งนี้ซื้อไม่ได้ ให้คนอื่นหาให้เราก็ไม่ได้ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นของหลวงปู่มั่นก็เป็นของหลวงปู่มั่น เพราะท่านปฏิบัติของท่านเป็นบุญกุศลของท่าน เป็นคุณธรรมในหัวใจของท่าน แล้วท่านเอาคุณธรรมสิ่งนั้นมาบอกหนทางแก่เรา
แต่เวลาเราปฏิบัติขึ้นมา “ทุกข์ข้างนอก บ่ทุกข์ข้างใน”
แล้วคำพูดอย่างนี้มันมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป แต่ทำไมมันไม่กินใจเราล่ะ ทำไมมันไม่มหัศจรรย์ มันไม่มีความมหัศจรรย์ มีความสุขในจิตใจของเราล่ะ ไอ้นี่เป็นเพราะอะไร
เพราะเราเป็นคนทำไง มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นผลการกระทำของเรา ถ้าเป็นผลการกระทำของเรา นี่ไง มันก็เป็นรางวัล มันเป็นสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติแล้ว เวลาเข้าสมาธิแล้วมันยังมีความรู้ความเห็น ไปเห็นจิต เห็นกายแตกดับ
การเห็นจิต เห็นกายแตกดับ เหมือนคนเข้าทำสมาธิไง โดยพื้นฐาน ชาวพุทธเราประพฤติปฏิบัติ บางคนเข้าสมาธิ บางคนเข้าไปแล้วไปเห็นนิมิต บางคนไม่เข้าสมาธิหรอก มันเห็นของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าเห็นอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นจริตเป็นนิสัย เป็นอำนาจวาสนาของคน การเห็นนิมิตคือการเห็นนิมิตไง
แต่ส่วนใหญ่แล้วพอเห็นนิมิต นี่มันคืออะไร นี่มันคืออะไร
ก็มันคือนิมิตน่ะ แต่นิมิตมันมีคุณภาพหรือไม่
ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ ถ้ามันเห็นนิมิตมันก็เป็นการบอก นิมิตนี้มันเป็นการบอกว่าจิตของเรามันเคลื่อนจากปกติเข้าไปมีกำลังบ้างแล้ว มันถึงรู้เห็นของมัน แต่มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพไง
คำว่า “มีคุณภาพ” เห็นตามข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีคุณภาพ เห็นตามอุปาทาน เห็นตามจริตนิสัย เห็นตามเวรตามกรรม แล้วพอเห็นแล้ว นี่มันคืออะไร
มันก็คือนิมิตน่ะ นิมิตก็คือนิมิต นิมิตคือเครื่องหมายบอกทาง นิมิตคือการบอกว่าจิตมันขยับออกมาจากความเป็นปุถุชน เป็นการปกติแล้ว แต่มันมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพ เพราะคุณภาพของสมาธิไง
๑. คุณภาพของสมาธิด้วย
๒. คุณภาพของเวรกรรมของสัตว์โลก
เพราะคนที่ไม่มีเวรไม่มีกรรม มันก็สงบเฉยๆ ทั้งนั้นน่ะ ส่วนใหญ่แล้วสงบก็สงบเฉยๆ ถ้าสงบนะ แต่ส่วนใหญ่มันไม่สงบ เวลาพอมันสงบเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณภาพของมัน มันไม่มีมาตรฐาน มันก็ไปรู้ไปเห็น อันนั้นนิมิตแบบว่าเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย เพียงแต่มันบอกว่าเราผิดปกติ ถ้าเป็นปกติมันก็ไม่เห็นไง
ฉะนั้นบอกว่า นิมิตก็คือนิมิต แล้วถ้าคนมีความชำนาญ ถามเลย เห็นอะไร ดับปั๊บ เห็นอะไร ใครเป็นคนเห็น เห็นทำไม เราไม่ต้องการ เราต้องการความสงบเท่านั้น ถ้าสงบแล้วมันมีความปกติสุขของมัน เวลาคลายออกมา เราก็ทำของเราต่อเนื่องไป ทำต่อเนื่องไปจนมันมีกำลังของมัน
แล้วถ้ามันไปเห็นจริง เห็นจริงมันก็อย่างที่เขาเรียกว่าธรรมเกิด มันเกิดความรู้สึกเป็นคำพูด ถ้าของหลวงปู่มั่นท่านบอกของท่านขึ้นเป็นบาลี ของหลวงตาพระมหาบัวท่านบอกของเราเป็นภาษาไทย นี่ก็เป็นภาษาไทย “ทุกข์ข้างนอก บ่ทุกข์ข้างใน”
ทุกข์ข้างนอกมันก็ทุกข์ทั้งหมด ทุกข์ข้างนอกก็ล้างรถอยู่นั่นไง ทุกข์ข้างนอกก็ตากฝนอยู่นี่ไง กำลังตากฝนล้างรถ ล้างรถยังไม่เสร็จไง แต่ร่างกายนี้ ฝนมันกระทบได้แต่ร่างกาย มันเข้าไม่ถึงหัวใจ
