ค้นหา
คำค้น 
จาก 
หมวดหมู่ 


- แผนที่วัดป่ามหาบัว ญาณสัมปันโน ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดป่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต.ระบำ อ.ลานสัก จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าตะนาวศรี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าพุทธธรรม ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าสมสงัด บ้านเขาควง ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม(ที่พักสงฆ์) ต.ไล่โว่ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี

 
 เทศน์เช้า เทศน์เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2561  Audio  คลิกดาวน์โหลด  Video  pdf

 

เทศน์เช้า วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๑
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

 

ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมเพราะวันนี้เป็นวันพระ วันพระ วันโกนเป็นวันแสวงหาบุญกุศลของชาวพุทธเรา ถ้าชาวพุทธเราปรารถนาอยากทำบุญกุศลใช่ไหม ด้วยเจตนา ด้วยความยิ่งใหญ่ในหัวใจของเรา เราถึงได้แสวงหา สิ่งที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราเอาปัจจัยของเราไปเปลี่ยนเป็นสิ่งนี้มาถวายเป็นจังหันแก่พระภิกษุสงฆ์

 

พระภิกษุสงฆ์ได้ทำภัตกิจเสร็จแล้ว หน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ เห็นไหม ผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ ผู้ที่ได้สมาธิ ผู้ที่ได้ใช้ปัญญาเข้าสู่โคนไม้ เข้าสู่เรือนว่างเพื่อทำหน้าที่ของตน ทำหน้าที่ของตนขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อการประพฤติปฏิบัตินั้นให้ได้สมความปราถนา

 

เวลาคนบวชแล้วอยากได้มรรคได้ผล อยากสิ้นจากกิเลส แต่ถ้าโลกเขาฟังกันนะ เขาบอกว่า “เป็นไปได้อย่างไร โอ้โฮ! มีเป้าหมายถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เชื่อไม่ได้” นี่ทางโลกเขาคิดกันอย่างนั้นใช่ไหม แต่มันเป็นหน้าที่ของพระที่ต้องพิสูจน์ว่าพระจะทรงมรรคทรงผลในหัวใจของพระนั้น

 

ถ้าพระนั้นได้ฝึกฝน ได้ศึกษามาดีแล้ว ได้ผ่านครูบาอาจารย์ที่ดีมา การรับภัตตาหารๆ เห็นไหม เราตั้งใจมาทำบุญกุศลนะ เราทำบุญกุศลนั้น เราเจตนาของเราได้ถวายแล้ว ให้มันจบลงตรงนั้น ถ้าจบลงตรงนั้น เวลาพระภิกษุสงฆ์เขาพิจารณา ตักอาหารใส่บาตรของเขาๆ เพราะเวลาในเสขิยวัตรนะ ภิกษุฉันอาหารไม่ได้ให้ดังจุ๊บๆ ไม่ให้ซดดังซู๊ดๆ ไม่ขอดบาตร

 

คำว่า “ไม่ขอดบาตร” ไง ไม่ขอดบาตร เห็นไหม เวลาเราธุดงค์กัน เราเที่ยวมา อาหารมันไม่พอ เวลาขอดบาตรคือมันกินไม่อิ่ม ว่าอย่างนั้นเถอะ เวลามันฉันแล้ว ฉันแล้วมันหมด ขอดบาตร คือว่าเราขอดบาตร ภิกษุขอดบาตรเป็นอาบัติทุกกฏนะ อยู่ในเสขิยวัตร พระเขาสวดปาฏิโมกข์กันทุก ๑๕ ค่ำ ฉะนั้น ภิกษุฉันไม่ขอดบาตร

 

เราจะบอกว่า เวลาที่มันอัตคัดขาดแคลน เขาก็ได้ฝึกฝนกันมาอย่างนั้น เวลาที่มันเจริญรุ่งเรือง เวลาทานล้นฝั่ง ทาน หลวงตาท่านสอนไง ท่านบอกว่า น้ำอ้อยน้ำตาลมันจะท่วมหัวใจ ท่วมหัวปอด ท่วมหัวใจของพระไง

