ค้นหา
คำค้น 
จาก 
หมวดหมู่ 


- แผนที่วัดป่ามหาบัว ญาณสัมปันโน ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดป่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต.ระบำ อ.ลานสัก จ. อุทัยธานี
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าตะนาวศรี ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าพุทธธรรม ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี
- แผนที่วัดป่าสมสงัด บ้านเขาควง ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
- แผนที่วัดสันติธรรมาราม(ที่พักสงฆ์) ต.ไล่โว่ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี

 
 เทศน์เช้า เทศน์เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2560  Audio  คลิกดาวน์โหลด  Video  pdf

 

เทศน์เช้า วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

 

ตั้งใจฟังธรรมะเนาะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน ชาวพุทธเราแสวงหาบุญกุศล แสวงหาบุญกุศลคืออะไร คือความสุขของใจ บุญคือความสุข ความชุ่มชื่นในหัวใจ บุญน่ะ บุญไม่ใช่วัตถุธาตุ เราไปหาวัตถุธาตุกันไง

 

ถ้าเราหาบุญกุศล บุญกุศลเป็นนามธรรม เพราะใจของเราเป็นนามธรรมนะ สิ่งที่เข้าหัวใจได้เป็นความรู้สึก ความรู้สึกนั้นเข้าถึงหัวใจ ถ้าเข้าถึงหัวใจ ความชุ่มชื่นนั้น เราแสวงหาบุญกุศลของเรา เห็นไหม มนุษย์ต้องฉลาด

 

ดูสัตว์นะ เวลาสัตว์นักล่า ดูสิ เวลาฤดูกาลของเขา เขาต้องจำศีลของเขา พวกกบ พวกหมีขั้วโลกเหนือเขาจะสะสมอาหารในร่างกายของเขา ถึงเวลาเขาต้องจำศีลของเขา เขาจำศีลทีหนึ่ง ๖ เดือน มันใช้อาหารในร่างกาย ซึมซับไขมันที่สะสมไว้มาเพื่อดำรงชีพ สัตว์มันยังรู้จักจำศีล มันเพื่อความอยู่รอดในชีวิตของเขา เพราะเขาหาอาหารไม่ได้ ฤดูกาลมันบังคับให้เขาต้องจำศีล

 

แต่เราเป็นมนุษย์ มนุษย์เวลาจำศีลนะ เวลาเรามีศีลมีธรรมของเรา วันศีล วันศีลเราไปถือศีลที่วัดที่วา ที่วัดที่วาเพื่ออะไร เพื่อหัวใจดวงนี้ไง คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ หน้าที่ของเราคือมีอาชีพ อาชีพเพื่อเลี้ยงร่างกายนี้ สิ่งที่เราแสวงหา แสวงหามาเลี้ยงปาก แต่หัวใจมันทุกข์มันยาก หัวใจมันทุกข์มันยากมันต้องมีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมโอสถเพื่อชโลมหัวใจให้อบอุ่นมา ถ้าอบอุ่น มันอบอุ่นมาจากไหน

 

เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา โดยการศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาแล้วมันซาบซึ้งหัวใจนะ คนศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลามันทุกข์มันยากขึ้นมาน้ำหูน้ำตาไหลนะ มันทุกข์มันยากขึ้นมา ความทุกข์ความยากอันนั้นมันจะเจือจานได้ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็นความจริงๆ

 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึงระดับของคฤหัสถ์นะ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่ามากๆ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์เกิดขึ้นมา มนุษย์ที่มีสติปัญญา มนุษย์ที่แสวงหาประสบความสำเร็จของชีวิต มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ เห็นไหม มนุษย์เกิดมาแล้วขี้ทุกข์ขี้ยาก มนุษย์ที่มีแต่ความทุกข์ความยากในหัวใจใช่ไหม ไอ้นั่นมันเกิดมาจากไหน

 

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การไม่จองเวรจองกรรมต่อกันมันจะสร้างบุญกุศล แต่เวลาเกิดมาๆ เกิดจากเวรจากกรรม เวลาเกิดจากเวรจากกรรม กรรมที่คนสร้างบุญญาธิการมา มันเป็นพันธุกรรมของจิตๆ พระโพธิสัตว์คิดแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้นน่ะ ความคิดเรื่องดีๆ เพราะว่าเขาตัดแต่งพันธุกรรมในใจของเขามา

 