มันก็ทุกข์อยู่ที่กิริยาที่กำลังล้างรถ กำลังจะทำงานให้เสร็จ มันก็ต้องทุกข์ต้องยาก เพราะทำหน้าที่การงาน ไปซื้อรถมา ซื้อรถมาแล้วก็มาล้างรถของตัวเอง “ทุกข์ข้างนอก บ่ทุกข์ข้างใน”
อาการเคลื่อนไหวมันเกิดจากมโนกรรม จิตมันสั่ง จิตมันทำงานเท่านั้นน่ะ แต่ถ้ามันมีความสงบของมัน มันก็ไม่ทุกข์ของมัน อันนี้มันเกิดขึ้น
ทีนี้พอเกิดขึ้น เขาบอกว่า สิ่งนี้พอเสียงมันดัง มันจบลง จิตนี้ดีดออกมาเลย มันตกใจมากค่ะ
มันตกใจมาก ทั้งๆ ที่เรารู้เราเห็นของเรานะ เรายังตกใจและแปลกใจด้วยว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
มันเกิดขึ้นมาๆ เห็นไหม สิ่งที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจดวงนั้นไง หัวใจที่ไม่รู้ไม่เห็น หัวใจที่ไม่พบสิ่งใดเลย ถ้าหัวใจพอมันรู้มันเห็น ธรรมเกิดขึ้นมาในใจยังงงน่ะ ตกใจมากเลย พอตกใจมากแล้วก็กลับมาบอกถึงกิริยาของมัน เห็นไหม
สมาธิที่เกิดขึ้นมันแยบคาย มันนุ่มนวล มันรวดเร็วมาก และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยเจ้าค่ะ
นี่ถ้ามันเป็นความจริง เพราะความจริงไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขาไง
แต่ถ้าเป็นของเรา ยึดมั่นถือมั่น เราจะให้มันเป็น มันจะเป็นเกิดขึ้นมาจากใจของเรา
จินตนาการไปทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลามันเป็นขึ้นมา มันเป็นอย่างที่โยมเป็นนี่แหละ แล้วถ้าปฏิบัติไป ถ้ามันเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้
มันแยบคาย มันนุ่มนวล มันไม่แข็งกระด้าง
เพราะมันเข้ากับใจไง เพราะมันเป็นนามธรรม สมาธิเกิดจากจิต มันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา เป็นความจริงขึ้นมา ก็ฝึกหัดอย่างนี้ ถ้าฝึกหัด ถ้ามันเป็นจริงได้มันก็เป็นจริงในหัวใจของเรา แล้วเป็นจริงในหัวใจของเรา มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง
เขาบอกว่า ธรรมะเวลาปฏิบัติ ผู้ใดกินเองก็รู้จักเอง ผู้ใดกินเองก็อิ่มเอง
ถ้ากินธรรมะ มันก็เป็นธรรมไง ถ้ากินกิเลส มันก็พอกพูนไง เกิดอุปาทาน เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความอยากได้ เกิดความทุกข์ความยาก นี่ก็เกิดเอง กินเองเหมือนกัน แต่กินกิเลสส แต่ถ้ามันเป็นธรรม กินเอง กินธรรมหรือกินกิเลส กินธรรมหรือกินทิฏฐิมานะ กินความเห็นผิดของตน ถ้าเป็นความถูกต้องดีงามชอบธรรมก็เป็นอย่างนี้
ฉะนั้นบอกว่า มันท้อแท้ เพราะปฏิบัติมาหลายปีมันจะเป็นอย่างนี้
ฝึกหัดไปให้เป็นจริตเป็นนิสัยพอ เราเกิดมาแล้ว เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีอาชีพ เรามีหน้าที่การงาน เรามีสิ่งใดในชีวิตของเราสมบูรณ์แบบ อันนี้อริยทรัพย์ ทรัพย์ของมนุษย์
แต่ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไป ถ้าปฏิบัติได้ มันก็เป็นผลของเราในภพในชาตินี้ ถ้าปฏิบัติของเรา เราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นจริตเป็นนิสัย ให้มันติดหัวใจเราไป ติดหัวใจไป ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ขอให้เกิดเป็นคนดี ขอให้เกิดเป็นมนุษย์ ขอให้พบพระพุทธศาสนา แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๗๒. เรื่อง “ความง่วงรุมเร้า”
กราบนมัสการหลวงพ่อ มีคำถาม ๒ คำถามครับ