 

ถ้าอาหารมันจะมากจะน้อยก็แล้วแต่ มันเป็นศรัทธาของเรา เขาเรียกศรัทธาประณีต ศรัทธาประหยาบ ศรัทธาประณีตเขาทำของเขา โอ๋ย! เขาแกะสลักของเขา เขาทำจนเราไม่กล้ากิน ศรัทธาที่ประณีตเพราะอะไร เพราะจิตใจเขาประณีต จิตใจเขายิ่งใหญ่ ถ้าจิตใจเขายิ่งใหญ่ เขาจะทำมาวิจิตรพิสดาร จิตใจคนปานกลางก็ปานกลาง จิตใจคนหยาบ นี่พูดถึงว่าศรัทธา ถ้าศรัทธามาแล้ว ศรัทธามาแล้วมันทำอย่างนั้นนะ

 

แต่พระที่รับภัตตาหารนั้นจะพิจารณาอย่างใด ด้วยการรักษา รักษาหัวใจอย่างไร การรักษาหัวใจนะ เวลาหลวงตาท่านสอนอีกล่ะ กินแล้วก็นอน กอนแล้วก็นิน วิชาสำคัญเลย กอนแล้วก็นิน กินแล้วก็นอน พอยิ่งกินมากมันก็ยิ่งกิเลสมาก ยิ่งกินมากก็ยิ่งเพิ่มพูนกิเลสหนา ถ้ากิเลสหนา

 

แต่มันศรัทธาไทยๆ ไง เราไปที่ไหนเราก็ต้องการพระที่ดี ไปที่ไหนก็ต้องวัดที่มีศีลมีธรรม วัดที่มีศีลมีธรรม แต่ฆราวาสก็มีส่วนหนึ่งที่ไปส่งเสริม ส่งเสริมอะไร ส่งเสริมกิเลสในหัวใจของพระ

 

แต่ครูบาอาจารย์เราท่านส่งเสริมคุณธรรมๆ มีศีลมีธรรม ที่อัตคัดขาดแคลน ที่ไหนมันสัปปายะ ที่วิเวก ที่สมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ถ้ามันมีสติปัญญานะ เขาจะรักษาตัวเขาๆ ถ้ารักษาตัวเขา

 

ทีนี้เราไปวัดนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า เราควรทำบุญที่ไหน ทำบุญที่เราพอใจ เราพอใจที่ไหน เราศรัทธาที่ไหน รีบทำ ถ้าไม่รีบทำ เดี๋ยวกิเลสมันต่อรอง พอกิเลสมันต่อรองแล้ว อู๋ย! นู่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ต้องทำ เก็บของเราไว้ดีกว่า

 

เห็นไหม ถ้ามันพอใจที่ไหนควรทำ รีบๆ ทำ รีบทำเพราะอะไร เพราะเป็นประโยชน์ของเรานะ เป็นประโยชน์ของเราจริงๆ ของที่เราได้เสียสละไปแล้ว นั่นคือของของเรา ของที่ยังไม่ได้เสียสละไป ว่าจะเสียสละ ละล้าละลังๆ ยังไม่ใช่ของใคร

 

สิ่งที่สละไปแล้วนี่ของของเรา หลุดจากมือไปแล้วเป็นของของเรา เพราะมันขาดไปจากมือของเรา ของของเราตรงไหน ของเราเป็นทิพย์สมบัติๆ ไง ใครเคยทำบุญกุศลที่ไหน แล้วลองทบทวนสิ อาหารนั้นไม่เคยบูดเคยเน่านะ อาหารที่จะเป็นแกง เป็นสิ่งใดก็แล้วนะ มันไม่เคยบูดเคยเน่า เพราะอะไร เพราะมันฝังลงที่ใจเรา คิดถึงแกง เคยทำมาตั้งแต่เด็ก แกงนั้นไม่เน่า แต่เก็บไว้ในตู้วันเดียวเน่า