ไอ้ของเรามันขี้ทุกข์ขี้ยาก เกิดมามีแต่ความเร่าร้อน เกิดมามีแต่ความบีบคั้นในหัวใจ ถ้าความบีบคั้นในหัวใจ สิ่งที่เกิดมา สิ่งที่เวรที่กรรมมันสร้างสมมาๆ ถ้าสร้างสมขึ้นมา สิ่งที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลาเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์ เพราะในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในบรรดาสัตว์สองเท้านะ

 

แล้วเวลาบรรดาสัตว์สองเท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ๆ ขึ้นมา มาจากไหน มาจากมนุษย์ทั้งนั้นเลย เวลาบอกว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์มีสมอง มีอำนาจวาสนาสามารถจะค้นคว้าทำสิ่งใดก็ได้ นี่ว่าเป็นอริยทรัพย์

 

แต่เวลาในอริยสัจ ชาติปิ ทุกฺขา ชาติความเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ชาติความเกิด เพราะมีเรา เราถึงมีทุกๆ อย่างไง เราทำหน้าที่การงานทุกอย่างขึ้นมาเป็นสมบัติของเราทั้งนั้นเลย ถ้าไม่มีเราขึ้นมา สมบัติของใคร เงินในธนาคารชาติเป็นของใคร เป็นของชาติไทย แล้วเรามีสิทธิ์ไหม เรามีสิทธิ์ เราเป็นในชาตินี้ แต่เป็นของเราหรือเปล่า ไม่ใช่ ถ้าเงินในกระเป๋าของเราสิ เงินที่เราแสวงหามานี่เงินของเรา หน้าที่การงานของเราที่เราทำมาเป็นสมบัติของเรา ถ้าเป็นสมบัติของเรา

 

ชาติเกิดมาจากไหน สังคมมันมีได้เพราะอะไร สังคมมีได้เพราะมนุษย์เกิดมาไง มนุษย์รวมขึ้นมาเป็นสังคม แล้วสังคมที่ดีงามขึ้นมา เราจะมีความสุขความสงบของเราพอสมควร พอสมควรๆ คำว่า “พอสมควร” มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนไง อยู่ที่ใจใครมีธรรมะมาก ธรรมะน้อยไง

 

ถ้ามีธรรมะมาก ผู้ที่เขาเป็นเศรษฐีเขาเสียสละของเขา เขาทำเพื่อประโยชน์ของเขา นี่หัวใจของเขา คนที่เป็นเศรษฐีขึ้นมาแล้วเขาสงวนของเขา เขารักษาของเขา เขาไม่ให้ใครเลย นั่นก็เป็นเรื่องสิทธิของเขา มันอยู่ที่หัวใจของคนๆ ไง

 

ในสมัยพุทธกาลนะ บ้านเศรษฐีทุกบ้าน หน้าบ้านจะมีโรงทาน เขามีโรงทานของเขา เขาเผื่อแผ่ของเขาก็เพื่อประโยชน์กับเขาไง เพื่อประโยชน์กับใคร น้ำใจ คนที่ขี้ทุกข์ขี้ยากมา เวลาเราเดินทางมา ถ้ามันทุกข์มันยากมาก็ไปอาศัยนอนที่นั่น นี่ได้พักอาศัย ได้มีอาหารดำรงชีพ แล้วคิดดูสิว่าเขาจะมีความสุขอย่างไร

 

เราเป็นผู้ให้ๆ การให้อย่างนั้นให้เพื่อประโยชน์ไง คนที่เขามีสติมีปัญญาเขาสร้างประโยชน์ของเขา ประโยชน์เพื่ออะไร หัวใจที่เคยได้ประโยชน์อันนั้นมันจะรู้จักบุญคุณนะ แล้วเขาก็ทำต่อเนื่องไปใช่ไหม ถ้าเราเป็นผู้ให้ๆ ไง ถ้าให้อย่างนั้นให้เพื่อประโยชน์กับอะไร ให้เพื่อประโยชน์กับหัวใจของเราไง ใครเป็นคนทำ

 