๑. ผมสังเกตเห็นว่า นั่งสมาธิแต่ละช่วงของวันจะต่างกันครับ ช่วงเช้าโดยเฉพาะเช้ามืดจะบริกรรมดี กลางวันบางทีง่วงสลับกันไป ส่วนกลางคืนมักจะอ่อนแรงมาก กว่าจิตรวมได้นี่ความง่วงรุมเร้าเยอะมากครับ สัปหงกทุกๆ ๑๐ นาทีเลยครับ บางทีนั่งไป ๕ นาทีก็เลิก และล้มไปนอนครับ แต่วันไหนถ้ากำลังสมาธิปูมาดีระหว่างวัน มีต้านทานได้บ้างครับ พอสัปหงกก็ดึงจิตโดยสูดลมหายใจเข้าแรงๆ ทีหนึ่ง หรือกระแทกลำคอให้ไอนิดหนึ่ง สติก็กลับมาบริกรรมต่อไปครับ แบบนี้พอจะถูกไหมครับ
๒. บางวันผมเห็นตัวเองภาวนาดี นั่งได้เป็นชั่วโมงไม่ง่วงเลย กลับมาไล่ดูเหตุการณ์พบว่า วันที่ภาวนาดีเพราะไปดื่มกาแฟตอนเช้า อยากทราบว่า กาแฟมีผลต่อการภาวนามากน้อยแค่ไหนครับ ผมจะได้จัดการกับมันถูกครับ
ฝากขอบพระคุณหลวงพ่อมาก
ตอบ : หนึ่ง กลางวัน กลางคืน กลางวันอย่างหนึ่ง กลางคืนอย่างหนึ่ง ไอ้นี่มันเป็นความชอบนะ เป็นความชอบของแต่ละบุคคลไง บางคนชอบสภาพอากาศในถ้ำ บางคนชอบบนยอดเขา บางคนชอบแตกต่างกันไป ความชอบมันตรงกับความถนัดของตน
แล้วถ้าความถนัดของตนมันปฏิบัติแล้ว กิเลสมันไม่มีอะไรมาอ้าง ถ้ามันไม่ชอบ กิเลสมันจะอ้างนะ ไปที่นู่นดีกว่า ไปที่นี่ดีกว่า มันจะให้โยกย้ายไปเรื่อย แต่ถ้าความชอบถ้าตรงแล้วมันก็เป็นแบบนั้น
ไอ้นี่ถ้ากลางวันอย่างหนึ่ง กลางคืนอย่างหนึ่ง
เราก็ฝึกหัดของเรา เราฝึกหัดของเรานะ ถ้ามันจะเข้ากับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวินัยทุกข้อเลย ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ ทางของสมณะเป็นทางที่กว้างขวาง
ทางของฆราวาส กลางวัน กลางคืนอย่างนี้ เรามีเวลาเลือกหรือไม่ ถ้าเรามีหน้าที่การงาน หน้าที่การงาน เราต้องเสียสละเวลาไปกับหน้าที่การงาน เราต้องจัดสรรเวลาของเรา เราจัดสรรเวลาของเราแล้ว เพราะว่าเราเกิดมาเราเป็นมนุษย์ เราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราต้องมีหน้าที่การงาน เราต้องมีความรับผิดชอบ รับผิดชอบทางโลกขึ้นมา ถ้ารับผิดชอบทางโลกมันถูกต้องชอบธรรมแล้ว เราถึงจะมาปฏิบัติ เวลามาปฏิบัติแล้ว เหนื่อยมาสายตัวแทบขาด แล้วจะมานั่งภาวนาอีก
เราเหนื่อยมาขนาดไหน เราก็เหนื่อยมานี่เรื่องร่างกาย เรื่องสัมมาอาชีวะ เรื่องดำรงชีพ สิ่งที่เราจะเหน็ดเหนื่อยต่อไป เราจะเหน็ดเหนื่อยเพื่อความผ่อนคลาย เพื่อให้มันปล่อยวาง เวลาทำสมาธินะ ดีกว่านอนหลับหลายๆ คืนไล่มาเลย
หลายๆ คืน เวลาว่านอนหลับสนิททแล้วว่า แหม! สดชื่นแจ่มใส เวลาลงสมาธิสดชื่นกว่านั้น เวลาลงสมาธิแค่ ๕ นาที ๑๐ นาที โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์เลยล่ะ ถ้าทำสมาธิได้ไง
ฉะนั้น เวลาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราก็เชื่อมั่นของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์แล้วเราเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติของเราด้วย แต่เรามีภารกิจ ถ้าภารกิจแล้วเราก็เทียบเคียงเอา กลางวัน กลางคืน ช่วงไหนที่ดีต่อเรา ถ้าเราเลือกได้
ส่วนใหญ่เราเลือกไม่ได้ไง เวลางานมันเข้ามา มันแย่งเวลาเราไปหมดน่ะ เราฝึกหัดตอนไหนได้ เราก็ฝึกหัดของเรา
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไว้ว่า จิตของเราเหมือนวัว เหมือนวัว เหมือนโค ถ้าวัวโค เวลาเขาเลี้ยง เขาผูกเชือกไว้ มันอยู่กับเชือกนั้น มันก็จะเล็มหญ้าหาอาหารกินอยู่ที่บริเวณของเชือกที่ไปถึง เวลาเราจะใช้งานมัน เราก็ไปถึงที่เชือก เราจับเชือก เราก็ดึงจะเอาโคเรามาใช้งานได้