 

นี่ไง ของของเราๆ ทิพย์สมบัติๆ มันอยู่ที่นี่ไง นี่ไง เวลาคนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่มันไม่เสมอกัน มันไม่เหมือนกันตรงนี้ไง ตรงที่ทำมาๆ ทั้งนั้นน่ะ คนที่มีจิตใจที่ผ่องแผ้ว คนที่มีจิตใจที่มีปัญญา คนที่มีจิตใจที่ประเสริฐ เขาทำของเขามาๆ แบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เขาเสียสละมาตลอดเวลา เสียสละแล้วเสียสละเล่า เสียสละจนเป็นจริตนิสัย

 

พระเวสสันดรเสียสละขนาดไหนนะ เวลามาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะมันจะไปตระหนี่ถี่เหนียวได้อย่างไรเพราะมันเคยทำมาอย่างนั้น พันธุกรรมของจิตมันลงไปตรงนั้น ถ้ามันลงไปตรงนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามันเป็นไปอย่างนั้น พอเกิดมาแล้วมันมีคนยุคนแหย่ คนคอยปั่นหัว ปั่นหัวขนาดไหนนะ พอร่องความคิด จริตนิสัยเป็นอย่างนั้น ใครมาปั่นหัวมันก็ฟังเขา มันก็คลอนแคลนพักหนึ่ง แต่มันเป็นไปไม่ได้ บารมีของคนมันอยู่ที่นี่ไง

 

แต่ของเราทำแต่ความชั่วๆ มา เทวทัตเอารัดเอาเปรียบมาทุกภพทุกชาติ แล้วพอมาเกิดเป็นเทวทัต เวลาบวชแล้ว โอ้โฮ! ความคิดยิ่งใหญ่ จะเสียสละ จะดูแลหมู่คณะ

 

จะดูแลจริงๆ หรือ หลอกเขาทั้งนั้นน่ะ หลอกเขามาเป็นบาทเป็นฐาน หลอกเขามาเป็นกำลังของตน หลอกเขานั่นน่ะ หลอกเขาทั้งนั้นน่ะ มันไม่จริง มันไม่จริงมาแต่ไหนแต่ไรไง ถ้ามันไม่จริงมาแต่ไหนแต่ไรมันก็ไม่จริงตลอดไปอย่างนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่มันเกิดมาร่วมกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนั้น สร้างสมบุญญาธิการขนาดนั้น เวลาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ๖ ปี เผชิญกับพญามาร เผชิญกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากขนาดนั้น ได้ปราบมารในใจของตนขนาดนั้น แล้วเทวทัตทำอะไร ได้อะไรมาเป็นความจริง ไม่มีความจริงเลย

 

เพียงแต่ว่าเวลาคู่ต่อกร คู่ต่อกร เวลาเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระโพธิสัตว์ เทวทัตก็เกิดร่วมมาตลอด คู่ต่อกร กำลังไง เขาบอกไม่มีมารก็ไม่ทำให้เกิดไง นี่ไง ต่อกรไปต่อกรมาก็ได้ฌานสมาบัติ แปลงร่างได้ ไปเป็นงูบนหัวอชาตศัตรู นั่นน่ะผลของฌานสมาบัติ นั่นน่ะอภิญญา อภิญญาอย่างนั้นที่ว่าเป็นโลกๆ นี่ไง เรื่องของโลกๆ เพราะอะไร เพราะเทวทัตเสื่อมหมด

 

เทวทัตแปลงร่างได้นะ ไปเป็นงูอยู่บนหัวอชาตศัตรูได้ ทายใจคนได้ แต่เทวทัตคิดทำลายพระสงฆ์ คิดฆ่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนที่แปลงกายได้ยังคิดฆ่าอาจารย์ของตน คิดฆ่าศาสดาของตน คิดฆ่า แปลงร่างได้มีประโยชน์อะไร

 