ชาวไร่ ชาวนา เขาทำไร่ทำสวนของเขา ผลผลิตที่เขาเก็บเกี่ยวของเขาทั้งนั้นน่ะ ไอ้ที่เราทำบุญกุศล เราให้ทาน ของเราทั้งนั้นน่ะ เราเป็นคนทำ ชาวไร่ ชาวสวนเขาเป็นเจ้าของนา เจ้าของไร่ใช่ไหม ไอ้นี่สมบัติที่เราเสียสละเป็นของใคร ของเราทั้งนั้นน่ะ แล้วเราเสียสละไปๆ ของเราทั้งนั้นน่ะ ของเรามันเกิดตรงไหน ของเรามันเกิดในเจตนาที่เราเสียสละนั้นไปไง

 

เราเสียสละ ความลับไม่มีในโลก ความลับไม่มีในโลกคือเป็นผู้ที่กระทำ เราเป็นคนกระทำ เรารู้อยู่แก่ใจ เรารู้อยู่แก่ใจ เวลาถ้ามันสะสมจนเป็นจริตนิสัย เวลาตายไป ทิพย์สมบัติๆ มันเป็นทิพย์ๆ นี่ไง ในสวรรค์ไม่มีตลาด

 

ในสวรรค์ ใครไปเกิดในสวรรค์ เกิดในสวรรค์แล้วความสามารถ ฤทธิ์ของเทวดาแต่ละองค์แตกต่างกัน แตกต่างกันตรงนี้ไง ตรงที่ใครทำมากทำน้อย ใครทำด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ มันเป็นทิพย์สมบัติๆ เป็นของแต่ละบุคคล เป็นของส่วนบุคคล

 

เวรกรรมก็เป็นของส่วนบุคคล แต่มันมีสายบุญสายกรรมไง เราเกิดจากพ่อจากแม่ เราเกิดร่วมกัน เวลาเราเกิดแล้ว สายบุญสายกรรม นี่สายบุญสายกรรมนะ แต่เวลามันเป็นจริงๆ เวลาทุกข์เวลายากขึ้นมาก็ทุกข์ยากในหัวใจเราเท่านั้น แต่เราทำคุณงามความดีก็ในหัวใจเราเท่านั้น เราสร้างบุญกุศลก็เป็นของเราเท่านั้น แต่เรื่องอย่างนี้มันสายบุญสายกรรม

 

เราเป็นคนทุกข์คนยาก เราไม่มีสติปัญญาที่จะหาทรัพย์สมบัติอย่างนั้นเพื่อเสียสละได้ แต่เรามีน้ำใจของเรา เห็นใครที่ทำคุณงามความดี เราอนุโมทนาทานไปกับเขา เห็นคนทำคุณงามความดี ถ้าเรามีใจอนุโมทนาไปกับเขา นั่นก็บุญกุศลนะ เพราะอะไร จิตใจมันชื่นบานไปกับเขาไง ถ้าจิตใจมันคับแคบ เห็นเขาทำคุณงามความดีแล้วมันไม่พอใจไปทั้งนั้นน่ะ เวลาไม่พอใจมันก็บีบคั้นหัวใจไง นี่ไง ความรู้สึก จิตนี้เป็นนามธรรมๆ แต่นามธรรมนี้ยิ่งใหญ่นะ

 

วัตถุที่จับต้องได้ ทุบทำลายได้ทั้งนั้นน่ะ ที่มันกีดขวางที่ไหน ทำลายได้ทั้งนั้นเลย แต่ไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นทุกข์มันทำลายไม่ได้ไง แล้วมันชอบคิดแต่เรื่องที่เจ็บช้ำน้ำใจ มันชอบแต่เรื่องที่เจ็บแสบ ไอ้เรื่องดีๆ คิดได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นน่ะ มันคิดไม่ได้ๆ สิ่งที่เป็นนามธรรมๆ ถึงต้องมีเหตุมีผล ต้องไม่เชื่ออารมณ์ของคน อารมณ์คนเชื่อไม่ได้ ต้องเชื่อด้วยเหตุด้วยผล แต่เวลาธรรมะมันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นที่หัวใจนั่นน่ะ

 

สิ่งที่เป็นนามธรรมๆ เวลาธรรมมันเกิดขึ้น เห็นไหม นามธรรมที่จับต้องไม่ได้ นามธรรมจับต้องไม่ได้ เวลามีสติ มันจับต้องไม่ได้ ถ้ามันจับต้องไม่ได้มันจะพิจารณาได้อย่างไร ในสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม จิตมันพิจารณาอย่างไร จับจิตอย่างไร ตัวจิตมันจับต้องอย่างไร จะพิจารณาของมันอย่างไร แล้วมันจะสำรอกมันจะคายออกไปอย่างไร มันจะมีอะไรไปสำรอกคายออกไป เห็นไหม