แต่ถ้าประเพณีของชาวไร่ชาวนานะ เวลาถึงเวลาเขาเลี้ยงปล่อยไง เขาเอาวัวควายเขาปล่อยเข้าป่าไปเลย ถึง ๗ วัน ๘ วันเขาไปดูทีหนึ่ง เขาจะเอาเกลือไปให้มันเพื่อให้มันกินหญ้า เวลาจะไปหา มันก็ต้องไปไล่หามันไง นี่เขาเลี้ยงปล่อย
ไอ้นี่ก็ย้อนกลับมาที่เขาบอกว่า บางวันที่มันภาวนาดีมาก เขาก็กลับมาดูว่ามันเป็นเพราะอะไร บางวันถ้ามันภาวนาดีๆ ของมันไง
เราก็รักษาของเราไง เราเลี้ยงวัวของเราไง เราเลี้ยงหัวใจของเราไง เรามีหน้าที่ดูแลหัวใจของเรา มันก็กลับมาที่นี่ไง นี่พูดถึงว่า ถ้าเรารักษาของเรา แล้วเราจัดเวลาของเรา แล้วเราจะปฏิบัติของเรา มันเป็นบุญเป็นกุศลของเรา
เรื่องของคนอื่นเป็นเรื่องของคนอื่นเขา ถ้าเราทำได้มากได้น้อยแค่ไหนก็เป็นของเรา เหมือนทางโลก เช้าเขาออกกำลังกายกัน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายไง นี่เวลาพุทโธๆๆ อานาปานสติ ปัญญาอบรมสมาธิ จิตออกทำงาน จิตออกกำลังกาย แล้วถ้าจิตมันสงบได้ มันมีความสุขความสงบของมันได้ มันเป็นความมหัศจรรย์
ถ้าความมหัศจรรย์ แค่จิตสงบนี่แหละ ถ้าสงบตามความเป็นจริงมันเป็นความมหัศจรรย์ ถ้าจิตมันไม่สงบ มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ แล้วก็พูดกัน ว่างๆ ว่างๆ กันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ก็มีศรัทธา มีสังคม
นั้นเป็นเรื่องของอำนาจวาสนาของคน ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนา เขาจะเลือกความจริง เขาจะหาความจริง เอาความจริง ไม่เอากระแสสังคม ไม่เอาสังคมหมู่
เราปฏิบัติดีกว่าเขานะ ถ้าจิตมันลงได้ ไม่ใช่ ไม่เหมือนเรา ไม่เหมือนเพราะมีคนเดียว สังคมของเราเป็นอย่างนี้หมดเลย ว่างๆ ว่างๆ ไอ้คนเดียวนั่นน่ะ ไม่ใช่ๆ แต่ไอ้ไม่ใช่นั่นน่ะมันใช่ ไอ้ที่ว่าใช่ๆ มันไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะอะไร
ไม่ใช่เพราะจิตมันไม่ตั้งมั่น มันจิตไม่ตั้งมั่น มันพิจารณาธรรมผิดพลาด มันตีความผิดพลาดไปหมด แต่ถ้ามันตั้งมั่นของมัน มันตีความถูกต้องของมัน สงบเสงี่ยม
เวลาคนเกิดมา เกิดมาคนเดียว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เวลามีสังคมก็มีสังคม เกิดคนเดียว ตายคนเดียว เวลาทุกข์นะ เวลาเราทุกข์เรายากในใจของเรา มีเพื่อนมีฝูง มีต่างๆ เขาจะปลอบประโลม เขาจะมาช่วย มันอยู่ข้างนอก แต่ใจมันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่เวลาเราประพฤติปฏิบัติของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราถอดเราถอนของเราเอง พอถอดถอนของเราเอง มันต่างจากสังคมแล้ว แล้วมันจะห่างออกไปเองโดยข้อเท็จจริง เพราะอะไร เพราะมันจะรักษาใจ การรักษาใจมันต้องอยู่ในที่สงบสงัด มันต้องอยู่ในที่วิเวกของเรา มันเป็นสัปปายะ
ของที่เป็นสัปปายะกับของที่ไม่เป็นสัปปายะ ถ้าจิตมันเป็นแล้วมันเลือกเอง มันจะห่างสังคมนั้นมาโดยสัจจะโดยความจริง
นี่พูดถึงว่าความสงบ ความปฏิบัติกลางวัน กลางคืนนะ แล้วเขาบอกว่ามันสงบ มันง่วงเหงาหาวนอน
ง่วงเหงาหาวนอนมันเรื่องธรรมดา มันเรื่องธรรมดานะ เราก็หาโอกาสของเราเอง ปฏิบัติของเราเอง ง่วงก็เดินจงกรม
ไอ้เรื่องสัปหงกๆ
เพราะความถนัด บางคนนั่งแล้วมันจะหลับ เขาก็เดินซะก่อน ถ้าบางคนเดินแล้วมันเพลีย บางทีเดินก่อนแล้วค่อยมานั่ง ถ้ามันหลับไปเลยมันก็ไม่ได้ ต้องนั่งก่อนแล้วไปเดิน
ผู้ที่ปฏิบัติเขาจะหาโอกาส หาจังหวะของเขา หาหนทางของเขา
คนจะเดินทาง คนจะแก้ไข ต้องหาหนทางของตน แล้วหาหนทางของตนเจอ มันจะเป็นประโยชน์กับบุคคลคนนั้น นี่ข้อที่ ๑.