นี่ไง แล้วเวลามันทำ เวลามาอยู่ในศาสนา ศาสนาเพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างมาอย่างนั้นๆ มันขัดมันแย้งกันไง มันขัดมันแย้งกันเพราะกิเลสกับธรรม กิเลสกับธรรมไง ในใจเราก็เหมือนกัน คิดดี คิดชั่ว คิดเห็นแก่ตัว คิดถึงคนอื่น มันมี ๒ เรื่องเท่านั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าไม่มีขั้วบวกขั้วลบก็ไม่มีชีวิตนี้ ไม่มีเวรมีกรรม ไม่มีมันก็ไม่มีผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ เห็นไหม แต่เราเกิดมาแล้ว เรามีสติปัญญามากน้อยแค่ไหน

 

ทุกคนแพ้ตัวเองหมดนะ แพ้กิเลสในใจของตนเองหมด ทุกคนต้องตายทั้งนั้น เราชนะคนอื่น ชนะใครก็ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เราสร้างเวรสร้างกรรม เห็นไหม เราแพ้กิเลสในใจของตน เห็นไหม เราแพ้เรานะ แล้วทุกคนต้องไปอยู่ในโลงหมดนะ ทุกคนแพ้ตัวเองหมด

 

ชนะใครก็แล้วแต่ มีเหตุการณ์ขนาดไหน เหยียบย่ำเขาขนาดไหน ทำลายเขาได้ขนาดไหน ชนะเขาตลอดไป ตายหมด แพ้ความตายไง แพ้มัจจุราชไง แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กระทำนั้น พญามารที่มันทำนั้นมันตกอยู่ที่ไหนล่ะ มารเกิดบนที่ไหน เกิดบนใจของคน

 

ธรรมเกิดที่ไหน เกิดบนใจของคนๆ ใจของคนนะ แต่ผลที่มันได้รับล่ะ มารมันรับด้วยไหม ไม่ ไอ้พวกยุแหย่ ไอ้พวกตะแคงรั่วมันรับด้วยไหม ไม่ ไอ้ที่กระทำๆ มันรับด้วยไหม ไม่

 

ใครรับ ภวาสวะ ภพ จิต จิตที่มันรับไง พอรับ พอเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเกิดภพชาติใหม่ แต่มันมีสถานะกรรมอันนั้นตามมันไป นี่ไง ที่จิตรับไว้ๆ ที่พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย ภพชาติที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้ามันไม่ต่อเนื่อง พระพุทธเจ้าเกิดได้อย่างไร มันขาดตอนไง

 

ไฟของเรา ในบ้านเราไฟมันตก ไฟขาดไป บ้านยังไฟดับเลย แล้วจิตมันมีขาดตอนตรงไหน จิตมันมีเว้นวรรคที่ไหน จิตมันไม่มีขาดตอน จิตมันไม่มีเว้นวรรค มันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง สิ่งที่ทำมาๆ นี่ไง สิ่งนี้ใครรับๆ ก็ใจนี้เป็นผู้รับ ก็โง่กับตัวเองไง มันสะใจ มันสะใจนะ

 

เวลาไปวัดไปวานะ ควรทำบุญที่ไหน ทำแล้วให้มันจบกันไป ทำจบไป อย่าว่าใจหนึ่งอยากทำบุญ แต่กิเลสมันก็อยากให้เขาเห็นหน้า ลอยไปลอยมา ลอยหน้าลอยตา ไร้สาระฉิบหายเลยนะ มันเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นน่ะ

 