 

มัชฌิมาปฏิปทา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา สิ่งที่ว่าความเป็นกลางๆ กลางตรงไหน กลางกิเลสไง กิเลสพอใจก็เป็นกลาง กิเลสไม่พอใจ มันตบไปสองส่วน กิเลสทั้งนั้นน่ะ

 

ถ้ามันเป็นความจริง เพราะจริตนิสัยของคน ดูสิ รสชาติของอาหาร คนที่ทานอาหารที่ว่าพอใจของตน รสชาติมันแตกต่างกันไป ความเป็นกลาง คนที่โทสจริต โมหจริต โลภจริต จริตของคนมันแตกต่างกัน ความแตกต่างกัน สิ่งที่เข้าไปทำมันก็จะแตกต่างกัน

 

เห็นไหม ว่าธรรมะเป็นส่วนบุคคลๆ มรรคของใคร คนจริตนิสัยอย่างไร เวลามรรคเข้าไป มันนุ่มนวลอ่อนหวาน เข้มแข็งอย่างไร ถ้ามันเข้มแข็งเข้าไป มันต้องพอดีกันไง พอดีกับกิเลสของคนคนนั้นไง พอดีกับความยึดมั่นถือมั่น ความติดในใจดวงนั้นไง แล้วมันเข้าไปพอดีแล้วมันไปประหัตประหารกัน

 

เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติ สงครามธาตุ สงครามขันธ์ เวลาสงครามมันเกิดขึ้น สงครามธาตุ สงครามขันธ์นะ เวลาธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เวลาปัญญามันเกิดๆ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง เวลามันคิดนี่ขันธ์ ๕ โดยความรู้สึกนึกคิดของคนมันธรรมดา เราทำความสงบของใจเราเข้ามา พอใจสงบระงับแล้วมีสติปัญญาสามารถยกขึ้นสู่วิปัสสนา

 

ปัญญาของเราปัญญาสามัญสำนึก ปัญญาโดยโลก ปัญญาโดยความรู้สึกนึกคิด นี่โลกียปัญญา ปัญญาแบบโลกๆ ไง เวลาจิตมันสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาคือปัญญาการรู้แจ้ง รู้แจ้งในหัวใจของตนไง ถ้าปัญญารู้แจ้งในหัวใจของตน ถ้าปัญญามันเกิดขึ้น ยกขึ้นสู่วิปัสสนา วิปัสสนาอะไร ปัญญาเป็นอย่างไร แล้วอะไรเป็นคนยกขึ้น อะไรเป็นคนจับต้อง นี่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิมันอยู่ไหน ถ้าคนยังทำความสงบของใจเข้ามาไม่ได้ มันเป็นโลกียปัญญา คือปัญญาสามัญสำนึกทั้งนั้นน่ะ

 

คนเราเกิดมามีความคิดทั้งหมด แล้วก็บอกว่าความคิดของตนเป็นปัญญา แล้วความคิดเวลากิเลสมันครอบงำแล้ว กิเลสมันใช้สอย เห็นไหม รู้มาก ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ศึกษาไว้ทะเลาะกัน ศึกษาไว้เถียงกัน ศึกษาไว้ขัดแย้งกัน

 

เขาศึกษามา ศึกษามาเพื่อประพฤติปฏิบัติ นั่นเป็นแนวทางนะ เราศึกษามาแล้ว ศึกษาแล้วเราไม่เข้าใจ เราก็ธมฺมสากจฺฉา ธมฺมสากจฺฉาคือสนทนาธรรม คือหาช่องทาง หาเหตุหาผล ถ้ามันเป็นธมฺมสากจฺฉา เป็นมงคงชีวิต แต่ถ้ามันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันเหยียบย่ำกัน มันจะเป็นประโยชน์อะไร

 

แต่ถ้าเวลาเราศึกษามาแล้วนะ เราทดสอบของเราสิ สติ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าการดำรงชีพ การเคลื่อนไหวที่ขาดสติ ท่านเห็นแล้วมันขวางหูขวางตามาก แล้วสติ สติแบบเลอเรอไง เพ้อเจ้อไง แต่ถ้าเป็นสติของเขานะ การเคลื่อน การเหยียด การคู้ พระอัสสชิ พระอัสสชิเดินบิณฑบาต พระสารีบุตรสังเกตยังเห็นเลย นี่ไง ถ้ามีสติขึ้นมาแล้ว สติมันเกิดจากภายใน สติมันเกิดจากหัวใจ