๒. บางวันผมภาวนาดี นั่งไปได้สักชั่วโมงหนึ่งไม่ง่วงเลย กลับมาไล่ดูถึงว่าวันนั้นภาวนามาดี เพราะไปดื่มกาแฟมาตอนเช้า อยากทราบว่า การดื่มกาแฟมีผลต่อการภาวนาหรือไม่
อันนี้เป็นความลับนะ ในวงการพระท่านก็ดื่มกาแฟ บางองค์ก็ดื่ม บางองค์ก็ไม่ดื่ม กาแฟนี่แล้วแต่นะ แต่มันอยู่ที่ธาตุขันธ์นะ ธาตุขันธ์ทับจิต ธาตุขันธ์ทับจิตนะ คนที่ไม่ดื่มก็คือไม่ดื่ม แต่คนถ้าดื่มแล้วมันไม่ง่วงนอน ก็ใช้ได้
เพราะกาแฟ ถ้าในวินัยนะ เขาถือว่ามันเป็นยา เพราะถ้ากาแฟไม่ผสมเลย นี่ตลอดชีวิต เพราะมันไม่ผสมน้ำตาล แต่ถ้ากาแฟมีส่วนผสมของน้ำตาล นั่น ๗ วัน ๗ วัน สัตตาหกาลิก ๗ วัน แต่ถ้ายาวชีวิก ยานี่ตลอดชีวิต กาแฟ ตัวกาแฟเองตลอดชีวิต ในกาลิกไง ในกาลิก ในธรรมวินัยของพระ เพราะพระต้องมีขอบมีเขต
ฉะนั้น กาแฟฉันได้ ฉันได้เพราะถือว่าเป็นยา แล้วถ้า ๗ วันก็เป็นยาปรมัตถ์ ยาปรมัตถ์ เหมือนสมอ มะขามป้อม เอาไว้ขับถ่าย นี่พูดถึงว่ามันเป็นยา
แต่ถ้าเราดื่มกาแฟแล้วมันภาวนาดี เราว่าได้ ไม่มีปัญหา ใช้ได้ เพราะมันอยู่ที่ธาตุขันธ์ แล้วอยู่ที่ธาตุขันธ์ พอกิเลสมันละเอียดเข้าไปนะ เดี๋ยวมันก็หลอกเราอีก มันก็ทำให้
จะบอกอย่างนี้ปั๊บ เดี๋ยวจะน้อยใจว่า ก็พยายามจะแก้ง่วงนอน แล้วพอมันแก้ด้วยมันหมุนไปเวียนไปเวียนมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เราต้องรักษาใจของเรา แล้วพยายามฝึกหัดของเราเอง
ฉะนั้น สิ่งใดถ้ามันส่งเสริม ดี เห็นไหม ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล ๒๒๗ แต่ถ้าธุดงควัตร ศีลในศีล นี่เหมือนกัน สิ่งที่เราจะรักษาดูแลของเรา มันเป็นประโยชน์กับเรา เราใช้ประโยชน์อันนั้น
แล้วถ้ามีสิ่งใดที่มันเพิ่มคุณภาพได้ ศีลในศีล ศีลคือการระงับ ไม่ทำสิ่งนั้น แล้วในศีล ไม่ได้บังคับ แล้วแต่ความสมัครใจ ความสมัครใจคืออดนอน ผ่อนอาหาร คือขบฉันแต่น้อย ถือเนสัชชิก ไม่นอนเลยอย่างนี้ แล้วแต่โอกาสที่เราปฏิบัติแล้วมันเข้าด้ายเข้าเข็ม เราวิรัติได้เลย
แล้วถ้าเป็นครูบาอาจารย์ ท่านให้ทำด้วย หลวงตาพระมหาบัวท่านพยายามจะให้ทำ พระกรรมฐานทำ ทำเพราะอะไร ทำเพราะว่ามันมีทฤษฎี มันมีธรรมและวินัย มันเป็นคำสั่งคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทำเลยๆ แล้วคนศึกษาแล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ มันอยู่ในตำรับตำราไง
เรามาทำให้เป็นข้อเท็จจริง เราปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นตัวตน เป็นชิ้นเป็นอัน ฝึกหัดใจของเราขึ้นมา
ครูบาอาจารย์ท่านเห็นอย่างนี้ ท่านถึงสืบต่อมาให้ถือธุดงค์บ้าง ให้เข้าๆ ออกๆ เพื่อไม่ละทิ้ง แล้วคนที่ปฏิบัติใหม่มันจะได้เห็นแนวทางในการปฏิบัติ จบ
ถาม : ข้อ ๒๗๗๓. เรื่อง “วิธีการภาวนาในระหว่างฟังธรรมะ”
กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพ โยมมีข้อสงสัยเรื่องการทำสมาธิในระหว่างฟังธรรม ว่าควรทำอย่างไร ที่ผ่านมาโยมจะเปิดธรรมะแล้วนั่งภาวนาพุทโธไปด้วย ทำไปๆ ก็เกิดความลังเลสงสัยว่าจะหยุดพุทโธดี หรือจะฟังธรรม หรือพุทโธไปด้วย ฟังธรรมไปด้วย สุดท้ายเหมือนไม่ได้อะไรเลย
เคยได้ฟังหลวงตาเทศน์ว่า เวลาฟังธรรม ให้จิตอยู่กับตัว อย่าส่งไปหาผู้พูด
โยมจึงตีความเอาเองว่า ให้ภาวนาพุทโธหรือรักษาจิตไว้กับตัว แต่เมื่อทำแล้วเกิดความสับสน จึงเชื่อว่าเราทำผิด
โยมจึงได้ขอเรียนถามหลวงพ่อว่า การเอาจิตไว้กับตัวระหว่างฟังเทศน์ ทำอย่างไร สามารถกำหนดจิตอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งแล้วเพ่งอยู่ตรงนั้นได้หรือไม่คะ เช่น กำหนดไว้ที่ลิ้นปี่หรือตรงปลายจมูก หรือสามารถดูลมหายใจเข้าออกระหว่างฟังเทศน์ได้หรือไม่คะ
ตอบ : การเอาจิตเอาไว้อยู่กับตัว คือกำหนดรู้เฉยๆ
จิตมันเป็นนามธรรม ถ้าเรากำหนดนี่มันอยู่กับตัว กำหนดเหมือนตั้งสติน่ะ เอาจิตไว้อยู่กับตัว
แต่ถ้าอารมณ์ความรู้สึกมันเกิด คือมันคิดไง คิดนี่ส่งออก ทีนี้มันส่งออก เห็นไหม
ฉะนั้น เอาจิตไว้กับตัวคือนั่งนิ่งๆ นี่แหละ เอาจิตไว้กับตัว
แต่นี่เข้าใจผิด ต้องพุทโธด้วย
พุทโธมันส่งออก เพราะจิตมันไม่ใช่พุทโธ พุทโธมันต้องบริกรรม บริกรรมมันส่งออกไปแล้ว แล้วพอมันส่งออกไปแล้วเป็นอะไร เป็นงาน บริกรรมนี้เป็นงานนะ
ทีนี้พอมันทำงาน มันมีความรับผิดชอบ ต้องพุทโธๆ แล้วฟังธรรมๆ หูมันก็จะทำงาน เพราะมันฟังแล้วมันอยากจะเข้าใจธรรมะ นี่มันเริ่มแตกแล้ว เห็นไหม
ฉะนั้น เวลาฟังเทศน์ๆ หลวงตาท่านสอน เวลาฟังเทศน์ ให้กำหนดจิตไว้อยู่กับตน กำหนดจิตไว้อยู่กับตน
งงเลยนะ แล้วกำหนดอย่างไรล่ะ กำหนดจิตอยู่กับตน กำหนดอย่างไร
ก็กำหนดจิตเฉยๆ กำหนดรู้เฉยๆ กำหนดรู้คือตั้งสติ ไม่ต้องกำหนดพุทโธ เพราะพุทโธมันเป็นส่งออก ออกไปที่พุทโธ จิตมันส่งออกไปที่พุทโธ ถ้าอานาปานสติ จิตก็ส่งออกไปที่ลม เพราะมันต้องจับลม มันถึงเป็นอานาปานสติ
แต่ถ้ากำหนดเฉยๆ กำหนดรู้ตัวเฉยๆ ตั้งสติน่ะ ตั้งสติคือกำหนดรู้เฉยๆ นั่นน่ะกำหนดจิตอยู่กับตน มันตรงตัวไง
แต่เราคิดว่าอารมณ์เป็นจิต เราคิดว่าความรู้สึกเป็นจิต แต่เราไม่คิดว่าธาตุรู้เป็นจิต อารมณ์นี้มันเป็นขันธ์ ๕ ขันธ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ความคิดไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความคิด ความคิดเป็นความคิด จิตเป็นจิต
เอาจิตไว้อยู่กับตน ก็เอาความรู้สึกอยู่กับตน แต่ถ้าพุทโธ มันกำหนดออกไปแล้ว
นี่พูดถึงว่า โยมจึงเรียนถามหลวงพ่อว่า เอาจิตอยู่กับตนทำอย่างใด
นี่พูดถึงว่าเวลาสงสัยนะ ฉะนั้น เริ่มต้นจากคำถามนี้