ถ้าไปวัดไปวา เราก็เลือกอยู่แล้วใช่ไหม เลือกวัดที่เราพอใจ ไปถึงถ้ามันเป็นกิจกรรมอย่างไรเราก็ทำตามนั้นน่ะ เพราะมันเป็นข้อวัตร คำว่า “ข้อวัตร” แต่ละวัดไม่เหมือนกันหรอก แต่ละวัดนะ มันอยู่ที่ หนึ่ง ชัยภูมิ สถานที่ต่างๆ มันร้อยแปด ดูศาลาสร้างก็ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างก็ไม่เหมือนกัน การเข้าออกก็ไม่เหมือนกัน แต่ที่ไปไหนแล้ว ถ้าเป็นบัณฑิตๆ เราก็ดูเสียหน่อยหนึ่ง เขาทำกันอย่างไร เราก็ทำตามเขา เราทำตามเขานะ เพราะอะไร เพราะเราต้องการบุญกุศลของเรา เราไม่ต้องไปคอยเพ่งโทษใครทั้งสิ้น การเพ่งโทษใครมันเป็นแผลใจเราทั้งนั้นน่ะ นี่ไง เราทำเพื่อประโยชน์กับเราไง

 

เราจะพูดว่า ถ้าไปวัดไปวาแล้ว ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ พระเราอยากให้มันได้ประโยชน์สูงสุดไง ได้ประโยชน์ทั้งนั้น แต่พวกกิเลสว่า “เอ๊ะ! มีแค่นี้หรือ ไม่เห็นมีอะไรเลยเนาะ”

 

ไม่มีอะไรเลยน่ะมันมี ไอ้ที่มีๆ มันไม่มี มันไม่มีเพราะอะไร เพราะมันเป็นพิธีกรรม พิธีกรรมเอามาเป็นขั้นตอน เห็นไหม เวลาเราไปวัดไปวาขึ้นมา เราไปราชการ หลายๆ โต๊ะต้องจ่ายเยอะนะ กว่าจะผ่านโต๊ะหนึ่ง แหม! จ่ายแล้วจ่ายอีก ผ่านทีละโต๊ะๆ ไง ถ้ามันทำทีเดียวสำเร็จเลย นั่นจบ

 

นี่ก็เหมือนกัน เพราะทานมันอยู่ที่เจตนา มันอยู่ที่หัวใจมันยิ่งใหญ่ ถ้าหัวใจนี้มันยิ่งใหญ่ มันไปแล้วอย่าให้กิเลสมันมายุมาแหย่ไง นู่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่เป็นไป โอ๋ย! เราเรียนมานะ เราเรียนมานะ ศาสนพิธี โอ๋ย! ถ้าไม่ได้ถวายสังฆทานมันเป็นทานไม่ได้นะ

 

สมัยพุทธกาลนะ เวลาข้าวยากหมากแพง พอข้าวยากหมากแพงมันเกิดภัยพิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงชีพอยู่ ผ่อน ผ่อนให้ภิกษุ ถ้าเดินไปในป่า เห็นผลไม้ที่ตก ให้เก็บได้ ให้เก็บได้แล้วถ้าไปเจอใครแล้ว ไปเจอใคร ให้วางไว้ แล้วให้เขาประเคน แล้วเวลากลับมาเป็นปกติแล้ว วินัยข้อนี้พระพุทธเจ้าสั่งยกเลิก

 

เวลาเราไปในป่านะ เวลาเราไปเห็นสิ่งที่เราจะใกล้ตายแล้วล่ะ ใกล้ตายเพราะอดอาหารมาหลายวันแล้ว มันจะเป็นจะตายแล้ว ถ้าไปเจอสิ่งใดไม่มีคนประเคนนะ ให้บังสุกุลเอานะ บังสุกุลเลย อนิจจา วต สงฺขารา ขอเถอะผลไม้ผลนี้ ฉันได้นะ ไม่เป็นอาบัติ มันจะผ่านไปได้ มันผ่านไปได้ นี้อยู่ในพระไตรปิฎกนะ

 

นี่พูดถึงว่า ถ้าบอกเราศึกษามาๆ ศึกษาอะไร ศึกษามา ศึกษาแล้วเป็นโทษกับตนใช่ไหม ศึกษามาแล้วก็คอยเพ่งโทษคนอื่นหรือ ศึกษามาแล้วเพื่อเป็นดาบเพื่อไปฟันเขาใช่ไหม เพื่อเป็นคนจับผิดเขาหรือ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ศึกษามาเพื่อลดทอนกิเลสของเรา ศึกษามาเพื่อให้เราเปิดกว้าง เพื่อให้ดำรงชีพ เพื่อให้เราทำสิ่งใดที่มันเป็นประโยชน์ สิ่งใดที่มันเป็นประโยชน์ มันเป็นประโยชน์กับบริษัท ๔