 

ตาเป็นหน้าต่างของใจ ปากคิดอะไรมันก็พูดออกมา แล้วถ้าใจมันสงบระงับ มันจะคิด มันจะพูดไหม ถ้าจิตมันคึกมันคะนองนะ ครูบาอาจารย์ท่านเห็น เวลาเล่นกันท่านบอกมันคึกคะนอง หมามันเล่นกันก่อน แล้วเดี๋ยวหมามันก็กัดกัน หมามันชอบเล่นกันนะ ลูกหมามันชอบเล่นกัน มันชอบหยอกชอบล้อ สนุก เพราะสัญชาตญาณของสัตว์ การเล่นคือการฝึกฝน เราต้องมีการศึกษาเพื่ออาชีพใช่ไหม สัตว์นักล่ามันเล่นกันตั้งแต่เด็ก นั่นน่ะมันฝึกคมเล็บคมเขี้ยวของมันเพื่อดำรงชีพของมันนะ มันเล่นของมัน แล้วมันก็กัดกัน

 

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ชอบหยอกชอบล้อ เขาเรียกจิตคึกคะนอง เวลาจิตที่มันสงบระงับเข้ามา ครูบาอาจารย์ท่านรู้ท่านเห็นทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะมันมาจากจิต ทุกอย่างในโลกนี้มันมาจากความรู้สึกอันนั้น แล้วความรู้สึกอันนั้นขึ้นมา นี่ไง เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ อริยทรัพย์ขึ้นมาเพื่อหาคุณงามความดีไง เพื่อหาประโยชน์กับเราไง

 

เราเกิดมาชาติหนึ่ง เวลาเกิดขึ้นมาแล้ว เกิดขึ้นมาก็มีโอกาสชาติหนึ่ง เราจะทำอะไรก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ทำดีก็ได้ จะทำดีขนาดไหนก็ได้ จะทำดีถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ก็ได้ อยู่ที่เราเลือกไง แต่เวลากิเลสมันหลอกนะ เสียเปรียบ เราเสียรู้เขา

 

กรรมนะ เวลาเวรกรรมมันซับซ้อนมา เพราะมันเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมๆ ท่านมาจากไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านมาจากไหน ท่านย้อนของท่านไปไง ตั้งแต่พระเวสสันดรไป แล้วพระเวสสันดร ดูสิ ดูเทวทัตๆ เขาก็เป็นชูชก เขาเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาตลอด ได้สร้างเวรสร้างกรรมกันมาทั้งนั้นน่ะ

 

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเกิดมาแล้ว เราเสียรู้เขา ทำไมถึงเสียรู้ล่ะ ก็พอใจไง อยากไง ถ้ามีสติปัญญามันก็แก้ไขได้ไง เพราะกรรม ว่ากรรมดี กรรมชั่ว กรรมสามารถแก้ได้ แต่การแก้กรรม แก้กรรมด้วยการภาวนา แก้กรรมด้วยสติปัญญา ไม่ต้องไปแก้กรรมที่อื่นหรอก ไอ้ที่ว่าแก้กรรมๆ โกหกทั้งนั้นน่ะ แก้กรรมๆ มันไปแก้ที่ไหน มันไปแก้ที่อดีตชาติได้หรือ มันไปแก้สิ่งที่เราทำไว้แล้วใช่ไหม มันไปแก้ประวัติศาสตร์ได้ไหม ประวัติศาสตร์ เราจะไปเขียนประวัติศาสตร์ใหม่กันหรือ

 

สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์มันมีมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้เราระงับ เราให้อภัยต่อกัน เราพยายามสร้างคุณงามความดีตรงนี้ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไม่จองเวรจองกรรมใครทั้งสิ้น ใครจะมีปัญหาสิ่งใดมันการกระทำของเขา แต่ทางโลกนะ ทางกฎหมาย ทางการปกครองต้องปกครองความถูกต้อง ความถูกต้องความชอบธรรมนั้นถึงจะเป็นธรรม

 