โยมมีความสงสัยว่า การทำสมาธิกับฟังเทศน์ ควรทำอย่างไร เพราะโยมเปิดธรรมะแล้วนั่งพุทโธไปด้วย ฟังเทศน์ไปด้วย แล้วเกิดความสับสน เกิดความสับสน
บางคนก็ทำได้
จะบอกว่าเวลาสับสนๆ จะถือว่าผิดหมดนะ
ใครพุทโธแล้วกำหนดอานาปานสติ ฟังเทศน์ได้ ก็เริ่มหยาบๆ อย่างเช่นเราพุทโธๆๆ เวลาพุทโธไม่อยู่ เราก็พุทโธพร้อมกับลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้านึกพุท ลมหายใจออกนึกโธ เพราะมันเป็นรูปธรรมไง เพราะลมหายใจมันมีผลกระทบ ไอ้พุทโธนี่คือเรานึกขึ้น นี่คำบริกรรม พุทธานุสติ อานาปานสติ
นี่เหมือนกัน ถ้าจิตมันหยาบ แล้วมันรับรู้ได้ มันก็เป็นรับรู้ แล้วถ้ามันละเอียด เพราะถ้ามันรับรู้แล้วหยาบ มันรับรู้หลายทาง เดี๋ยวมันก็วางเอง
ไอ้นี่มันอึดอัดขัดข้อง ไอ้นี่มันไม่สะดวก วาง เอาที่สะดวกที่สุด ถ้าเอาที่สะดวกที่สุด แล้วจิตมันเร็ว มันวอกแวกวอแว แล้วเราเอาไม่อยู่
เราภาวนา เราต้องการให้จิตเป็นหนึ่ง ไม่วอกแวก ไม่วอแว ให้ตั้งมั่น ตั้งมั่น ถ้ามันลงสมาธิได้ นั่นมันคือสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ
เพราะบริกรรมมันก็วอกแวก มันวอกแวกไปทางอื่น แต่เราบังคับให้มันบริกรรมพุทโธ เพราะมันวอกแวกไปทางอื่น เราถึงบังคับให้รู้ลม มันก็เป็นอานาปานสติ แล้วถ้าบังคับ มันก็เป็นงาน
ฉะนั้น เวลาฟังเทศน์ ฟังเทศน์ฟังธรรมมันเป็นอันดับหนึ่งนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม เทวดา อินทร์ พรหมสำเร็จเป็นล้านๆ เลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมกับหลานพระสารีบุตร พระสารีบุตรตรัสรู้เป็นพระอรหันต์เลย
การฟังธรรม เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรง แน่วแน่ เข้าไปสู่สัจธรรม
ไอ้เรามันล่อกแล่กๆๆ ถ้าฟังแล้ว ถ้าด้วยเหตุผลมันเหนือกว่านะ แล้วถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เวลามันฟังแล้วถ้ามันจับประเด็น มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้น
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น คือจิตมันจับประเด็นได้ มันจับประเด็นได้ มันก็จับอริยสัจ ๔ ได้ สติปัฏฐาน ๔ แล้วถ้ามันจับได้ มันพิจารณาไปนะ ใคร่ครวญไป สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ปัญญามันใคร่ครวญ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา มันดับด้วยอริยมรรค มันก็เป็นความจริงในใจอันนั้น
นี่พูดถึงว่า เวลาถ้ามันประพฤติปฏิบัติเป็นสัจธรรมก้าวต่อเนื่องไป
แต่อันนี้มันเป็นความสงสัย พอความสงสัย สงสัยแล้ว แล้วกลับไปฝึกใหม่ กำหนดจิตไว้กับตน แล้วเราก็ตั้งสติไว้ แล้วถ้าเราไม่ได้ฟังเทศน์ เราก็พุทโธของเราไป อานาปานสติของเราไป