 

สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ เหมือนพ่อแม่ พ่อแม่ ลูกมันจะผิดพลาด ลูกมันจะเป็นสิ่งใด เราจะพยายามสั่งสอน เราพยายามชักนำไปให้มันถูกต้อง แล้วเขาก็ศึกษามาอย่างนั้น ศึกษามาไว้เพื่อเถียงกับมัน มันจะบอกว่า มันเรียนเก่ง พ่อแม่ไม่มีการศึกษาไง ศึกษาไว้เถียงกับมัน เวลาเถียงมาแล้วพระมันชอบเข้ารูปเข้ารอย นี่พูดถึงถ้ามันเป็นธรรมๆ ถ้าเป็นธรรม เป็นธรรมอย่างนั้น

 

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เวลาพระเรา สิ่งที่มันผ่านโลกมา ผ่านโลกมาอย่างไร ได้จริตนิสัยใครมา เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนมาอย่างนั้น ครูบาอาจารย์เราท่านสอนมา ประหยัดมัธยัสถ์

 

เราอยู่กับครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ของมันล้นเหลือนะในคลัง ท่านประหยัดของท่าน ท่านใช้ของท่านด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ ยิ่งหลวงปู่มั่นนี่ไม่ได้เลยนะ อันนั้นมันแสดงออกถึงหัวใจ หัวใจของคนที่เป็นธรรม กิริยามันแสดงออกหมด กิริยาที่แสดงออกมาจากธรรมมันจะเป็นธรรม

 

กิริยาที่แสดงออกมาจากกิเลส กิเลสทั้งนั้น อ้างว่ามีธรรมก็กิเลส กิเลสมันแสดงออกมาด้วยความเป็นกิเลส แล้วกิเลสแสดงออกมาแล้วยังบังเงานะ มารยาทสวยงาม เวลานั่งต้องนั่งบนขนสัตว์ ไปไหนต้องไปด้วยเครื่องบิน ไร้สาระมากเลย

 

ครูบาอาจารย์เรานะ สูงสุดสู่สามัญนี่ใช้ได้ สูงสุดสู่สามัญ ใจเหมือนใจ คนเหมือนคน เขาจะมีกิเลส มันเป็นผลของวัฏฏะ มันไม่มีใครทำให้ใครสะอาดได้หรอก แต่การกระทำของครูบาอาจารย์ที่เป็นตัวอย่างไง หนึ่งตัวอย่างดีกว่าร้อยคำสั่ง หลวงปู่มั่นท่านทำทั้งชีวิตของท่าน หลวงตา เพราะท่านมีโครงการช่วยชาตินี่แหละ ถ้าไม่มีโครงการช่วยชาติ ชีวิตของท่านจะสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ แต่โครงการช่วยชาติก็เพื่อโลกไง

 

นี่ก็เหมือนกัน ชีวิตเราก็เป็นชีวิตนะ อย่าให้แพ้ตัวเอง ทุกคนต้องไปนอนในโลงศพทั้งนั้น ไม่มีใครผ่านโลงศพไปได้หรอก แล้วชีวิตที่ยังมีอยู่นี่พยายามยับยั้งมัน ถ้ามันคิดเห่อเหิมทำลายคนอื่น หยุดซะ ถ้ามันคิดเพื่อตัวมันเอง เหยียบคันเร่ง ทำเพื่อประโยชน์ ทำเพื่อประโยชน์กับหัวใจดวงนี้ ให้หัวใจดวงนี้มีธรรมเพื่อรักษาใจของตน เอวัง

ติดต่อสอบถาม 032-240-666 , 0830382477 Copyright © 2009-2018, สงวนลิขสิทธิ์โดย www.sa-ngob.com