แต่ทีนี้เรื่องเวรเรื่องกรรมมันเป็นเรื่องความรู้สึกไง มันมีความน้อยเนื้อต่ำใจ มันมีสิ่งใดตกค้างในใจ เราต้องมีสติปัญญา มีสติปัญญารักษาตรงนี้ไง รักษาตรงนี้ไว้ เรารักษาสิทธิ์ตามกฎหมาย ตามสังคม ต้องเป็นสิทธิ์ของเราทั้งนั้นน่ะ

 

แต่หัวใจเราๆ คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ เห็นไหม นี่ไง เรามาจำศีล จำศีลก็เพื่อรักษาหัวใจเราให้เข้มแข็งขึ้นมาไง เพื่อให้มันมีสติปัญญารักษาได้ไง แล้วสติปัญญารักษาอย่างนี้ไง รักษาอย่างนี้ถ้ามันรักษาได้ รักษาได้ นี่ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญารักษาหัวใจของเราให้สงบระงับ

 

แล้วปัญญารักษาบ่อยครั้งเข้าๆ จนมันหยุดคิด มันหยุดเลย หยุดเพราะอะไร หยุดเพราะปัญญามันเท่าทัน พอปัญญาเท่าทัน พอมันหยุดแล้ว พอมันจะคิดใหม่ๆ จิตเห็นอาการของจิต จิตที่มันจะคิด ถ้ามันมีสมาธิ มันจะเห็นความคิด

 

ที่บอกว่า สติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม จิตเห็นจิต จิตเห็นเวทนา จิตเห็นธรรม ธรรมารมณ์ๆ มันจะรู้มันจะเห็น นี่เกิดมรรค เวลามรรคมันเกิดมันจะเกิดอย่างนี้ ถ้ามันเกิดอย่างนี้ขึ้นมา นี่ไง หัวใจที่มันเข้มแข็งขึ้น หัวใจที่มันมีการอบรมดีขึ้นๆ มันไม่ใช่การเพ้อเจ้อๆ

 

ครูบาอาจารย์ท่านพูดความจริง แต่เราปฏิบัติไม่ถึง เราก็ว่าเราเป็นของเราโดยสัญญาอารมณ์ โดยอารมณ์ความรู้สึก โดยสามัญสำนึกของเรานี่แหละ มันไม่เป็นธรรมหรอก แต่ถ้าเป็นธรรมจริงๆ ต้องพยายามทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับแล้วฝึกหัดขึ้นมา เพราะถ้าวิปัสสนาคือปัญญาการรู้แจ้ง รู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยาก รู้แจ้งในความโง่ของเราไง รู้แจ้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราไง รู้เท่าถึงความคิดไม่ถึงของหัวใจเราไง หัวใจเราคิดไม่ถึง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่มันจะเป็น รู้ไม่ทันจิตทั้งนั้นน่ะ รู้ไม่เท่าทันตัวเอง ก็เลยโดยตัวเองหลอกก่อนไง แล้วก็ไปให้สังคมหลอก ให้ข้างนอกหลอก

 

เริ่มต้นมาจากเรา ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมาแล้วมันจะรักษาตัวเองได้ นี่พระพุทธศาสนา ธรรมะ ก็จำศีลกัน มาวัดมาวากัน เขามาฝึกหัด ฝึกหัดตรงนี้ไง เห็นไหม มาวัดมาวามาเสียสละทาน มีศีล แล้วฝึกหัดภาวนาขึ้นมาให้หัวใจมันฉลาดขึ้นมาอย่างนี้

 

ถ้าหัวใจเราฉลาดขึ้นมาแล้ว เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นพระๆ เป็นบุตรของชาวศากยะ เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาบวช อุปัชฌาย์บวชเข้ามาเป็นบุตรของชาวศากยะ เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราเป็นชาวพุทธไง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เราเป็นอุบาสก อุบาสิกา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเรานะ ฝากศาสนาไว้กับเรา เราเป็นเจ้าของศาสนา แล้วเราก็พยายามรื้อค้นให้มันเป็นหน่อของพุทธะขึ้นมาในหัวใจของเรานะ มันจะเป็นสมบัติของเรา เราจะบอกว่าเป็นสมบัติส่วนบุคคลๆ สมบัติของเรา ทุกข์ก็เป็นของเรา สุขก็เป็นของเรา ธรรมะถ้าเป็นจริงก็จะเป็นของเรา เอวัง

ติดต่อสอบถาม 032-240-666 , 0830382477 Copyright © 2009-2018, สงวนลิขสิทธิ์โดย www.sa-ngob.com