แต่ถ้าฟังเทศน์ เอาฟังเทศน์ เอาเสียงนั้น เอาเสียงนั้นแทนพุทโธ
หลวงตาว่าอย่างนั้นเลย เอาเสียงนั้นแทนพุทโธ แล้วกำหนดให้จิตอยู่กับตัว แล้วสิ่งนั้นจะมากระทบเอง
แล้วฟังเทศน์ ไม่ต้องตั้งใจว่าจะฟังทั้งกัณฑ์แล้วเข้าใจทั้งหมด ไม่ใช่
นั่งฟังเสียงนั้นกำหนด แล้วมันจะมีวรรคทอง แล้ววรรคทองมันจะกระทบใจมาก แล้วพอมากระทบใจ อื้อหืม! สุดยอดเลย
แล้วฟังซ้ำนะ ม้วนนี้ ทำไมคราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเลย
วรรคทองมันจะเกิดกับจิตที่มันกำลังกลมกลืน วรรคทอง วรรคทองมันจะกระทบหัวใจเลย พอกระทบหัวใจนะ อู้ฮู! ถ้ามันลงได้ก็ลงเลยนะ จิตนี้
นี่เวลาฟังธรรม ฟังธรรมเป็นอันดับหนึ่ง บริกรรมอันดับสอง
แล้วเวลาฟังธรรม กำหนดจิตไว้กับตัว แล้วกำหนดฟังธรรมไป แล้วฝึกหัดไป ประพฤติปฏิบัติไป มันจะรู้ของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้ามันละเอียดขึ้นไง
นี่พูดถึงว่าเวลาคำถามไง ท้อแท้ในการปฏิบัติ
ในการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้ามันเป็นงานจริงจัง มันเป็นอริยภูมิ อริยทรัพย์ มันเป็นทรัพย์ที่ติดหัวใจเราไป
ทำบุญทำกุศลเป็นอามิส บุญกุศลติดหัวใจ บุญและบาปติดหัวใจเราไป แต่ถ้าการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าจิตมันสงบเป็นสมาธิหนหนึ่ง ฝังใจไปจนตาย แล้วถ้ามันจิตสงบหนหนึ่ง เวลามันใกล้จะตาย มันคิดถึงตรงนี้ เพราะสัมมาสมาธิคือขันธ์ ๑ คือจิตล้วนๆ ขันธ์ ๑ เวลาตายลงขณะที่เป็นสมาธิ จะไปเกิดบนพรหม เพราะพรหมขันธ์ ๑ เหมือนกัน
ฉะนั้น เวลาเราประพฤติปฏิบัติ ถ้ามันจะท้อแท้ ท้อแท้เพราะจิตมันละเอียด มันเป็นนามธรรม มันสิ่งที่มีคุณค่า เราก็ฝึกหัดของเรา เพราะมันล้มลุกคลุกคลานมาอย่างนี้ เวลามันล้มลุกคลุกคลานมา เราก็ย้อนกลับไปที่บุญกุศลของเราไง ทำมามาก ทำมาน้อย ถ้าทำมามาก มันก็ส่งเสริมขึ้นมาให้เข้มแข็ง ถ้ามันทำมาน้อย มันก็ล้มลุกคลุกคลาน เราก็สร้างสมของเราไปไง ทำเพื่อบุญกุศล
มันทำเพื่อเราคนเดียวนะ สิ่งที่กระทำทั้งหมดเพื่อจิตใจของเราทั้งสิ้น ไม่ได้ทำเพื่อใครเลย ที่ทำๆๆ อยู่นี่ ทำเพื่อใจดวงนี้ เพียงแต่ว่ามันถูกหรือผิด ถ้ายังไม่ถูกต้องชอบธรรม มันก็ระเหเร่ร่อนของมันอยู่อย่างนี้
แต่ถ้ามันเข้าทางนะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับแล้ว ทำไมพระอรหันต์สมัยพุทธกาลอยู่ในป่าในเขาตลอดชีวิตเลย ทำไมท่านมีความสุขของท่านล่ะ
มีความสุขของท่าน เพราะใจของท่านเป็นธรรม ใจของท่านมีคุณธรรม ธรรมมันเหนือวัฏฏะ เหนือโลกสงสาร เหนือโลกธรรม ๘ เหนือสิ่งที่โลกแสวงหา มันเหนือหมดเลย มันมีคุณค่าในตัวมันเอง
ที่เราฝึกหัดอยู่นี้มันถึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เอวัง